นายกฯ ประกาศเดินหน้าปราบยาเสพติดเต็มกำลัง ชวนปชช.ร่วมเป็นหูเป็นตา

นายกฯ ประกาศเดินหน้าปราบยาเสพติดเต็มกำลัง ชวนปชช.ร่วมเป็นหูเป็นตา

นายกฯ ประกาศเดินหน้าปราบยาเสพติดเต็มกำลัง ชวนปชช.ร่วมเป็นหูเป็นตา

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.18 น.

นายกฯ ประกาศเดินหน้าปราบยาเสพติดเต็มกำลัง เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ชวนประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา ภายใต้แนวคิด รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 เวลา 07.00 น. นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัย เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก พุทธศักราช 2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้คำว่า “ยาเสพติด” จะเป็นคำที่ทุกคนได้ยินจนชินชา แต่เมื่อปัญหายาเสพติดเข้ามาอยู่ในครอบครัว ย่อมสร้างความทุกข์ ความสูญเสีย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหายาเสพติด และมุ่งมั่นร่วมกับนานาประเทศในการกำจัดยาเสพติดให้หมดไปจากสังคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก โดยประเทศไทย ในฐานะเป็นประเทศสมาชิก ได้ประกาศเจตนารมณ์และดำเนินการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดร่วมกับประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันรณรงค์อย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลกำหนดให้การจัดการกับปัญหายาเสพติดเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วน และในปีนี้จะเดินหน้ามาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ตั้งแต่การสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนแบบเบ็ดเสร็จ การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการปราบปรามเครือข่ายผู้มีอิทธิพล ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” เพื่อเปลี่ยนผู้เสพให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด” โดยหากพบเห็นความผิดปกติหรือเบาะแสยาเสพติดในชุมชน สามารถแจ้งข้อมูลที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วนที่ร่วมปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง พร้อมขอบคุณประชาชนที่ร่วมเป็นพลังสำคัญ เพื่อทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

สมชาย กังขา พ.ร.บ.สันติสุข สอดไส้นิรโทษกรรม ฮั้ว สว.-คดีเลือกตั้ง

สมชาย กังขา พ.ร.บ.สันติสุข สอดไส้นิรโทษกรรม ฮั้ว สว.-คดีเลือกตั้ง

สมชาย กังขา พ.ร.บ.สันติสุข สอดไส้นิรโทษกรรม ฮั้ว สว.-คดีเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.02 น.

สมชาย กังขา พ.ร.บ.สันติสุข สอดไส้นิรโทษกรรม ฮั้ว สว.-คดีเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวสนับสนุนหลักการของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อให้มีการให้อภัยกันและกันในคดีที่เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ต่างกันทางการเมือง โดยยึดสำคัญ 3 ไม่ มาตลอดคือ ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่นิรโทษกรรมคดี 112 ไม่นิรโทษกรรมคดีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำลังจะพิจารณาผ่านวุฒิสภาในไม่กี่วันนี้ แต่….ต้องมาสะดุดใจและเกิดความสงสัยอย่างแรงว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีบัญชีท้ายพระราชบัญญัติที่จะก่อผลให้เกิดการนิรโทษกรรม ในหลาย พ.ร.บ. ที่ควรต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่

เพราะสงสัยว่า กรรมาธิการใส่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ใส่ไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติทำไม จะนิรโทษกรรมใคร คดีใด มูลฐานความผิดใด!!!

ส่วนตัวยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า มีความผิดมูลฐานใดใน พ.ร.ป. ทั้ง 3 ฉบับนี้ ที่จะนิรโทษกรรมบ้าง เพราะเหตุในอดีตก็เป็นความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง ปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2557 เป็นการกระทำผิด พ.ร.ป. สส. และ สว. พ.ศ. 2550 ไม่ใช่การทำผิดตามพ.ร.ป. สส. พ.ร.ป. สว. พ.ศ. 2561 หรือ ผิดตามพ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 ตามที่ใส่ไว้ในบัญชีท้ายนี้

ข้อสงสัยนี้ พาให้อดนึกไปในทางร้ายไม่ได้ว่า มีใครคิดจะเตรียมการนิรโทษกรรม เรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. 2562 2566 2569 หรือการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ อาจรวมถึงความสงสัยถึงการใส่ พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 ไว้ด้วย

ทำให้ยิ่งสงสัยมากขึ้นว่า จะนิรโทษกรรม กกต. หรือผู้ทำผิดตามพ.ร.ป. กกต. ทำไม อย่างไร และเป็นคดีใดบ้าง จึงต้องเอาพ.ร.ป. ทั้ง 3 ฉบับนี้ มาใส่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

มีคนพยายามชี้แจงว่า แม้ใส่ไว้ แต่หากไม่มีมูลฐานความผิดก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม

ยอมรับครับว่า แปลกใจมากขึ้นอีก เพราะเป็นตรรกะย้อนแย้งชัดเจนว่า ถ้าไม่มีมูลฐานความผิด จะไปใส่กฎหมาย เพื่อจะรอนิรโทษกรรมทำไม?

นี่ยังไม่รวมถึงความสงสัยถึงฝ่ายความมั่นคงและผู้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อันได้แก่ ตำรวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระ อาทิ ปปช กสม กกต ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯฯ

ได้ตรวจสอบผลกระทบตามบัญชีท้ายนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ เพราะมีความผิดบางมาตราที่ยังสงสัยว่า ความผิดความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ที่เอาไปใส่ในบัญชีแนบท้ายเพื่อจะนิรโทษกรรมกันนั้น มีคดีใดบ้าง

ขอฝากผู้เกี่ยวข้องช่วยชี้แจงให้ชัดเจนด้วยเพราะอยากเห็นพรบ เสริมสร้างสันติสุข ฉบับนี้ ช่วยสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ให้อภัยกัน

แต่ก็ไม่ต้องการให้ใครสอดใส้ ลักไก่นิรโทษกรรม บางคดี เช่น คดีฮั้ว สว. คดีเลือกตั้ง สส. คดี กกต. ถูกฟ้อง หรือคดีความผิดต่อความมั่นคงในและนอกราชอาณาจักรที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. เป็นต้น

กฎหมายใดไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีมูลฐานความผิดใดที่ต้องนิรโทษกรรม ไม่ต้องใส่เผื่อไว้ให้คลางแคลงใจ ตัดออกไปดีกว่าที่จะทำให้ร่างกฎหมายดีๆ เสียของไป เพราะขาดความเชื่อใจ

ทักท้วงมาด้วยความหวังดี และหวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องตรงไปตรงมาอย่างแท้จริงครับ”

ปชน.มีหนาว ‘รุทธพล’ประสานปปง. เช็คเส้นเงินโยงFOREX

ปชน.มีหนาว  ‘รุทธพล’ประสานปปง.  เช็คเส้นเงินโยงFOREX

ปชน.มีหนาว ‘รุทธพล’ประสานปปง. เช็คเส้นเงินโยงFOREX

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รุทธพล” เผยออกหมายเรียก 2 กรกฎาคม “ภาวุธกับพวก” แจงดีเอสไอคดีฟอเร็กซ์ ขณะที่ สส.ภูมิใจไทย ตั้งกระทู้สดจี้สอบเส้นเงินคดี Forex โยง พรรคปชน. รมว.ยุติธรรมแจงเร่งประสาน ปปง.สอบแล้ว รับต้องใช้เวลาตรวจสอบสั่งรายงานทุก 15 วัน ด้าน “ภาวุธ”โผล่เปิดใจครั้งแรก!ปัดไม่เกี่ยว Forex ไม่เคยชวนคนเล่น ลั่นไม่หนีไม่ลาออก รอข้อมูลครบเข้าแจงดีเอสไอ

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)รับคดีForexเป็นพิเศษ คาดว่าจะใช้เวลานานหรือไม่ในการแจ้งข้อกล่าวหาว่า พยายามเร่งรัดแต่ในเรื่องธุรกรรมต่างๆค่อนข้างเยอะเช่นธุรกรรมการเงินมีถึง 6-7หมื่นธุรกรรม ทำให้ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ รวมถึงเรื่องของพยานหลักฐานซึ่งในวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้มีปฏิบัติการตรวจค้น 24 จุดได้พยานหลักฐานค่อนข้างมาก ทั้งเอกสารและคอมพิวเตอร์ทำให้มีการตั้งคณะทำงานโดยมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่เข้ามาอีกเพราะเกรงจะล่าช้า เบื้องต้นตนได้ให้นโยบายว่าต้องมีการรายงานให้ประชาชนรับทราบทุก 15 วัน เพื่อให้ได้ทราบความคืบหน้า

