ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ดัง

ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร "ทูพัค ชาเคอร์" แร็ปเปอร์ดัง

1 ก.ย. 2569 11:13 น.

ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ดัง

คณะลูกขุนรัฐเนวาดามีคำตัดสินให้ ดูเอน “เคฟฟี ดี” เดวิส อดีตหัวหน้าแก๊งข้างถนน มีความผิดฐานฆาตกรรม “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ชื่อดัง จากเหตุยิงถล่มรถในเมืองลาสเวกัสเมื่อปี 1996 นับเป็นการตัดสินลงโทษครั้งแรกในคดีฆาตกรรมที่เป็นปริศนามานานเกือบ 30 ปี

คณะลูกขุนในคลาร์กเคาน์ตี รัฐเนวาดา สหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ ดูเอน “เคฟฟี ดี” เดวิส อดีตหัวหน้าแก๊ง South Side Compton Crips วัย 63 ปี มีความผิดในข้อหา ฆาตกรรมโดยใช้อาวุธร้ายแรง จากการวางแผนสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” ศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงในเมืองลาสเวกัส เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1996

คณะลูกขุนใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 3 ชั่วโมง ก่อนมีคำตัดสิน หลังการพิจารณาคดีนาน 11 วัน ถือเป็นการปิดฉากคดีฆาตกรรมที่ยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้และสร้างความสนใจให้กับวงการฮิปฮอปทั่วโลกมานานเกือบ 30 ปี

เดวิสปรากฏตัวในศาลด้วยชุดสูทสีดำ และมีสีหน้าเรียบเฉยขณะอ่านคำตัดสิน ก่อนแจ้งต่อผู้พิพากษาว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์คดี ขณะที่สมาชิกครอบครัวของทูพัคจับมือกัน บางคนสวมกอดกันและร้องไห้ หลังทราบผลการตัดสิน

ทูพัคถูกยิงเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 25 ปี และกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองสูงสุดของอาชีพ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินแร็ปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ และมียอดขายผลงานมากกว่า 75 ล้านชุดทั่วโลก

อัยการระบุว่า แม้เดวิสจะไม่ได้เป็นผู้ยิงทูพัค แต่เขาเป็นผู้วางแผนและสั่งการสังหาร รวมถึงจัดหาอาวุธปืน ที่หลานชายของเขา ออร์แลนโด แอนเดอร์สัน ใช้ในการก่อเหตุ อัยการกล่าวว่า เหตุสังหารเกิดขึ้นเพื่อแก้แค้น หลังจากแอนเดอร์สันมีเรื่องทะเลาะวิวาทและถูกทูพัคกับสมาชิกทีมทำร้ายในลาสเวกัส เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุยิง

อัยการจากสำนักงานอัยการเขตคลาร์กเคาน์ตี กล่าวว่า ตามกฎเรื่องศักดิ์ศรีและการตอบโต้ของแก๊งข้างถนน เดวิสไม่สามารถปล่อยให้การทำร้ายหลานชายของเขาผ่านไปโดยไม่ตอบโต้ได้ อัยการกล่าวต่อคณะลูกขุนว่า เดวิสจึงจัดหาอาวุธ รวบรวมสมาชิกกลุ่ม และออกตามหาทูพัค ก่อนเหตุยิงจะเกิดขึ้น

ตำรวจสงสัยเดวิสมานานหลายปี แต่ไม่สามารถตั้งข้อหาได้ เนื่องจากขาดหลักฐานเพียงพอ จนกระทั่งเดวิสเริ่มเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ สารคดี พอดแคสต์ และหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ “Compton Street Legend” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2019

หลักฐานสำคัญของฝ่ายโจทก์ยังรวมถึง เทปบันทึกเสียงจากการพบเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างลับ ๆ ในปี 2008 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของแร็ปเปอร์ชื่อดังอีกคนอย่าง Notorious B.I.G. หรือคริสโตเฟอร์ วอลเลซ

ในคำให้การดังกล่าว เดวิสยอมรับว่าอยู่ในรถยนต์คาดิลแลกสีขาวที่ใช้ในการติดตามทูพัคในคืนเกิดเหตุ และเล่าว่าเขาส่งปืนไปให้คนที่นั่งเบาะหลัง ก่อนที่หนึ่งในชายที่อยู่ด้านหลังรถจะเปิดฉากยิงใส่รถของทูพัคและ มาริออน “ซูจ” ไนท์ ผู้บริหารค่าย Death Row Records

ตำรวจระบุว่า เดวิสและชายอีก 3 คน รวมถึงแอนเดอร์สัน ออกตามหาทูพัคและไนท์หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาท โดยผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนที่อยู่ในรถคันดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว และตำรวจไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ลั่นไก

อย่างไรก็ตาม กฎหมายของรัฐเนวาดาเปิดทางให้เดวิสถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมได้ แม้เขาจะไม่ได้เป็นผู้เหนี่ยวไกปืนเอง หากพิสูจน์ได้ว่าเขามีส่วนร่วมในการวางแผนหรือสั่งการก่อเหตุ

ด้านไมเคิล ซานฟต์ ทนายความของเดวิส พยายามโน้มน้าวคณะลูกขุนว่าเรื่องราวที่ลูกความของเขาเปิดเผยต่อสาธารณะไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันด้วยหลักฐานอื่นได้ และไม่ควรนำมาใช้เป็นคำรับสารภาพ ซานฟต์กล่าวว่า เดวิสแต่งเรื่องและพูดเกินจริงเพื่อสร้างชื่อเสียงและขายหนังสือ รวมถึงทำเงินจากการให้สัมภาษณ์

ฝ่ายจำเลยยังกล่าวหาว่าคดีนี้ได้รับผลกระทบจากการทุจริตของตำรวจ การบริหารจัดการคดีที่ผิดพลาด และเอกสารหลักฐานบางส่วนที่สูญหาย ซานฟต์ยังชี้ไปที่หนังสือ Compton Street Legend โดยอ้างว่าเนื้อหาเป็นเรื่องแต่ง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำสารภาพ แต่ฝ่ายอัยการโต้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เดวิสเป็นผู้บอกเล่าเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทูพัค ทั้งผ่านสารคดี หนังสือ พอดแคสต์ และการให้ปากคำกับตำรวจ

ก่อนหน้านี้ การฆาตกรรมทูพัคกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่โด่งดังที่สุดของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีผู้ใดถูกตัดสินว่ามีความผิดตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี และก่อให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ

การเสียชีวิตของทูพัคเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างวงการแร็ปฝั่งตะวันออกและ ตะวันออก รวมถึงความขัดแย้งระหว่างแก๊ง Bloods และ Crips ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมฮิปฮอปในยุคนั้น

ทูพัคมีความเกี่ยวข้องกับค่าย Death Row Records และฝ่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊ง Mob Piru ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับ South Side Compton Crips ที่เดวิสเคยเป็นผู้นำ

หลังอ่านคำตัดสิน ครอบครัวของทูพัคแสดงอาการสะเทือนใจอย่างเห็นได้ชัด โดยน้องสาวของเขาสวมกอดอัยการ ขณะที่ผู้คนในห้องพิจารณาคดีหลายคนร้องไห้ ด้านนอกศาล แฟนเพลงของทูพัคที่เฝ้าติดตามคดีมายาวนานต่างร้องไห้และส่งเสียงแสดงความยินดีต่อคำตัดสิน

ผู้พิพากษาศาลแขวงคลาร์กเคาน์ตี กำหนดให้เดวิสเข้ารับฟังการพิพากษาโทษในวันที่ 13 ตุลาคม โดยเขาอาจได้รับโทษสูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวโดยทัณฑ์บน

ก่อนออกจากศาล เดวิสยังขอรับทรัพย์สินส่วนตัวของเขาคืน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ และย้ำต่อผู้พิพากษาว่า “ผมต้องการอุทธรณ์คดีนี้” ซึ่งผู้พิพากษาชี้แจงว่าเขาสามารถดำเนินการได้หลังมีการพิพากษาโทษแล้ว.

ที่มา Reuters / BBC

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

1 ก.ย. 2569 11:12 น.

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 เริ่มประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2569 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ G20 เริ่มการประชุม 2 วันที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ของสหรัฐฯ เพื่อหารือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและแนวทางรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยมีประเด็นเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเป็นหัวข้อสำคัญ

โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าโลกกำลังเผชิญภาระหนี้ในระดับสูง หลังผ่านวิกฤตการเงินโลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น

การประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ที่ประชุมจึงหารือแนวทางลดความเสี่ยง รวมถึงการสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

1 ก.ย. 2569 10:26 น.

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังรัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันเข้าร่วมการประชุม Pacific Islands Forum ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศปาเลา พร้อมเตือนให้เตรียมรับผลที่ตามมา

เฉียน ป๋อ ทูตพิเศษของจีนด้านกิจการหมู่เกาะแปซิฟิก กล่าวว่า จีนคัดค้านการปรากฏตัวของไต้หวันในงานดังกล่าว และมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าจะมีผลตามมาแน่นอน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าหมายถึงมาตรการใด

เฉียนกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังพิธีเปิดการประชุมที่ปาเลา ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันว่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายคัดค้าน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น การทำเช่นนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ท่าทีของจีนได้รับการตอบโต้จาก แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า การประชุม Pacific Islands Forum เป็นเวทีที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้กำหนดทิศทาง และไม่มีประเทศอื่นเข้ามากำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

“Pacific Islands Forum เป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ใช่ประเทศอื่น” อัลบานีซีกล่าว พร้อมระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเสมือนการรวมตัวของครอบครัวแปซิฟิก และเขาตั้งตารอที่จะมีส่วนร่วมกับการประชุม

ด้าน วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ แสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า Pacific Islands Forum ไม่ได้รับคำสั่งจากประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม

ด้าน หลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมหารือและกิจกรรมคู่ขนานที่จัดขึ้นในช่วงการประชุม Pacific Islands Forum กล่าวว่า ไต้หวันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรของภูมิภาคแปซิฟิก และจะเดินหน้าทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างภูมิภาคแปซิฟิกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข

โดยไต้หวันไม่ได้มีสถานะเป็น คู่เจรจาอย่างเป็นทางการ ของ Pacific Islands Forum เหมือนจีน แต่มีสถานะเป็น หุ้นส่วนด้านการพัฒนา ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป อังกฤษ แคนาดา อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นหนึ่งใน 21 ประเทศและองค์กรที่มีสถานะเป็นคู่เจรจาของกลุ่ม

ประเด็นไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากจีนมองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และคัดค้านการมีความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการปรากฏตัวของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการดึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกหลายประเทศออกจากการมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ประเทศในภูมิภาคนี้ที่ยังคงรับรองไต้หวัน ได้แก่ ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชลล์

อย่างไรก็ตาม ผู้นำของฟิจิ วานูอาตู ซามัว หมู่เกาะโซโลมอน และคิริบาส ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมแทน

ขณะที่ออสเตรเลียแม้จะมีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด แต่รัฐบาลแคนเบอร์รายังคงกังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีนในหมู่เกาะแปซิฟิก และในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนากับประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้จีนเข้ามามีฐานทัพหรือกำลังทหารอย่างถาวรในภูมิภาค

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ ต่างมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับภูมิภาคแปซิฟิกมาอย่างยาวนาน และจับตาการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างจีนกับชาติตะวันตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด นิวซีแลนด์และสหรัฐฯ ยังออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยประกาศว่าจะร่วมกันสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงท่าเรือสำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนหมู่เกาะปะการังของหมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นอีกสัญญาณของการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก.

ที่มา : channelnewsasia

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

1 ก.ย. 2569 10:19 น.

