จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

6 เม.ย. 2569 03:54 น.

จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

จีนดำเนินการประหารชีวิต ชายชาวฝรั่งเศสเชื้อสายลาว ผู้ถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2553 ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดแล้ว โดยฝรั่งเศสอ้างว่าพยายามช่วยเหลือชายคนนี้อย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่สำเร็จ

กระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2569 ว่า ชาวฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในจีนเมื่อปี 2553 ข้อหาลักลอบขนยาเสพติดได้ถูกประหารชีวิตแล้ว พร้อมแสดงความ “ตระหนกและสะเทือนใจ” ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุว่า นาย จัน เถา ภูมี (Chan Thao Phoumy) ชาวฝรั่งเศสวัย 62 ปี ซึ่งเกิดในลาว ถูกประหารชีวิตแล้ว “แม้ว่าทางการฝรั่งเศสจะพยายามอย่างเต็มที่ รวมถึงความพยายามขออภัยโทษด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมให้กับเพื่อนร่วมชาติของเราแล้วก็ตาม”

กระทรวงกล่าวเสริมว่า ทีมทนายความของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการพิจารณาคดีในชั้นศาลครั้งสุดท้าย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ต้องหา โดยการประหารชีวิตเกิดขึ้นที่เมืองกว่างโจว ทางตอนใต้ของประเทศจีน

กระทรวงการต่างประเทศย้ำถึงจุดยืนของฝรั่งเศสในการต่อต้านโทษประหารชีวิต “ในทุกที่และทุกสถานการณ์” พร้อมเรียกร้องให้มีการ “ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะของคดีนี้ เมื่อถูกถามถึงการประหารชีวิตดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“การปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ” แถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าว AFP ระบุ “จีนปฏิบัติต่อจำเลยสัญชาติต่างๆ อย่างเท่าเทียม ดำเนินคดีอย่างเข้มงวดและยุติธรรมตามกฎหมาย ตลอดจนคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมายและการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อคู่ความที่เกี่ยวข้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

6 เม.ย. 2569 01:03 น.

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

อิหร่านตอบโต้คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดก็ต่อเมื่อ อิหร่านได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันหยุดยั้งสหรัฐฯ

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้ออกมาตอบโต้คำขาดล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก จะ “เปิด” อีกครั้งก็ต่อเมื่ออิหร่านได้รับการชดเชยความเสียหายจากสงครามอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ส่งข้อความที่เต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงอิหร่านโดยขู่ว่า วันอังคารที่จะถึงนี้ “จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพาน รวมอยู่ในวันเดียวกันในอิหร่าน มันจะเป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน!!!”

“เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ (Open the Fuckin’ Strait) ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกได้ไปอยู่ในนรกแน่ — คอยดู!” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

เพื่อตอบโต้ข้อความดังกล่าว นาย เมห์ดี ทาบาทาบาอี รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำสำนักงานประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ หันไปใช้ถ้อยคำหยาบคายเพราะ “ความสิ้นหวังและความโกรธแค้นอย่างที่สุด” พร้อมกล่าวหาทรัมป์ว่าเป็นผู้จุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบในตะวันออกกลาง

“ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดขึ้นอีกครั้งก็ต่อเมื่อ ความเสียหายจากสงครามที่ถูกยัดเยียดให้นี้ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน ภายใต้ระบอบกฎหมายใหม่ โดยหักจากส่วนแบ่งรายได้ของค่าธรรมเนียมการผ่านทาง” นายทาบาทาบาอี โพสต์ข้อความผ่าน X

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านเคยกล่าวไว้ว่าพวกเขาจะดำเนินการเก็บค่าธรรมเนียม แลกกับการที่เรือบรรทุกน้ำมันบางลำจะสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากรัฐบาลประเทศต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการเดินเรือ

ในขณะเดียวกัน คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติกล่าวว่า ข้อความของทรัมป์ถือเป็นคำขู่อย่างเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของพลเรือนในอิหร่าน

“ประชาคมระหว่างประเทศและทุกรัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการป้องกันการกระทำที่โหดร้ายของอาชญากรรมสงครามเช่นนี้ พวกเขาต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพราะพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป” คณะผู้แทนระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

6 เม.ย. 2569 00:00 น.

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติกว่า 152 คน ส่วนใหญ่เป็นชายจีน ฐานเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งบริหารโดยชาวจีน นอกจากนั้นยังยึดของกลางได้อีกจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 เม.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในศรีลังกาบุกจับกุมชาวต่างชาติจำนวน 152 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ในข้อหาดำเนินกิจการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ในลักษณะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยใช้โรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเป็นฐานปฏิบัติการ

นายเฟรเดอริก วูตเลอร์ โฆษกตำรวจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองชายฝั่ง “ชิลอว์” (Chilaw) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร หลังจากได้รับแจ้งเบาะแส

“ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาของเรา ในขณะที่คนอื่นๆ อาจถูกเนรเทศออกนอกประเทศ” วูตเลอร์กล่าว โดยในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมด เป็นชาวจีน 133 ราย (รวมผู้หญิง 7 ราย) และชาวเวียดนามอีก 13 ราย

แหล่งข่าวจากตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีชายชาวจีน 2 รายพยายามหลบหนีระหว่างการบุกตรวจค้นจนได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ถูกนำตัวขึ้นศาลท้องถิ่น และถูกสั่งคุมขังจนถึงวันที่ 9 เมษายน เพื่อรอการสืบสวนเพิ่มเติม

แหล่งข่าวให้ข้อมูลอีกว่า พบโน้ตบุ๊ก 143 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 120 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีก 370 เครื่องในศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งบริหารโดยชายชาวจีนที่เหมาเช่าโรงแรมแห่งนี้ทั้งตึก

เมื่อเดือนก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของศรีลังกาเพิ่งจับกุมชาวจีนทั้งชายและหญิงรวม 135 ราย ในข้อหาดำเนินกิจการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดได้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลัมโบแถลงหลังการจับกุมในครั้งนั้นว่า ทางสถานทูตกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเข้ามาดำเนินกิจการฉ้อโกงในศรีลังกา

“เนื่องจากศรีลังกามีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่พัฒนาแล้ว มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย และมีนโยบายวีซ่าที่ค่อนข้างผ่อนปรน… ทำให้แก๊งฉ้อโกงทางโทรคมนาคมบางส่วนได้ย้ายฐานปฏิบัติการมายังศรีลังกา” สถานทูตระบุ

“นั่นคือสาเหตุที่คดีลักษณะนี้เพิ่มสูงขึ้นในศรีลังกาเมื่อไม่นานมานี้” สถานทูตเสริม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

5 เม.ย. 2569 22:56 น.

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

ทางการบังกลาเทศเร่งตรวจสอบการระบาดของโรคหัด ซึ่งคาดว่าทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ศพ โดยเจ้าหน้าที่เริ่มการฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้ว

ทางการบังกลาเทศเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ว่า มีข้อสงสัยว่ากำลังเกิดการระบาดของโรคหัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วถึง 98 ศพ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายตาริก เราะห์มาน นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ สั่งการให้รัฐมนตรีอาวุโส 2 คน เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อประเมินขนาดของวิกฤตการณ์และช่วยประสานงานในการรับมือ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า จำนวนเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี ที่มีอาการต้องสงสัยว่าเป็นโรคหัดพุ่งสูงขึ้นถึง 6,476 ราย

“เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ จำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบนั้นสูงกว่า และยอดผู้เสียชีวิตก็สูงกว่าด้วยเช่นกัน” ฮาลิมูร์ ราชิด ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ บอกกับสำนักข่าว AFP โดยอ้างถึงจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปีที่มีผู้ต้องสงสัยว่าติดโรคหัดในบังกลาเทศมากที่สุดคือปี 2548 โดยมีจำนวนผู้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออยู่ที่ 25,934 ราย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงอย่างมากจนกระทั่งมาพุ่งสูงขึ้นในปีนี้

นายราชิดระบุว่า สาเหตุของการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นนี้มาจาก “ปัจจัยหลายประการ รวมถึงการขาดแคลนวัคซีน”

ขณะนี้มีการยืนยันตัวเลขผู้ป่วยโรคหัดในกลุ่มประชากรบังกลาเทศแล้ว 826 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วเพียง 16 ศพ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในหลายกรณีไม่มีการตรวจเชื้อ หรือผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับการตรวจ

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคหัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดในโลก โดยสามารถติดต่อกันได้ผ่านการไอหรือการจาม แม้ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมถึงอาการสมองบวมและปัญหาด้านการหายใจอย่างรุนแรง

จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกมากถึง 95,000 รายต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน และโรคหัดยังไม่มีวิธีการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อติดเชื้อแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 22:09 น.

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำกับ Fox News ว่า เส้นตายที่อิหร่านจะทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือภายในวันจันทร์นี้ พร้อมเปิดเผยสาเหตุที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสะพานสายสำคัญของอิหร่านเมื่อไม่กี่วันก่อน

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ เทรย์ อิงสท์ (Trey Yingst) ผู้สื่อข่าวจาก Fox News โดยย้ำว่า เส้นตายที่อิหร่านจะต้องทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือภายในวันจันทร์ที่ 6 เม.ย.นี้ มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ทรัมป์บอกกับอิงสท์ว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านที่กำลังเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำข้อตกลงครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอการนิรโทษกรรมในขอบเขตที่จำกัด แต่หากพวกเขายังไม่ยอมตกลง สหรัฐฯ จะยึดน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นมาตรการที่ทรัมป์เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

ทรัมป์บอกอีกว่า ทางอิหร่านพยายามเลื่อนกำหนดการเจรจาออกไป ซึ่งทรัมป์ระบุว่านั่นเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การโจมตีสะพานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ทรัมป์ยังบอกว่ามี “โอกาสดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงได้ทันเส้นตายวันจันทร์ แม้ว่าทางฝั่งเจ้าหน้าที่ของอิหร่านจะยังไม่มีการส่งสัญญาณต่อสาธารณะเลยว่าการบรรลุข้อตกลงนั้นใกล้จะเกิดขึ้นจริง

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เคยขู่ว่า จะโจมตีโรงไฟฟ้าต่างๆ ของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสายนี้ โดยเริ่มขู่ครั้งแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยให้เวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นเขาก็เลื่อนเส้นตายออกไปหลายวัน ก่อนจะเลื่อนอีกครั้งเป็นวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าการเจรจา “กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

5 เม.ย. 2569 21:51 น.

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาล สงกรานต์ 2569 ในกรุงเทพมหานครครับ ปีนี้จัดเต็มทั้งย่านประเพณีดั้งเดิม ย่านวัยรุ่น และงานมิวสิคเฟสติวัลระดับโลก โดยมีจุดไฮไลท์สำคัญดังนี้

ย่านยอดฮิต เล่นน้ำฟรี

สถานที่วันที่จัดงานเวลาโดยประมาณจุดเด่น
ถนนสีลม12 – 14 เม.ย.13.00 – 24.00 น.ปีนี้ขยายเป็น 3 วันเต็ม! ในธีม”อวกาศ” ปิดถนนเล่นน้ำยาวตลอดสาย
ถนนข้าวสาร13 – 15 เม.ย.12.00 – Late Nightแหล่งรวมชาวต่างชาติและวัยรุ่นอุโมงค์ฉีดน้ำและดนตรีสดตลอดทาง
สยามสแควร์12 – 15 เม.ย.11.00 – 22.00 น.งาน “สงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้าสาดสนุก” เล่นน้ำแบบสุภาพ งดแป้ง งดโป๊
บรรทัดทอง12 – 14 เม.ย.12.00 – 23.00 น.“Water Street” แหล่งรวมของกินและจุดสาดน้ำสุดชิคแห่งใหม่
สวนเบญจกิติ11 – 15 เม.ย.10.00 – 22.00 น.งานใหญ่ Maha Songkran World Water Festival มีขบวนพาเหรดอลังการ

ย่านห้างสรรพสินค้าและริมน้ำ

ICONSIAM (ไอคอนสยาม): ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

CentralWorld (เซ็นทรัลเวิลด์): ณ ลานหน้าห้าง (แลนด์มาร์คใจกลางเมืองพร้อมคอนเสิร์ตศิลปินดัง)

Siam Paragon (สยามพารากอน):

คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

สายปาร์ตี้และมิวสิคเฟสติวัล (มีค่าเข้าชม)

S2O Songkran Music Festival: 11 – 13 เมษายน 2569 ณ Live Park พระราม 9 / รัชดาฯ (งาน EDM ระดับโลกที่เปียกที่สุด)

SIAM Songkran Music Festival: 11 – 14 เมษายน 2569 ณ Bravo BKK (RCA) จัดเต็ม 4 วันรวด

 ข้อควรระวังและคำแนะนำ

การเดินทาง: แนะนำให้ใช้ BTS และ MRT จะสะดวกที่สุด เพราะมีการปิดถนนหลายจุดรอบพื้นที่จัดงาน

ข้อห้าม: งานส่วนใหญ่รณรงค์ “ไม่เล่นแป้ง ไม่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ”

ของมีค่า: ควรใส่ซองกันน้ำและสะพายไว้ด้านหน้าเสมอครับ

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

5 เม.ย. 2569 21:26 น.

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความด้วยถ้อยคำรุนแรง เพื่อเตือนให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่า วันอังคารนี้จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพานของอิหร่าน

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ออกคำเตือนด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างน่าตกใจถึงอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมตกลงหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญอีกครั้ง

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า วันอังคารที่จะถึงนี้ “จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพาน รวมอยู่ในวันเดียวกันในอิหร่าน มันจะเป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน!!!”

“เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ (Open the Fuckin’ Strait) ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกได้ไปอยู่ในนรกแน่ — คอยดู!” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

ข้อความสั้นๆ นี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับแผนการของสหรัฐฯ ที่จะพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอิหร่าน

เส้นตายของทรัมป์ที่สั่งให้อิหร่านเปิดช่องแคบนั้นมีการเลื่อนออกไปหลายครั้ง และในระหว่างการแถลงต่อหน้าคนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์บอกเป็นนัยว่าช่องแคบจะ “เปิดออกเองโดยธรรมชาติ” เมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยจากผลสำรวจของ CNN พบว่า สงครามครั้งนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวอเมริกัน แม้นายทรัมป์จะพูดหลายครั้งว่าสงครามอาจจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่มาถึง ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) บางส่วน ขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยเริ่มที่นรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าระเบียงของตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ หลังจากที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้าเสร็จ นายกฯ ได้เดินลงไปถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวคณะรัฐมนตรี

จากนั้น ในเวลา 19.00 น. นายกฯ จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเวลา 20.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

การก้าวขึ้นมาบริหารประเทศของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เกิดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ชัดจากการเลือกตั้ง นั่นคือการนำ “ทีมมืออาชีพ” เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ใช้เป็นแกนสำคัญในการสร้างความนิยม ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่ผูกกับรายชื่อบุคคลจริงอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

บุคคลทั้งสามถูกเรียกว่า “เทคโนแครต” ในความหมายที่ชัดเจน คือคนทำงานที่เติบโตมาจากระบบราชการและภาคธุรกิจ มีประสบการณ์ตรงด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารองค์กร ไม่ได้เติบโตจากเส้นทางการเมืองโดยตรง และถูกคาดหวังให้ใช้ความเชี่ยวชาญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ภาพนี้ทำให้ความนิยมของรัฐบาลไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับ “ศรัทธา” ที่ประชาชนฝากไว้กับความเชี่ยวชาญของบุคคลเหล่านี้ ว่าจะสามารถพาประเทศรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้จริง ศรัทธาจึงกลายเป็นทุนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จังหวะการเริ่มต้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ค่อย ๆ สะสมผลงาน หลังการเลือกตั้งไม่นาน สถานการณ์พลังงานโลกปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และลากต้นทุนทางเศรษฐกิจในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามทันที

นี่คือจังหวะที่ “ไม่ปกติ” เพราะรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มงานเต็มรูปแบบ แต่ต้องรับมือโจทย์ใหญ่ระดับโลก และทำให้ศรัทธาที่เพิ่งก่อตัว ถูกนำไปวัดผลเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังจึงถูกดึงเข้าสู่การประเมินจากผลลัพธ์ในระยะสั้นทันที จากเดิมที่ “มืออาชีพ” ถูกมองเป็นคำตอบในภาพรวม กลายเป็นความคาดหวังให้เห็นผลในระดับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ขยับขึ้นต่อเนื่อง

ผลสำรวจของ นิด้าโพล ซึ่งสำรวจประชาชน 1,310 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีคนนอกทั้งสามรายอยู่ในระดับที่ “ไม่มั่นใจ” มากกว่ามั่นใจในทุกตำแหน่ง

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการปฏิเสธตัวบุคคล แต่สะท้อนการรอคอย “ผลลัพธ์” ในช่วงเวลาที่แรงกดจากสถานการณ์เกิดขึ้นเร็ว ศรัทธาที่เคยเป็นแรงหนุนในช่วงเลือกตั้งจึงเริ่มถูกประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ครบ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นผลจากธรรมชาติของวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรที่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถกำหนดได้โดยตรง สิ่งที่ทำได้คือการบริหารผลกระทบภายในประเทศผ่านมาตรการต่าง ๆ

แต่เครื่องมือเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งด้านงบประมาณ โครงสร้างราคา และผลกระทบในระยะถัดไป การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน ไม่สามารถเร่งให้เห็นผลทันทีโดยไม่มีต้นทุนตามมา

ขณะที่นโยบายต้องใช้เวลาในการออกแบบและดำเนินการ ผลกระทบต่อประชาชนกลับเกิดขึ้นทันที ช่องว่างระหว่างสองจังหวะนี้ทำให้ศรัทธาถูกกดดัน และทำให้การทำงานของ “สามเทคโนแครต” ถูกจับตามองอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

เมื่อเชื่อมกับร่างนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายน 2569 จะเห็นว่ารัฐบาลวางกรอบไว้ครบในระดับโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร และการบริหารภาครัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ถูกจับตาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง หากอยู่ที่การจัดการแรงกดจากพลังงานในระยะใกล้ นี่ทำให้รัฐบาลต้องทำงานสองระดับไปพร้อมกัน คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และรักษาทิศทางระยะยาว

บทบาทของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส จึงถูกวัดจากการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ

สิ่งที่ผลโพลกำลังสะท้อน ไม่ใช่การปฏิเสธแนวทาง “มืออาชีพ” แต่เป็นการบอกว่าศรัทธาต้องการ “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ในช่วงเวลาที่วิกฤตกำลังกดทับอยู่

ในภาวะปกติ ความเชี่ยวชาญสามารถพิสูจน์ผ่านเวลา แต่ในจังหวะที่ไม่ปกติ เวลาไม่ได้ยืดหยุ่น ศรัทธาถูกเร่งให้ต้องแสดงผลลัพธ์เร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น

สามเทคโนแครตในสมรภูมิพลังงานจึงต้องรับมือทั้งโจทย์เศรษฐกิจ และแรงกดจากความคาดหวังที่ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกัน

โจทย์ของรัฐบาลในช่วงหลังจากนี้อยู่ที่การทำให้มาตรการด้านพลังงานเริ่มส่งผลในระดับที่ประชาชนรับรู้ได้ พร้อมกับอธิบายข้อจำกัดของสถานการณ์โลกให้เข้าใจชัด ว่าส่วนใดจัดการได้ และส่วนใดอยู่เหนือการควบคุม

หากสังคมเห็นทั้งทิศทางและผลลัพธ์ ศรัทธาที่ถูกกดดันในช่วงเริ่มต้นยังมีพื้นที่ให้ฟื้นตัว แต่หากผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

คำตอบของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่การย้ำว่ามีใครเก่ง แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถพาประเทศผ่านจังหวะที่ไม่ปกติไปได้อย่างไร

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

นายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก กำชับข้าราชการ WFH วอนประชาชน – เอกชนทำรูปแบบเดียวกัน เล็งคลอดมาตรการอื่นเร็วๆ นี้ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา ลั่นนำความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนให้โดยเร็ว

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.19 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ โดยสภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

นายกฯ ระบุต่อว่า ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้ ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ ระบุอีกว่า ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ เวิร์คฟอร์มโฮม รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ  และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

นายกฯ ระบุด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่นๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

“ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุด” นายกฯ ระบุ