เปิดจดหมายด่วน! พิรงรอง จี้ เลขาฯ กสทช. เปิดประชุมบอร์ด หลังคำสั่งศาลปกครองชี้ชัด ปธ.กสทช. พ้นเก้าอี้แล้ว

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

4 กันยายน 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ส่งบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏข่าวสารเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ในคดีระหว่าง นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) และ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำสั่งศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

โดย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2569 เรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคือวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

บอร์ดที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุชัดเจนว่า นายสรณ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้ต่อไป อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ (ไม่น้อยกว่า 4 ท่าน) สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพื่อไม่ให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมต้องหยุดชะงัก

แต่เนื่องจากปัจจุบันศาลยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวใดๆ ทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวคงมีผล ส่งผลให้นายสรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้มาตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการตามกฎหมาย โดยเร่งจัดประชุม กสทช. สำหรับกรรมการที่เหลืออยู่ ในวันศุกร์ที่ 4กันยายน 2569 หรือภายในสัปดาห์หน้าตามวันเวลาที่กรรมการที่เหลืออยู่สะดวกตรงกัน ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาวาระการประชุมที่ค้างสะสมมานานกว่า 1 เดือนจากการที่ไม่สามารถเปิดประชุมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า วันนี้ กสทช. ไม่ได้มีการระบุวาระการประชุมตามข้อเสนอของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุในกำหนดและวาระงานประจำวัน

พิรงรอง รามสูต,กสทช,สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,หมอสรณ,

ปกครอง ร่อนหนังสือชี้แจง ปมสุสานยิวในฉะเชิงเทรา ยันไม่ให้ต่อใบอนุญาต

4 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 กรมการปกครอง ออกหนังสือชี้แจง กรณี การออกใบอนุญาตสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตามที่มีปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กล่าวถึงกรณี ชุมชมชนต่างชาติได้ดำเนินการจัดตั้งสุสานภายใต้ชื่อ New Jewish Cemetery (สุสานชาวยิวแห่งใหม่) เพื่อรองรับการฝังศพมากกว่า 1,200 หลุมในพื้นที่ใกลักรุงเทพฯ และมีการอ้างอิงถึงสถานที่ตั้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

กรมการปกครองได้แจ้งกำชับจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ทุกอำเภอดำเนินการตรวจจสอบการจัดตั้งสุสานในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ อำเภอบางคล้าได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่า มีการจัดตั้งสุสานชื่อ “JEMSH CEMETERY THALAND” ในพื้นที่ อบต.เสม็ดได้ หมู่ที่ 2 ตำบลเสม็ดได้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอจัดตั้งสสานและฌาปนสถาน และมี นางสาวสมพร เกิดบ้านไร่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถาน ซึ่งได้รับการอนุญาตเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี กรณีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะ “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” เป็นผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ยื่นคำขอ และตรวจสอบเอกสาร ผู้ขอหรือตัวแทนยื่นคำขอพร้อมตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

2. ตรวจสอบสถานที่ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้ง และรายละเอียดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528

3. พิจารณา และออกใบอนุญาต เสนอความเห็นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยต่อมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ ได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในกรณีนี้คือนายอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เนื่องจากนายอำเภอบางคล้าได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยผลการตรวจจสอบปรากฏว่า สถานที่ตั้งสุสานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ใน 2 ประเด็น ดังนี้

(1) ระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ กำแพงสุสานอยู่ห่างจากคลองสาธารณประโยชน์เพียง 187 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 400 เมตร

(2) ระยะห่างจากทางสาธารณะ ตัวสุสานอยู่ห่างจากถนนสนามช้าง – หนองโสน เพียง 3.60- 9 เมตร และประตูสุสานอยู่ห่างเพียง 6 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 50 เมตร

ด้วยเหตุนี้ นายอำเภอบางคล้า จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ต่อมาบริษัท กาน ชาบาด จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันผู้ดำเนินการแทนบริษัทฯ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการใช้สิทธิทางศาล และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองระยอง

กรมการปกครองขอยืนยันว่า การดำเนินการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำหรับกรณีการขอต่ออายุใบอนุญาตที่มีประชาชนร้องเรียน อำเภอบางคล้าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต”

ขอบคุณภาพ : เต้ อาชีวะ อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ

กรมการปกครอง, จังหวัดฉะเชิงเทรา, สุสานยิว

กกต.ฟันอาญา 99 ผู้สมัคร ส.อบจ. – นายก อบจ. ลงเลือกตั้ง ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ โทษคุกสูงสุด 10 ปี

4 กันยายน 2569 เวลา 14:57 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 438/2569 วันที่ 4 กันยายน 2569

กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร ส.อบจ. และ นายก อบจ. 99 ราย กรณีสมัครทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 63/2569 เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบกับมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 79/2569 เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 99 ราย (ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน) ในฐานความผิดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ

ทั้งนี้ มาตรา 120 บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่บริการสายด่วน 1444 ดูน้อยลง

กกต, คดีอาญาผู้สมัคร, เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เปิดพิกัด 65 ดาต้าเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เยอะสุด 45 แห่ง ตจว. กระจุกตัวพื้นที่ EEC

4 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกระแสที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากเกี่ยวกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์ 45 แห่ง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของภาคธุรกิจ ความเป็นจริงแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดดสู่ภูมิภาค จนมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วถึงกว่า 65 แห่ง

วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ พาทุกท่านไปสำรวจและเปิดพิกัดแบบเจาะลึกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 65 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ไหน ดำเนินการโดยใคร และแต่ละพื้นที่มีบทบาทสำคัญอย่างไร ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อใจกลางเมืองหลวง ฐานเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรมในแถบ EEC อย่างชลบุรีและระยอง ไปจนถึงศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคในภาคเหนือ

  1. กรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลใกล้เคียง (ศูนย์กลางโครงข่ายหลัก)

กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดกำเนิดและศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากที่สุด เพื่อตอบสนองการเชื่อมต่อที่รวดเร็วของภาคธุรกิจ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  • NT (Bangrak) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในย่านบางรัก
  • อาคาร CAT Telecom Tower – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในเขตบางรัก
  • PROEN (Bang Rak DC) และ OTT DC – ดำเนินการโดยบริษัท PROEN Corp ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม (CAT Tower) ย่านบางรัก
  • ServeNET CAT IDC FL14 – ดำเนินการโดยบริษัท Servenet ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • NIPA Data Center – ดำเนินการโดยบริษัท NIPA Cloud ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • UIH (BCH4 และ TCCT) – ดำเนินการโดยบริษัท United Information Highway (UIH) ตั้งอยู่ในอาคารเบญจจินดาและย่านธุรกิจใจกลางเมือง
  • TCCT (Bangna) และ TCCT (Empire Tower) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ในย่านบางนา และอาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ย่านสาทร
  • True IDC (East Bangna, Midtown Ratchada, Midtown Pattanakarn) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งกระจายอยู่ในย่านบางนา รัชดาภิเษก และพัฒนาการ
  • STT GDC (Bangkok 1, 2, 3 และ Campus) – ดำเนินการโดยบริษัท ST Telemedia Global Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านหัวหมากและบางกะปิ
  • NTT DATA (Bangkok 1, 2, 3, 4, 5) – ดำเนินการโดยบริษัท NTT DATA, Inc. ตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางนา และขยายไปจนถึงพื้นที่เชื่อมต่อจังหวัดชลบุรี
  • Telehouse (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท KDDI Corporation จากประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านพระราม 9
  • CSL (CyberWorld และ The Cloud) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในย่านรัชดาภิเษก
  • INET (IDC1, IDC2 และ IDC3) – ดำเนินการโดยบริษัท Internet Thailand (INET) ตั้งกระจายอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร (เช่น อาคารไทยซัมมิท, อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์)
  • ETIX (Bangkok #1 และ #2) – ดำเนินการโดยบริษัท Etix Everywhere ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและย่านบางนา
  • DAMAC Digital (BKK01, BKK02 และ BKK03) – ดำเนินการโดยบริษัท DAMAC Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน ศรีนครินทร์ (ซอยศรีนครินทร์ 8 เขตสวนหลวง) 
  • Evolution DC (Bangkok TH01 และ TH02) – ดำเนินการโดยบริษัท Evolution Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในย่าน แพรกษา (จ.สมุทรปราการ)
  • Empyrion Digital (TH1) – ดำเนินการโดยบริษัท Empyrion Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา (เขตบางนา)
  • Equinix (BK1) – ดำเนินการโดยบริษัท Equinix ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • Global Switch (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท Global Switch ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  • BDC (BKK01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • KIRZ Data Center Service – ดำเนินการโดยบริษัท KIRZ ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา
  • AIMS (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท AIMS Data Centre ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สีลม-สาทร (เขตบางรัก)
  • GSA Data Center 01 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยู่ในย่าน เทพารักษ์ (อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ)
  • JasTel IDC – ดำเนินการโดยบริษัท JasTel Network ตั้งอยู่ในอาคารจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในย่าน แจ้งวัฒนะ
  • Pacific Internet Thailand และ Pacific-IDC – ดำเนินการโดยบริษัท Pacific Internet ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางรัก
  • Digital Edge (Chonburi) – ดำเนินการโดยบริษัท Digital Edge (แม้ใช้ชื่อชลบุรี แต่นับรวมในเขตอิทธิพลการเชื่อมต่อของกรุงเทพฯ) นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (จ.ชลบุรี)
  • Freyr AI (Samut Prakan) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานคร อยู่ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ
  1. จังหวัดชลบุรี (จุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรม)

ชลบุรีเป็นพื้นที่สำคัญในเขต EEC ที่มีความได้เปรียบด้านที่ดินและจุดยกพลขึ้นบกของสายเคเบิลใต้น้ำ จึงเป็นที่ตั้งของโครงการระดับ Hyperscale จำนวนมาก

  • NT (Sriracha) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ที่ทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา (เป็นจุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำที่สำคัญ)
  • SUPERNAP Thailand – ดำเนินการโดยบริษัท SUPERNAP ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช 2 อำเภอศรีราชา
  • TCCT (Amata Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ที่อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์
  • DayOne Chonburi Tech Park – ดำเนินการโดยบริษัท DayOne ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (รองรับ AI และ Cloud)
  • Bridge Data Centres หรือ BDC (QHI01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับความจุระดับ 200MW)
  • GSA Data Center 02 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับระบบ Hyperscale ขนาด 35MW)
  • Amazon AWS (Bo Win) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา
  • CloudHQ (BKK) – ดำเนินการโดยบริษัท CloudHQ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา (โครงการขนาดใหญ่ระดับ 108MW)
  1. จังหวัดระยอง (ศูนย์รวมโปรเจกต์ยักษ์ระดับเมกะวัตต์สูง)

พื้นที่จังหวัดระยอง (รวมอำเภอบ้านฉาง) เป็นคลัสเตอร์ที่เน้นรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล และเป็นฐานทัพของกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก:

  • Amazon AWS (Maenam Khu Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (แม่น้ำคู้ใหม่)
  • K2 Data Centres (BKK 31-32) – ดำเนินการโดยบริษัท K2 Data Centres ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4
  • Amazon AWS (Ta Sit) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด พื้นที่ตำบลตาสิทธิ์
  • Haoyang (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Beijing Haoyang Cloud&Data ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอปลวกแดง (โครงการขนาดมหึมารองรับกำลังไฟ 300MW)
  • Stratus Technology (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท ZDATA Technologies ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม CPGC อำเภอนิคมพัฒนา
  • Freyr AI (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง (รองรับระบบ High-Performance Computing)
  • GDC (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Galaxy Data Center ตั้งอยู่ในโครงการ Silicon Tech Park อำเภอบ้านฉาง
  • STP Planet DC – ดำเนินการโดยบริษัท STP Planet DC Co., Ltd. ตั้งอยู่ในเขต EEC อำเภอบ้านฉาง (ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier III)
  1. จังหวัดปทุมธานี (คลัสเตอร์นิคมอุตสาหกรรมตอนเหนือของ กทม.)

