ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต "เทย์เลอร์ สวิฟต์" ปี 2024

28 เม.ย. 2569 15:39 น.

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดีชายวัย 21 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม เตรียมก่อเหตุระเบิด-ไล่แทงแฟนเพลงหน้าคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ในกรุงเวียนนาเมื่อปี 2024  จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตมากกว่า 195,000 คน

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) และวางแผนก่อวินาศกรรมคอนเสิร์ต “The Eras Tour” ของซูเปอร์สตาร์สาว “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ที่กรุงเวียนนา เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2024 จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตทั้งหมดมากกว่า 195,000 คน

จำเลยหลักในคดีนี้ถูกระบุชื่อเพียง “เบราน เอ.” (Beran A.) วัย 21 ปี สัญชาติออสเตรีย ถูกตั้งข้อหาหนักด้านก่อการร้ายและเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้าย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยอัยการระบุว่าเขาเตรียมใช้มีดและระเบิดที่ประกอบขึ้นเอง โจมตีฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ด้านหน้าสนามเอิร์นสต์ แฮปเปล สเตเดียม ซึ่งคาดว่าในแต่ละคืนจะมีแฟนเพลงรวมตัวกันสูงถึง 30,000 คน ในขณะที่มีผู้ชมอีก 65,000 คนอยู่ภายในสนาม

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเผยว่า จำเลยต้องการ “สังหารผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” โดยแผนการดังกล่าวถูกสกัดไว้ได้ทันท่วงทีหลังจากได้รับข้อมูลกรองจากทางการสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวันก่อนเริ่มการแสดงรอบแรก ซึ่งจากการตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของจำเลยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 พบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบระเบิดจำนวนมาก

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ยังมีจำเลยอีกรายคือ อาร์ดา เค. (Arda K.) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกับเบราน และชายรายที่สามชื่อ ฮาซัน อี. (Hasan E.) วางแผนก่อเหตุโจมตีพร้อมกันในซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในนามกลุ่มรัฐอิสลามช่วงเดือนรอมฎอนปี 2024

รายงานระบุว่า ฮาซัน อี. ได้ลงมือก่อเหตุแทงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มัสยิดนครเมกกะ ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกันและถูกจับกุมได้ ส่วนเบรานและอาร์ดาไม่ได้ลงมือตามแผนในตุรกีและยูเออี ก่อนที่เบรานจะเดินทางกลับมาออสเตรียเพื่อวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “The Eras Tour” แทน

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่ความทรงจำครั้งนั้นยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ของเหล่าแฟนเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์ เคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมหลังเหตุการณ์ว่า “การต้องยกเลิกโชว์ในเวียนนาเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก เหตุผลของการยกเลิกทำให้ฉันเต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด เพราะรู้ว่ามีคนจำนวนมากวางแผนเพื่อมาดูโชว์นี้”

ทนายจำเลยระบุว่า เบราน เอ. มีแผนที่จะยอมรับสารภาพในข้อหาส่วนใหญ่แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าข้อหาใดบ้าง ขณะที่ศาลเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ จะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

คดีดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในคอนเสิร์ตของแอรีอานา กรานเด ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2017 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ราย และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทางการออสเตรียตัดสินใจยกเลิกคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน.

ที่มา Associated Press

“จิมมี คิมเมล” โต้ปมมุกล้อ “เมลาเนีย ทรัมป์” เป็น”ว่าที่แม่ม่าย” ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

"จิมมี คิมเมล" โต้ปมมุกล้อ "เมลาเนีย ทรัมป์" เป็น"ว่าที่แม่ม่าย" ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

28 เม.ย. 2569 13:57 น.

“จิมมี คิมเมล” โต้ปมมุกล้อ “เมลาเนีย ทรัมป์” เป็น”ว่าที่แม่ม่าย” ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

พิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล” ปัดเสียงวิจารณ์ หลังทำเนียบขาวและโดนัลด์ ทรัมป์ จี้ช่อง ABC ไล่ออก เหตุเล่นมุกเรียก “เมลาเนีย ทรัมป์” ว่าเป็น “ว่าที่แม่ม่าย” เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุยิงที่งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าว เจ้าตัวโต้กลับ “แค่มุกตลกเรื่องอายุ” พร้อมแนะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งให้ไปคุยเรื่องความรุนแรงกับสามีตัวเอง

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ออกมาปกป้องตัวเองหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีล้อเลียน เมลานี ทรัมป์ ว่าเป็น “ว่าที่แม่ม่าย” ซึ่งคำพูดดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวในเวลาต่อมา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ในช่วงหนึ่งของรายการ Jimmy Kimmel Live! คิมเมลได้กล่าวถึงสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งว่า “คุณทรัมป์ครับ คุณดูมีออร่าเปล่งปลั่งเหมือนคนกำลังจะเป็นแม่ม่ายเลยนะครับ” ซึ่งเป็นการเล่นมุกตลกเรื่องช่องว่างระหว่างอายุของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อายุเกือบ 80 ปี กับภรรยาที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม เพียง 3 วันหลังจากนั้น ได้เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อนายโคล โทมัส อัลเลนวัย 31 ปี บุกยิงบริเวณจุดตรวจความปลอดภัยในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งทรัมป์และเมลาเนียเข้าร่วมด้วย แม้ทั้งคู่จะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่เหตุการณ์นี้ทำให้มุกตลกของคิมเมลถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมความรุนแรง

เมลาเนีย ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X  ประณามคิมเมลว่า “คนอย่างคิมเมลไม่ควรมีโอกาสได้เข้ามาในบ้านของพวกเราทุกช่วงค่ำเพื่อแพร่กระจายความเกลียดชัง” พร้อมตั้งคำถามถึงผู้บริหารช่อง ABC และดิสนีย์ ว่าจะยอมให้พฤติกรรมที่เลวร้ายนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า คำพูดของคิมเมลคือ “การปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง” และเรียกร้องให้มีการไล่คิมเมลออกทันที

ในการเปิดรายการครั้งล่าสุด คิมเมลตอบโต้ข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยระบุว่า มุกดังกล่าวเป็นเพียงการจิกกัดเรื่องที่ทรัมป์อายุมากแล้วเท่านั้น “มันไม่ใช่การเรียกร้องให้มีการลอบสังหาร และพวกเขาก็รู้ดี ผมรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงจากอาวุธปืนมานานหลายปี”

คิมเมลยังฝากทิ้งท้ายถึงเมลาเนียอย่างเจ็บแสบว่า “ผมเห็นด้วยว่าเราควรปฏิเสธวาทกรรมที่เกลียดชังและรุนแรง และผมคิดว่าจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการที่คุณลองไปคุยเรื่องนี้กับสามีของคุณดูนะ”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิมเมลเผชิญมรสุมการเมือง โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขาเคยถูกพักงานเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังจากแสดงความคิดเห็นกรณีการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยม จนทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ไม่พอใจอย่างมาก

ปัจจุบัน มือปืนผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีและครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ขณะที่อนาคตของคิมเมลกับช่อง ABC ยังคงเป็นที่จับตามองว่าต้นสังกัดจะดำเนินการอย่างไรต่อแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร “ปูติน” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร "ปูติน" แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

28 เม.ย. 2569 12:50 น.

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร “ปูติน” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

เรือซูเปอร์ยอชต์สุดหรู “นอร์ด” มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกได้โดยไม่มีอุปสรรค ท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลที่ยังคงตึงเครียด

เรือซูเปอร์ยอชต์สุดหรู “นอร์ด” ที่มีความยาวถึง 142 เมตร และมีมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,230 ล้านบาท) ออกเดินทางจากนครดูไบเมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย. และเข้าจอดที่ท่าเรืออัลมูจ ในกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อเช้าวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยถือเป็นหนึ่งในเรือเอกชนเพียงไม่กี่ลำที่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางคำสั่งปิดกั้นเส้นทางซึ่งส่งผลให้ปริมาณการจราจรทางน้ำลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม

เรือลำนี้มีความเชื่อมโยงกับนายอเล็กเซ มอร์ดาชอฟ (Alexey Mordashov) ประธานบริษัทผลิตเหล็ก Severstal มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน โดยตัวเรือจดทะเบียนในนามบริษัทภรรยาของเขาตั้งแต่ปี 2022 ภายในเรือประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรู ทั้งสระว่ายน้ำ เรือดำน้ำ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยประธานาธิบดีปูตินได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทนจากอิหร่านที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ยกย่องความสัมพันธ์นี้ว่าเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์”

สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากอิหร่านยังคงจำกัดการเดินเรือเพื่อตอบโต้การประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยฝ่ายสหรัฐฯ

นายมอร์ดาชอฟ ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ถูกคว่ำบาตรโดยสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 อย่างไรก็ตาม เรือยอชต์ “นอร์ด” ลำนี้เคยหลบเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์ในหลายพื้นที่ เช่น ฮ่องกงและมัลดีฟส์ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากชาติตะวันตกให้มีการอายัดทรัพย์สินก็ตาม

การเดินเรือผ่านช่องแคบสำคัญครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างรัสเซียและอิหร่านที่ฝังรากลึก ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและการทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พยายามปิดกั้นเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

28 เม.ย. 2569 12:14 น.

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

ตำรวจอินโดนีเซียสั่งบุกทลายสถานรับเลี้ยงเด็ก “Little Aresha” ในเมืองยอกยาการ์ตา และจับกุมผู้ต้องสงสัย 13 ราย หลังคลิปวงจรปิดเผยภาพเด็กเล็กถูกมัดมือ-เท้าด้วยเศษผ้า ปล่อยให้นอนบนพื้น และจับให้อยู่ในห้องแคบ พบเด็กกว่า 50 รายตกเป็นเหยื่อทารุณกรรม พบเปิดทำการโดยไม่มีใบอนุญา

กลายเป็นคดีที่สร้างความโกรธแค้นไปทั่วประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียประกาศจับกุมผู้สงสัย 13 ราย ประกอบด้วยพี่เลี้ยงเด็ก 11 ราย ครูใหญ่ และประธานมูลนิธิ หลังจากมีการเปิดเผยหลักฐานภาพการทารุณกรรมเด็กเล็กภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก “Little Aresha” ในเมืองยอกยาการ์ตา

ปฏิบัติการบุกตรวจค้นเกิดขึ้นหลังจากอดีตพนักงานรายหนึ่งทนดูพฤติกรรมไม่ไหวจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่หลุดออกมาและตำรวจยืนยันว่าเป็นของจริง แสดงให้เห็นภาพเด็กเล็ก ที่ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 2 ปี สวมเพียงผ้าอ้อม ถูกมัดมือและเท้าด้วยเศษผ้า ปล่อยให้นอนบนพื้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบเด็กราว 20 คน ถูกจับให้อยู่รวมกันอยู่ในห้องแคบๆ ขนาดเพียง 3×3 เมตร โดยหัวหน้าตำรวจยอกยาการ์ตาระบุว่า จากเด็กทั้งหมด 103 คนที่ลงทะเบียนไว้ คาดว่ามีอย่างน้อย 53 รายที่ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายหรือการปล่อยปละละเลย

ผู้บัญชาการตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาอ้างเหตุผลที่ต้องมัดเด็กไว้เพราะ “กลัวเด็กจะไปกวนคนอื่น” และอ้างว่าสถานรับเลี้ยงขาดแคลนบุคลากร ทำให้ไม่มีคนคอยอาบน้ำหรือแต่งตัวให้เด็กได้อย่างทั่วถึง

ด้านนายนูร์มัน วินดาร์โต พ่อของเหยื่อวัย 2 ขวบ เปิดใจด้วยความเจ็บปวดว่า เขารู้สึกช็อกเมื่อได้รับแจ้งให้ไปรับลูกชายวัย 2 ขวบกลับบ้านทันที ก่อนทราบภายหลังว่าลูกของเขาเป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกมัดมือเท้า“หัวใจผมแทบสลาย ภรรยาร้องไห้ เราไม่คิดว่าผู้ดูแลซึ่งดูอ่อนโยนและเคร่งศาสนา จะทำแบบนี้ได้” เขากล่าว

นอร์มานระบุว่า เขาจ่ายค่าบริการราว 1.1 ล้านรูเปียห์ต่อเด็กหนึ่งคนต่อเดือน แม้ก่อนหน้านี้ลูกสาววัย 6 ปีของเขาเคยมีรอยฟกช้ำกลับบ้าน ซึ่งศูนย์อ้างว่าเกิดจากการเล่น ขณะเดียวกัน ลูกชายของเขาเคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรคปอดบวมหลายครั้ง ซึ่งเขาสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการถูกปล่อยให้นอนบนพื้นเย็นโดยไม่มีเสื้อผ้า

ผู้ปกครองหลายรายระบุว่าหลงเชื่อเพราะสถานรับเลี้ยงแห่งนี้มี “การสร้างแบรนด์” ที่ดีมาก ทั้งห้องแอร์ อุปกรณ์ครบครัน และมีกิจกรรมการเล่นที่หลากหลาย อีกทั้งบุคลิกของเจ้าหน้าที่ยังดูสุภาพ อ่อนโยน และดูเป็นผู้มีธรรมะ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความโหดร้าย เด็กบางคนหวาดกลัวจนแสดงอาการเหม่อลอย และร้องไห้อย่างรุนแรงทุกครั้งเมื่อต้องไปเรียน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า “Little Aresha” ดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งปัจจุบันทางการได้สั่งปิดสถานรับเลี้ยงแห่งนี้ถาวรแล้ว ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับเงินอีก 100 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.88 แสนบาท) โดยเจ้าหน้าที่อาจมีการตั้งข้อหาเพิ่มเติมตามพยานหลักฐาน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินโดนีเซียเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมเด็กในสถาบันที่ควรจะดูแลพวกเขา ในปี 2024 ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอีกแห่งในเมืองเดป็อก ทางใต้ของกรุงจาการ์ตา ถูกเข้าตรวจสอบหลังจากภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นเด็กเล็กสองคนถูกผู้หญิงคนหนึ่งทารุณกรรม

การสอบสวนในเวลาต่อมาโดยคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งอินโดนีเซีย (KPAI) พบว่าจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กกว่า 100 แห่งในเมือง มีเพียงไม่ถึง 20% เท่านั้นที่ได้รับใบอนุญาต ตามข้อมูลของ KPAI มีศูนย์รับเลี้ยงเด็กประมาณ 3,000 แห่งทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งหลายแห่งไม่มีใบอนุญาต เช่น Little Aresha

นายกเทศมนตรีเมืองยอกยาการ์ตา ฮัสโต วาร์โดโย ได้ให้คำมั่นว่าจะตรวจสอบศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่เหลือในเมืองและสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการเลือกใช้บริการรับเลี้ยงเด็กที่ได้รับการรับรอง.

ที่มา BBC / AFP

เผยสถิติ “เกาหลีเหนือ” สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

เผยสถิติ "เกาหลีเหนือ" สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

28 เม.ย. 2569 11:30 น.

เผยสถิติ “เกาหลีเหนือ” สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

องค์กรสิทธิมนุษยชนในกรุงโซลเปิดเผยรายงานระบุ เกาหลีเหนือเร่งเครื่องสั่งประหารชีวิตประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการระบาดโควิด-19 ปี 2020-2024 โดยเฉพาะความผิดฐานเสพสื่อวัฒนธรรมต่างชาติอย่างซีรีส์และเพลงจากเกาหลีใต้ เพื่อกระชับอำนาจและควบคุมอุดมการณ์ในประเทศให้เข้มงวด

กลุ่มการทำงานเพื่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice Working Group หรือ TJWG) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ตั้งอยู่ในกรุงโซล ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า สถิติการสั่งประหารชีวิตในเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ถึงสิ้นปี 2024 พบว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหรือถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างน้อย 153 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนเกิดการระบาด (2015-2019) ที่มีจำนวนเพียง 44 ราย

รายงานระบุว่า จำนวนการประหารชีวิตเคยลดลงในช่วงปี 2015-2019 เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากนานาชาติ หลังคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติพบว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2020 หลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศปิดพรมแดนอย่างเคร่งครัด โดยในปี 2020 เพียงปีเดียวมีการประหารชีวิตอย่างน้อย 54 ราย และในปีถัดมาอีก 45 ราย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับค่าเฉลี่ยที่มีเพียง 5 รายต่อปีในช่วงก่อนหน้านั้น

หนึ่งในข้อหาที่นำไปสู่การประหารชีวิตมากที่สุดเกี่ยวข้องกับ “ศาสนา ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และสื่อวัฒนธรรมต่างชาติ” โดยเฉพาะการบริโภคสื่อบันเทิงจากเกาหลีใต้ เช่น ซีรีส์ และเพลงเค-ป๊อป

นักวิจัยชี้ว่า รัฐบาลของนายคิม จองอึน มองว่าการแพร่กระจายของวัฒนธรรมป๊อปจากเกาหลีใต้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุดมการณ์ของระบอบปกครอง โดยในปี 2024 มีคลิปวิดีโอหายากที่เผยให้เห็นวัยรุ่นสองคนถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนัก 12 ปี เพียงเพราะรับชมและเผยแพร่ซีรีส์เกาหลีใต้

นอกจากนี้ ความผิดอื่นๆ ที่ได้รับโทษถึงประหารชีวิตยังรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์นายคิม จอง อึน หรือพรรคแรงงาน, การฆาตกรรมโดยเจตนา, การค้ายาเสพติด และการช่วยเหลือผู้อื่นให้หลบหนีออกจากประเทศ

รายงานของ TJWG ซึ่งเก็บข้อมูลจากการสอบถามผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือกว่า 250 คน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2024 มีผู้ถูกประหารชีวิตรวมทั้งสิ้น 358 ราย โดยกว่า 70% เป็นการประหารชีวิตในที่สาธารณะ และส่วนใหญ่ดำเนินการโดยวิธี “การยิงเป้า” ซึ่งทางกลุ่มได้จัดทำแผนที่จุดประหารชีวิตกว่า 46 แห่งทั่วประเทศ

แถลงการณ์ของ TJWG ระบุว่า “ในขณะที่ระบอบการปกครองกำลังมุ่งหน้าสู่การสืบทอดอำนาจทางสายเลือดรุ่นที่ 4 จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีการประหารชีวิตเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างการควบคุมทางวัฒนธรรม อุดมการณ์ และรักษาอำนาจทางการเมืองให้มั่นคง” 

ทั้งนี้ TJWG ก่อตั้งขึ้นในกรุงโซลเมื่อปี 2014 โดยความร่วมมือของนักเคลื่อนไหวและนักวิจัยจากเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ สหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา เพื่อติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

28 เม.ย. 2569 11:05 น.

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพบหารือ รมว.ต่างประเทศอิหร่าน พร้อมหนุนอธิปไตยอิหร่าน คลี่คลายวิกฤตตะวันออกกลาง ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

วันที่ 28 เมษายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบหารือกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า

ผู้นำรัสเซียกล่าวชื่นชมประชาชนอิหร่านว่าต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่ออธิปไตยของตนเอง พร้อมยืนยันว่า รัสเซียจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของอิหร่านและประเทศในภูมิภาค เพื่อผลักดันสันติภาพในตะวันออกกลาง

ด้านนายอับบาส อารักชี แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนของรัสเซีย โดยการเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเยือนหลายประเทศในภูมิภาค เพื่อประสานงานกับพันธมิตร ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและอิสราเอล

ในการเยือนครั้งนี้ อารักชีได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย รวมถึงนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายอิกอร์ คอสต์ยูคอฟ ผู้อำนวยการข่าวกรองทางทหาร

ด้านดิมิทรี เปซคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์อิหร่านและตะวันออกกลาง ขณะที่ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น ขณะที่การเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังชะงัก หลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งยกเลิกการส่งผู้แทนไปปากีสถาน โดยระบุว่า หากอิหร่านต้องการเจรจา สามารถโทรมาได้เสมอ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า การเจรจาโดยตรงไม่มีความหมาย หากสหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน และยังมีการโจมตีในภูมิภาค.

ที่มา AFP

ทรัมป์ส่งสัญญาณไม่รับข้อเสนอใหม่ของอิหร่าน หวั่นเคลียร์ปมนิวเคลียร์ไม่ได้

ทรัมป์ส่งสัญญาณไม่รับข้อเสนอใหม่ของอิหร่าน หวั่นเคลียร์ปมนิวเคลียร์ไม่ได้

28 เม.ย. 2569 11:04 น.

ทรัมป์ส่งสัญญาณไม่รับข้อเสนอใหม่ของอิหร่าน หวั่นเคลียร์ปมนิวเคลียร์ไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณอาจไม่ยอมรับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านในการยุติความขัดแย้ง หลังเตหะรานเสนอแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่เลื่อนการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ออกไป

แหล่งข่าว 2 รายที่ใกล้ชิดในการหารือ เปิดเผยว่า ทรัมป์ได้แสดงท่าทีดังกล่าวระหว่างการประชุมกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ ไม่น่าจะยอมรับแผนล่าสุดที่อิหร่านส่งมายังวอชิงตันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯมองว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือปริมาณยูเรเนียมใกล้ระดับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียไพ่สำคัญในการเจรจา

อย่างไรก็ตาม หากยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ก็อาจยิ่งทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ภายหลังการประชุม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ทรัมป์จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงกังวลต่อความไม่เป็นเอกภาพภายในรัฐบาลอิหร่าน และไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในข้อตกลงนี้

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจา โดย โอลิเวีย เวลส์ ผู้ช่วยโฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การหารือครั้งนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสหรัฐฯ จะไม่เจรจาผ่านสื่อ พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ จะทำข้อตกลงที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนอเมริกันเป็นอันดับแรก และจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด.

ที่มา : CNN

เม็กซิโกจับกุม “เอล ฮาร์ดิเนโร” แกนนำใหญ่แก๊งยาเสพติด “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน”

เม็กซิโกจับกุม "เอล ฮาร์ดิเนโร" แกนนำใหญ่แก๊งยาเสพติด "ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน"

28 เม.ย. 2569 11:02 น.

เม็กซิโกจับกุม “เอล ฮาร์ดิเนโร” แกนนำใหญ่แก๊งยาเสพติด “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน”

กองกำลังพิเศษเม็กซิโกบุกจับกุม “อูดิอัส ฟลอเรส ซิลวา” หรือ “เอล ฮาร์ดิเนโร” ผู้บัญชาการระดับสูงของแก๊งยาเสพติด “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” คากระท่อมกลางป่า เผยเป็นตัวแปรสำคัญที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่า “เอล เมนโช” อดีตหัวหน้ากลุ่มที่ถูกวิสามัญไปก่อนหน้า ด้านสหรัฐฯ เตรียมขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

นายโอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงเม็กซิโก แถลงว่า กองกำลังพิเศษประสบความสำเร็จในการจับกุมตัว นายอูดิอัส ฟลอเรส ซิลวา (Audias Flores Silva) ที่มีฉายา “เอล ฮาร์ดิเนโร” (El Jardinero) หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงสุดของแก๊งยาเสพติด “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (Jalisco New Generation – CJNG) ในรัฐนายาริต ทางตะวันตกของประเทศ

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยกองทัพเรือเม็กซิโก ซึ่งใช้เวลาเฝ้าติดตามพฤติกรรมนานถึง 19 เดือน โดยใช้กำลังพลกว่า 500 นาย เฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ และเครื่องบินสนับสนุนอีกหลายลำ เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมกระท่อมในพื้นที่เอล มิราดอร์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองตากอากาศชื่อดังอย่างเปอร์โต วัลลาร์ตา ไปทางเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร

รายงานระบุว่า ฟลอเรสได้รับการอารักขาอย่างแน่นหนาโดยมีรถกระบะกว่า 30 คัน และมือปืนกว่า 60 นายล้อมรอบพื้นที่ ในช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้าประชิด กลุ่มมือปืนได้พยายามกระจายตัวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมฟลอเรสได้ขณะพยายามซ่อนตัวอยู่ในคูระบายน้ำ โดยกองทัพเรือระบุว่า “เป็นปฏิบัติการการจับกุมที่แม่นยำและไม่มีการเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว”

นายฟลอเรสถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก นายเนเมซิโอ โอเซเกรา หรือ “เอล เมนโช” อดีตหัวหน้าใหญ่ของแก๊งที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายคาร์ลอส โอลิโว อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ให้ความเห็นว่า การจับกุมฟลอเรสในครั้งนี้ “จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของแก๊งฮาลิสโกมากกว่าการกำจัดเอล เมนโช เสียอีก” เนื่องจากฟลอเรสเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายห้องปฏิบัติการผลิตยาเสพติด เส้นทางลักลอบขนส่ง และเครือข่ายการจำหน่ายในสหรัฐฯ ทั้งหมดบนพื้นที่ชายฝั่งแปซิฟิก

การกวาดล้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ขู่จะใช้มาตรการทางทหารฝ่ายเดียวหากเม็กซิโกไม่จัดการปัญหาขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยขณะนี้ฟลอเรสเป็นที่ต้องการตัวของทางการสหรัฐฯ ซึ่งมีการตั้งค่าหัวสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 180 ล้านบาท) ในข้อหาสมคบคิดจำหน่ายโคเคนและเฮโรอีน

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ทางการเม็กซิโกยังได้จับกุมตัว นายเซซาร์ อเลฮานโดร หรือ “เอล กูเอโร คอนตา” ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในการฟอกเงินให้กับฟลอเรสอีกด้วย

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเม็กซิโกในการยกระดับความมั่นคง ก่อนที่ประเทศจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงฤดูร้อนนี้ ร่วมกับสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters / AP

นักท่องเที่ยวเยอรมันดับสลดหลังถูกงูกัด ระหว่างชมการแสดงโชว์งูที่อียิปต์

นักท่องเที่ยวเยอรมันดับสลดหลังถูกงูกัด ระหว่างชมการแสดงโชว์งูที่อียิปต์

28 เม.ย. 2569 10:41 น.

นักท่องเที่ยวเยอรมันดับสลดหลังถูกงูกัด ระหว่างชมการแสดงโชว์งูที่อียิปต์

นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเสียชีวิตจากเหตุไม่คาดฝัน หลังถูกงูกัดระหว่างชมการแสดงโชว์งูในโรงแรมที่เมือง ฮูร์กาดา แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมริมทะเลแดงของอียิปต์

ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (27 เม.ย.) ว่า ชายวัย 57 ปีรายนี้กำลังเข้าชมการแสดงงู ภายในโรงแรม ระหว่างทริปพักผ่อนกับครอบครัว

โดยรายงานระบุว่า งู 2 ตัว ซึ่งเชื่อว่าเป็นงูเห่า ถูกนำมาใช้ในการแสดง โดยมีการนำไปคล้องคอผู้ชมบางราย ก่อนที่ผู้แสดงจะปล่อยให้งูตัวหนึ่งเลื้อยเข้าไปในกางเกงของนักท่องเที่ยวรายนี้

จากนั้นงูได้กัดเข้าที่ขาของเขา ส่งผลให้ผู้เคราะห์ร้ายมีอาการพิษจากงูอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฐมพยาบาลและปั๊มหัวใจก่อนนำส่งโรงพยาบาล แต่สุดท้ายไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

เหยื่อรายนี้มาจากเขตอุนเทอร์อัลกอย ในรัฐบาวาเรีย และเดินทางมาพร้อมญาติ 2 คน

ขณะนี้ตำรวจและอัยการในเยอรมนีกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต โดยรอผลตรวจทางพิษวิทยาเพื่อยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนักข่าว AFP ติดต่อไปยังทางการอียิปต์ กลับระบุว่ายังไม่ทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นประกาศยุติคำแนะนำเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หลังแผ่นดินไหว 7.7 แนะปชช.เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ญี่ปุ่นประกาศยุติคำแนะนำเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หลังแผ่นดินไหว 7.7 แนะปชช.เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

28 เม.ย. 2569 09:59 น.

ญี่ปุ่นประกาศยุติคำแนะนำเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หลังแผ่นดินไหว 7.7 แนะปชช.เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ญี่ปุ่นประกาศยุติคำแนะนำเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หลังแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แนะนำให้ประชาชนยังคงเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศยุติคำแนะนำเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หรือ “เมกะเควก” (Mega Quake) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันจันทร์ หลังจากคำเตือนนี้ถูกประกาศขึ้นหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด นอกชายฝั่งภูมิภาคซันริคุ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา

โดยในช่วงที่มีประกาศเตือน มีการแจ้งเตือนให้เทศบาลในฮอกไกโด และภูมิภาคโทโฮคุ รวมถึงคันโต รวม 182 แห่ง เตรียมมาตรการรับมือภัยพิบัติ

แม้จะยุติประกาศเตือนแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับ NHK ว่า แผ่นดินไหวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในพื้นที่ และแนะนำให้ประชาชนยังคงเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง.

ที่มา NHK