‘อู่อู๋-เซฟ-เจมส์-ริวจิน-แพทจิ’ ปลื้มซีรีส์ ‘รักสุดใจนายแฟนบอย’ ฟีดแบคดี ลงจอครั้งแรก

1 กันยายน 2569 เวลา 17:37 น.

ความปังครั้งใหม่จากผลงานการผลิตซีรีส์ค่าย ‘ดูมันดิ’ อย่าง ‘MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย’ ได้ปักหมุดทีม Fanboy – Fangirl เป็นที่เรียบร้อย การันตีด้วยความฮอตบนโลกออนไลน์ในงาน ‘FANBOY GALA NIGHT EP 1’  ที่ทำให้ #FanboyGalaNight และ #MrFanboyEP1 ติดเทรนด์อันดับ 1 บนแอปพลิเคชัน X พร้อมเสียงตอบรับจากแฟนซีรีส์ที่มีฉากทั้งโดนเส้นและอินไปกับเรื่องราว จนทำเอาทีมนักแสดงนำปลื้มใจสุด ๆ

โดยซีรีส์ ‘MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย’ เป็นผลงานการแสดงนำของ ‘อู่อู๋ ธนภูมิ, เซฟ วรพงษ์, ริวจิน ทินภัทร, แพทจิ จิรชาติ และ เจมส์ ศุภมงคล’ ซึ่งผลิตโดยบริษัท มันดีเวิร์ค จำกัด’ ของบอสใหญ่ ‘อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์ จำปา’ และกำกับการแสดงโดย ‘กล้า ณธวรรศว์ ปิยานนท์พงศ์’ โดยในงาน ‘FANBOY GALA NIGHT EP 1’ ที่ฉายซีรีส์เป็นครั้งแรก ได้รับเกียรติจาก คุณประพาฬรัตน์ ชัยชูพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนารายการ และปฏิบัติการธุรกิจ ช่อง ONE 31 พร้อมด้วย คุณอธิชา ขวัญคง Content Acquisition Manager (ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรเนื้อหา) iQIYI Thailand มาร่วมงานในครั้งนี้

สำหรับงาน ‘FANBOY GALA NIGHT EP 1’ จัดอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ที่มาร่วมงานเพื่อเชียร์ทีมนักแสดงนำ ‘อู่อู๋ – เซฟ – เจมส์ – ริวจิน – แพทจิ’ ที่เดินพรมด้วยออร่าที่พุ่งปรี๊ด พร้อมด้วยทีมนักแสดงอย่าง จูดี้ จารุกิตติ์, เติ้ล กิตติภัค, แพรวา ณิชาภัทร, เคอร์ เหมือนขวัญ, นันท์ นัฐนันท์ และ ส้วม สุขพัฒน์ โดยมีทีมนักแสดงร่วมค่าย ‘ดูมันดิ’ รวมถึง MHIIPREAW มาสคอตคู่ ‘อู่อู๋ – เซฟ’ และ JESSY มาสคอตประจำตัว ‘เจมส์’ ที่มาส่งกำลังใจและเดินพรมแดงสร้างสีสันภายในงานให้เต็มไปด้วยความสุข ก่อนที่จะได้ชม EP 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้น ณ ลาน SQUARE A centralwOrld

นอกจากโมเมนต์ประทับใจในการเดินพรมแดงของทีมนักแสดงแล้ว ยังได้ชมโชว์สุดพิเศษจาก ‘อู่อู๋ – เซฟ – เจมส์ริวจิน – แพทจิ’ ในเพลง ‘NO PAIN NO GAIN’ ซึ่งเป็น Ost. ซีรีส์เรื่องนี้ ที่โชว์เป็นครั้งแรกและเต้นสุดแรงตาม Beat ของเพลงที่เต็มไปด้วยพลัง เช่นเดียวกับเนื้อหาเพลงที่มีทั้งความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยาน การแข่งขัน การทำให้ถึงเป้าหมาย และราคาที่ต้องจ่ายระหว่างทาง กระแทกใจด้วยประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของตัวละครที่ตรงไป ตรงมา ทั้งความสัมพันธ์ ความฝัน และความรู้สึกที่แต่ละคนต้องเดิมพัน โดยเป็นผลงานการแต่งเพลงของ ‘ปณต วง Getsunova’

เต็มอิ่มจากโชว์ Ost. ที่ได้ชมครั้งแรกยังไม่พอ เซอร์ไพรส์ด้วย ‘PERSES’ ผู้ร้องเพลง ‘NO PAIN NO GAIN’ ที่มาโชว์ร่วมกับ ‘อู่อู๋ – เซฟ – เจมส์ – ริวจิน – แพทจิ’ เสิร์ฟโชว์พิเศษเพื่องานนี้เท่านั้น ซึ่งขึ้นเวทีมาโชว์ก่อนจะได้ชมซีรีส์ EP 1 บนจอสเกลขนาดใหญ่ ณ centralwOrld LIVE ขณะเดียวกันทีมนักแสดงนำอย่าง ‘อู่อู๋ – เซฟ – เจมส์ – ริวจิน – แพทจิ’ รวมถึง ผู้จัดซีรีส์ ‘อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์’ และ ‘กล้า ณธวรรศว์’ ผู้กำกับการแสดง ก็ได้ร่วมพูดคุยบนเวที ถึงความตั้งใจในการทำงานและถ่ายทอดซีรีส์เรื่องนี้ให้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าไปอยู่ในลิสต์ซีรีส์เรื่องโปรดของแฟน ๆ

