เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเวิร์กชอป “กลยุทธ์การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โรงแรม” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงแรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผลักดันผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวสู่การเป็นโรงแรมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Hotel) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับสากล โดยได้รับเกียรติจากนายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการสัมมนา มี รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และ ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช

นายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมาก ทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 4.5 ล้านคน และมีโรงแรมรองรับกว่า 300 แห่ง การมุ่งสู่มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรมให้สามารถนำแนวคิด Carbon Neutral Tourism (CNT) และ Net Zero Tourism (NZT) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การบริหารจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงแรมในนครศรีธรรมราชพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Less for More” การพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และกิจกรรม “Meet the CEO” โดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงแรมได้จริง

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความร่วมมือระหว่างสีเบเยอร์ Beger, ศูนย์นาโนเทค และ Marriott International ภายใต้การสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตคลองเตย เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้าน “ความปลอดภัยและความยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกาศความสำเร็จของ “จุดที่ 2” ณ มูลนิธิดวงประทีป ศูนย์เด็กเล็กชุมชนคลองเตย โดยโครงการได้ดำเนินการทาสีนวัตกรรมหน่วงไฟ พร้อมซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

โดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อความปลอดภัยกับเด็กเล็กในพื้นที่ที่เปราะบาง โครงการนี้ได้นำ “สีนวัตกรรมหน่วงไฟ” มาใช้จริงในอาคารเรียน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอการลุกลามของเปลวไฟ ลดการแพร่กระจายความร้อน และเพิ่มเวลาในการอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็กที่ต้องการมาตรการความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากการปรับปรุงสีที่โครงสร้างอาคารแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและบุคลากรเกี่ยวกับแนวทางอพยพหนีไฟ การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถดูแลเด็กๆได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยพันธมิตรยังคงดำเนินโครงการ “ลด Food Waste” ควบคู่กับการสนับสนุนชุมชนคลองเตย สะท้อนแนวคิดการใช้ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงอาคารหนึ่งแห่ง แต่เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย และภาครัฐ ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่เปราะบางอื่นๆในเขตคลองเตยและพื้นที่เมืองทั่วประเทศ

ในระยะต่อไป ทั้ง3องค์กรมีแผนเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในชุมชนเมือง พร้อมผลักดันโมเดล “Safety + Sustainability” ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

วันที่ 8 กรกฎษคม 2569 จากรณี กรมศิลปากร ออกมาเปิดเผยว่า ในการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีจาก แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี นักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำ ซึ่งมีจารึกในลักษณะตราประทับ ข้อความว่า ‘ปุสรขิตส’ อ่าน-แปล โดย ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้น

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

เปิดคำจารึกบนแหวนทองคำ อายุ 2,000 ปี หลังขุดพบจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เพชรบุรี

ล่าสุด ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Tain Gree” ระบุว่า

หลักจากเผยแพร่คำอ่านจารึกอักษรพราหมีของแหวนทองที่ดอนยายทอง จ.เพชรบุรี มีคำถามหลังไมค์เข้ามาว่า ตัวจารึกบนแหวนกลับด้าน หรือ ไม่กลับด้าน

จึงขอยืนยันว่า ตามรูปเดิม คือ รูปที่ 1 ตัวอักษรกลับด้าน ดังนั้นจึงเป็น signet ring แหวนตรา แน่นอน

จากรูปเดิมต้องทำการ flip ให้กลับด้าน จึงสามารถอ่านออกตามภาพที่ 2

เพื่อให้เห็นว่า คติแหวนตราไม่ใช่สิ่งใหม่ในอินเดีย

จึงขอแสดงหลักฐาน “แหวนตรา signet ring หรือ มุทรา (Mudrā) ในวรรณคดีสันสกฤต”

เรื่องแหวนตราปรากฏในวรรณคดีสันสกฤต 3 เรื่องเป็นอย่างน้อย

1. รามายณะ (Rāmāyaṇa): แหวนในฐานะเครื่องยืนยันสัจจะและความหวังในบทสุนทรกัณฑ์ (Sundara Kāṇḍa) แห่งมหากาพย์รามายณะของวาลมีกิ ฉากการมอบแหวนตรา (อังคุลียกปรทาน) ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ที่สำคัญ เมื่อหนุมานลอบเข้ากรุงลงกาและพบนางสีดาในสวนอโศกวัน นางสีดาเกิดความระแวงว่าหนุมานคือทศกัณฐ์แปลงกายมา จนกระทั่งหนุมานได้ยื่นแหวนตราสลักพระนามพระราม (รามมุทรา) ให้แก่นาง ในบริบทนี้ แหวนตราทำหน้าที่เป็น “สาส์นตราตั้ง” (Credential) ที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของทักษะการทูต และเป็นสิ่งชุบชูจิตใจ (Life-restoring token) ที่ให้ความหวังเชิงประจักษ์แก่นางสีดาในยามวิกฤต (รูปที่ 3) ดังโศลกที่คุณ Maldivo Vedanidhi Giuseppe ได้โพสต์ไว้แล้ว

2. อภิชญานศากุนตลัม (Abhijñānaśākuntalam): แหวนในฐานะพยานแห่งความจริงและความทรงจำ

บทละครชิ้นเอกของกาลิทาส (Kālidāsa) สะท้อนฟังก์ชันของแหวนตราในฐานะ “สิ่งของเพื่อการจดจำ” (อภิชญาน) ท้าวทุษยันต์ได้มอบแหวนสลักพระนามให้แก่นางศกุนตลา ทว่านางกลับสูญเสียแหวนไปในแม่น้ำเนื่องจากวิบากกรรมแห่งคำสาปของฤๅษีทุรวาส ส่งผลให้กษัตริย์สูญเสียความทรงจำและปฏิเสธสถานะภรรยาของนาง จนกระทั่งชาวประมงพบแหวนในท้องปลาและนำมาถวัยคืน มนตราแห่งคำสาปจึงเสื่อมสลาย วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในทัศนะของอินเดียโบราณ คำมั่นสัญญาทางวาจาอาจแปรเปลี่ยนและเลือนหายได้ แต่ “มุทรา” หรือพยานวัตถุทางกายภาพคือสิ่งเดียวที่ถือครองสัจจะอันติมะ (Ultimate Truth) ที่สามารถกู้คืนความชอบธรรมทางสังคมให้แก่ตัวละครได้ (รูปที่ 4)

3. มุทรากษส (Mudrārākṣasa): แหวนในฐานะเครื่องมือจารกรรมและอำนาจรัฐ

ในบทละครการเมืองเรื่อง มุทรากษส ของวิศาขทัตต์ (Viśākhadatta) ที่เชื่อว่าแต่งจากเรื่องราวดั้งเดิมสมัยพระเจ้าจันทรคุปตะ ตั้งราชวงศ์เมารยะนั้น แหวนตราถูกลดทอนนัยโรแมนติกลง แต่ถูกยกสถานะให้เป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยา จาณักยะ เสนาธิการแห่งราชวงศ์เมารยะ ได้ใช้แหวนตราที่ยึดมาจากอมาตย์รากษส (เสนาบดีฝั่งตรงข้าม) มาทำการปลอมแปลงเอกสารราชการและปิดผนึกด้วยตราประทับนั้น เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่พันธมิตรของศัตรู วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนภาพความเป็นจริงในเชิงประวัติศาสตร์ว่า ผู้ใดที่ครอบครองหรือเข้าถึงแหวนตราประจำตำแหน่ง ผู้นั้นย่อมสามารถสวมสิทธิ์ในการสั่งการกองทัพและกุมอำนาจรัฐบริหารไว้ได้ทั้งหมด (รูปที่ 5)

“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

"ทรัมป์" ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น "พวกขยะ-คนป่วย" สั่งตัดสัมพันธ์การค้า "สเปน"

8 ก.ค. 2569 16:37 น.

“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” ตราหน้าผู้นำอิหร่านเป็นพวกตลบแตลงและไร้สติ พร้อมสั่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทันที  ฐานเป็นพันธมิตรนาโตที่แย่ ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน พร้อมลั่นยังไม่ล้มเลิกแผนฮุบ “กรีนแลนด์” จากเดนมาร์ก  การประกาศของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานทันที 6%

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประกาศอย่างเป็นทางการว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนนั้น “ได้สิ้นสุดลงแล้ว” หลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะทางอากาศและขีปนาวุธตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ตลอดคืนที่ผ่านมา

เมื่อผู้สื่อข่าวทูลถามถึงสถานภาพของข้อตกลงหยุดยิง ทรัมป์ตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดและเผ็ดร้อน โดยตราหน้ากลุ่มผู้นำอิหร่านว่าเป็น “พวกขยะ”  และ “คนบ้า”

“สำหรับผม ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว ผมไม่อยากจะข้องแวะกับพวกเขาอีกต่อไป พวกนั้นมันเศษขยะ เป็นคนป่วย และถูกปกครองโดยกลุ่มคนที่มีอาการป่วยทางจิต พวกเขาเป็นพวกโหดร้าย รุนแรง และถ้าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ พวกเขาจะเอามันออกมาใช้แน่นอน” ทรัมป์ กล่าว “เราอุตส่าห์ทำข้อตกลงกัน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่พอทำสัญญาเสร็จ พวกเขากลับเดินออกไปล้อเลียนและให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ คนพวกนี้สมองมีปัญหา พวกเขาเป็นคนโกหก และการเจรจาด้วยมันเป็นเรื่องเสียเวลาโดยสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์แง้มว่าเขาอาจจะยอมให้ทีมเจรจาของเขา ซึ่งนำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ดำเนินการพูดคุยต่อไป แต่อยู่ที่ว่าทางอิหร่านจะยอมกลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาอย่างจริงใจหรือไม่ ทันทีที่คำพูดของทรัมป์เผยแพร่ออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทันที 6% แตะระดับ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปร่วงระนาว 1.6% จากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่

สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ได้ออกคำสั่งเตือนภัยขั้นสูงให้สายการบินพาณิชย์ทั้งหมด หลีกเลี่ยงการบินผ่านน่านฟ้าของประเทศอิหร่านและอิรักโดยเด็ดขาดไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026

ไม่เพียงแต่เรื่องอิหร่าน ทรัมป์ยังใช้เวทีนาโตเปิดฉากโจมตีประเทศสมาชิกยุโรปอย่างรุนแรง โทษฐานที่ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่สหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิหร่าน โดยทรัมป์ได้หันไปสั่งการ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ดำเนินการ “ตัดสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์ทั้งหมดกับประเทศสเปนทันที”

“เราไม่อยากทำธุรกิจการค้าใดๆ กับสเปนอีกต่อไป สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มากในนาโต พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมรบ และพวกเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงิน” ทรัมป์ระบุอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสเปนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน โดยพยายามลดกระแสความตึงเครียดว่า สเปนจะมองคำขู่ของทรัมป์เป็นเพียง “เรื่องปกติที่ต้องเจอในการทำธุรกิจ” และยืนยันว่าสเปนยังมีพรมแดนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยมกับสหรัฐฯ และไม่ต้องการให้สิ่งใดมาเปลี่ยนมัน

นอกจากสเปนแล้ว ทรัมป์ยังวิจารณ์สหราชอาณาจักรที่ไม่ยอมให้ใช้ฐานทัพทั้งหมด และระบุว่าอิตาลี “แย่มาก” ในการสนับสนุนด้านฐานทัพ แม้ว่า นายมาร์ก รุตเต  เลขาธิการนาโตซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ทรัมป์ จะพยายามช่วยชี้แจงว่า ยุโรปได้สนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ โดยมีเครื่องบินรบถึง 5,000 ลำบินขึ้นจากสนามบินในยุโรปเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในอิหร่าน และย้ำว่ายุโรปคือฐานกำลังหลักของสหรัฐฯ ก็ตาม

ความตึงเครียดในที่ประชุมยังลามไปถึงประเด็นดินแดนแถบอาร์กติก เมื่อทรัมป์ยอมรับว่าเขายังคงไม่พอใจนาโตและเดนมาร์กเกี่ยวกับกรณี “กรีนแลนด์”  เกาะทางยุทธศาสตร์ที่เขาเคยพยายามจะขอซื้อในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

“กรีนแลนด์เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา มันมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ มาก แต่ดันไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเดนมาร์ก เราจำเป็นต้องใช้มันเพื่อการปกป้องโลก ไม่ใช่แค่เพื่อสหรัฐฯ มันไม่ได้ช่วยอะไรเดนมาร์กเลย แต่ช่วยเราได้ ตอนที่เราต้องการพวกเขา พวกเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ทั้งที่เราอยู่ช่วยพวกเขามาตลอด สหรัฐฯ แบกรับค่าใช้จ่ายในนาโตสูงเกินส่วนเพื่อปกป้องยุโรปจากรัสเซีย เราได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”

ด้าน นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์ก ได้ออกมายืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลโคเปนเฮเกนมีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” อย่างไรก็ดี นายมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต พยายามไกล่เกลี่ยว่า สหรัฐฯ และเดนมาร์กจะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อร่วมมือขยายขอบเขตการวางกำลังทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์ในอนาคตต่อไป.

ที่มา Reuters / Al Jazeera

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

"ทรัมป์" ชม "นายกฯ อิตาลี" เป็นคน "ไนซ์" แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

8 ก.ค. 2569 15:47 น.

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้ยังมองว่า “จอร์เจีย เมโลนี” นายกรัฐมนตรีอิตาลี เป็น “คนอัธยาศัยดี” แต่รู้สึกผิดหวังที่อิตาลีไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย “แย่ลงเล็กน้อย”

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ของผมกับเธอมันเริ่มแย่นิดหน่อย ก็เพราะเธอปฏิเสธที่จะช่วยเราเรื่องอิหร่าน เธอเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเลยทำให้ความสัมพันธ์ของเราจืดจางลงไปบ้าง แต่ผมก็ยังชอบเธอนะ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนอัธยาศัยดีคนหนึ่งเลยล่ะ แต่ผมแค่คิดว่าในเรื่องนี้เธอทำผิดพลาดไปหน่อย”

คำกล่าวดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของข้อพิพาททางการทูตระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้เมโลนีจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุด โดยเธอเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของทรัมป์ในปี 2568

ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนเมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของอิตาลีว่า เมโลนีเคย “ขอร้อง” ให้เขาถ่ายภาพร่วมกันระหว่างการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม เมโลนีได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงพร้อมตอกกลับว่าทรัมป์กุเรื่องโกหกขึ้นมาเอง

ก่อนหน้านี้ เมโลนียังเคยวิจารณ์ทรัมป์กรณีโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ จากการที่พระองค์ทรงประณามสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการตำหนิรัฐบาลอิตาลีที่ไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาลียังปฏิเสธไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพอากาศซิโกเนลลา บนเกาะซิซิลี ก่อนเดินทางต่อไปยังตะวันออกกลาง โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ขออนุญาตจากรัฐบาลอิตาลีล่วงหน้าตามขั้นตอน

ก่อนการประชุมนาโตไม่นาน ทรัมป์ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังโพสต์ภาพเมโลนีบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล พร้อมข้อความว่า “RESTRAINING ORDER NEEDED” หรือ “ควรมีคำสั่งห้ามเข้าใกล้” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเหน็บแนมและยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำตึงเครียดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิตาลีเลือกที่จะไม่ตอบโต้ถ้อยคำล่าสุดของทรัมป์ โดย อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความประสงค์จะขยายความขัดแย้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า “ทรัมป์เป็นคนที่ชอบยั่วยุ โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และอิตาลีตัดสินใจว่าจะไม่ตอบโต้คำพูดลักษณะนี้อีก”

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเมโลนีเปิดเผยว่า เธอไม่มีแผนหลีกเลี่ยงการพบทรัมป์ระหว่างการประชุมที่กรุงอังการา และเชื่อว่าเธอสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม โดยอาจเลือกกล่าวทักทายผู้นำสหรัฐฯ “พร้อมรอยยิ้ม” เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

8 ก.ค. 2569 14:33 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนเป็นครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นจากสหรัฐฯ ก่อนการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุมสุดยอดนาโต

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน อีกครั้งในช่วงกลางดึกของวันพุธ (7 ก.ค.) นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของยูเครนครั้งที่ 3 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ขณะที่ยูเครนยังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ผลิตโดยสหรัฐฯ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีรวม 169 ลำ และขีปนาวุธวิถีโค้ง 5 ลูกเข้าโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนได้มากกว่า 80% แต่ไม่สามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งได้แม้แต่ลูกเดียว เนื่องจากยูเครนกำลังขาดแคลนอาวุธสกัดกั้นที่มีขีดความสามารถรับมืออาวุธประเภทนี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดทำให้มีเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิตช์โก เปิดเผยว่า ขีปนาวุธได้สร้างความเสียหายให้กับโกดังเก็บสินค้าและอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยในพื้นที่สองเขตของเมือง ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำดนีโปร จนเกิดเพลิงไหม้หลายจุด

นอกจากนี้ เมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ก็ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเช่นกัน ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนและโบสถ์ได้รับความเสียหาย ขณะที่ในพื้นที่อื่นของประเทศมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มเติม โดยแคว้นมิโคลาอิฟทางตอนใต้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากการโจมตีด้วยระเบิดนำวิถี ส่วนแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์และแคว้นซาปอริซเซียมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรน ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กำลังจัดขึ้นที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งคาดว่าจะหยิบยกประเด็นการขอรับขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจุบันเป็นอาวุธหลักเพียงชนิดเดียวที่ยูเครนสามารถใช้รับมือขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวก่อนการประชุมว่า เขาเชื่อว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนมีโอกาสยุติลงได้ในเร็ววัน หลังได้พูดคุยกับทั้งประธานาธิบดีเซเลนสกีและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขณะที่ปูตินยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป แม้รัสเซียจะเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ยูเครนยกพื้นที่ส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกให้แก่รัสเซีย

ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การโจมตีของรัสเซียต่อกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 คน สะท้อนถึงการยกระดับการโจมตีทางอากาศของมอสโกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ความคืบหน้าของกองกำลังภาคพื้นดินจะชะลอตัว ขณะที่ยูเครนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อการขนส่งเชื้อเพลิงภายในประเทศรัสเซีย.

ที่มา Reuters

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

8 ก.ค. 2569 13:14 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หลังอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกว่า 3% ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศอาจล่มลง

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการร่วมด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ โจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ฐานทัพเรือสหรัฐฯ เขตทหารเรือที่ 5 ในประเทศบาห์เรน และฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในประเทศคูเวต พร้อมอ้างว่าสามารถยิงโดรนลาดตระเวนแบบ MQ-9 ของสหรัฐฯ ตกได้ระหว่างปฏิบัติการ

หลังการโจมตี มีการเปิดไซเรนเตือนภัยในบาห์เรนและคูเวต ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้เข้าสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคาม ส่วนความเสียหายและผู้บาดเจ็บยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยกเลิกใบอนุญาตชั่วคราวที่เคยอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลก โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งทำลายเรือติดอาวุธขนาดเล็กของ IRGC มากกว่า 60 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ชายฝั่ง ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และฐานปล่อยโดรน เพื่อเพิ่มต้นทุนทางทหารให้อิหร่านจากการโจมตีเส้นทางเดินเรือ

ด้านกองบัญชาการกลางคอแทม อัล-อันบิยา ของอิหร่าน ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” และประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกัน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งจากการโจมตีทางทหาร การกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่อิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง พร้อมย้ำว่า “ยุคแห่งการข่มขู่และการบีบบังคับได้สิ้นสุดลงแล้ว”

สื่ออิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งในพื้นที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ รวมถึงเกาะเกชม์ เมืองสิริก และเมืองท่าบันดาร์อับบาส โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การโจมตีมุ่งเป้าเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ขณะที่อิหร่านระบุว่า ไม่มีพลเรือนเสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ท่าเรือพาณิชย์ในเมืองสิริก

ความตึงเครียดรอบใหม่เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งบรรลุเมื่อเดือนก่อนเริ่มสั่นคลอน โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 60 วันเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพถาวร อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางอ้อมที่ประเทศกาตาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าได้

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมันในตลาดโลก และกำหนดเส้นตายให้ยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ทันทีจากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในอีกด้านหนึ่ง กาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว “อัล เรกัยยัต” ของกาตาร์ ซึ่งถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง และเรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงซาอุดีอาระเบียอีกหนึ่งลำที่ได้รับความเสียหายบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าตนยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตือนหลายครั้งว่าจะกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงฉบับถาวร ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ยืนยันว่า การเจรจาเพื่อข้อตกลงระยะยาวจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้การข่มขู่และการใช้กำลังทหารต่อไป.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

ไฟไหม้ "ภูเขาขยะ" อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

8 ก.ค. 2569 12:38 น.

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม หลังไฟไหม้กองขยะขนาดยักษ์ที่บ่อฝังกลบขยะ “จาติวาริงิน” ชานกรุงจาการ์ตา ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องนานกว่า 8 วัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 94 ไร่ ควันพิษหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมชุมชนโดยรอบ ดันค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนับสิบเท่า ประชาชนแห่อพยพ และล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจหลายร้อยคน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่กองขยะขนาดยักษ์ภายใน “บ่อฝังกลบขยะจาติวาริงิน” (Jatiwaringin) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองในเขตตังเกอราง ในจังหวัดบันเติน ชานกรุงจาการ์ตา ยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 นับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วกว่า 94 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันพิษสีดำหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และทำให้ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียเปิดเผยว่า คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับอันตรายร้ายแรง โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพุ่งทะลุเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลายเท่าตัว แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม

นางซาร์มานาห์  อายุ 45 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ควันพิษหนาทึบพัดเข้าท่วมบ้านของเธอจนมองไม่เห็นทาง และส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง “ควันมันหนามากจนมองไม่เห็นใครเลย มันแสบจมูก ไอ น้ำมูกไหล และหายใจไม่ออก… พวกเราจำเป็นต้องทิ้งบ้านหนีออกมาเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” 

ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นระบุว่า มีการตรวจรักษาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษแล้วอย่างน้อย 234 ราย โดยในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยถึง 72 ราย ที่มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน 

นายดีอาซ เฮนโดรพรีโยโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การดับไฟในกองขยะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากเพลิงไม่ได้ลุกไหม้แค่บนพื้นผิว แต่เป็นการ “คุไหม้อยู่ใต้กองขยะ” ลึกลงไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเกิดไฟป่าในพรุ

ทางการอินโดนีเซียต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงส่งทีม “มังคลา อัคนี” (Manggala Agni) จำนวน 30 นาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่าพรุจากสุลาเวสีและชวาตะวันตก พร้อมอุปกรณ์แรงดันน้ำสูงเข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนตรวจจับความร้อน พร้อมกล้องอินฟราเรดบินค้นหาจุดความร้อนใต้กองขยะ ตลอดจนประสานงานกับสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยา เพื่อเตรียมทำฝนเทียมเร่งดับไฟให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้

แม้ทางการจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่กลุ่มเพื่อสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย (Walhi) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุชัดเจนว่า ชนวนเหตุเกิดจากการสะสมของ “ก๊าซมีเทน” ที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ที่ทับถมกันมานานหลายปี ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบการทิ้งขยะแบบเปิดที่ขาดการควบคุม

นายวาฮยู เอกา สตียาวัน นักเคลื่อนไหวจาก Walhi กล่าวว่า บ่อขยะจาติวาริงิน ถูกออกแบบมาให้รองรับขยะได้เพียง 2,700 ตันต่อวัน ซึ่งครอบคลุมขยะเพียง 59% ของเขตตังเกอรางเท่านั้น ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปเทกองรวมกันแบบผิดกฎหมายตามพื้นที่รอบๆ จนกลายเป็นภูเขาขยะส่งกลิ่นเหม็นและมีแมลงวันตอมอยู่ห่างจากบ้านเรือนประชาชนไม่ถึง 100 เมตร และเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก๊าซมีเทนใต้กองขยะจึงกลายเป็นคลังระเบิดที่พร้อมจะปะทุขึ้นทันทีเมื่อมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย

พล.ต.ท. ริซาล อิราวัน รองอธิบดีฝ่ายบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ แถลงว่า บ่อขยะจาติวาริงินเคยถูกลงโทษทางปกครองมาแล้วในปี 2025 เนื่องจากบริหารจัดการได้อย่างย่ำแย่ ซึ่งทางการได้สั่งให้ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบฝังกลบแบบควบคุมที่ต้องใช้เครื่องจักรบดอัดขยะและฝังกลบด้วยชั้นดินเป็นระยะเพื่อลดการสะสมของก๊าซมีเทน แต่ที่ผ่านมาทางส่วนท้องถิ่นเพิ่งปรับปรุงไปได้เพียง 5-6 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมด 33 เฮกตาร์ และจุดที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ก็อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุม

ทั้งนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ได้เตรียมมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยจะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบและประเมินผลบ่อขยะครั้งใหญ่จำนวน 390 แห่งทั่วประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนสิงหาคม 2026 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักสิทธิสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า ปัญหานี้จะไม่หมดไปตราบใดที่รัฐบาลยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย งบประมาณบริหารจัดการขยะในท้องถิ่นยังต่ำ และขาดการศึกษาให้ประชาชนคัดแยกขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง หากรูปแบบการทิ้งขยะยังคงปะปนกันเหมือนเดิม ใต้ดินก็จะยังคงผลิตก๊าซมีเทนต่อไป และเมื่อใดที่อากาศร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก็เตรียมใจรับมือกับเหตุไฟไหม้ครั้งใหม่.

ที่มา BBC / ANTARA

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

8 ก.ค. 2569 11:56 น.

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง 737 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส (K2 Airways) ซึ่งจดทะเบียนในปากีสถาน สูญหายจากจอเรดาร์ระหว่างบินจากเมืองชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี หลังนักบินแจ้งปัญหาระบบนำร่อง ก่อนสัญญาณขาดหายเหนือทะเล ทางการปากีสถานระดมกำลังทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยกู้ภัยออกค้นหาอย่างเร่งด่วน ขณะที่มีลูกเรืออยู่บนเครื่องทั้งหมด 5 คน

เครื่องบินขนส่งสินค้าแบบโบอิ้ง 737-400 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส สูญเสียการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ 8 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะปฏิบัติการบินจากเมืองชาร์จาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน

การท่าอากาศยานปากีสถาน เปิดเผยว่า นักบินได้แจ้งเหตุขัดข้องของระบบนำร่องเมื่อเวลา 21.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เครื่องบินอยู่ห่างจากเมืองการาจีไปทางตะวันตกประมาณ 155 ไมล์ทะเล หรือราว 287 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินพยายามให้คำแนะนำในการนำเครื่องกลับเข้าสู่เส้นทาง แต่เพียง 3 นาทีต่อมา เรดาร์ตรวจพบว่าเครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขาดการติดต่อในเวลา 21.21 น.

ข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่างผิดปกติในช่วงนาทีสุดท้าย โดยลดระดับลงราว 5,000 ฟุตภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ก่อนจะไต่ระดับขึ้นกว่า 6,000 ฟุตในเวลาเพียง 30 วินาที จากนั้นจึงดิ่งลงอย่างรุนแรงจากระดับความสูงประมาณ 36,550 ฟุต

สัญญาณสุดท้ายที่ส่งจากเครื่องบินระบุว่า เครื่องอยู่ที่ระดับความสูงเพียง 1,100 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล และมีอัตราการลดระดับถึง 22,400 ฟุตต่อนาที หรือประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยการบินระบุว่า เป็นอัตราการร่วงที่ผิดปกติอย่างมาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุของเหตุการณ์

ภายหลังเกิดเหตุ ทางการปากีสถานได้ระดมกำลังจากหลายหน่วยงาน รวมถึงกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยค้นหาและกู้ภัย ออกปฏิบัติการค้นหาในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองการาจี ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่เครื่องบินอาจตก ขณะที่สายการบินเคทู แอร์เวย์ส ระบุว่า กำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสำนักงานการบินพลเรือนปากีสถานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยรายชื่อลูกเรือทั้ง 5 คน และแสดงความหวังว่าทุกคนจะปลอดภัย

เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นโบอิ้ง 737-400 อายุการใช้งาน 27 ปี เดิมถูกส่งมอบให้สายการบินแอโรฟลอตของรัสเซียในฐานะเครื่องบินโดยสาร ก่อนดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าเมื่อปี 2555 และเข้าประจำการกับเคทู แอร์เวย์ส ในปี 2567 โดยเป็นเครื่องบินเพียงลำเดียวของสายการบิน

หากยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้จะนับเป็นอุบัติเหตุทางอากาศที่มีผู้เสียชีวิตครั้งแรกของปากีสถาน นับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินปากีสถาน อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์ส ตกขณะลงจอดที่สนามบินการาจี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 97 คน.

ที่มา Reuters / BBC

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

8 ก.ค. 2569 11:17 น.

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เปิดปฏิบัติการร่วมภายใต้ชื่อ “Operation Hard Ball” กวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากอินเดีย จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน พร้อมตั้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องรวม 37 คน ในคดีอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภท รวมถึงการลอบสังหารนายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023 ซึ่งเคยจุดชนวนความตึงเครียดทางการทูตระหว่างแคนาดากับอินเดีย

นายบิล เอสเซย์ลี อัยการสหรัฐฯ พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) กองบัญชาการตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) และสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐแคนาดา (RCMP) ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าใน “ปฏิบัติการฮาร์ดบอล” (Operation Hard Ball) ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติของอินเดีย

ปฏิบัติการในครั้งนี้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งหมด 37 ราย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ 3 เครือข่ายอาชญากรรมรายใหญ่ของอินเดีย โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้แล้ว 24 ราย และกำลังเร่งล่าตัวผู้หลบหนีอีก 10 ราย ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ 7 ราย, อินเดีย 2 ราย และยุโรป 1 ราย กลุ่มอาชญากรเหล่านี้เผชิญข้อหาหนักหลายกระทง ตั้งแต่การกรรโชกทรัพย์, ลักพาตัว, ค้าอาวุธปืน, ค้ายาเสพติด, ขู่กรรโชก ไปจนถึงการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โดยมีการสั่งฟ้องนายลอว์เรนซ์ บิชนอย แกนนำกลุ่มอาชญากรที่มีอิทธิพลในรัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่อินเดีย และ นายสตินเดอร์จีต ซิงห์ เพื่อนสนิทในวัยเด็ก ในข้อหาร่วมกันบงการลอบสังหาร นายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ แกนนำผู้เรียกร้องเอกราชชาวซิกข์วัย 45 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวัดซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายบิชนอย สร้างภาพลักษณ์ในที่สาธารณะว่าเป็น “ผู้รักชาติ” และเคร่งศาสนา เพื่อดึงดูดและรับสมัครวัยรุ่นเข้าสู่แก๊งในอินเดียและสหรัฐฯ แต่ใช้โทรศัพท์สั่งการจากในเรือนจำอินเดีย นำพาเครือข่ายก่อคดี ทั้งการฆ่าล้างบางศัตรูทางการเมือง การเรียกค่าไถ่ และการค้ามนุษย์ข้ามทวีป

คดีฆาตกรรมนายนิจจาร์ในปี 2023 นั้น เคยกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหญ่ ระหว่างแคนาดาและอินเดีย หลังจากที่ นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ออกมาเปิดเผยว่ามี “หลักฐานที่เชื่อถือได้” ว่ารัฐบาลอินเดียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนิจจาร์ ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองประเทศสั่งขับไล่นักการทูตของอีกฝ่ายตอบโต้กันอย่างรุนแรงในเวลานั้น

นอกเหนือจากแก๊งของบิชนอยแล้ว การสืบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปีของเจ้าหน้าที่ยังนำไปสู่การทลายอีก 2 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, โปรตุเกส, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

หนึ่งในนั้นคือแก๊งของ นายจักกู ภักวันปูเรีย อดีตพันธมิตรที่ผันตัวมาเป็นอริกับนายบิชนอย ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอินเดียเช่นกัน โดยนายภักวันปูเรียได้สร้างเครือข่ายมาเฟียที่มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก เผชิญข้อหารับจ้างฆ่า, ค้าอาวุธ และเรียกค่าไถ่ ทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา

รายงานระบุเพิ่มว่า สมาชิกแก๊งเหล่านี้ในสหรัฐฯ มีพฤติกรรมอุกอาจด้วยการบุกปล้นยาเสพติดล็อตใหญ่จากแก๊งค้ายารายอื่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำมาขายต่อทั่วประเทศและส่งข้ามแดนไปยังแคนาดา นอกจากนี้ ยุทธวิธีการทำงานของพวกเขายังรวมถึงการใช้ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทุจริตในอินเดีย เพื่อกลั่นแกล้งและตามล่ากลุ่มคู่อริ หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น พบว่ามีผู้ต้องหารายหนึ่งสามารถสั่งการเครือข่ายค้ายาได้แม้กระทั่งในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในศูนย์กักกันตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนว่าลักลอบสื่อสารออกไปได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้สั่งฟ้อง นายราวินเดอร์ ซิงห์ ดันดา อายุ 57 ปี จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา พร้อมพวกรวม 11 คน ในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ โดยนำเข้าโคเคนและเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมต่อสัปดาห์จากสหรัฐฯ เข้าสู่แคนาดา.

ที่มา Associated Press / AFP