ปทุมธานีมีความโดดเด่นในย่านนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นแหล่งรวมโรงงานและองค์กรขนาดใหญ่:

  • OneAsia (North Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท OneAsia Network ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  • CSL (Tellus Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  1. จังหวัดนนทบุรี (ศูนย์กลางเชื่อมต่อฝั่งตะวันตกและศูนย์แสดงสินค้า)

ทำเลที่ตั้งใกล้กับศูนย์จัดแสดงสินค้าและเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น

  • True IDC (North Muang Thong) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งอยู่ที่อาคารบางกอกแลนด์ เมืองทองธานี
  • NT (Nonthaburi 1 & 2) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
  1. จังหวัดเชียงใหม่ (ศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคภาคเหนือ)

การเริ่มต้นขยายโครงสร้างพื้นฐานออกสู่ภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพ

  • NT (Chiang Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ (โครงการระดับ Tier 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2026)

ดาต้าเซ็นเตอร์

ปชป. จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ Data Center กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน

4 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

“ปชป.” จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ “Data Center” กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน แฉ ขบวนการกากพิษไร้การเซฟคนไทย

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย และ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมาย ร่วมแถลงข่าวตั้งคำถามถึงการอนุมัติจัดตั้ง Data Center ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออก

นายพงศกร กล่าวว่า จากกรณีการก่อสร้างและอนุมัติโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่พระราม 9 นั้น แม้ กทม. จะสั่งระงับในเวลาต่อมา แต่ยังเกิดคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการอนุมัติย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2565 ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างมลภาวะโดยไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลเร่งตรวจสอบโครงสร้างการอนุมัติทั้งหมด

ด้าน นายพรชัย ระบุเพิ่มเติมว่า Data Center ยุคปัจจุบันต้องใช้ชิปประโมลผลระดับสูง (GPU) ซึ่งใช้น้ำปริมาณมหาศาลในการระบายความร้อน และใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก แต่ประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานรับผิดชอบตรง มีเพียงการใช้วิธีเทียบเคียงกับประเภทอาคารสำนักงานหรือโกดัง ซึ่งเป็นการมองเพียงตัวเลขเงินลงทุน (KPI) โดยมองข้ามผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม และหากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นในอนาคต ประชาชนอาจต้องถูกแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

ขณะที่ นายไพศาล เผยถึงกลุ่มทุนและกากอุตสาหกรรมพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยอง ว่า ที่ผ่านมากลุ่มทุนโรงงานมักใช้วิธีการทำ CSR สานสัมพันธ์ชุมชนเพื่อสร้างเสียงโหวตผ่านประชามติ แต่กลับปล่อยควันและน้ำเสียปนเปื้อนลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตของชาวบ้านโดยไร้การควบคุมจากรัฐ จึงขอจี้ไปยังผู้บริหาร กทม. และรัฐบาล ให้ตระหนักถึงผลกระทบระยะยาว และเร่งแก้ไขการตั้ง Data Center กลางเมืองรวมถึงปัญหากากพิษอุตสาหกรรมเพื่อคุ้มครองประชาชนคนไทยเป็นหลัก

Data Center, ประชาธิปัตย์, พรรคประชาธิปัตย์

ศุภชัย ซัด ฝ่ายค้าน จ้องใช้เวทีสภาฯ กดดัน กกต. บี้ปมฮั้ว สว. จนกลายเป็นซักฟอกองค์กรอิสระ 

4 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?

การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อวานนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีวาระการประชุม พิจารณา รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปี 2567 ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กกต. ทั้งการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน งานพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร

อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้จากการกล่าวของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าการอภิปรายกลับมุ่งเน้น คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากมีการนำ ข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และสมควรหรือไม่ที่จะนำเนื้อหาภายในสำนวนมาไล่ถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้นเสียเอง

โดยเฉพาะเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็น สมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจตรวจสอบในนามของฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งควรระมัดระวังไม่ให้การตรวจสอบถูกมองว่าเป็นการนำข้อมูลจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้สร้างแรงกดดันต่อผู้มีหน้าที่วินิจฉัย

เอกสิทธิ์ในการอภิปราย ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นใบอนุญาตให้ละเลยคำถามเรื่องที่มาของเอกสาร ความชอบด้วยกฎหมาย และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในสำนวน

กกต. ต้องถูกตรวจสอบเรื่องความล่าช้า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพได้ แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ใช่นำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครผิด หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากก่อนพิจารณาพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน

กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินคดีกับทุกคนที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานของ แต่ละบุคคล อย่างรอบด้านและเป็นธรรม การมีชื่อในคำร้องหรือในสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด

หลักการมีเพียงสองทาง

* หลักฐานเพียงพอ ต้องดำเนินการโดยไม่เกรงใจใคร

* หลักฐานไม่เพียงพอ ต้องกล้ายุติเรื่องโดยไม่หวั่นไหวต่อกระแส

สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต. ตั้งคำถามได้ แต่อย่าชี้นำ เร่งรัดได้ แต่อย่ากำหนดคำตอบล่วงหน้า และกระแสสังคมไม่อาจแทนที่พยานหลักฐาน

หากต้องการให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ต้องเคารพความเป็นอิสระขององค์กร แม้ผลการพิจารณาจะไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายใด ตรวจสอบได้ แต่อย่ากดดันให้ได้คำตอบตามต้องการ

และก่อนจะนำ “สำนวน” มาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า

สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะ กฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยานหลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย

การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต. แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร”

ซักฟอก, ศุภชัย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

ผอ.JIC สวนเดือด! อาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว ย้อนถามกัมพูชา BM-21 ใครยิง ยิงจากไหน เป้าหมายอะไร พลเรือนไทยเสียชีวิต 1-เจ็บหลายราย

4 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

“ผอ.JIC” สวนเดือด! อาชญากรรมสงครามไม่ใช่เรื่องพาดหัว ย้อนถามกัมพูชา BM-21 ใครยิง ยิงจากไหน เป้าหมายอะไร พลเรือนไทยเสียชีวิต 1-เจ็บหลายราย ไทยพร้อมเปิดหลักฐาน Full Timeline ขอประชาคมโลกใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย

4 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการสถานการณ์ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสื่อกัมพูชานำความเห็นของช่างภาพข่าวชาวฝรั่งเศสมาระบุว่า การกระทำของทหารไทยอาจเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม” ว่า ประเทศไทยเคารพเสรีภาพของสื่อและสิทธิในการตั้งคำถาม แต่คำว่า “อาชญากรรมสงคราม” เป็นข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่ร้ายแรง จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่จากความเห็นหรือภาพเพียงด้านเดียว

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า หากจะตรวจสอบว่าใครละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยประเทศไทยมีหลักฐานเกี่ยวกับการยิงจรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่พลเรือนของไทย รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จรวด BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

“คำถามทางกฎหมายจึงง่ายมากครับว่า ใครยิง? ยิงจากที่ใด? เป้าหมายคืออะไร? และผลกระทบต่อพลเรือนคืออะไร? นี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบอย่างเป็นกลาง” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายไทยกำลังกล่าวหาว่ากัมพูชาก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินว่าเหตุการณ์ใดเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของ JIC ที่จะตัดสินแทนศาล

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนกับเป้าหมายทางทหาร และต้องคุ้มครองพลเรือน ดังนั้น หากมีการใช้อาวุธที่มีลักษณะกระจายผลกระทบอย่าง BM-21 ยิงเข้าสู่ชุมชนพลเรือน เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยได้ประกาศหลักการเช่นเดียวกันว่า แม้เผชิญการโจมตี ไทยยังคงผูกพันกับหลัก Necessity, Proportionality และ Distinction และมีหน้าที่ลดอันตรายต่อพลเรือน