โดย ‘อู่อู๋ – เซฟ – เจมส์ – ริวจิน – แพทจิ’ เผยถึงซีรีส์เรื่องนี้ว่า “ตื่นเต้นและดีใจที่ทุกคนได้ชมซีรีส์ MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย กันแล้ว เกินฝันมาก ๆ ที่ได้เห็นทุกคนมาเชียร์พวกเราเยอะมาก สำหรับซีรีส์เรื่องนี้พวกเราตั้งใจที่สุด เป็นซีรีส์ที่ทั้งสนุก เข้มข้น มีการแข่งขันเข้ามาด้วย จะได้เห็นถึงความพยายามของตัวละครและทำให้เห็นถึงมุมมองในหลาย ๆ ด้าน อยากให้ทุกคนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ และสนุกกับซีรีส์ไปด้วยกันครับ”

ส่วนบรรยากาศในการชมซีรีส์ ‘MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย’ ภายในงานที่ทีมนักแสดงนำ ผู้จัดซีรีส์ ผู้กำกับ รวมถึงทีมนักแสดงจากค่าย ‘ดูมันดิ’ ที่ได้ร่วมชมพร้อมกับแฟน ๆ ในฮอลล์ เดือดกันตั้งแต่ EP 1 กับการปะทะฝีปากของ ‘เติร์ด – ว่าน’ ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นซาแซง และชีวิตที่กำลังจะก้าวสู่เส้นทางใหม่ของ ‘ว่าน’ ซึ่งทุกเสียงที่ตอบรับในทุกซีน ทำเอาทีมนักแสดงยิ้มปลื้มใจกับความชื่นชอบซีรีส์เรื่องนี้ของแฟน ๆ จนทำให้หายเหนื่อย โดยหลังชม EP 1 ‘อู่อู๋ – เซฟ’ ยังมีโชว์พิเศษในเพลง ‘Superstar’ มาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ ในฮอลล์อีกด้วย

เอาใจช่วยดาราน้องใหม่ในวงการบันเทิงอย่าง ‘ว่าน’ ที่ต้องตั้งรับกับชีวิตท่ามกลางสปอร์ตไลท์ซึ่งต้องต่อสู้กับเรื่องราวระหว่างทางอีกมาก แต่งานนี้ทำให้ได้อยู่ใกล้ ‘ไนน์’ เมนของตัวเอง พร้อมกับเจอคู่ปรับอย่าง ‘เติร์ด’ ที่ไม่เคยลงรอยกัน ติดตามชมซีรีส์ ‘MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย’ ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง One31 และ ชมออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT ได้เวลา 23.30 น. บนแอป iQIYI (อ้ายฉีอี้) และเว็บไซต์ iQ.com ที่เดียวเท่านั้น รวมถึงชม MV เพลง ‘NO PAIN NO GAIN’ ที่ร้องโดย ‘PERSES’ ได้ทาง YouTube: DMD MUSIC

กรี๊ดสนั่น !! ฉลองครบรอบ 37 ปี แม็คโคร จัดเสิร์ฟความฟิน กับไอดอล ‘LYKN’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

1 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

เรียกเสียงกรี๊ดสนั่น เมื่อ “แม็คโคร” ผู้นำธุรกิจค้าส่งภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 37 ปี อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แคมเปญ “รักมาก แม็คโคร” (Rak Mak Makro) เพื่อส่งต่อคำขอบคุณถึงลูกค้าและผู้ประกอบการไทย พร้อมจัดงาน “Rak Mak Fair” ให้ลูกค้าคนสำคัญได้กระทบไหล่พรีเซนเตอร์แม็คโคร ไอดอล T-POP สุดฮอต “LYKN (ไลแคน)” แบบใกล้ชิดกว่าที่เคย

บรรยากาศภายในงาน “Rak Mak Fair” เป็นไปอย่างสนุกสนานด้วยกิจกรรมจากบูธแม็คโครและสปอนเซอร์ใจดีที่จัดเต็มเกมสนุกๆ พร้อมของรางวัลและของแจกมาให้คนร่วมงานแบบไม่อั้นตลอดวัน ก่อนจะพบกับไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอยกับพรีเซนเตอร์กลุ่มล่าสุดของแม็คโคร “LYKN (ไลแคน)” ที่มากันแบบครบวงทั้ง 5 หนุ่ม “วิลเลี่ยม-จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์”, “เลโก้-รพีพงศ์ ศุภธินีกิตต์”,  “นัท-ธนัท ด่านเจษฎากล”, “ฮง-พิเชฐพงศ์ จิระเดชสกุล” และ “ตุ้ย-ชยธร ไตรรัตนประดิษฐ์” เปิดตัวด้วยเพลง “รักมาก makro” พร้อมมอบความฟินแบบใกล้ชิดให้ลูกค้าคนพิเศษของแม็คโคร และทักทายแฟนๆ ชาว LYKYOU (ไลค์ยู) ที่มารอบริเวณงาน รับความสุขกลับบ้านทุกคน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมสนุกๆที่แม็คโครจัดเต็มฉลองครบรอบ 37 ปี ให้ลูกค้าคนพิเศษตลอดปี ได้ผ่าน https://makropro.onelink.me/NDNS/efbck2xa  หรือ เพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/makroHQ  รวมถึงอัปเดตโปรโมชันใหม่ ๆ พร้อมซื้อสินค้าผ่านทาง www.makro.co.th  และแอปพลิเคชัน Makro PRO

‘กบ-ปภัสรา’ ยิ้มแก้มปริสามี ‘เอ๋-พรเทพ’ควง ‘น้องเหนือ’ ส่ง Food Support คิวปิดกล้อง ‘ตะวันซ่อนฟ้า’

1 กันยายน 2569 เวลา 16:54 น.