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลระบุ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ สูญหายเกือบ 4,500 คน มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องนานาชาติเร่งรับมือ

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีของเนปาล เรียกร้องประชาคมโลกให้เร่งดำเนินการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังเกิดน้ำท่วมและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ และสูญหายเกือบ 4,500 คน

นายกรัฐมนตรีชาห์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในแม่น้ำโภเตโกสี ในเขตราสุวา ทางตอนเหนือของเนปาล ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งใหญ่ของภูมิภาค ซึ่งเกิดขึ้นหลังหิมะและน้ำแข็งจำนวนมหาศาลบนเทือกเขาหิมาลัยพังถล่มลงมา 

นายกรัฐมนตรีเนปาลยังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่หิมาลัยกำลังเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ภูมิภาคนี้เพิ่มความระมัดระวังและประชาคมโลกให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ส่งผลให้มวลน้ำเย็นจัดและเศษดินหินไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำ สร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลเนปาลประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่อาจสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการพังถล่มได้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติในลักษณะนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก กำลังเผชิญการละลายของน้ำแข็งที่รวดเร็วขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

1 ก.ย. 2569 09:33 น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

ไลโอเนล ริชชี นักร้องชื่อดังระดับตำนานชาวอเมริกัน วัย 77 ปี เข้ารักษาตัวที่ ICU หลังจบการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบมีภาวะขาดน้ำ

ตามรายงานของ TMZ ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานข่าว ระบุว่าไลโอเนล ริชชี (Lionel Richie) เช็กอินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเซนต์หลุยส์ด้วยตัวเอง หลังเสร็จสิ้นการแสดงที่ The Muny เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและทำการทดสอบเพิ่มเติม โดยขณะนี้ยังอยู่ใน ICU และมีความหวังว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ในวันอังคารที่ 1 กันยายน

ก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ชมคอนเสิร์ตสังเกตเห็นว่า ไลโอเนล ริชชี ดูมีอาการไม่ค่อยสู้ดีในช่วงท้ายของการแสดง และเจ้าตัวได้ขอให้ทีมงานนำเก้าอี้ขึ้นมาบนเวที ก่อนจะนั่งร้องเพลงฮิต All Night Long ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายการแสดง

อย่างไรก็ตาม ริชชีสามารถแสดงจนจบได้ ก่อนตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทัวร์ระบุว่าเป็นการเข้ารับการตรวจเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด ขณะที่แหล่งข่าวของ ABC News ระบุว่า นักร้องดังตัดสินใจเข้ารับการรักษาเพื่อความไม่ประมาท

รายงานจากสื่อท้องถิ่น St. Louis American ระบุเพิ่มเติมว่า ริชชีเคยพูดกับผู้ชมระหว่างคอนเสิร์ตครั้งนี้ถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทัวร์ และบอกว่าแพทย์เคยระบุว่าเขามีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ระหว่างการแสดง เขายังดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หลายครั้งเพื่อช่วยชดเชยน้ำในร่างกาย

การเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 เดือน หลังจาก ไลโอเนล ริชชี เคยมีอาการป่วยระหว่างขึ้นเวทีที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เมื่อเดือนมิถุนายน โดยขณะนั้นเจ้าตัวบอกกับผู้ชมว่ารู้สึกเวียนศีรษะและรู้สึกผิดปกติ ก่อนต้องยุติการแสดงและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องเลื่อนการแสดง 2 รอบออกไป ก่อนที่ริชชีจะกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน และต่อมาได้ขอบคุณแฟน ๆ ที่ส่งข้อความให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าเขาสบายดีและรู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ได้รับ

ปัจจุบัน ริชชี อยู่ระหว่างทัวร์ “Sing A Song All Night Long” ร่วมกับวง Earth, Wind & Fire โดยคอนเสิร์ตครั้งต่อไปตามกำหนดการคือวันที่ 26 กันยายน ที่เมืองซานฟรานซิสโก และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อตารางทัวร์หรือไม่

ไลโอเนล ริชชี เป็นเจ้าของเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง Hello, All Night Long, Say You, Say Me และ Dancing on the Ceiling อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการรายการประกวดร้องเพลง American Idol และยังคงได้รับความนิยมจากการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

1 ก.ย. 2569 09:02 น.