เมื่อถามว่า ไทยมีหลักฐานพร้อมหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาสตอบว่า “พร้อม” พร้อมย้ำว่า ไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยเป็นผู้พูด แต่ขอให้ตรวจสอบหลักฐาน ดังกล่าวประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ จุดตกและความเสียหายของอาวุธ ภาพถ่ายและวิดีโอ ข้อมูลทางเทคนิค พยานในพื้นที่ ตลอดจนหลักฐานทางกายภาพที่เกี่ยวข้อง

“หากมีข้อกล่าวหาต่อประเทศไทย เราก็พร้อมให้ตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า

“Thailand is not asking the world to choose sides. We are asking the world to examine the evidence.”

ทั้งนี้ ไทยเคยชี้แจงต่อคณะทูตว่า เมื่อวันที่ 7–8 ธันวาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงและมีการใช้ BM-21 ต่อพื้นที่พลเรือน ขณะที่การตอบโต้ของไทยอ้างสิทธิป้องกันตนเองและจำกัดต่อเป้าหมายทางทหาร ภายใต้หลัก Necessity และ Proportionality

ผอ.JIC ยังกล่าวย้ำว่า “War crimes are determined by law and evidence, not by headlines. Thailand is ready for impartial scrutiny. We ask only that the same standard be applied to all sides—including the firing of BM-21 rockets into Thai civilian communities that caused civilian deaths and injuries.”

“อย่าตัดสินสงครามจากภาพเดียว อย่าตัดสินกฎหมายจากพาดหัวข่าว และอย่าตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline และหลักฐานของทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว

JIC,อาชญากรรมสงคราม,กัมพูชา,ชายแดนไทย,พลเรือนไทย,

สุดารัตน์ ตั้งคำถาม ถึงรัฐบาล-กทม. ออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center กลางกรุงเทพฯ ถึง 34 แห่งได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย

4 กันยายน 2569 เวลา 13:53 น.

“สุดารัตน์”ตั้งคำถาม ถึง”รัฐบาล-กทม.” ออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center กลางกรุงเทพฯ ถึง 34 แห่งได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย มีแท๊งเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล เหมือนเก็บคลังแสงระเบิดกลางกรุง เชื่อมีการทุจริตในการออกใบอนุญาตก่อสร้าง เตือนรัฐ อย่าเห็นแก่เงิน จนละเลยชีวิตคนไทย

4 กันยายน 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงรัฐบาล และ กทม. ว่าออกไปใบอนุญาตก่อสร้างให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ กลางกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนถึง 34 แห่ง ได้อย่างไร ทั้งที่ผิดกฎหมาย ในการกักเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล 200,000-500,000 ลิตร เปรียบเสมือนเก็บระเบิดกลางกรุง และตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการทุจริตหรือไม่ โดยมีการระบุในเฟซบุ๊กดังต่อไปนี้ “ค่า (ฆ่า) ชีวิตคนไทย ที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

Data Center
ผุดเกลื่อนกลางกรุง โดยไม่รู้ว่ามีการอนุมัติให้สร้างได้อย่างไร ใครอนุมัตให้สร้าง?
ทั้งมีความเสี่ยงหลักต่อความปลอดภัยของประชาชน และสิ่งแวดล้อม

รัฐบาล (ทั้งรัฐบาลก่อนหน้าและรัฐบาลในปัจจุบัน) ได้เชิญชวนต่างชาติมาลงทุน Data Center แล้วเอามาป่าวประกาศเป็นผลงานว่าดึงดูดการลงทุนได้มากมาย

แต่กลับยังไม่มีกฎหมายควบคุม Data Center ปล่อยให้ความเสี่ยงต่อชีวิตตกเป็นของประชาชนเอง
โดยรัฐไม่รับผิดชอบ ทั้งการเก็บน้ำมันมหาศาลถึง 200,000-500,000 ลิตร เหมือนมีระเบิดอยู่หน้าบ้าน
หรือมลภาวะทางเสียง เป็นต้น

ดิฉันจึงมีคำถามถึงสองหน่วยงาน

1) รัฐบาลอนุญาตให้มีการสร้าง
Data Center ในกรุงเทพฯ ถึง34 แห่ง และในต่างจังหวัดอีกเกือบร้อยแห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
แต่กลับไม่มีหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองประชาชนคนไทยได้อย่างไร ?