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดอบอุ่นที่ทำเอาผู้จัดฯ คนเก่งอย่าง กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ถึงกับยิ้มแก้มปริและแฮปปี้สุดๆ เมื่อได้รับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษในคิวสุดท้ายของการถ่ายทำละครเรื่อง “ตะวันซ่อนฟ้า” กับ Food Support ชุดใหญ่จาก คุณเอ๋-พรเทพ และ น้องเหนือ-ดิสรยา เตชะไพบูลย์ ที่ตั้งใจนำความอร่อยและกำลังใจมาเสิร์ฟถึงกองถ่ายแบบฉ่ำๆ ในวันปิดกล้อง!!!งานนี้ คุณเอ๋-พรเทพ และน้องเหนือ จัดเต็มทั้ง ขนมจีบ ซาลาเปา พร้อมด้วย น้ำดื่มเย็นๆ ให้เหล่านักแสดงและทีมงานได้อิ่มอร่อย เติมพลังกันอย่างเต็มที่ หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจในการถ่ายทำมาอย่างต่อเนื่อง

Food Support ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความอิ่มอร่อยให้กับทุกคนในกองถ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญส่งตรงถึง กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ผู้จัดฯ คนเก่งแห่ง ปภัสรา โปรดักชั่น ที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับละครเรื่องนี้ ทำเอาบรรยากาศในวันปิดกล้องเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น และความสุขกันถ้วนหน้าสำหรับแฟนๆ ละครที่กำลังรอชมละคร “ตะวันซ่อนฟ้า” อดใจรอกันอีกนิด เพราะงานนี้ขนนักแสดงมากฝีมือมาร่วมสร้างสีสันกันอย่างคับคั่ง นำโดย กรีน-อัษฎาพร, หลุยส์ เฮส, ก๊อท-อิทธิพัทธ์ พร้อมด้วยนักแสดงคุณภาพอีกคับคั่ง รับรองว่าแฟนๆ จะได้ติดตามเรื่องราวเข้มข้น ครบรส และสนุกสนานอย่างแน่นอนส่งท้าย ด้วยการถ่ายรูปหมู่ของผู้จัดฯ นักแสดงและทีมงานพร้อมหน้า อบอุ่นอย่างที่สุด และเตรียมปักหมุดรอชมละคร “ตะวันซ่อนฟ้า” เร็วๆ นี้ ทางช่อง 7HD

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ร่วมกับ Kaohsiung Music Center (KMC) จัดกิจกรรม Let’s chill: Thai SELECT Experience ระหว่างวันที่ 22 – 23 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน เป็นปีที่ 2

1 กันยายน 2569 เวลา 16:38 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ร่วมกับ Kaohsiung Music Center (KMC) จัดกิจกรรม Let’s chill: Thai SELECT Experience ระหว่างวันที่ 22 – 23 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน เป็นปีที่ 2

เพื่อประชาสัมพันธ์และจำหน่ายอาหารไทยให้ชาวไต้หวันที่อยู่ทางใต้ได้รับชิมอาหารรสชาติไทยจากร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 10 ร้าน โดยอาหารไทยที่นำมาจำหน่าย อาทิ ผัดกระเพรา ปลาหมึกย่าง ส้มตำ ยำต่างๆ ไอศกรีมทุเรียน ชานมไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Thai SELECT อาทิ การสาธิตทำอาหาร โดยเชฟมืออาชีพจากร้านอาหาร Thai SELECT ร่วมกับศิลปินไทย BL/GL จากซีรีส์ไทยเรื่อง Taste of Love มาร่วมกันสาธิตทำอาหารเพื่อจะช่วยดึงดูดความสนใจให้กับชาวไต้หวัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี การร่วมสนุกเล่นเกมส์ตอบคำถามเกี่ยวกับ Thai SELECT เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับร้านอาหาร Thai SELECT ในไต้หวันที่มีถึง 70 แห่ง โดยการแจกน้ำมะพร้าวของไทยเพื่อให้ชาวไต้หวันได้ลิ้มลองน้ำอีกด้วยถือเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้แปรรูปของไทยมายังไต้หวันอีกด้วย

สำนักงานฯ ยังมองว่า การส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยควรที่จะทำในรูปแบบ cluster ที่นำจุดแข็งของไทย

ในหลากหลายมิติมาร่วมกันสร้างแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคชาวไต้หวันทั้งกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยให้รู้จักสินค้าและบริการของไทยมากขึ้น อาทิ การนำจุดเด่นของไทยที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาร่วมกันจัดกิจกรรมภายในงาน Thai SELECT โดยเฉพาะการนำศิลปินและนักแสดงของไทยมาร่วมแสดง concert และยังจัดกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงประชาสัมพันธ์สินค้าไทยไปสู่สายตาชาวไต้หวันและทั่วโลกทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ด้วย โดยศิลปินไทยที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ Yoฝกลุ่มนักแสดงจากซีรีส์เรื่อง Taste of Love

นอกจากนี้ ยังได้เชิญร้านค้าจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เป็นงาน craft ของไทย รวม 29 ร้าน มาร่วมงานนี้ด้วย

ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานนี้โดยเฉพาะ สำหรับสินค้าที่วางจำหน่ายมีความหลากหลาย อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ เครื่องจักรสาน เครื่องหอม และสินค้า IP character เช่น Shew Sheep และ Chubby Boy ซึ่งเป็นสินค้าที่กลุ่มลูกค้าชาวไต้หวันชื่นชอบเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงาน craft ที่มีดีไซน์และ
มีความคิดสร้างสรรค์ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าไต้หวันเป็นอย่างดี ทำให้มีผู้เข้าร่วมงานจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก

Kaohsiung Music Center, Let’s chill: Thai SELECT Experience

วัยรุ่นไทยพร้อม!! YG Entertainment เปิดรับสมัครผ่านทางช่องทางออนไลน์แล้ววันนี้!!

1 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

  • เปิดรับสมัครออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม พร้อมประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมออดิชันรอบออฟไลน์ในวันที่ 30 ตุลาคม
  • ร่วมค้นหาดาวดวงใหม่ เดินตามรอยศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลก อาทิ ‘ลิซ่า BLACKPINK’, ‘ภริตา และ ชิกิต้า BABYMONSTER’

YG Entertainment เปิดรับสมัครล่วงหน้าสำหรับ ‘2026 YGGlobal Audition’  ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน 2569 โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ (วันที่ 1 กันยายน) จนถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2569

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ YG Audition (https://www.yg-audition.com/) หรือสแกน QR Code โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมการออดิชันรอบออฟไลน์    จะได้รับการติดต่อผ่านทางอีเมลที่ระบุไว้ในใบสมัครภายในวันที่ 30 ตุลาคม หรือภายใน 1 สัปดาห์หลังปิดรับสมัคร

การออดิชันครั้งนี้ เปิดรับสมัครโดยไม่จำกัดเพศและสัญชาติ สำหรับผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึง 2015 (พ.ศ. 2551 – 2558) โดยผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้ใน 1 สาขาที่ตนเองมีความถนัด ได้แก่ ร้อง (Vocal), แร็ป (Rap), เต้น (Dance), วิชวล (Visual) หรือการแสดง (Acting) ทั้งนี้ สำหรับการสมัครรอบออนไลน์ล่วงหน้า ผู้สมัครจะต้องส่งภาพถ่ายและวิดีโอที่เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน พร้อมข้อมูลตามที่กำหนด โดยผู้สมัครแต่ละคนสามารถสมัครได้เพียง 1 ครั้งตลอดช่วงเวลาของ ‘2026 YG GLOBAL AUDITION’ ซึ่งจะจัดขึ้นในหลายประเทศจนถึงเดือนธันวาคม 2569 นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครและกำหนดการออดิชันได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและช่องทางโซเชียลมีเดียของ YG Audition

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในตลาด K-Pop ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากศิลปินสัญชาติไทยที่กำลังสร้างผลงานโดดเด่นในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น ลิซ่า BLACKPINK รวมถึง ภริตา และ ชิกิต้า BABYMONSTER ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการนำกระแส K-Pop และสร้างความสนใจในวงการดนตรีระดับโลก จึงคาดว่าการเปิดรับสมัครออดิชันในประเทศไทยครั้งนี้จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเช่นกัน

YG Entertainment ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งในค่ายบันเทิงชั้นนำของวงการ K-Pop ด้วยการสร้างสรรค์และเดบิวต์ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ BIGBANG, 2NE1, BLACKPINK, WINNER, iKON, TREASURE และ BABYMONSTER โดยการเปิดรับสมัครออดิชันในประเทศไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเฟ้นหาบุคลากรรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพและความสามารถซ่อนอยู่เพื่อเปิดโอกาสให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกในอนาคต

YG Entertainment กล่าวว่า “เรากำลังรอคอยการท้าทายจากผู้สมัครจำนวนมากที่มีความรักและความหลงใหลใน K-Pop รวมถึงมีศักยภาพในตัวเอง และหวังว่าจะได้พบกับผู้มีความสามารถที่จะมาร่วมสร้างอนาคตใหม่ของ YG ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

2026 YG Global Audition, GLOBALAUDITION, YGAUDITION, YG오디션, 오디션

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ "ทำงานโอที" ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม "บ้างาน"

1 ก.ย. 2569 14:38 น.

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่สหภาพแรงงานและกลุ่มตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการทำงานหนักเตือนว่า นโยบายนี้อาจย้อนกลับความพยายามปฏิรูปวัฒนธรรม “บ้างาน” และเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน โดยสำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานจะไม่กดดันให้นายจ้างทั่วประเทศจำกัดการทำงานล่วงเวลาของลูกจ้างไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือนอีกต่อไป แม้รัฐบาลยืนยันว่าจะยังติดตามมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นคน “บ้างาน” อนุมัติยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเรียกร้องให้ทบทวนการกำกับดูแลชั่วโมงการทำงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อมูลกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า ราว 40% ของบริษัทในประเทศอยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่เปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงต่อเดือนในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานยังคงแนะนำให้บริษัทเหล่านี้พยายามจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้ที่ 45 ชั่วโมงต่อเดือน และถือว่าแนวทางดังกล่าวมีน้ำหนักใกล้เคียงกับข้อกำหนดตามกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือ การทำงานเกินระดับดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

การผ่อนคลายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม เรียกร้องให้รัฐบาลปรับกฎการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับช่วงที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันหรือเป็นฤดูกาล

หอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หรือ JCCI ซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เปิดเผยผลสำรวจบริษัทสมาชิก 1,724 แห่งทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม พบว่ามากกว่า 70% ต้องการกฎที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงได้

ผลสำรวจยังพบว่า บริษัทในอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนักได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว เช่น ธุรกิจก่อสร้าง การขนส่ง และธุรกิจโรงแรมและบริการ

ผู้ประกอบการด้านบริการบางรายระบุว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงหน้าส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า ขณะที่บริษัทขนส่งบางแห่งบอกว่าต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ส่วนภาคการผลิตระบุว่าข้อจำกัดทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบสินค้า และบางกรณีนำไปสู่การสูญเสียคำสั่งซื้อ

ผลสำรวจของ JCCI ยังพบว่า การบังคับใช้แนวทางจำกัด 45 ชั่วโมงต่อเดือนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางประมาณ 20% โดยเฉพาะธุรกิจที่มีปัญหาขาดแคลนบุคลากร

แม้รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความยืดหยุ่นและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายแรงงานและกลุ่มที่ต่อสู้เรื่องปัญหาการทำงานหนัก ด้านสภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือเซ็นโรเร็น (Zenroren) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการถอยออกจากนโยบายที่เคยผลักดันให้บริษัทลดชั่วโมงการทำงาน และถือว่าเป็นการยกเลิกแนวทางสำคัญในการลดเวลาทำงาน

กลุ่มทนายความที่เป็นตัวแทนผู้เสียชีวิตจาก “คาโรชิ” ก็ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยชี้ว่า การผ่อนคลายกฎเป็นการบ่อนทำลายการปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานผลักดันมาเป็นเวลาหลายปี

กลุ่มดังกล่าวอ้างข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งพบว่า ในปีงบประมาณ 2025 จำนวนคำร้องขอชดเชยกรณีการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 6,212 ราย เพิ่มขึ้น 1,402 รายจากปีก่อนหน้า พร้อมเตือนว่า การทำงานหนักและความเครียดในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจคร่าชีวิตแรงงาน

ญี่ปุ่นเคยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรม “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับบริษัท และการทำงานเป็นเวลานานเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ รวมถึงเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ในปี 2015 เมื่อพนักงานหญิงวัย 24 ปีของบริษัทโฆษณาชื่อดังฆ่าตัวตายหลังเผชิญภาวะทำงานหนักและความเครียด

ญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานในปี 2018 ซึ่งเริ่มมีผลในปี 2019 โดยกำหนดหลักการให้การทำงานล่วงเวลาอยู่ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน และ 360 ชั่วโมงต่อปี ภายใต้ข้อตกลงแรงงานและนายจ้างที่เรียกว่า “ข้อตกลง 36”

ก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผล ญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาอย่างชัดเจน หากนายจ้างและลูกจ้างมีข้อตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนด “ข้อกำหนดพิเศษ” ไว้ในข้อตกลง 36 กฎหมายยังเปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงในเดือนใดเดือนหนึ่ง เฉลี่ยไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วง 2-6 เดือน และไม่เกิน 720 ชั่วโมงต่อปี

ข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ระบุว่า ญี่ปุ่นมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 1,651 ชั่วโมงต่อปีในปี 2021 ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 1,773 ชั่วโมง และใกล้เคียงสหราชอาณาจักรที่ 1,625 ชั่วโมง แต่ยังสูงกว่าฝรั่งเศสที่ 1,401 ชั่วโมง และเยอรมนีที่ 1,295 ชั่วโมง

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต่าง ๆ สามารถบังคับให้ลูกจ้างทำงานหนักโดยไม่มีข้อจำกัด

คุนิฮิโระ นิชิอุมิ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบของสำนักมาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงานญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้บริษัทจะอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ยังตรวจสอบว่าบริษัทมีมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากการทำงานหนักหรือไม่

กระทรวงจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบริษัทที่ใช้ข้อกำหนดพิเศษในข้อตกลง 36 โดยนายจ้างต้องกำหนดมาตรการดูแลสุขภาพร่วมกับตัวแทนแรงงานและรายงานต่อสำนักงานแรงงาน และต้องเลือกดำเนินการอย่างน้อย 1 ใน 10 มาตรการที่กำหนด

มาตรการเหล่านี้รวมถึงการให้ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างกะการทำงาน และการจัดให้ลูกจ้างที่ทำงานล่วงเวลาเกินระดับที่กำหนดเข้าพบแพทย์

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายที่รับรอง “สิทธิในการตัดการติดต่อจากงาน” หรือ Right to Disconnect แบบที่มีในบางประเทศยุโรป ขณะที่แนวคิดเรื่องระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแต่ละกะยังไม่แพร่หลาย

กฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานปี 2018 กำหนดให้บริษัท “พยายามอย่างเต็มที่” ในการจัดให้มีช่วงเวลาพักระหว่างงาน แต่ไม่มีบทลงโทษหากบริษัทไม่ดำเนินการ

ผลสำรวจของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นในปี 2025 ซึ่งสอบถามบริษัท 3,820 แห่ง พบว่า มีเพียง 6.9% ที่ระบุว่ามีระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแล้ว ขณะที่ 78.7% ระบุว่ายังไม่มีแผนหรือไม่ได้พิจารณานำระบบดังกล่าวมาใช้ อย่างไรก็ตาม 15.7% ของบริษัทที่สำรวจระบุว่าไม่ทราบว่าระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานคืออะไร เพิ่มขึ้นจาก 14.7% ในปีก่อนหน้า.

ที่มา AFP / THE JAPAN TIMES

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

1 ก.ย. 2569 12:53 น.

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจเริ่มมีการติดต่อพูดคุยกัน แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความหวังว่าจะได้พบผู้นำคิม จอง อึน อีกครั้งในปีนี้

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ “ทุกเมื่อ” หลังพบสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ

ยุน กอน-ยอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร โดยอ้างข้อมูลจากการบรรยายสรุปแบบปิดของ NIS ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา นายยุนกล่าวว่า NIS ประเมินว่า “สำหรับการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ควรมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างสองฝ่าย แต่พบ “สัญญาณของการพูดคุย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง โดยทรัมป์แสดงความหวังว่าจะได้พบกันภายในปีนี้ และระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง “เข้ากันได้” กับผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากเกาหลีเหนือต่อข้อเสนอของทรัมป์ยังค่อนข้างเงียบ โดยเกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนออย่างชัดเจน แม้จะระบุผ่านสื่อของรัฐว่า คิม จอง อึน มี “ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี” ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงยอดเยี่ยม

ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยการประชุมสุดยอดเหล่านั้นมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันข้อตกลงให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมได้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงความสัมพันธ์กับคิมอย่างโดดเด่น โดยถึงขั้นบอกว่าทั้งสอง “รักกัน” ขณะเดียวกัน ในเดือนตุลาคม 2025 เขายังแหวกแนวนโยบายสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานด้วยการกล่าวว่า เกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง และย้ำว่าเขาเปิดกว้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อการพบคิมอีกครั้ง แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับจากเกาหลีเหนือ

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นพร้อมกับการที่สหรัฐฯ ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย และนำไปสู่การคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจต้องการสร้างผลงานด้านนโยบายต่างประเทศในช่วงที่สงครามอิหร่านเผชิญภาวะชะงักงัน

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์กล่าวว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้มากกว่า 10 ลูกจากพื้นที่กรุงเปียงยาง ต่อมา คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ถือเป็น “ผลกรรมที่เกาหลีใต้สมควรได้รับ”

นอกจากนี้ การซ้อมรบทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มวันที่ 7 กันยายน ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกาหลีเหนือเช่นกัน

ยัง มู-จิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยการศึกษาเกาหลีเหนือ มองว่า เกาหลีเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย มีแรงจูงใจไม่มากนักที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ เขาระบุว่า จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ประเทศกำลังเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สำคัญจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่อีกฝ่ายประกอบด้วยเกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ดังนั้นจึงยังมีแรงจูงใจไม่มากนักสำหรับเปียงยางที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้  มีนโยบายที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือ แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวกว่า ล่าสุดเขาสนอให้สองเกาหลีเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดย NIS ระบุว่า หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ติดต่อกับเกาหลีเหนือในประเด็นดังกล่าว

ในทางเทคนิค เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอจากรัฐบาลเกาหลีใต้ และเรียกเกาหลีใต้ว่าเป็น “ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” พร้อมประกาศว่าตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่สถานะดังกล่าว “ไม่สามารถย้อนกลับได้”

ในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา NIS ยังประเมินว่า คิม จู-แอ บุตรสาวของคิม จอง อึน อาจอยู่ในขั้นตอนของการได้รับการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ หลังปรากฏตัวต่อสื่อของรัฐเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง และร่วมงานสำคัญกับบิดาอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกสภาฯ ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุประบุว่า NIS เชื่อว่า การให้คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้ง อาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเธอให้ประชาชนเกาหลีเหนือคุ้นเคยในฐานะผู้นำในอนาคต โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือเคยเผยแพร่ภาพคิม จู-แอ เดินทางร่วมกับบิดาในงานสำคัญหลายครั้ง รวมถึงพิธีรำลึกครบรอบ 73 ปีการลงนามข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี

NIS ยังเปิดเผยต่อสมาชิกสภาฯ ว่า หน่วยงานสามารถรวบรวมและกำลังวิเคราะห์ “เอกสารภายใน” ของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ รวมถึง “แบบแปลนขีปนาวุธ” ซึ่งอาจช่วยให้เกาหลีใต้ประเมินความเคลื่อนไหวและขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางได้ละเอียดมากขึ้น.

ที่มา Yonhap / AFP

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง "พีต เฮกเซธ" รมว.กลาโหม

1 ก.ย. 2569 12:24 น.

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

แดน ดริสคอลล์ รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ยื่นหนังสือลาออกหลังดำรงตำแหน่งราว 18 เดือน ท่ามกลางความขัดแย้งกับนายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แหล่งข่าวเผย ดริสคอลล์มีความเห็นต่างเรื่องการปรับโครงสร้างและเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพ โดยเฉพาะการปลดนายทหารระดับสูง

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทำเนียบขาวยอมรับการลาออกของดริสคอลล์แล้วหรือไม่ ขณะที่กองทัพบกสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว ซึ่งมีรายงานครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ชื่นชมผลงานของดริสคอลล์ โดยระบุว่า เขามีประสิทธิภาพอย่างสูงในการผลักดันวาระของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แนวคิด “Make America Strong Again” หรือ “ทำให้อเมริกาแข็งแกร่งอีกครั้ง” รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญ การเพิ่มความพร้อมรบและศักยภาพในการทำลายล้างของกองทัพ ตลอดจนช่วยเหลือการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ดริสคอลล์ วัย 41 ปี ถือเป็นรัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับฉายาจากคนในแวดวงการเมืองว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” เนื่องจากให้ความสำคัญอย่างมากกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบอากาศยานไร้คนขับสำหรับการรบ

แหล่งข่าวระบุว่า ดริสคอลล์ได้แสดงความกังวลต่อฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผน ปรับโครงสร้างกองทัพบกและการยกระดับความพร้อมรบ โดยเฉพาะความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ขณะที่เขามองว่าเฮกเซธขัดขวางความพยายามดังกล่าว ด้วยการปลดนายทหารระดับสูงที่รับผิดชอบโครงการเหล่านี้

ดริสคอลล์ผลักดันให้กองทัพบกมีความคล่องตัวมากขึ้นในการจัดหาอาวุธราคาถูกและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ ว่าเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินความเหมาะสม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า เฮกเซธมองดริสคอลล์เป็นภัยคุกคามภายในระบบราชการกลาโหม และต้องการปลดเขาออกจากตำแหน่งมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างดริสคอลล์กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้การดำเนินการดังกล่าวทำได้ยาก

ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นหลังเฮกเซธปลด พลเอกแรนดี จอร์จ ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยดริสคอลล์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจอร์จ และมีรายงานว่าเฮกเซธเคยกดดันให้จอร์จลาออก แหล่งข่าวระบุว่า การปลดจอร์จสร้างความประหลาดใจให้ดริสคอลล์ และทำให้ความไม่พอใจต่อเฮกเซธเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การลาออกของดริสคอลล์เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับสูงในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เฮกเซธเข้ารับตำแหน่ง โดยเฮกเซธปลดหรือผลักดันให้นายทหารระดับสูงมากกว่าสิบคนพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงผู้บัญชาการปฏิบัติการทางเรือของสหรัฐฯ และรองเสนาธิการกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ จอห์น เฟแลน รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ก็ลาออกอย่างกะทันหันเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่บุคคลสำคัญในกองทัพบกอีกหลายราย เช่น พลเอกแรนดี จอร์จ พลเอกเดวิด ฮอดเน และพลตรีวิลเลียม กรีน ต่างพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน เฮกเซธยังผลักดันให้ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในยุโรปพ้นจากตำแหน่ง และมีรายงานว่าเขาเข้าไปขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของนายทหารระดับสูงในกองทัพบกด้วย

ดริสคอลล์เคยรับราชการในกองทัพบกสหรัฐฯ โดยเข้าประจำการในปี 2007 ก่อนทำหน้าที่ผู้บังคับหมวดทหารม้า และถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในอิรักเป็นเวลาหลายเดือนในปี 2009

เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทบวงกองทัพบก และได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยตำแหน่งนี้ถือเป็น ผู้นำฝ่ายพลเรือนสูงสุดของกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน้าที่กำกับดูแลทหารประจำการ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ชาติและกองหนุน ตลอดจนรับผิดชอบด้านการฝึกและจัดหาอุปกรณ์ให้กำลังพล

ระหว่างดำรงตำแหน่ง ดริสคอลล์มีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่กองทัพ โดยเฉพาะโดรนและอาวุธต้นทุนต่ำ จนได้รับฉายาว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายจากทรัมป์ให้มีบทบาทในการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถือเป็นภารกิจด้านการทูตที่ไม่ปกติสำหรับเลขาธิการกองทัพบก โดยดริสคอลล์เดินทางไปต่างประเทศและพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน

ดริสคอลล์ยังเป็นพันธมิตรและเพื่อนสนิทของรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ซึ่งทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเยล

ในช่วงดำรงตำแหน่ง เขายังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการส่งกำลังพลกองกำลังพิทักษ์ชาติไปประจำการในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ตามนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ และเคยทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และวัตถุระเบิด หรือ ATF ด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

1 ก.ย. 2569 11:44 น.

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตำรวจเกาะเชจูเผย เจ้าหน้าที่ที่ถูกจับฐานปิดคดีคนหายโดยมิชอบ อ้างต้องการลดภาระงาน เพราะหากคดีค้างอยู่จะมีงานต้องรับผิดชอบเพิ่ม ขณะที่พบผู้สูญหายเสียชีวิต 2 ราย

วันที่ 1 กันยายน 2569 ตำรวจเกาะเชจูของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจโท ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาปิดคดีคนหายโดยมิชอบ ยอมรับว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจปิดคดีก่อนเวลา เพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยตัดสินใจปิดคดีโดยมิชอบเพื่อไม่ต้องรับภาระในการส่งต่อคดี เพราะหากคดียังคงเปิดอยู่จะมีขั้นตอนและงานที่ต้องดำเนินการอีกจำนวนมาก

ตำรวจจังหวัดเชจูระบุว่า เจ้าหน้าที่คนนี้ให้เหตุผลว่าเกิดความประมาทเลินเล่อ เนื่องจากมองว่าผู้สูญหายเป็นเพียงผู้ใหญ่ทั่วไป ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งตัวให้พนักงานอัยการดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปลอมแปลงเอกสาร

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาว่าปิดคดีหญิงสูญหายในเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงลบข้อมูลของเธอออกจากระบบประวัติบุคคลสูญหายของตำรวจ ก่อนพบศพของเธอบนเกาะเชจูเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่าเจ้าหน้าที่คนเดียวกันเคยปิดคดีผู้สูญหายอีกรายก่อนเวลาในเดือนกรกฎาคม โดยผู้สูญหายเป็นชายวัย 60 ปี และพบศพเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม

ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับตำรวจว่าได้ติดต่อผู้สูญหายแล้ว แต่ภายหลังยอมรับว่าโกหก เมื่อมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปิดคดี โดยคดีนี้นำไปสู่การตรวจสอบระบบติดตามผู้สูญหายของตำรวจเกาหลีใต้ หลังเกิดข้อกังวลว่าการปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้สูญหายอย่างเหมาะสม อาจทำให้การค้นหาล่าช้าและส่งผลร้ายแรงต่อผู้สูญหาย.

ที่มา Yonhap

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

1 ก.ย. 2569 11:43 น.

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

“Shein” (ชีอิน) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นราคาประหยัด เจอศึกหนักตั้งแต่วันแรกในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยราคาหุ้นดิ่งลงสูงสุดถึง 10% หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการเติบโตที่ชะลอตัว กฎระเบียบทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

Shein ได้เสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยตั้งราคาหุ้นไว้ที่ 48.56 ดอลลาร์ฮ่องกง และสามารถระดมทุนไปได้ราว 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 56,400 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการ IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของฮ่องกงในปีนี้ 

แต่เมื่อเปิดการซื้อขายในวันนี้ (1 ก.ย.) ราคาหุ้นกลับร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 43.72 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือลดลงร้อยละ 10 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย ส่งผลให้มูลค่าบริษัท อยู่ที่ประมาณ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2022 ที่เคยมีมูลค่าประเมินสูงถึงเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ Shein พยายามที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก และตลาดหุ้นลอนดอน มายาวนานกว่า 5 ปี แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่เนื่องจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลของชาติตะวันตก ทั้งในประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน จนกระทั่งย้ายฐานมาขออนุมัติจากทางการจีนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็น “ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้” สำหรับบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นในจีนในยุคความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

Ashley Dudarenok ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดจีน ChoZan กล่าวว่า Shein แทบไม่มีตลาดหลักทรัพย์อื่นให้เลือกแล้ว หลังพยายามทำให้บริษัทดู “เป็นจีนให้น้อยลง” ด้วยการย้ายสำนักงานใหญ่ไปสิงคโปร์ แต่ไม่สามารถได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากต่างประเทศหรือหลักประกันจากรัฐบาลจีน

แม้จะมียอดผู้ใช้งานและลูกค้าประจำเติบโตมหาศาล โดยมีลูกค้าที่มีการสั่งซื้อสม่ำเสมอมากกว่า 273 ล้านราย แต่ Shein กำลังเผชิญปัญหารายได้และกำไรอย่างหนัก รายงานระบุว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทสลับมาขาดทุนสุทธิถึง 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุขนาดเล็ก ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ Shein และคู่แข่งอย่าง Temu ส่งสินค้าราคาถูกตรงจากโรงงานในจีนถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษี

นอกจากนี้ สหภาพยุโรป ได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าพัสดุราคาน้อยกว่า 150 ยูโร ในอัตรา 3 ยูโรต่อชิ้น ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าฟาสต์แฟชัน ซึ่งอาจสูงถึงเกือบ 20 ยูโรต่อตัว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องแบรนด์ท้องถิ่น

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินระบุว่า การร่วงลงของราคาหุ้นสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่า Shein จะสามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เหมือนในอดีต เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานและภาษีนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Temu และ AliExpress

ขณะเดียวกัน Shein กำลังพยายามปรับภาพลักษณ์และห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดย “ซู หยางเทียน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อยืนยันรากเหง้าของบริษัทในประเทศจีน และประกาศอัดฉีดงบประมาณพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนกระจายแหล่งผลิตสินค้านอกเหนือจากการพึ่งพาโรงงานในจีนเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับกฎระเบียบและการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในฐานะบริษัทมหาชน.

ที่มา BBC / AFP