น้ำป่าหลากแกรนด์แคนยอน ดับแล้ว 2 ราย ยังสูญหายกว่า 10 คน ปิดที่พักแบบไม่มีกำหนด

เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหาย หลังน้ำป่าไหลหลากแกรนด์แคนยอน ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่ท่อส่งน้ำหลักเสียหายหนัก ทางการสั่งปิดที่พักภายในอุทยานและจำกัดการใช้น้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากรุนแรงที่แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่นักเดินป่าและนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 คนยังสูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ หลังฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าซัดผ่านพื้นที่ Bright Angel Canyon และ Phantom Ranch เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่สภาพอากาศยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักและพายุฝนฟ้าคะนองในพื้นที่อีก ทำให้ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันซ้ำ

National Park Service หรือ NPS รายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นได้รับการระบุว่าเป็น จอห์น จิอุสติ หมอจัดกระดูกจากรัฐเทกซัส ซึ่งเดินทางมายังแกรนด์แคนยอนพร้อมเพื่อนเพื่อเดินป่าและตกปลา

จิอุสติและเพื่อนร่วมทริปเดินทางมาถึงพื้นที่เมื่อวันศุกร์ ก่อนเกิดน้ำป่าในวันเสาร์ โดยเพื่อนร่วมทริปอีก 2 คนยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาและตรวจสอบรายชื่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่ช่วงเกิดเหตุ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ได้มากกว่า 60 คน โดยหลายสิบคนต้องออกจากหุบเขาด้วยเฮลิคอปเตอร์ หลังน้ำป่าไหลเชี่ยวและพัดพาทั้งท่อนไม้ เศษหิน และซากวัสดุต่าง ๆ ลงมาตามลำธาร

พื้นที่ Bright Angel Creek และ Phantom Ranch ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกระแสน้ำ โดยสะพานคนเดินหลายแห่งถูกทำลาย ขณะที่เส้นทาง North Kaibab Trail รวมถึง Phantom Ranch และ Bright Angel Campground ถูกสั่งปิดจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

เจ้าหน้าที่เตือนให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังมีเศษซากและโครงสร้างที่ถูกน้ำพัดพามาตกค้างในลำน้ำ และอาจเกิดน้ำป่าเพิ่มเติมจากฝนที่กำลังจะตกลงมา

นอกจากความเสียหายต่อเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว น้ำป่ายังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อ Transcanyon Waterline ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำสำคัญของอุทยาน และขณะนี้ไม่สามารถใช้งานได้

รายงานระบุว่าประมาณ 40% ของท่อส่งน้ำระยะทาง 12.5 ไมล์ หรือราว 20 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ขณะที่โครงการปรับปรุงระบบท่อมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อนเกิดน้ำป่าครั้งนี้

จากปัญหาดังกล่าว NPS จึงประกาศ มาตรการจำกัดการใช้น้ำระดับ 4 ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พร้อมระงับการเข้าพักค้างคืนในโรงแรมและที่พักทั้งหมดภายในอุทยานจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม โดยนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ ขณะที่อนุญาตเฉพาะการตั้งแคมป์แบบไม่มีจุดจ่ายน้ำ และขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

ด้านเจ้าหน้าที่และนักอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าระวังสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่แกรนด์แคนยอนยังมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเพิ่มเติม.

ที่มา : AP

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

1 ก.ย. 2569 08:54 น.

เกิดเหตุคาร์บอมหน้าสถานีตำรวจเม็กซิโก เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดนำไปจอดหน้าสถานีตำรวจในเม็กซิโก ก่อนเกิดระเบิดรุนแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย และอาคาร 17 แห่งเสียหาย

วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์บรรจุวัตถุระเบิดถูกนำมาจอดหน้าสถานีตำรวจเทศบาลในเมืองโอคาลิเอนเต ของเม็กซิโก ก่อนเกิดระเบิดรุนแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย และอาคาร 17 แห่งเสียหาย  

เจ้าหน้าที่ระบุว่า รถยนต์คันนี้ถูกนำมาจอดบริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจ ก่อนเกิดระเบิดขึ้นราว 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แรงระเบิดทำให้รถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ กระจกอาคารโดยรอบแตกกระจาย และสร้างความเสียหายไปทั่วบริเวณถนนแคบๆ ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งมีประชากรราว 20,000 คน

โดยหลังเกิดเหตุ ทางการเมืองโอคาลิเอนเตประกาศระงับการเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ รวมถึงระงับกิจกรรมด้านการบริหารบางส่วน แต่ยังคงเปิดให้บริการด้านปฏิบัติการและบริการฉุกเฉินตามปกติ เพื่อรองรับสถานการณ์และดูแลประชาชนในพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่ากำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ โดยตรวจสอบรถยนต์อีก 2 คันที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือแรงจูงใจ.

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

1 ก.ย. 2569 07:58 น.

หญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงคนในย่านไทม์สแควร์ ตร.นิวยอร์กยิงดับ ขณะที่เหยื่อเสียชีวิต 1 ศพ เจ็บ 1 ราย

เกิดเหตุหญิงนิรนามใช้มีดไล่แทงผู้คนในย่านไทม์สแควร์ ก่อนที่ตำรวจนิวยอร์กจะยิงเสียชีวิต ขณะที่เหยื่อถูกยิงดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย 

วันที่ 1 กันยายน 2569 เกิดเหตุหญิงต้องสงสัยใช้อาวุธมีด 2 เล่มทำร้ายไล่แทงประชาชน 2 คนที่เดินผ่านไปมาในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ก่อนถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ขณะที่เหยื่อถูกแทงเป็นผู้หญิงเสียชีวิตจากบาดแผล และเหยื่อที่เป็นผู้ชายอีกคนอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ตำรวจนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า เหตุเกิดก่อนเวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้สี่แยกถนนสาย 42 ตัดกับถนนเซเวนธ์ อเวนิว โดยหญิงต้องสงสัยซึ่งมีอาการตึงเครียด ใช้มีด 2 เล่มข่มขู่ผู้คน ก่อนแทงผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่บริเวณนั้น มีรายงานว่าหลังเกิดเหตุ หญิงต้องสงสัยวิ่งหลบหนีมุ่งหน้าไปยังจุดปฏิบัติการของตำรวจในพื้นที่ ก่อนถูกตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยตำรวจระบุว่าเธอไม่ยอมวางมีดลง แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าพูดคุยและสั่งให้ทิ้งอาวุธ จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงใส่ ส่งผลให้หญิงต้องสงสัยถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์ในช่วงแรกถูกรายงานว่าเป็นเหตุปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธมีด แต่จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า หญิงต้องสงสัยอาจมีอาการเครียดผิดปกติ และยังไม่พบแรงจูงใจที่ชัดเจนในการก่อเหตุ ขณะที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมด.

ที่มา AFP

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

1 ก.ย. 2569 06:07 น.

เปิดฉากประชุม SCO ปูติน-สี จิ้นผิง หารือที่คีร์กีซสถาน ร่วมกับผู้นำนานาชาติ

การประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มแล้วที่คีร์กีซสถาน โดย วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ร่วมกับผู้นำอีกหลายสิบประเทศ เข้าร่วมการประชุมระยะเวลา 2 วัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้เปิดฉากการหารือร่วมกันที่ประเทศคีร์กีซสถาน โดยมีผู้นำประเทศอีกนับสิบคนเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดระยะเวลา 2 วัน ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งหวังสร้างดุลอำนาจกับชาติตะวันตก

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ผู้นำตุรกี, นเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย และเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่ม SCO ณ กรุงบิชเคก ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีขององค์การ

การประชุมสุดยอดของ SCO จัดขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานาน 4 ปีครึ่ง และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมานาน 6 เดือนโดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

ก่อนหน้านี้ทั้งปูตินและสี จิ้นผิง เคยใช้การประชุมสุดยอด SCO เป็นเวทีในการผลักดันวิสัยทัศน์โลกแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar world) และแสดงจุดยืนอันเป็นเอกภาพในการต่อต้านชาติตะวันตก

สี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินว่าเขา “มีความสุข” ที่ได้พบกัน พร้อมระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนมีความ “แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” และ “แนวโน้มในอนาคตจะยิ่งสดใสขึ้นไปอีก”