2) กรุงเทพมหานคร ให้ใบอนุญาตก่อสร้าง ได้อย่างไร
ทั้งทั้งที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
เพราะมีการสร้างแท๊งเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล?

จริงอยู่ Data Center มีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
แต่อย่าลืมว่าชีวิตคนไทยก็มีมีความสำคัญด้วยเช่นกัน”

Data Center, กทม., คุณหญิงสุดารัตน์, รัฐบาล, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เอกนิติ ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำ คุมไฟฟ้า-น้ำ-ผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ยันประชาชนไม่กังวลผลกระทบ

4 กันยายน 2569 เวลา 13:26 น.

4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า รัฐบาลกำหนดกรอบภายใน 1 เดือน ต้องมีนโยบายและมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบให้ชัดเจน โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้คณะกรรมการฯ จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อเปลี่ยนจากระบบต่างหน่วยต่างอนุมัติ ไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ โดยประชาชนไม่ต้องรับผลกระทบ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่มียุทธศาสตร์กลาง หลายโครงการไปขออนุญาต ขอใช้ไฟ ขอใช้น้ำ หรือขอส่งเสริมการลงทุนกับหลายหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวมเดียวกัน ดังนั้น ที่ประชุมจึงสั่งให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ระหว่างรอพิจารณา เพื่อทำ Dashboard กลางให้หน่วยงานรัฐเห็นสถานะเดียวกัน ทั้งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายไฟฟ้า ผังเมือง แหล่งน้ำ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“คณะกรรมการฯ จะตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและความคุ้มค่าประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ไฟ และดิจิทัล ด้านพื้นที่ อาคาร และผังเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุกชุดต้องเสนอทั้งมาตรฐานขั้นต่ำและกรอบนโยบายภายในสัปดาห์หน้า ก่อนสรุปนโยบายทั้งระบบภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลักการสำคัญคือการกำหนด Minimum Requirement หรือมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาคาร ความปลอดภัย น้ำ ไฟ และความมั่นคงของระบบดิจิทัล โดยมาตรฐานนี้จะนำไปใช้กับทุกโครงการ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการใหม่ในอนาคต โดยไม่ใช่ว่าโครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้วจะไม่ต้องทำตามมาตรฐานใหม่ เพราะมาตรฐานดังกล่าวเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โครงการที่ดำเนินการแล้วอาจต้องมีช่วงเวลาปรับตัว ส่วนโครงการที่ยังไม่เริ่มต้องรอมาตรการใหม่ให้ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ หลังจากผ่านมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว โครงการใหม่จะต้องแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้ประเทศไทย ไม่ใช่ดูเพียงขนาดเงินลงทุน แต่ต้องตอบได้ว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทย เชื่อมยุทธศาสตร์ AI ใช้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการไทย และเป้าหมาย Net Zero อย่างไร

“ประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลไม่ได้หยุดการลงทุน แต่จะทำให้การลงทุนมีมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่กระทบประชาชน ทั้งเรื่องน้ำมัน เสียง สิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เคยกระจัดกระจายจะถูกบูรณาการให้เห็นภาพเดียวกันภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งแรกมีเป้าหมายสำคัญคือจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพราะข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน

ทั้งนี้ ในส่วนของดีอี ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาจัดทำ Dashboard แบบ Live รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง และข้อมูลประกอบอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น ต่อจากนี้ ข้อมูลด้านกฎ ข้อบังคับ และสถานะโครงการจะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าใจตรงกัน ติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้างและโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำกับดูแลในระยะต่อไป

ส่วน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กล่าวว่า ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอเพียง 11 โครงการ ส่วนที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมี 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดเส้นแบ่งขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้น และจะจัดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะ เพื่อให้การอนุญาต การติดตามข้อมูล และการกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะกำกับ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เกณฑ์ไฟสะอาด ระบบสำรองไฟ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟปริมาณมาก โดยค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น โดยจะแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา ไม่ให้การใช้ไฟของธุรกิจนี้มากระทบค่าไฟประชาชน บ้านเรือน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่น

นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีเกณฑ์ไฟสะอาดที่ไม่เป็นตัวถ่วงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ต้องมีระบบสำรองไฟที่ปลอดภัย ไม่กระทบชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโดยไม่ทำให้โครงข่ายเสียเสถียรภาพ หรือกระทบผู้ใช้ไฟในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะดู 3 เรื่องหลัก คือ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการไฟฟ้าและน้ำแก่ประชาชน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จนกว่ามาตรการใหม่จะชัดเจน

ส่วน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้อง 6 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ และยังไม่อนุมัติ 3 โครงการ โดยโครงการที่เปิดแล้วจะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น เพื่อดูผลกระทบ ความเดือดร้อน และใช้เป็นบทเรียนให้คณะกรรมการฯ ส่วนโครงการที่เหลือให้ชะลอไว้ก่อน

ทั้งนี้ การมีนิยามและแนวทางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในหลายด้าน ทั้งผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะเว้นระยะร่นที่เหมาะสม ความพร้อมเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ความปลอดภัย รวมถึงความพร้อมของระบบน้ำและไฟในพื้นที่

ดาต้าเซ็นเตอร์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อรรถวิชช์ อัด กทม. ปิดตาข้างเดียว ปล่อย Data Center ผุดกลางเมือง จี้ออกกฎกระทรวงคุมเป็น โรงงานประเภทที่ 108

4 กันยายน 2569 เวลา 13:15 น.

“อรรถวิชช์”สงสัย ทำไม”กทม.”ไม่ส่งตรวจสถานะความเป็นโรงงานของ Data Center แต่รอจนเปิดใช้อาคาร ชี้ทางออกให้กรมโรงงานออกกฎกระทรวงประกาศเป็น”โรงงานประเภท 108” ถึงจะคุมโซนนิ่งได้

4 กันยายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่าทุกรัฐบาลชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน Data Center มุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับไม่เตรียมกฎหมายไว้รองรับ และกทม.ที่เป็นด่านแรกที่ต้องตรวจคำขออนุญาตก่อสร้าง กลับปิดตาให้เค้าใช้ช่องโหว่กฎหมาย ตั้ง Data Center กลางเมืองได้ กทม. ไม่เอ๊ะเลยเหรอครับ ถ้าเพียงกรุงเทพมหานครส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตีความตาม ม.5 พรบ.โรงงานว่าเข้าขอบเขตเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ ผลจะเป็นอีกเรื่องทันที

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ทางออกวันนี้คือ กรมโรงงานต้องเร่งตีความว่า Data Center เป็น “โรงงาน” ตาม ม.5 พรบ.โรงงานหรือไม่และเข้าข่ายใน 107 ประเภทโรงงานหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจนออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้ Data Center เป็นโรงงานประเภทที่ 108 ทันที เพราะกระบวนการ ต้องใช้เวลาตามรัฐธรรมนูญถึง 60 วัน หากเป็นโรงงานแล้ว Data Center จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายทันทีทั้งกฎหมายผังเมือง ที่ห้ามตั้งในโซนที่อยู่อาศัย ต้องมีการทำ EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และกระทรวงอุตสาหกรรมจะสามารถเข้าไปตรวจสอบและควบคุมเรื่อง มลพิษ เสียง ความร้อน และความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่…กฎหมายมีต้องใช้ครับ

Data Center, กทม., รวมไทยสร้างชาติ, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี