ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

“ชูวิทย์” สุดดรามา โชว์กินส้ม ชี้ยังไม่หวานต้องบ่มต่อ ยันได้ข้อมูลจาก “บิ๊กโจ๊ก” เรื่องต่อรองเก้าอี้ แต่ไม่ได้บันทึกคลิปไว้ ลั่นจะฟ้องก็ฟ้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมโรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มแถลงทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้ม 5 ผล กระถางธูป ถุงโจ๊ก พรัอมป้ายที่มีข้อความว่า “ราษฎรเต็มขั้น” มาวางประกอบโดยนายชูวิทย์สวมเสื้อติดป้ายชื่อ “ราษฎรเต็มขั้น” ที่หน้าอกด้วย

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม มาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 อีกทั้งเคยต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดง จนถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญากว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด ยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการรับงานทางการเมือง ต่อสู้คดีด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร

ส่วนเรื่องที่มีปัญหากับพรรคประชาชนนั้น ตนประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน สั่งสอน พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด

“ผมยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ถ้าไม่รักก็ไม่ไปเลือก ผมเป็นราษฎรเต็มขั้นที่เข้าใจการเมือง ราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง”นายชูวิทย์ กล่าว

สำหรับเรื่องที่บอกว่าพรรคประชาชนทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. โดยให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สนับสนุนให้ได้ สส. ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และจะให้เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น นายชูวิทย์กล่าวว่า เรื่องการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าจะฟ้องร้องตนก็สามารถทำได้ ตนเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

“ผมได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผบ.ตร. ย่อมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายก”นายชูวิทย์ กล่าว

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เพราะเวลาพูดคุกับใครก็ไม่เคยบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ตนสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

นายชูวิทย์ ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี ตนเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจซึ่งมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้

ทั้งนี้นายชูวิทย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร และยังไปพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อคุยประเด็น MOA โดยไปคนเดียว ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรค และการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้

“ผมรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน เรื่องนี้เป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง”นายชูวิทย์ กล่าว

จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง อดีตผบ.ทบ. พร้อมระบุว่า เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งในนั้นตนยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด

นายชูวิทย์กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง การพยายามเชื่อมโยงตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า

ในตอนท้ายของการแถลง นายชูวิทย์ ได้ยกจานส้มขึ้นมา และกล่าวว่า ตนไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตน ขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก ไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมือง ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ยักษ์แคระ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้ ถ้าได้เกิน 120 ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว โดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น

จากนั้นนายชูวิทย์ได้ปอกส้ม กินไป 1 ซีก และบอกว่า “ส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะส้ม งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ นี่มันส้มเก๊ส้มจีนหรือเปล่า”
 

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะรร.ทักเด็ก Gen Z  ฮอตสนั่นชาวบ้านเชียร์‘สู้ๆ’ คึกคักเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น
      
วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น.ที่เขตสายไหม กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมน.ส.ศุภมาส อิศรภักดีนายวราวุธ ศิลปอาชา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและผู้ช่วยหาเสียงใน กทม. ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน) เบอร์ 13 โดยนายอนุทิน มายังจุดแรกที่ศูนย์ประสานงานพรรค ภท.เขตสายไหม เพื่อพบปะรับฟังความคิดเห็นผู้นำชุมชนกลุ่มต่างๆ

จากนั้น นายอนุทินและคณะ เดินทางไปยังโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา เขตสายไหม ทันทีที่เดินลงจากรถเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่มามารอต้อนรับ ได้ตะโกน ให้กำลังใจนายอนุทินสู้ๆ จากนั้นนายอนุทิน เดินทักทายเด็กนักเรียนมัธยมปลาย โดยครูอาจารย์ที่โรงเรียนเรียกร้องขอคนละครึ่งพลัสเฟส 2  ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า 100% รวมถึงได้มีเด็กนักเรียนได้เรียกร้องคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายอนุทิน ถามกับเด็กว่า อายุถึงแล้วหรอ ซึ่งเด็กนักเรียนตอบว่า รอบหน้า

จากนั้นนายอนุทิน ได้ขึ้นรถแห่มายังตลาดนัดวัดเกาะ เขตสายไหม โดยระหว่างอยู่บนรถแห่ได้โบกมือทักทายประชาชนตลอดสองข้างทาง ซึ่งประชาชน โบกมือทักทายและส่งเสียงเชียร์ตลอดทาง ก่อนที่นายอนุทิน จะลงเดินหาเสียงที่ตลาดนัดวัดเกาะ เขตสายไหม พบปะพ่อค้าแม่ค้า โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของได้มาขอถ่ายภาพเซลฟี่ และต่างตะโกนหมายเลขพรรคเบอร์ 37 และหมายเลขผู้สมัครสส.เบอร์ 13  ซึ่งในจังหวะหนึ่งมีชาวบ้านเข้ามาจับมือนายอนุทิน แล้วบอก ”ขอบคุณ“ พร้อมขออย่าเปิดด่าน ก่อนที่นายอนุทินจะบอกว่า “ไม่เปิดด่าน” ส่วนชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างประสานเสียงไม่เปิดด่านๆ

ขณะที่บรรยากาศระหว่างเดินตลาดนัดวัดเกาะ นายอนุทิน แวะซื้อข้าวจี่  ก่อนชิมและส่งให้นายวราวุธ ชิมด้วย ก่อนที่นายวราวุธจะบอกว่าร้อน และเดินต่อ ผ่านร้านขายส้ม ซึ่งแม่ค้าร้านขายส้มทั้งสองร้าน ได้เรียกนายอนุทิน ให้เข้ามาชิมส้ม  โดยสื่อมวลชนถามว่าส้มหวานหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า อร่อยกำลังพอดี  ขณะเดียวกันช่วงหนึ่งนายอนุทิน ได้ถ่ายภาพร่วมกับประชาชน ก่อนที่มองและชี้ไปที่เลขที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตรงกับเบอร์เลขพรรค 37 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ระหว่างที่นายอนุทินเดินหาเสียงได้มีรถของผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย เขตสายไหมผ่านมาพอดี โดยผู้สมัครสส.เพื่อไทยคนดังกล่าวได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงบนรถแห่ว่า “ของเรา ขอให้งดใช้เสียงก่อน”

จากนั้นนายอนุทินเดินทักทายประชาชน ในหมู่บ้านจิตภาวรรณ 2-3  ได้มีเด็กขอให้นายอนุทินเขียน ข้อความเป็นที่ระลึก โดยนายอนุทิน ได้เขียนข้อความว่าขอมอบลายเซ็นนี้ให้น้องสแตมป์ ด.ช.สิรวิชญ์  นามลี ด้วยความรักครับ พร้อมเขียนลายเซนและชื่อ-นามสกุล 

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

“ธนาธร” ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น “ต้มยำกบ” ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังเร็วไปที่จะถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรม ย้ำเมกะโปรเจกต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด เพิ่มคุณภาพชีวิต-แก้ปัญหาสังคม-สร้างงานคุณภาพ-สร้างอุตสาหกรรมใหม่-ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายในหัวข้อ “Orange Megaprojects: แนวทางการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน” โดยนายธนาธรระบุว่า เป็นที่น่าเสียใจที่ที่ผ่านมาคนจำนวนหนึ่งมองเศรษฐกิจไทยแล้วบอกว่าควรมีการเน้นไปที่ภาคบริการและภาคการเงินเป็นหลัก แต่ถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ประเทศไทยจะเจอก็คือการถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรมเร็วเกินไป

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 30 ปีที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษที่ 2540 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโตเฉลี่ย 3.2% และปัจจุบัน 2% การมีวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งๆ แก้ง่ายกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตซับไพรม์ หรือโควิดที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเจอกับต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้คือ “ต้มยำกบ” ซึมยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า จากตัวเลขล่าสุดที่อยู่บนฐานข้อมูลของรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่โควิดมาไม่มีช่วงไหนต่ำมากกว่านี้อีกแล้วคืออยู่ที่ 56% นักอุตสาหกรรมอย่างเรารู้กันดีว่าถ้าอัตราการใช้กำลังการผลิตวิ่งไม่ถึง 60-75% ไม่มีทางที่เราจะซื้อเครื่องจักรใหม่หรือลงทุนใหม่ได้ และต่อให้อัดภาคการบริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น การอัดการบริโภคเข้าไปในระบบไม่เท่ากับการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม

พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของรัฐ นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ ในภาวะที่ประเทศมีปัญหาทางการคลัง ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หมายความว่าต้องยิงให้แม่น งบประมาณรัฐตอนนี้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้แล้ว บทบาทใหม่ที่พรรคประชาชนคิดถึงคือ 1) ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาสังคมได้ 2) ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพได้ 3) ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของไทยเอง และ 4) ทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลประชาชนจึงคิดเมกะโปรเกจตก์ 6.27 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ที่จะเป็นการใช้งบประมาณที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ ขณะเดียวกันจะได้การพัฒนางานและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเองด้วย ทั้งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการทำให้บริการสาธารณะต่างๆ เหล่านี้เป็นแบบประเทศโลกที่หนึ่งภายใน 8 ปี

เช่น บ่อขยะในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียง 1% ที่ได้มาตรฐานของกรมอนามัย อีก 99% ผิดมาตรฐานของกรมอนามัย ถ้าอยากยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ให้มีสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนเข้าไปในดินและน้ำของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาฟื้นฟูกระบวนการจัดการขยะใหม่ และการจัดการขยะนี้จะนำไปสู่การสร้างงานและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ 

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า โครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากนักอุตสาหกรรมได้ เช่น เรื่องของสมาร์ทกริด ลักษณะกริดของประเทศไทยปัจจุบัน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแลโครงข่ายแรงสูงและผู้ผลิต โดยมีลักษณะที่เรียกว่า Single Buyer หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเจ้าเดียวเป็นผู้ซื้อ ผู้ผลิตเอกชนทั้งหมดขายให้ที่เดียว มีการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลสายส่งแรงต่ำและการขายปลีกไฟฟ้า 

อนาคตที่พรรคประชาชนมองเห็นและออกแบบไว้คือรัฐทำหน้าที่เป็นคนดูแลสายส่งและระบบ สร้างตลาดกลางพลังงานขึ้นมา เปิดให้มีการแข่งขันในฝ่ายผลิต และเปิดให้มีการแข่งขันในการค้าปลีก ประชาชนมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ผู้ขายสามารถเลือกขายแพ็คเกจไฟได้ตามแต่รสนิยมของผู้บริโภค เคาะราคากันในตลาดพลังงาน ส่วนขาการผลิต เปิดให้มีการผลิตโดยแพร่หลาย ให้เกิดการแข่งขันไม่ให้ผูกขาด

แต่ถ้าจะทำแบบนี้ หมายความว่ากริดของประเทศไทยต้องสมาร์ทมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมาร์ทกริดคือระบบที่จะทำให้รถไฟฟ้าของทุกคนจะไม่ใช่เป็นแค่ยานพาหนะ แต่จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานด้วย ถ้าขับรถกลับจากที่ทำงานแล้วแบตเตอรี่ยังมีพลังเหลืออยู่ ตอนเย็นช่วงหัวค่ำไฟแพงอาจจะขายไฟจากรถเข้าสู่กริด แล้วไปเสียบเติมไฟอีกทีตอนตีหนึ่งที่ไฟราคาถูกกว่าได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินไปสู่การมีสมาร์ทกริด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะในอนาคตทุกคนจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงาน ถ้าทุกคนติดโซลาร์ ไฟที่ใช้ไม่หมดก็ขายกลับเข้ากริดได้ มิเตอร์ไฟฟ้าจะต้องหมุนถอยหลังได้ ระบบกริดของประเทศไทยจะต้องมีตัวแปลงไฟจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูงระหว่างเอซีกับดีซีตลอดเวลา

นายธนาธร กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนกริดของประเทศให้เป็นสมาร์ทกริดไม่เกินศักยภาพของคนไทยในการทำ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อจากจีน และชิ้นส่วนทุกอย่างจะทำให้เกิดงานทั้งหมด จากเม็ดพลาสติกไปจนถึงปิโตรเคมี ทองแดง พีซีบี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตทุกอย่างในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก หลายชิ้นส่วนเป็นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ซื้อเข้ามาก่อน เพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเกิดโลคอลคอนเทนต์ให้ได้เยอะที่สุด

อีกนโยบายหนึ่งคือการทำขนส่งสาธารณะ ซึ่งพรรคประชาชนจะจัดให้มีการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะโดยรถเมล์อีวีปีละ 10,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี เพื่อให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาซึ่งงานและอุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชนจะส่งเสริมผู้ผลิตรถไฟฟ้าของไทย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวิ่งไปให้ลึกที่สุดจนถึงการแปรรูปวัตถุดิบในช่วงต้น

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมบางส่วนที่รัฐไทยได้เดินไปบ้างแล้ว ที่มีศักยภาพมากก็เช่นเครื่องมือแพทย์ รถไฟ ป้องกันประเทศ และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้งบประมาณที่รัฐใช้ ถูกจ่ายไปให้อุตสาหกรรมไทย หลายอย่างสามารถผลิตได้ในประเทศไทย เริ่มต้นได้ทันที แม้ว่ากว่าจะพัฒนาเสร็จให้ได้มาตรฐานระดับโลกอาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ในด้านเกษตร ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราไม่เคยบอกว่าจะให้ราคายางกิโลละเท่าไหร่ ข้าวตันละเท่าไหร่ เพราะการอุดหนุนที่ราคาไม่ได้ช่วยผลิตภาพในระยะสั้น แต่ต้องอัดด้านอุปสงค์เข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอียังประกอบการได้ คนไม่ตกงาน แต่ระยะยาวเวลาพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่การทำดีมานด์แต่คือการจัดการด้านซัพพลายของประเทศไทยทั้งระบบ ต้องเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้

นโยบายเกษตรของพรรคประชาชนจึงจะเป็นการเชื่อมระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม รัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมผ่านคูปองเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร เป็นการอุดหนุนที่ไม่ใช่ด้านราคา แต่เป็นการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้ตรงกับเกษตรกร แน่นอนว่ากองทุนเพื่อเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรยังต้องมีอยู่ แต่ไม่ได้ไปอุดหนุนราคาตรงๆ ต้องเอาเงินก้อนนั้นกลับมาเปลี่ยนเป็นการส่งเสริม ยกตัวอย่างเรื่องของการตากข้าว ที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรสามารถนำคูปองไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวแทนได้ เมื่อผู้ให้บริการได้รับคูปองมา ให้บริการแล้วก็เอาคูปองไปขึ้นเงินสดได้ เมื่อมีดีมานด์มากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ก็จะนำมาสู่การสั่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น 

หรือการเผาในพื้นที่เกษตร รัฐบาลสามารถจัดคูปองให้เกษตรกรเอาไปจ้างผู้ให้บริการอัดฟางได้ เมื่อเกษตรกรใช้บริการ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น นี่คือกระบวนการผลักดันความต้องการให้กลับมาสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ฝั่งเกษตรกร แต่เป็นการสนับสนุนฝั่งอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการของไทยที่สามารถออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยเองได้

นายธนาธร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าตนไปคุยกับภาคอุตสาหกรรมไหน ทุกคนต่างรู้สึกเหี่ยวเฉากันหมด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชุบชีวิต จุดไฟให้อุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง รัฐบาลประชาชนจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยกล้าลงทุน อย่างแรกที่สุดคือดีมานด์ต้องชัด ตลาดในระยะยาวมีความเสมอต้นเสมอปลาย เช่น เรื่องของสมาร์ทมิเตอร์ ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 15 ปี ปีละ 2,000,000 ชิ้น นักอุตสาหกรรมย่อมมองเห็นแล้วว่ามีดีมานด์ปีละ 2,000,000 ชิ้น เห็นแล้วว่ารัฐจะจัดซื้อทุกปีจนครบ 30,000,000 ชิ้นภายใน 15 ปี มูลค่านี้ต้องเป็นยอดขายของอุตสาหกรรมไทย และอนาคตต้องผลักดันให้นำไปสู่การส่งออกด้วย เมื่ออุตสาหกรรมไทยเก่งพอแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอด เอาสินค้าส่งไปขายในโลก ไปดึงมูลค่าเพิ่มจากตลาดโลกมาแบ่งในประเทศไทย

ในเรื่องของทักษะแรงงาน รัฐบาลประชาชนมีโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในภาคอุตสาหกรรมหลายนโยบาย โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่แล้ว นำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ประมาณ 10,000 ล้านบาท การพัฒนาซัพพลายให้แข่งขันกับโลกได้ ใช้เงินน้อยแต่ใช้ความพยายามสูง ถ้าเอาไปอัดฝั่งดีมานด์ย่อมอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเอามาพัฒนาซัพพลายจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ นำหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐมาช่วยในการทดสอบ นำมหาวิทยาลัยของรัฐมาร่วมพัฒนา ทำให้ครบทั้งซัพพลายเชน

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยไม่สามารถเจริญและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะถอนคันเร่งออกจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยก็สร้างรถไฟเองได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดกำลังใจในการส่งเสริมมภาคอุตสาหกรรมไทย

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

’อนุทิน‘ลั่น ไม่ใช่‘ภูมิใจไทย’ หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียงกทม.สูงลิ่ว 7,000 บาท บอก ทำการเมืองเก่าๆใครทำซวย -ปชช.ฉลาด ย้ำภท. ไม่ทำเรื่องแบบนี้ 

เมื่อเวลา 16.35 น.วันที่ 19 ม.ค.ที่ โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวการใช้เงินซื้อเสียง เลือกตั้ง สูงสุดในกรุงเทพมหานคร กว่า 7,000 บาท  ว่าไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย ใครทำก็ซวยไป ประชาชนเขาฉลาด ประชาชนเขารู้ทัน ใครทำการเมืองเก่าๆซื้อเสียง

เมื่อถามว่าพอจะมีข้อมูลหรือไม่ว่าเป็นพรรคการเมืองไหน นายอนุทิน กล่าวว่า  ภูมิใจไทยไม่ทำเรื่องแบบนี้ และไม่เคยสนใจพรรคอื่น 

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันใช่หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยออร์แกนิคแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่คำว่าออร์แกนิคแบบนี้  เพราะในพรรคภูมิใจไทยก็แปลกๆแบบนี้ มีวัฒนธรรมการปฏิบัติ การอยู่ร่วมกันแบบนี้ 

สุริยะใส ปูด เฉินจือ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ จ่อแฉบิ๊กการเมืองไทย เป็นหุ้นส่วนใหญ่

สุริยะใส ปูด เฉินจือ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ จ่อแฉบิ๊กการเมืองไทย เป็นหุ้นส่วนใหญ่

สุริยะใส ปูด เฉินจือ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ จ่อแฉบิ๊กการเมืองไทย เป็นหุ้นส่วนใหญ่

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยุ่งละ “เฉินจือ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์ แฉบิ๊กการเมืองไทยหลายคน เป็นหุ้นส่วนใหญ่”

เกม พงศ์พล ขี่ซาเล้งบุกวัดสร้อยทอง-ชุมชนสีน้ำเงิน ฟังเสียงสะท้อนเน็ตช้า-ยาเสพติด

เกม พงศ์พล ขี่ซาเล้งบุกวัดสร้อยทอง-ชุมชนสีน้ำเงิน ฟังเสียงสะท้อนเน็ตช้า-ยาเสพติด

เกม พงศ์พล ขี่ซาเล้งบุกวัดสร้อยทอง-ชุมชนสีน้ำเงิน ฟังเสียงสะท้อนเน็ตช้า-ยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

‘เกม พงศ์พล’ เบอร์ 1 เขต 7 ปชป. ขี่ซาเล้งบุกวัดสร้อยทอง-ชุมชนสีน้ำเงิน ฟังเสียงสะท้อน ‘เน็ตช้า-ยาเสพติด’ ลั่นขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาจริง

19 มกราคม 69 นายพงศ์พล เตมีย์ (เกม) ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 7 (ดุสิต-บางซื่อ) เบอร์ 1 จากพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ณ วัดสร้อยทอง และชุมชนสีน้ำเงิน โดยไฮไลต์สำคัญคือการขี่รถซาเล้งและเดินเข้าถึงตรอกซอกซอยเพื่อรับฟังปัญหาจากปากชาวบ้านอย่างใกล้ชิด

นายพงศ์พล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่เวลา 11:00–13:00 น. ได้รับฟังเสียงสะท้อนสำคัญ 2 เรื่องใหญ่ คือ ปัญหาอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ซึ่งกระทบต่อการเรียนออนไลน์และการประกอบอาชีพของคนในชุมชน และ ปัญหาความกังวลด้านยาเสพติด ที่ยังเป็นภัยคุกคามความปลอดภัย

“ในฐานะคนรุ่นใหม่ ผมเข้าใจดีว่าเน็ตไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิง แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องยาเสพติดคือความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ผมขอรับทุกปัญหาไว้เพื่อประสานงานและผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง เพราะการ Move Thailand ต้องเริ่มจากการ Move ชุมชนให้ดีขึ้นก่อนครับ” นายพงศ์พล กล่าว

อนุทิน ซัดแรง นึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังถูกปล่อยเฟกนิวส์ แม่ดองอิตาเลียนไทย

อนุทิน ซัดแรง นึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังถูกปล่อยเฟกนิวส์ แม่ดองอิตาเลียนไทย

อนุทิน ซัดแรง นึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังถูกปล่อยเฟกนิวส์ แม่ดองอิตาเลียนไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“อนุทิน” ซัดแรง นึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังอดีตผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวไกล ปล่อยเฟคนิวส์แม่เป็นดองอิตาเลียนไทย ยันไม่ได้ดำเนินคดีเอง แต่เป็นสิทธิ์พรรค – ผู้สมัคร ทำได้ หากกระทบคะแนนเสียง ร้องโห ถ้ามัวแต่กังวลสาดโคลน ช่วงเลือกตั้ง คงอยู่บ้านดีกว่า 

วันที่ 19 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 16.35 น. ที่โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีอดีตผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 59 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟคนิวส์ว่า  นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ นั้น

โดยนายอนุทิน ระบุว่า ตนได้เขียนชี้แจงไปแล้ว แม่ตนแซ่เบ๊ แซ่เดียวกับนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นคนกวางตุ้ง เกิดที่ตรอกสุริโยทัย แถววัดดอนยานนาวา ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

“เดี๋ยวนี้ไม่มีหนังสือขายหัวเราะแล้ว สมัยผมเด็กๆมีหนังสือขายหัวเราะ เขียนอะไรโจ๊ก เขียนอะไรที่มันไม่มีข้อเท็จจริง แต่นึกไม่ถึงว่าคนระดับนี้ เป็นผู้ที่มีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรกแบบนี้เท่านั้นเอง”

เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคเขาก็ว่ากันไป แต่ส่วนตัวตนไม่ได้ถือสาอะไร แต่หากจะทำให้คนเข้าใจพรรคผิด หรือทำให้ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย รู้สึกว่าเดือดร้อน เพราะประชาชนเข้าใจผิด ทำให้อาจจะเสียความนิยม ก็มีสิทธิ์ที่จะไปดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าไม่ได้มาจากตนเอง

เมื่อถามต่อว่ากังวลหรือไม่ ช่วงโค้งสุดท้ายที่เกิดการดิสเครดิต นายอนุทิน ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า ถ้ามัวแต่กังวล ก็คงอยู่บ้านดีกว่ามั้ง

อนุทินยันสัมพันธ์บิ๊กแจ๊สยังแนบแน่น ปรารถนาดีต่อกัน แม้เปิดตัวหนุนกล้าธรรม

อนุทินยันสัมพันธ์บิ๊กแจ๊สยังแนบแน่น ปรารถนาดีต่อกัน แม้เปิดตัวหนุนกล้าธรรม

อนุทินยันสัมพันธ์บิ๊กแจ๊สยังแนบแน่น ปรารถนาดีต่อกัน แม้เปิดตัวหนุนกล้าธรรม

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“อนุทิน” ยันสัมพันธ์ “บิ๊กแจ๊ส” ยังแนบแน่น ปรารถนาดีต่อกัน แม้เปิดตัวหนุน “กล้าธรรม” 

19 ม.ค.69 เมื่อเวลา 16.35 น. ที่ โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.) เปิดใจสนับสนุนพรรคกล้าธรรม  ซึ่งก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาช่วยงานพรรคภูมิใจไทย ว่า ท่านก็ยังบอกว่า “รักผมอยู่นิ ต้องถามให้จบ” แต่แนวทางในการทำงานทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพลตำรวจโท คำรณวิทย์ ยังแนบแน่นและปรารถนาดีต่อกันตลอดเวลา ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้คุยกันด้วย 

ส่วนการเมืองในจังหวัดปทุมธานีจะเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “In the name of the game” การทำงานทางการเมืองเราต้องทำสุดความสามารถ ให้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน แต่อยากไปทำร้ายนอกเกมกัน และอย่าไปเขียนข่าวหลอกลวงประชาชน เขียนข่าวด้อยค่าพรรคอื่นๆ ซึ่งควรทำตามพรรคภูมิใจไทย ที่ทำแต่งานไม่เคยคิดถึงคนอื่นจะเป็นอย่างไร ให้ประชาชนได้เห็นหน้างานในส่วนของเราเป็นอย่างไร จะทำงานให้ได้และทำให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ ซึ่งจะไม่ไปด้อยค่าหรือวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ กับคนอื่น

พ่อเจ ไม่ทน เชือด เพจดังปล่อยข่าวปลอม เจ้าขุน เจ้านาย

พ่อเจ ไม่ทน เชือด เพจดังปล่อยข่าวปลอม เจ้าขุน เจ้านาย

พ่อเจ ไม่ทน เชือด เพจดังปล่อยข่าวปลอม เจ้าขุน เจ้านาย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่มีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งโพสต์ข้อความ “Breaking : เจ้าขุน เจ้านาย ทะเลาะกับพ่อเจ หลังจากพ่อเจกับลุงโจจะเลือกรวมไทยสร้างชาติ แต่เจ้าขุนเจ้านาย จะเลือกพรรคส้ม เพราะไม่อยากเป็นทหาร” ทำเอาแฟนคลับของเจ้าขุนและเจ้านายออกมาถกเถียงกันร้อนแรงบนโลกออนไลน์นั้น

ล่าสุดวันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 เจ เจตริน หรือ เจตริน วรรธนะสิน ดารานักร้องชื่อดังของเมืองไทย พ่อของเจ้าขุนและเจ้านาย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมภาพแคปจากเพจดังกล่าว ว่า “คนโพสต์ คนแชร์ คนเลิฟ รอพี่แป๊ปนึงนะจ๊ะ พี่เอ็นจอยสโนบอร์ด  [????]   [????????]  แปปนึง #fakenews #SCAMMER #haters ลักษณะการสร้างโพส fake news แบบนี้ วิญญูชนก็อ่านออกว่า ต้องการเชียร์พรรคการเมืองใด ซึ่งการกระทำแบบนี้คงอยากได้แค่ยอดไลค์ยอดแชร์จากด้อม กลุ่มเดิมๆ แต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปอีกจำนวนมากจะยิ่งมองเห็นในความสกปรกและเสื่อมความนิยมจากพรรคนี้ลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เป็นอยู่ จากน้ำมือของพวกเค้าเอง”

เจ เจตริน

ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจ เจตริน จะคอมเมนต์เพิ่มเติมใต้โพสต์ของตัวเอง ว่า “ลักษณะการสร้างโพส fake news แบบนี้ วิญญูชนก็อ่านออกว่า ต้องการเชียร์พรรคการเมืองใด ซึ่งการกระทำแบบนี้คงอยากได้แค่ยอดไลค์ยอดแชร์จากด้อม กลุ่มเดิมๆ แต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปอีกจำนวนมากจะยิ่งมองเห็นในความสกปรกและเสื่อมความนิยมจากพรรคนี้ลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เป็นอยู่ จากน้ำมือของพวกเค้าเอง”

เจ เจตริน

ทำให้ชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นสนับหนุนดารานักร้องชื่อดัง เจ เจตริน ให้ดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊กนี้กันจำนวนมาก เช่น

“ต้องจัดสักหน่อยค่ะ จะได้หายสนุก”

“จัดหนักไปเลยป๋า”

“เดี๋ยวพ่อมา 55555”

“เลวทุกมิติจริงๆ จัดหนัก จัดเต็มเลยครับพี่ สิ่งมีชีวิตบางอย่างก็ต้องการ การดัดสันดาน ไม่งั้นจะได้ใจทำไปเรื่อย”

“555555555 ขยันคิด ขยันทำ เกิ้น 

“โห..พี่แข็งแรงมากครับ ยังเล่น snow broad อยู่ อยากเล่นบ้างจัง..คิดถึง snowbroad…”

“จัดฮะ”

“เอามันสักทีฮะ”

“อายุความ 3 เดือนหลังจากพี่เห็นข้อความ เล่นบอร์ดไปก่อนครับพี่ ไว้ว่าง ๆ ครับ”

เจ เจตริน
เจ เจตริน
เจ เจตริน
เจ เจตริน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Jetrin Wattanasin  (JJetrin)

จัดหนักทุกข้อหา พรรคประชาชน เดินหน้าฟ้อง ชูวิทย์ จงใจใส่ร้ายป้ายสี

จัดหนักทุกข้อหา พรรคประชาชน เดินหน้าฟ้อง ชูวิทย์ จงใจใส่ร้ายป้ายสี

จัดหนักทุกข้อหา พรรคประชาชน เดินหน้าฟ้อง ชูวิทย์ จงใจใส่ร้ายป้ายสี

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และยังมีลิงก์คลิปวิดีโอของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน รวมอยู่ด้วย โดยมีข้อความระบุว่า “จำเป็นต้องดำเนินคดี”

ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพของเจ้าตัวในชุดสีส้มพร้อมผลไม้อย่างส้ม โดยมีข้อความตัวอักษรอยู่ภายในว่า “พรรคประชาชนจะไม่ทนกับคนอย่างชูวิทย์อีกต่อไป จัดหนักดำเนินคดีทุกข้อหา ที่จงใจใส่ร้ายป้ายสี เพื่อหวังผลทางการเมือง”

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

ส่วนลิงก์คลิปวิดีโอนั้นเป็นข่าวของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าว ระบุว่า จะแจ้งความเอาผิดบุคคล นักการเมือง จนถึงเพจไอโอ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชน

ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันมากมายกับกรณีนี้ ซึ่งคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็มีสนับสนุนโพสต์ของ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เช่น

“ให้เค้าพูดเยอะๆ คะแนนจะได้ถล่มทลาย ได้จัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวไปเลย”

“จะเลือกส้มโว้ย”

“จิ้งเหลนเปลี่ยนสี เมากัญชา จนตาลาย”

“สรุป ชูวิทย์ เป็นมะเร็งที่ตับ หรือที่ ปาก ระยะสุดท้ายคับ”

“ดีค่ะเห็นชอบด้วยจัดซะบ้างเอาหนักไปเลยคะ”

“เอามันเลยหมั่นเขี้ยวจริงๆ”

“ดีครับ เห็นด้วยครับ”

“ไม่เคยเชื่อคนอย่างชูวิทย์ยังไงก็ส้มค่ะ “

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล