ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.12 น.

8 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) เวลา 09.00 น.ได้มอบหมายให้ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.นำคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปยื่นต่อศาลฎีกา ภายหลังได้ตรวจสอบเอกสารคำร้องต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ส่งมา เห็นว่า มีรายละเอียดครบถ้วนถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าว

โดยคำร้องดังกล่าวมี 56 ชุด มีเอกสารร่วม 200 ลัง จำนวนเกือบ 1 แสนแผ่น ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง ว่าไปยื่นคำร้องในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งการแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.ไปยื่นคำร้องในวันที่ 9 เม.ย.แล้วนั้น ศาลฎีกาจะยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมาในวันเดียวกัน ต้องรอขั้นตอนตั้งองค์คณะไต่สวนมาพิจารณาสำนวน ป.ป.ช.ว่ามีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จึงจะพิจารณาว่า จะสั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และยังไม่รู้ศาลจะมีคำสั่งออกมาวันใด

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับ ปัญหาน้ำท่วม-เยียวยา ภาคใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง ขณะที่ มติสภาฯ ส่งเรื่องให้ กมธ.ปภ. ติดตามแก้ปัญหาต่อไป

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเสนอโดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และมีญัตติที่เป็นทำนองเดียวกัน อีก 2 ญัตติ ซึ่งเสนอโดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายดังกล่าว มี สส.ร่วมอภิปรายจำนวน 58 คน ล้วนสะท้อนความเห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาอุทกภัย และน้ำท่วม เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สขลา รวมไปถึงปัญหาดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ขาดการบูรณาการการแก้ปัญหา ทำให้การคลี่คลายสถานการณ์ล่าช้า กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันยังได้อภิปรายทวงถามการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่พบว่าการจ่ายเงินเยียวยาไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเดียวกัน เป็นต้น

ภายหลังจากที่สส.อภิปรายแล้วเสร็จ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะสส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสรุปญัตติ โดยตอนหนึ่งระบุว่า ตัวเลขการเยียวยาของพื้นที่อุทกภัยยอมรับว่ามีปัญหา ทั้งนี้มีส่วนที่ไม่ตรง คือ เงินเยียวยาดำรงชีพ  เช่น ในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 1.6หมื่นครัวเรือน  วงเงิน 187 ล้านบาท  ที่อภิปรายว่าบางบ้านได้ 150 -450 บาท ตนสอบถามไปทางเทศบาลหาดใหญ่ พบผู้ที่ได้เงินต่ำกว่า 1,000 บาท จากเอกสารเบื้องต้น มี 15 ครัวเรือน แต่หลังจากเงินก้อนนี้ออกไปและพบปัญหาทางจังหวัดระบุว่าจะไม่มีปัญหา ที่ครัวเรือนจะรับเงิน หลักร้อยบาทอีก 

นายเจเศรษฐ์ อภิปรายด้วยว่า ส่วนที่มีผู้อภิปรายว่าการเยียวยาล่าช้านั้น จากการตรวจสอบพบว่ายังเหลืออีก 3.1 หมื่นครัวเรือนที่อยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหาย ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมเพื่ออนุมัติ และส่งเรื่องไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  และทำเรื่องขอเงินไปยังกระทรวงการคลัง โดยรัฐบาลใหม่ ต้องเร่งรัดและช่วยท้องถิ่นดูปัญหา ส่วนมาตรการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ มีระเบียบออกมาแล้ว ได้เงินเพิ่มที่จำนวน 8.8 หมื่นบาท 

“ผมทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากภัยพิบัติ รัฐบาลก็ทราบดี เราถอดบทเรียน เป็นพันๆหน้า ผมให้คำมั่นสัญญากับประชาชน และสส.ว่า ที่อภิปรายจะนำมาถอดบทเรียนและพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอน และผมจะนำไปประกอบข้อมูลราชการ หาข้อตกลงหรือหาแนวทางจัดการออกมาให้ดีที่สุด พวกเรายอมรับ และ นายกฯ ก็ยอมรับวันที่เกิดเหตุนั้นมีข้อผิดพลาด แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดซ้ำอีก หากมีเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนข้อมูลหรือเรื่องใดที่อยากส่งต่อไปยังหน่วยงาน  ผมรับอาสาติดตามไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจและเฝ้าระวัง ดังนั้นขอความร่วมมือให้วิกฤติที่เจอในอนาคตดีขึ้น” นายเจเศรษฐ อภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้ายที่ประชุมเห็นด้วยกับการเสนอประเด็นที่อภิปรายไปยังรัฐบาลให้พิจารณานอกจากนั้นแล้ว จะให้กลไกของกมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (ปภ.) สภาฯ ที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้เป็นผู้ศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหา โดยมีกรอบเวลาให้ทำงาน 90 วันนับจากวันถัดจากที่สภาฯ มีมติตั้งกมธ.ปภ.  

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

“ดร.ณัฏฐ์”ชี้”ฝ่ายค้าน” ใช้ธีม”พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”เป็นเพียงสีสันทางการเมือง ในชั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่อาจล้มรัฐบาลได้

8 เมษายน 2569 สืบเนื่องรัฐบาลกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 พรรคฝ่ายค้าน นำโดยอ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาขน ระบุว่า จะใช้ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” พร้อมส่งขุนพลอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ในชั้นคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีความแตกต่างการยื่นญัติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ………เนื่องจากในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

กรณีตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  แถลงข่าว โดยระบุว่า ใช้ขุนพลประมาณ 20 คน เพื่ออภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยใช้ ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เป็นการลอกเลียนมาจากวาทกรรมทางการเมืองที่ว่า “พอแล้ว  รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นลักษณะเชิงเสียดสีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการรณรงค์หาเสียงที่ผ่านมา ย่อมสามารถกระทำได้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ ถือเป็นเพียง “สีสันทางการเมือง” เพราะในชั้นแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้แถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปใช้เป็นนโยบายสาธารณะ  หมายความว่า เอานโยบายของแต่ละพรรคฝ่ายรัฐบาลมากลั่นกรองเป็นนโยบายเดียว เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในการขับเคลื่อนและใช้ในการบริหาราชการแผ่นดิน

พูดภาษาชาวบ้าน คือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีอำนาจเต็ม  ส่วนการนำนโยบายของรัฐบาลผสม มาขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะ การเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด เป็นเพียงข้อเสนอแนะในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ไม่สามารถล้มรัฐบาลในชั้นนี้ได้

ประเด็นในการแถลงนโยบาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้เพียงคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ต้องไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในเงื่อนไขหลัก นโยบายที่จะนำไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยในการแถลงนโยบาย ย้ำว่า ไม่มีประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจแก่รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้งกฎหมายห้ามเด็ดขาดในการลงมติความไว้วางใจ

ส่วนที่ถามว่า ปปช.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาล กระทบต่อฝ่ายค้านหรือไม่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ต้องดูว่า ปปช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 9 เมษายน 2569 หรือไม่ หากยื่นต่อศาลฎีกาจริง ต้องดูว่า หากยื่นแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกันหรือไม่หากศาลฎีกาใช้แนวทางเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อยื่นแล้ว ต้องรอเลือกองค์คณะจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามจำนวนที่กำหนดแล้ว จึงจะมีคำสั่ง รับคำร้องหรือสั่งให้แก้ไขคำร้อง หมายความว่า หากใช้แนวเดียวกับคดี อม. หาก ปปช.ยื่นแล้ว ต้องรอคัดเลือกองค์คณะศาลฎีกาจากที่ประชุมใหญ่ มาเป็นองค์คณะรับผิดชอบสำนวนคดี ก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำร้องของ ปปช.ผู้ร้องหรือไม่ หากใช้แนวเดียวกัน ที่ผ่านมาอาจใช้ระยะเวลาพอควร บางคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่ ปปช. ยื่นต่อศาลฎีกา หากคดีอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแล้ว ถือเป็นดุลพินิจของศาล ส่วนจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เป็นมติเสียงข้างมากขององค์คณะ

ส่วนที่ นายณัฐพงษ์ฯ ระบุว่า ปปช.ฟ้องคดีกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ประหนึ่ง จะใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง ดร.ณัฏฐ์  ตนแนะนำว่า ให้นายณัฐพงษ์ฯกับพวก ไปพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมให้สิ้นกระแสความก่อน เพราะจริยธรรมร้ายแรง เป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี กรณี ปปช. จะยื่นฟ้องศาลฎีกาในวันเวลาใด เป็นดุลพินิจของฝ่ายกฎหมาย ปปช.ไม่มีใครแทรกแซงหรือไม่มีใครไปกลั่นแกล้งทางการเมือง ตามพุทธภาษิตว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.33 น.

คลองหลอดขยับ! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3รมช.หนุ่ม เจ้าตัวกำกับดูแล สำนักงานรมต.-สำนักฯปลัดมท.-ปกครอง-ประสานฯชายแดนใต้ ด้าน พลพีร์ มท.2 ดู ที่ดิน-พัฒนาชุมชน-กฟภ.-กฟน. ขณะที่ เจเศรษฐ์ มท.3 คุม โยธาฯ-ปภ.-กปภ.-กปน. ส่วน วรศิษฎ์ มท.4 ได้ ท้องถิ่น-กทม.-องค์การตลาด-จัดการน้ำเสีย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่881/2569 ลงวันที่ 8เม.ย.69 เรื่องการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแบ่งมอบภารกิจหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และรมช.มหาดไทย ทั้ง 3 คน ให้กำกับดูแล โดยนายอนุทิน นายกฯ ในฐานะรมว.มหาดไทย(มท.1) กำกับดูแล 1.สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย 2.สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 3.กรมการปกครอง และ 4.การประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.การบริการราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย(มท.2) กำกับดูแล 1.กรมที่ดิน 2.กรมการพัฒนาชุมชน 3.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ4.การไฟฟ้านครหลวง  

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย(มท.3) กำกับดูแล 1.กรมโยธาธิการและผังเมือง 2.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 3.การประปาส่วนภูมิภาค และ4.การประปานครหลวง 

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย(มท.4) กำกับดูแล 1.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กรุงเทพมหานคร 3.องค์การตลาด และ4.องค์การจัดการน้ำเสีย

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.05 น.

8 เมษายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

ประกาศ ณ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2569

(นายณรงค์ กลั่นวารินทร์) ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

– 006

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต.  ยกอังกฤษมีมานานเพื่อป้องกันการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก มองสังคมไทยยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องการปกป้องสถาบัน – สิทธิเสรีภาพปชช.อีกนาน แนะศาล รธน.วางสัดส่วน-ความเหมาะสมให้ดี พร้อมอธิบายทำความเข้าใจมากขึ้น เพื่อรักษาสันติภาพในประเทศ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเดอะเพนนินซูลา กรุงเทพมหานคร นายไชยันต์  ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมเสวนาวิชาการเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง” ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า กกต.เชิญให้ไปเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งก็ให้คำให้การไปแล้วบางส่วน  

และอีกบางส่วนกำลังศึกษาอยู่ในจุดยืนของตนก่อนมีเรื่อง ได้อธิบายไว้ในโซเชียลมีเดียว่าที่มาคืออะไร บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ในบัตรเลือกตั้งที่อังกฤษเป็นอย่างไร มีไว้สำหรับป้องกันการปลอม กกต.ก็ใช้หลักการเดียวกันที่จะไม่ให้มีการปลอม ซึ่งของอังกฤษแน่นอน บางคนก็สืบย้อนได้ แต่จะทำก็ต่อเมื่อมีเรื่องขึ้นมา ซึ่งเคยมี ที่มีคนสงสัยว่าจะมีคนที่ไม่ใช่คนอังกฤษไปลงคะแนนก็มีการสืบย้อนไป ซึ่งสืบยากมากและพบว่ามีคน 3 คน เป็นคนเยอรมันในอังกฤษ 

นายไชยันต์ กล่าวถึงความคาดหวังบท บาทของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสันติภาพในประเทศไทยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายขณะนี้ จะทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการอธิบายให้มากขึ้นในภาษาที่คนเข้าใจได้ว่าที่มาที่ไปของคำตัดสิน หรือที่มักจะจะมีการพูดว่ามีข่าวลับ ข่าวลือต่างๆ  ตุลาการท่านนั้นท่านนี้มีที่มาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าตุลาการจะมาจากวิธีไหนใครเลือกเข้ามาไม่สำคัญ  แต่เมื่อท่านเข้ามาแล้วต้องสวมจิตวิญญาณตรงนี้  ความโปร่งใสการตีความ ต้องมีการอธิบายให้มากขึ้นได้หรือไม่  ขณะเดียวกันควรมีการแปลเป็นภาษาต่างๆเพราะมีคนที่ไปเขียนด่าศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาและไม่มีใครไปตอบโต้  

“ศาลรัฐธรรมนูญอย่าทำตัวเหมือนศาลปกติ ต้องทำให้กว้างขวาง ให้เป็นอะไรที่ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นในเรื่องของการพิจารณาคดีต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการได้สัดส่วน โดยเฉพาะในเรื่องสถาบันกษัตริย์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจะยังเป็นปัญหาไปจนกว่าระบอบการปกครองของเราจะลงหลักปักฐานเหมือนต่างประเทศ สัดส่วนตรงนี้ยาก ต้องทำความเข้าใจให้กับประชาชน” นายไชยันต์ กล่าวและว่า “จึงอยากฝากตรงนี้สันติภาพภายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญและรัฐธรรมนูญใหม่คงต้องมี ซึ่งถ้ามีก็ดีเพราะจะก้าวหน้าขึ้น แต่ก็ต้องดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก”

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.25 น.

“สุขุม”ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์ ประเมินฐานการเมืองยังแข็ง

8 เมษายน 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก โดยประเมินว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเปิดตัวได้อย่างโดดเด่น ทันทีหลังเข้ากระทรวงทำงาน เนื่องจากสามารถแสดงผลงานที่เป็นรูปธรรมได้

ทั้งนี้ มาตรการสำคัญที่สะท้อนผลงานดังกล่าว คือ การปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน มาตรการตรึงราคาค่าโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่มีการเดินทางจำนวนมาก

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการบริหารประเทศในช่วงเริ่มต้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังต้องติดตามผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจสอบหาไอ้โม่งและจัดการปัญหาการกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาและความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ ที่เกิดปัญหาน้ำมันขาดหน้าปั๊ม ถึงเรื่องน้ำมันแพง ถือว่าเป็นวิกฤตรัฐบาลหรือไม่ รศ.ดร.สุขุม มองว่า ปัญหาเกิดทั้งโลก และรัฐบาลยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากมีฐานเสียงและเสถียรภาพทางการเมืองที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง จากการมี สส.ในสภากว่า 190 คน แต่ห้ามประมาท เพราะฝ่ายตรวจสอบก็ยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มข้น และความรู้สึกของประชาชน คือปัจจัยชี้วัดในระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน

“หลังจากแถลงนโยบายและเริ่มใช้อำนาจเต็มที่ รัฐมนตรีทุกคนต้องเร่งทำงานแข่งขันกับเวลา เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นผลงานที่ประชาชนรับรู้ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มลูกเทพทั้งหลายนี่คือโอกาส ในการพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ว่าทำงานได้ ทำงานดี ไม่ใช่ว่ามาเป็นรัฐมนตรีเพราะบารมีผู้ใหญ่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังระบุว่า ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาล เพราะหากรัฐบาลสามารถรักษาทิศทางการทำงานและสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้ต่อเนื่อง จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศในระยะต่อไป

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.17 น.

8 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า มีกำหนดการไปเยือนประเทศโอมาน ในวันที่ 15 – 16 เมษายน ตามคำเชิญของ รมต.ต่างประเทศโอมาน โดยตนจะไปขอบคุณที่ทางโอมาน ช่วยประสานงานช่วยเหลือลูกเรือ มยุรี นารี ที่ถูกโจมตี ซึ่งลูกเรือ 20 คน ได้เดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจว่า ภายหลังที่มีหน่วยกู้ภัยของทั้ง 2 ประเทศ คือ โอมาน และอิหร่าน รวมทั้งของบริษัทเข้าไป ในที่สุดเราก็ทราบแล้วว่า ลูกเรือ 3 คน ที่ยังอยู่บนเรือ เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวด้วย

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้ 

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า โดยถือเล่มคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีสีน้ำเงินลายธงชาติ ติดมือลงมาด้วย  ซึ่งคาดว่านำไปอ่านเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในเช้าวันที่ 9 เม.ย.นี้ โดยก่อนนายกฯ จะขึ้นรถนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินเข้ามาพูดคุยระยะหนึ่ง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนเรียกนายกฯ เพื่อที่จะขอสัมภาษณ์ แต่นายกฯ ไม่ได้หันมา ก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.04 น.

กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง     

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