“ความไม่แน่นอนและความไม่สามารถคาดเดาได้ในระเบียบโลก เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ผู้นำจีนกล่าว ขณะที่ปูตินบอกกับสี จิ้นผิง ว่า “ความร่วมมือของเรากำลังดำเนินไปด้วยดีในทุกมิติ” โดยทั้งคู่พบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของรัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสี่ปีครึ่งของสงครามในยูเครน ขณะที่ประเทศตะวันตกพยายามเรียกร้องให้ปักกิ่งกดดันมอสโกเพื่อให้ยุติการรุกราน

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน เปิดเผยกับสื่อรัสเซียว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสงครามยูเครนเพียง “ผ่าน ๆ” เท่านั้น นอกจากนี้ คาดว่าปูตินจะมีการหารือแยกย่อยกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านอีกด้วย

ด้านเปเซชเคียนกล่าวที่กรุงบิชเคก หลังเกิดการยิงตอบโต้กันเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยยืนยันว่าการทำสงครามต่อไปไม่ใช่ผลประโยชน์ของเตหะราน และพวกเขากำลังพยายามเดินหน้าสู่แนวทางการทำข้อตกลงและความเข้าใจร่วมกัน

ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับด้วยว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับ “ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ” ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่านระลอกใหม่ และมุ่งเป้าลงโทษใครก็ตามที่ติดต่อทางธุรกิจหรือให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

1 ก.ย. 2569 05:25 น.

ศาลฎีกาไฟเขียวทรัมป์ลุยสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวต่อ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ อนุญาตให้การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่ทำเนียบขาว สามารถดำเนินต่อไปได้แล้ว หลังจากถูกศาลชั้นต้นสั่งระงับ นับเป็นชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินเปิดทางให้การก่อสร้างห้องบอลรูมมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในทำเนียบขาวสามารถ “ดำเนินต่อไปได้” นับเป็นชัยชนะของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นผู้ผลักดันการก่อสร้างนี้

ด้วยมติ 5 ต่อ 4 เสียง ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้อนุมัติคำร้องฉุกเฉินของคณะทำงานทรัมป์ ซึ่งเป็นการระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยสั่งยับยั้งการก่อสร้างอาคารส่วนเหนือพื้นดินของโครงการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกาสายอนุรักษนิยม ได้ลงมติเห็นต่างร่วมกับผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมอีกสามคน โดยเขียนความเห็นแย้งว่า “การก่อสร้างนี้น่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย” เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว

มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Trust for Historic Preservation – NTHP) เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาล โดยโต้แย้งว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการสั่งดำเนินการก่อสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้สั่งทุบทำลายปีกตะวันออก (East Wing) ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาวเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเพื่อเริ่มสร้างห้องบอลรูม โดยทำเนียบขาวระบุว่าโครงการนี้จะเสร็จสิ้น “เป็นส่วนใหญ่” ภายในเดือนพฤศจิกายน และจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในเดือนสิงหาคม ปี 2571

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้อนุญาตชั่วคราวให้การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาด 90,000 ตารางฟุตต่อไปได้ ในขณะที่ศาลกำลังพิจารณาคำฟ้องที่ต้องการให้ระงับการก่อสร้างทั้งหมด ก่อนที่ในวันจันทร์ ศาลจะเปิดทางให้การก่อสร้างโดยระบุว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น “น่าจะทำเกินขอบเขต” อำนาจของตนในการสั่งระงับการสร้างห้องบอลรูม

แม้ฝ่ายเสียงข้างมากไม่ได้ลงมติชี้ขาดเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของโครงการ แต่ระบุว่า กลุ่ม NTHP “ขาดความชอบธรรม” ในการฟ้องร้องรัฐบาล และคณะทำงานของทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า พวกเขาน่าจะชนะในการโต้แย้งว่า จะเกิดความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ทรัมป์ยืนยันมานานแล้วว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อไม่นานมานี้เขายังระบุว่ามันมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของเขาด้วย หลังเกิดเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นความพยายามลอบสังหารในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม NTHP แย้งว่า การก่อสร้างนี้กำลังสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ต่อโบราณสถานทางประวัติศาสตร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc