หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

31 ส.ค. 2569 05:49 น.

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงสาวชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ ทางตอนใต้ของประเทศ โดยคนร้ายถูกจับกุมตัวได้ในทันที ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวอังกฤษวัย 31 ปี เสียชีวิตหลังจากถูกแทงที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ รัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนีเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2569) โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมชายชาวเยอรมันวัย 27 ปีในที่เกิดเหตุทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่อาจเห็นเหตุการณ์ “การมีปากเสียงหรือการทำร้ายร่างกาย” ที่สถานีรถไฟในช่วงดึกวันเสาร์หรือเช้ามืดวันอาทิตย์ ให้ติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

สำนักข่าว DPA ของเยอรมนีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งมาจากเขตเฟือร์สเทนเฟลด์บรุค (Fürstenfeldbruck) จะถูกนำตัวส่งศาลในช่วงวันอาทิตย์ ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ หรือหญิงคนดังกล่าวมาทำอะไรในรัฐบาวาเรีย

ทั้งนี้ เมืองโรเซนไฮม์เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตอัปเปอร์บาวาเรีย และเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางรถไฟที่คึกคักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ของออสเตรีย รวมถึงเวียนนา ซัลซ์บูร์ก และอินส์บรุค

ในพื้นที่กำลังมีการจัดงาน Rosenheimer Herbstfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่มีลักษณะคล้ายกับเทศกาล Oktoberfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองมิวนิก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ "โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

31 ส.ค. 2569 03:18 น.

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “โรมัน” ออกสู่อวกาศแล้ว เพื่อทำภารกิจสำรวจอวกาศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไขปริศนาของจักรวาล ทั้งเรื่องสสารมืดและพลังงานมืด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ดำเนินการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ขึ้นสู่อวกาศแล้ว ด้วยจรวด “ฟอลคอน เฮฟวี” (Falcon Heavy) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ โรมัน เป็นโครงการมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจุดเริ่มต้นมาจากการดัดแปลงดาวเทียมสอดแนมเดิมของสำนักงานสอดแนมแห่งชาติสหรัฐฯ (NRO) ที่ยกเลิกโครงการไปแล้วนำมามอบให้นาซาในปี 2555

โรมันจะเดินทางไปประจำการ ณ “จุดลากรองจ์ที่ 2” (Lagrange Point 2) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.6 ล้านกิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจหลักเป็นเวลา 5 ปี (อาจขยายได้อีก 5 ปี) และคาดว่าจะส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงแรกกลับมาได้ก่อนช่วงวันหยุดฤดูหนาวปลายปีนี้

หากเปรียบเทียบกล้องโทรทรรศน์ “เจมส์ เวบบ์” (James Webb) เป็นเลนส์ซูมเน้นส่องลึก กล้องโรมันจะเปรียบเหมือน “เลนส์มุมกว้าง” มีความคมชัดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์ “ฮับเบิล” (Hubble) แต่สำรวจอวกาศได้เร็วกว่ามาก สามารถสำรวจกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ทั้งหมดในเวลาเพียง 1 เดือน ขณะที่ฮับเบิลต้องใช้เวลานานถึง 1 ศตวรรษ

กล้องโรมันจะสร้างแผนที่ 3 มิติของจักรวาลที่ครอบคลุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะสำรวจกาแล็กซีมากกว่า 2,000 ล้านแห่ง เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ศึกษาสิ่งที่เป็นปริศนาของจักรวาลเช่น สสารมืด (dark matter) ซึ่งอาจเป็นองค์ประกอบ 27% ของจักรวาล และพลังงานมืด (dark energy) ที่อาจเป็นองค์ประกอบ 68% ของจักรวาล

กล้องโรมันยังมีภารกิจสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่หลายพันดวง

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยพยายามยกเลิกหรือลดงบประมาณของโครงการโรมันมาแล้ว ทั้งตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกและสมัยที่ 2 ในปัจจุบัน แต่สภาคองเกรสยังคงรักษางบประมาณของโครงการเอาไว้ได้ และทำให้การปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

31 ส.ค. 2569 01:56 น.

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

ทางการแคนาดาติดตั้งป้ายชื่อทะเลสาบออนแทริโอ เพื่อตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามจะเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวเป็น ทะเลสาบอเมริกา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 นายดัก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทริโอ สั่งดำเนินการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่บนชายฝั่งของแคนาดา พร้อมข้อความว่า “ทะเลสาบออนแทริโอ บัดนี้และตลอดไป” เพื่อตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เพื่อพยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” (Lake America) และได้แชร์วิดีโอที่สร้างด้วย AI หลายตัวเกี่ยวกับทะเลสาบที่ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งสองประเทศแห่งนี้

“นานมากแล้วก่อนจะมีประธานาธิบดีทรัมป์ ทะเลสาบแห่งนี้ก็ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ และอีกนานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่งไป ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังคงชื่อทะเลสาบออนแทริโอ” ฟอร์ดกล่าว

สงครามน้ำลายระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับแคนาดาปะทุขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตราสูงถึง 50% โดยครอบคลุมสินค้ามูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาจะเริ่มใช้นโยบายภาษีตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในเดือนหน้า

ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะเรียกชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ประเทศอื่นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

เมื่อวันเสาร์ กูเกิล (Google) ระบุว่าได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ แล้ว

“เนื่องจากเราอัปเดต Google Maps ให้สะท้อนการเปลี่ยนชื่อในแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ซึ่งก็คือ GNIS [ระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์] ของสหรัฐฯ ผู้ใช้ Maps ในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” ส่วนผู้ใช้ในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” และผู้ใช้ภายนอกสหรัฐฯ และแคนาดาจะเห็นทั้งสองชื่อ” กูเกิลระบุ

หลังจากนั้น ทั้งฝ่ายทรัมป์กับแคนาดาต่างตอบโต้กันผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทรัมป์พสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI หลายตัว โดยคลิปหนึ่งแสดงภาพเขากำลังเตะป้ายทะเลสาบออนแทริโอจนล้มลง แล้วแทนที่ด้วยป้ายที่เขียนว่า: “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา”

อีกวิดีโอหนึ่งเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่แต่งทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และถือปืนไรเฟิลขณะเดินตรวจลาดตระเวนตามชายฝั่งของทะเลสาบอเมริกาที่เพิ่งถูกตั้งชื่อใหม่

ฟอร์ดกล่าวว่า การที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นเพราะเขาไม่ชอบที่ออนแทริโอและแคนาดาลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง “เผื่อประธานาธิบดีทรัมป์หรือใครก็ตามจะลืม เราจึงติดตั้งป้ายนี้เพื่อเตือนความจำพวกเขาว่า ที่นี่คือทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในตอนนี้และตลอดไป”

คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับคำตอบก่อนหน้านี้ของมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ต่อประเด็นความขัดแย้งนี้ โดยยืนยันว่า “สิ่งต่างๆ ต้องถูกเรียกด้วยชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในวันนี้และตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

31 ส.ค. 2569 00:22 น.

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

เรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารมากว่า 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้หลายร้อยราย แต่ยังเหลือผู้สูญหายอีก 23 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 เกิดเหตุเรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือราว 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และสูญหายอีก 23 ราย ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายคนต้องนั่งหรือเกาะอยู่กับตัวเรือที่พลิกคว่ำเพื่อรอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือข้ามฟากของเอกชนลำนี้ เดินทางออกจากท่าเรือคีเรเนีย (Kyrenia) เมื่อเวลา 12.30 น. และเริ่มมีน้ำไหลทะลักเข้าสู่ตัวเรือโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือตาซูจู (Tasucu) ในจังหวัดแมร์ซิน (Mersin) ของตุรกี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งคีเรเนีย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเรือเฟอร์รีที่เกิดเหตุเป็นเรือสองตอน (Catamaran) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการเรือรับส่งประจำวันที่เชื่อมต่อระหว่างไซปรัสเหนือกับประเทศตุรกี

ทั้งนี้ ไซปรัสเหนือ หรือ ชื่อเต็มคือ สาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ (TRNC) เป็นดินแดนประกาศเอกราชจากไซปรัสเมื่อปี 2526 โดยได้รับการยอมรับจากตุรกีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น และปัจจุบันอยู่ในการควบคุมของตุรกี ส่วนประชาคมระหว่างประเทศถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐไซปรัส

นายตูฟัน เอร์ฮูร์มัน (Tufan Erhurman) ประธานาธิบดีไซปรัสเหนือ กล่าวว่า มีผู้ได้รับช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 237 คน ขณะที่พบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังคงอยู่ระหว่างการค้นหาอีก 23 คน

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เรืออับปาง เอร์ฮูร์มันได้เอ่ยถึงพายุหมุนที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าสภาพอากาศในตอนเกิดเหตุนั้นถือว่าเหมาะสมต่อการเดินทาง

“ผู้คนในพื้นที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพบเจอมาก่อน… พวกเรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกำลังทำทุกทางเท่าที่ทำได้และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่” เขากล่าวขณะให้สัมภาษณ์จากศูนย์บริหารวิกฤตที่จัดตั้งขึ้นในพื้นที่

ด้านอูนัล อุสเตล (Unal Ustel) นายกรัฐมนตรีไซปรัสเหนือ กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่กำลังดำเนินอยู่ “สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือชีวิตของมนุษย์ ทุกหน่วยงานของรัฐ กองกำลังความมั่นคง ทีมการแพทย์ และทีมค้นหาและกู้ภัยต่างลงพื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

30 ส.ค. 2569 22:50 น.

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ชาวไอซ์แลนด์ลงประชามติคัดค้านการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อ 13 ปีก่อน จากความกังวลเรื่องสิทธิ์การทำประมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ออกไปลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อตัดสินว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล เรื่องการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RUV รายงานว่า จากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 225,000 คน มี 52.8% ที่ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล ขณะที่ 47.2% ให้การสนับสนุน โดยมีผลต่างคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของนายกรัฐมนตรี คริสตรูน ฟรอสตัดโดตตีร์ (Kristrún Frostadóttir) เคยสัญญาว่าจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติภายในปี 2570 แต่กำหนดการถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงในประเทศเกาะที่มีประชากรเกือบ 400,000 คนแห่งนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมประมงมากกว่าความกังวลด้านความมั่นคง

ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนประมาณ 270,000 คน RUV รายงานว่าผู้ออกมาใช้สิทธิซึ่งสูงถึง 82.5% ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในการเลือกตั้งของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2552

แม้ปัจจุบันไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยว EU และเขตเสรีเชงเกนอยู่แล้ว แต่การเป็นสมาชิก EU เต็มตัวจะทำให้ไอซ์แลนด์ต้องเข้าร่วมสหภาพศุลกากร และระบบเงินยูโรในที่สุด

ไอซ์แลนด์เริ่มยื่นเรื่องสมัครเข้าร่วม EU ในปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤตการเงินปี 2551 และการล่มสลายของระบบธนาคารในไอซ์แลนด์ โดยกระบวนการสมัครคืบหน้าไปมากแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้าน EU ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2556 และสั่งระงับการเจรจาลง

สิทธิการทำประมงถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเข้าร่วม EU ของไอซ์แลนด์ในตอนนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก ไอซ์แลนด์เคยประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องน่านน้ำจับปลาจากชาวประมงต่างชาติในช่วง “สงครามปลาค็อด” (Cod Wars) กับสหราชอาณาจักรในยุค 70 และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศยังคงคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบจำนวนมากเกรงว่าการเป็นสมาชิก EU จะหมายถึงการต้องสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่จับปลาอันมั่งคั่งเหล่านี้ตามนโยบายของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดโควตาปริมาณการจับปลาของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน แม้ว่าความกังวลทางเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในแคมเปญรณรงค์ประชามติครั้งนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) แต่กลับไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาพันธมิตรในการป้องกันประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของ EU จะช่วยให้ไอซ์แลนด์สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศร่วมกันของสหภาพยุโรปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ไอซ์แลนด์ให้การสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลต่อการซ้อมรบทางเรือของรัสเซียที่เพิ่มขึ้นใกล้กับตัวเกาะ

ทว่าในช่วงหลังมีเรื่องที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกาะในแถบอาร์กติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คาทริน กุนนาร์สโดตตีร์ (Katrín Gunnarsdóttir) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอซ์แลนด์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอจะแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับประเทศอื่นๆ หลังผลการทำประชาพิจารณ์ออกมาเช่นนี้

ขณะที่นางคริสตรูนกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า ประเด็นเรื่องการเป็นสมาชิก EU จะไม่ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกในขณะที่รัฐบาลของเธอยังบริหารประเทศอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

30 ส.ค. 2569 21:51 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้ชาติมุสลิม โดยเฉพาะประเทศแถบอ่าวอาหรับ สามัคคีกันเพื่อต่อสู้กับผู้ที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมย้ำว่าใครที่สร้างความแตกแยกจะถือเป็นศัตรู

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2569 ว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งสารเรียกร้องให้ประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในแถบอ่าวอาหรับ รวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมกล่าวว่าความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิมมีแต่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

ข้อความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่บนบัญชีเทเลแกรมของคาเมเนอี เนื่องในโอกาสสัปดาห์เอกภาพแห่งอิสลาม (Islamic Unity Week) ซึ่งเป็นวาระเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของศาสดามูฮัมหมัด

สารฉบับนี้เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม ความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงการป้องกันประเทศร่วมกัน โดยระบุว่าใครก็ตามที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิม ไม่ว่าจะ “โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ” ถือเป็นการช่วยเหลือศัตรูของศาสนาอิสลาม

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามย้อนกลับว่า ชาวปาเลสไตน์จะถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพ “ไร้ที่พึ่ง” เช่นนี้หรือไม่ หากชาวมุสลิมมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

คาเมเนอีไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอิหร่าน และเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาและผู้นำสูงสุดคนก่อน เสียชีวิต

การเรียกร้องความสามัคคีในครั้งนี้ สอดคล้องกับแถลงการณ์ที่เขาแจ้งต่อชาวอิหร่านเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าเขาได้สั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสมานฉันท์ในสังคม พร้อมกระตุ้นให้ทางการหลีกเลี่ยง “คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจ” ซึ่งจะทำให้ขวัญกำลังใจของชาติและประชาชนอ่อนแอลง

คาเมเนอีได้ตั้งคำถามถึงบรรดาผู้ปกครองรัฐอ่าวอาหรับโดยเฉพาะว่า “พวกคนพาลไร้หัวนอนปลายเท้า” จะกล้ามาปองร้ายที่ดินและทรัพย์สินของพวกท่านหรือไม่ หากประชาชนและรัฐบาลในแถบอ่าวอาหรับ “ร่วมมือกันภายใต้ผืนธงแห่งอิสลาม”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ประเทศอ่าวอาหรับซึ่งปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มองว่า อุดมการณ์ปฏิวัติของอิหร่าน รวมถึงวาทกรรมต่อต้านระบอบกษัตริย์และอิทธิพลในภูมิภาค เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเมืองของพวกเขา

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน เตหะรานได้เปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างเตหะรานและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

“คำแนะนำที่ผมเน้นย้ำและกล่าวซ้ำอยู่เสมอต่อผู้ปกครองประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันตกและอ่าวอาหรับ คือจงระบุตัวศัตรูที่แท้จริงของพวกท่าน ทำความเข้าใจแผนการของมัน และเผชิญหน้ากับมัน” คาเมเนอีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

วว.ยกระดับมะม่วงแปลงใหญ่-ผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:46 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส) และสำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ บริษัท ฉะเชิงเทรา โอทอป อินเตอร์ เทรดเดอร์ จำกัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ติดตามและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยคณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนฟาร์มสุขสำราญ ต.หัวไทร อ.บาง เพื่อประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลผลิตมะม่วงในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อยกระดับมะม่วงน้ำดอกไม้ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

ภายหลังการประชุมหารือมีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับศักยภาพของผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงให้มีมาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้นคณะฯ ได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเสิร์ฟจากฟาร์มกรีนวิลล์ ต.บางกระเจ็ด อ.บางคล้า เพื่อศึกษาศักยภาพของพื้นที่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะม่วงและผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงหารือแนวทางการต่อยอดนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่าง วว. และภาคีเครือข่าย ในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ตามแนวทาง BCG Economy Model อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่อื่นๆ อย่างยั่งยืน

มะม่วงแปลงใหญ่, วว.

‘Living Lab’ มมส ปลูกองุ่นปลอดภัยชูไส้เดือนช่วยพรวนดิน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) มุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการแปรเปลี่ยนพื้นที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ให้กลายเป็น “Living Lab” หรือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ภายใต้แนวคิดของ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มุ่งยกระดับพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การลงมือปฏิบัติงานจริงสำหรับนิสิตหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ งานวิจัย และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่

อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและพัฒนาที่ยั่งยืน มมส พาชมโรงเรือนปลูกองุ่นด้วยระบบอัจฉริยะ พร้อมเปิดเผยว่า แปลงสาธิตแห่งนี้มีการควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยได้นำเทคโนโลยีระบบ (IoT) มาใช้ในโรงเรือนเพื่อควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของพืชอย่างแม่นยำ โดยระบบ IoT นี้ยังช่วยให้สามารถติดตาม คุมปัจจัยสิ่งแวดล้อม และดูแลแปลงองุ่นได้แบบระยะไกลผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ปัจจุบันเพาะปลูกองุ่นคุณภาพสูงจำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ S48 (Early Adora สายพันธุ์แท้จากอิสราเอล), เวลิก้า (Velika), ลิลลี่ (Lily), แรมโบ (Rambo) และเซนซัสสิย่า (Sensatsiya)

โดยจุดเด่นสำคัญคือการทำเกษตรปลอดภัย เราเน้นวิธีการทางกายภาพและชีวภาพ เพื่อลดสารเคมีลงให้มากที่สุด เช่น ใช้การควบคุมความชื้นของดินและอากาศเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ ใช้โรงเรือนที่โปรงแสงและโปร่งลมเพื่อป้องกันเชื้อรา ใช้ไส้เดือน ซึ่ง “ไส้เดือนดิน” เป็นดรรชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากไส้เดือนหายใจด้วยผิวหนัง หากมีสารเคมีหรือปุ๋ยเคมีตกค้าง ไส้เดือนจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าดินสมบูรณ์ ขุยไส้เดือนจะเป็นแหล่งรวมจุลินทรีย์นับล้านที่ช่วยสร้างอาหารให้ต้นองุ่น เราได้ใช้น้ำส้มควันไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ผ่านกระบวนการวิจัยในการขับไล่และควบคุมไข่แมลง ตลอดจนใช้มุ้งเพื่อป้องกันแมลงต่างๆด้วย

“ฟาร์ม มมส ตั้งอยู่ที่ ต.นาสีนวน ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์ว่า หากเข้าใจการบริหารจัดการ ดิน น้ำ และอากาศ อย่างถูกวิธี ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพสูงและถ่ายทอดนวัตกรรมสู่สาธารณชนได้” อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร กล่าว

Living Lab, มมส, องุ่นปลอดภัย

สืบสานเอกลักษณ์ไทย! มรภ.เลย จัดอบรมเข้มมารยาท-จริยธรรม เฟรชชี่ 300 ชีวิต

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้มีการจัดกิจกรรมครั้งสำคัญเพื่อการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างรอบด้าน โดย ผศ.ดร.ยิ่งศักดิ์ คชโคตร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘การอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย เพื่อพัฒนานักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย’ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 จากหลากหลายคณะเข้าร่วมการอบรมอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 300 คน

ผศ.ดร.อุเทณ วัชรชิโณรส ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.เลย ได้เปิดเผยถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถนำทักษะมารยาทไทยอันดีงามไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ ทั้งในช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย และเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปรับใช้สังคมในฐานะบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งทางด้านวิชาการและคุณธรรม โดยเนื้อหาการเรียนรู้ในครั้งนี้มีความครอบคลุมและหลากหลาย ทั้งเรื่องมารยาทไทย การมีจิตอาสาเพื่อสังคม ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิตของวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

ในส่วนของการฝึกปฏิบัติภาคสนาม นักศึกษาทุกคนได้รับโอกาสลงมือฝึกฝนมารยาทไทยตามหลักมาตรฐานอย่างถูกวิธี ครอบคลุมการไหว้ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ การไหว้พระสงฆ์, การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้ใหญ่, และการไหว้บุคคลเสมอกัน รวมถึงฝึกการกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ การกราบผู้ใหญ่ การเดินผ่านผู้ใหญ่ การรับ-ส่งของให้ผู้ใหญ่ ตลอดจนการถวายความเคารพแบบราชนิยม ได้แก่ การถอนสายบัวสำหรับนักศึกษาหญิง และการถวายคำนับสำหรับนักศึกษาชายอย่างถูกต้องสละสลวย

ผศ.ดร.อุเทณ กล่าวว่า ในสภาพสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมและเอกลักษณ์การกราบไหว้แบบไทยอันงดงามเริ่มที่จะเลือนหายไปตามยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการช่วยฟื้นฟู ทำนุบำรุง และปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติไทย

‘แม้แต่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย ต่างก็ยังให้ความสนใจ ชื่นชม และประทับใจในเอกลักษณ์วัฒนธรรมการกราบไหว้ของไทย ดังนั้น คนไทยและเยาวชนไทยเองจึงยิ่งต้องร่วมกันรักษาและสืบสานสิ่งนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป’ ผศ.ดร.อุเทณ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและได้รับความรู้เชิงลึกจากการสนับสนุนของทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นำโดย นางพัทธนันท์ ชุมพล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะบุคลากรจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย, วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน 904 และคณาจารย์จากกลุ่มวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่มาร่วมกันถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และดูแลการฝึกทักษะของนักศึกษาทุกคนอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น

มรภ.เลย, มารยาท-จริยธรรม, เฟรชชี่

เยาวชนไทยคว้า 4 เหรียญ ‘International Nuclear Science Olympiad 2026’ สร้างชื่อประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จัดพิธีแสดงความยินดีและมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทยที่สร้างผลงานโดดเด่นในการแข่งขัน “International Nuclear Science Olympiad 2026” (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลังผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ครบทุกคน รวม 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในเวทีระดับนานาชาติ

พิธีจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีแก่เยาวชนผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณาจารย์ ครู และนักเรียนเข้าร่วม

การแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad 2026 (INSO 2026) ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยเยาวชนผู้แทนประเทศไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกคน ได้แก่ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทอง , นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา – เหรียญเงิน , นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย โรงเรียนกำเนิดวิทย์ – เหรียญทองแดง , นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ – เหรียญทองแดง

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความสามารถ ความมุ่งมั่น และการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นของนักเรียน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทยในการดำเนินโครงการ Thailand Nuclear Science Olympiad (ThaiNSO) เพื่อคัดเลือกและเตรียมความพร้อมเยาวชนผู้แทนประเทศไทย สำหรับเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีนานาชาติ พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อและก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และวิศวกรของประเทศในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความสำเร็จจากการแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ แต่ประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับมีคุณค่ามากกว่าเหรียญรางวัล ทั้งองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การฝึกคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหา ตลอดจนโอกาสในการพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและต่อยอดการศึกษาในอนาคต

“การสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับเยาวชนถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีด้านพลังงานและนิวเคลียร์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระดับโลก การเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ จึงไม่เพียงเป็นการสร้างความสำเร็จในวันนี้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

International Nuclear Science Olympiad 2026