DSIออกหมายเรียก2ก.ค.’ภาวุธ’เข้าแจง

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเชิญนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้ามาชี้แจงถึงความเชื่อมโยงเมื่อไหร่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า หลังจากรับทราบว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ พร้อมกันนั้นได้มีการออกหมายเรียกหลายคนซึ่งในนั้นมีนายภาวุธด้วย กำหนดให้มาพบในวันที่ 2 ก.ค. โดยทุกคนที่ได้ออกหมายเรียกไป ได้มีหมายเหตุว่า หากพร้อมสามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้เลย

เมื่อถามว่าดีเอสไอมองอย่างไรที่นายภาวุธชี้แจงว่าในคลิปไม่ได้เป็นการโฆษณาเชิญชวน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน และเป็นเรื่องที่ทางศาลจะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อเป็นลักษณะการเทรด หรือการชักชวน โฆษณาชวนเชื่อ

ทุกหน่วยงานลุยสอบเส้นทางเงินเข้มข้น

เมื่อถามว่าขณะนี้ทางดีเอสไอและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำลังทำงานอย่างเข้มข้นใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ช่วงนี้มีการประสานและบูรณาการร่วมกัน ที่สำคัญที่สุด คือ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ที่ทางดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยังปปง.หลายวันแล้วเพื่อร่วมในการตรวจสอบ เมื่อถามอีกว่าขณะนี้ ปปง.เริ่มรู้ถึงเส้นเงินแล้วหรือยัง พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น เพราะธุรกรรมค่อนข้างเยอะคงต้องให้เวลาและความเป็นธรรมเพื่อตรวจสอบให้ละเอียด

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่า นายภาวุธจะลาออกจา สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้การตรวจสอบเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะไม่มีเรื่องเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องลาออกตนไม่ทราบ แต่เรื่องเร็วหรือช้า ทางดีเอสไอ ปปง.และธปท.จะดำเนินการตรวจสอบไปตามขั้นตอนปกติ

เชื่อข้อมูลโบรกเกอร์มีประโยชน์ต่อคดี

เมื่อถามถึงกรณีที่มีโบรกเกอร์เข้าไปชี้แจงในดีเอสไอว่าดำเนินการถูกกฎหมายแต่ทาง ธปท.ระบุว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดีเอสไอมองอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีเรื่องของบริษัทQRS Global เข้ามาชี้แจง ยืนยันว่าเราฟังเสียงทุกฝ่าย และจากการสอบถามพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีประโยชน์ต่อทางดีเอสไอ ทำให้ทราบในหลายเรื่องที่ดีเอสไอยังไม่ทราบ เหมือนเป็นการมาเพิ่มเติมในส่วนของพยานหลักฐานว่า ใครเป็นใคร ส่วนบุคคลใดที่สื่อโซเชียลพูดถึงในตอนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับ QRS ก็ถือว่า เราได้ข้อมูลเพิ่มเติม

ภท.ชงกระทู้สดขยี้ซ้ำปมคดีForex

เวลา14.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ตั้งถาม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เรื่อง คดีหลอกลงทุน Forexที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้ต่อมาเมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงตรวจสอบแบบปูพรม24จุดในพื้นที่กทม. ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ตรวจยึดของกลาง เช่น เงินสดนับร้อยล้าน ทองคำ รถหรู รวมถึงเครือข่ายการกระทำความผิด เชื่อมโยงไปยังบุคคลผู้มีชื่อเสียง หรือแม้แต่นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทางดีเอสไอได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวมรวมพยานหลักฐานถึงขั้นตอนใด มั่นใจหรือไม่ว่าจะนำตัวเครือข่ายผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ของกลางที่ตรวจยึดมามีจำนวนมากน้อยเพียงใด รวมถึงมีแนวทางแผนงานอย่างไรในการนำทรัพย์สินเหล่านี้คืนไปยังประชาชนที่เดือดร้อน

รมว.ยธ.แจงคดีซับซ้อนสอบนาน6เดือน

ด้านรมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า ดีเอสไอ ได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประชุมและใช้เวลามากว่า 6 เดือน เนื่องจากมีผู้เสียหายมาร้องกับ DSIว่ามีผู้กระทำความผิดในลักษณะนี้ จึงได้มีการสืบสวนหาพยานหลักฐานมาอย่างต่อเนื่อง และและมีความชัดเจนมาเรื่อยๆ ซึ่งในคดีลักษณะนี้มีความซับซ้อน และแบ่งหน้าที่กันทำ รวมถึงมีนอมินี และใช้ทรัพย์สินดิจิทัล มีบริษัทที่จะโอนเงินต่ออีกหลายช่วงที่เป็นเงินของพี่น้องประชาชนต่อออกไปเป็นทอดๆ ไปจนถึงต่างประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานได้ใช้ความพยายามเฝ้าติดตามทั้งหมด 24 หมายค้น ใช้กำลังพลกว่า 300 นาย เป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ และต้องมีความพร้อมในการขอหมายค้นช่วงเวลาที่พร้อมกัน ซึ่งจะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอในการที่จะขอหมายค้นได้

ในเรื่องรูปคดี แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1. ผู้ชักชวนการลงทุน (IB) 2. โบรกเกอร์3. กลุ่มรับ-ส่งเงิน (Payment) ซึ่งในส่วนของ IB ได้เอ่ยชื่อของอาจารย์พี และโค้ชเจมส์ ซึ่งทำหน้าที่ชักชวนการลงทุน ขณะที่ส่วนที่ 2 คือ โบรกเกอร์Forexซึ่งมีอยู่ 4 บริษัท และส่วนที่ 3 คือบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางรับโอนเงิน โดยแนวทางการสืบสวนเบื้องต้นตอนนี้เราพบบริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัดและ เรนนี่ คอปเปอเรชั่น

ออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า ส่วนประชาชนจะได้รับการเยียวยามากน้อยเพียงใดนั้น เมื่อคดีนี้ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และได้ออกหมายที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเบื้องต้นได้กำหนดให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ซึ่งหากท่านมีความพร้อมก็ขอติดต่อพนักงานสอบสวน และหากใครมีความประสงค์ที่จะมาพบก่อนก็ยินดี ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บริหารบริษัท QRS Global ได้มาชี้แจงในรายละเอียดของทางบริษัท ซึ่งข้อมูลบางอย่างก็ทำให้ดีเอสไอได้ทราบว่า เรื่องนี้มีใครมาเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใคร และอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาชี้แจง นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

เร่งประสาน‘ป.ป.ง.’เช็คเส้นเงิน

สำหรับเรื่องนี้ธุรกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องมีเป็นจำนวนมากซึ่งต้องขอเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และทางดีเอสไอได้ประสานไปยัง ปปง.ให้ทำการตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดของผู้ที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น นายบุญจง ถามต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในคดีนี้คือมีบุคคลที่เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นสส. แม้วันนี้จะยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหา และจะไปตามหมายเรียกของดีเอสไอในต้นเดือนหน้า ซึ่งมีประชาชนที่ติดตามในเรื่องนี้ไปร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้มีการสอบสวนว่าเงินที่ได้จากเครือข่ายการกระทำความผิดนี้ ได้มีการโอนไปช่วยสนับสนุนพรรคประชาชนหรือไม่ โดยจากข้อมูลของดีเอสไอที่ได้เปิดเผย ประชาชนมีความสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของนายภาวุธ ทางดีเอสไอได้มีการตรวจสอบบทบาทของนายภาวุธ กับเครือข่ายในการกระทำความผิดหรือไม่และปัจจุบันมีข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลดังกล่าวเพียงใด รวมถึงได้ตรวจสอบเส้นเงินการกระทำความผิดของบริษัทต่างๆ นั้นได้ถูกส่งไปให้พรรคการเมืองหรือไม่ และหากพบว่ามีเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดกฎหมาย จะติดตามนำเงินนี้มาคืนให้กับผู้เสียหายได้อย่างไร

ชี้ภาวุธเคยเป็นกรรมการบริหาร2บริษัท

รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า ขบวนการและการมีส่วนรู้เห็นในการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้ง IB และโบรกเกอร์ ที่ทางดีเอสไอได้ใช้ข้อมูลในการแถลงข่าว มีเส้นเงินบางเส้นเงินโอนมาถึงนายภาวุธ จำนวน 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่เป็นเพย์เมนต์ของบริษัท QRS Globalโดยนายภาวุธได้แจ้งว่า มีการไปเทรดทอง ซึ่งเป็นข้อสงสัยประการนึงที่เราได้ดำเนินการ ส่วนประเด็นที่ 2 คือบริษัทต่างๆทั้งบริษัทบริษัท เพย์ โซลูชั่น และบริษัท สปาร์คดิจิทัล จำกัด จากการรายงานของดีเอสไอนั้น ระบุว่า นายภาวุธ เคยเป็นกรรมการบริหารบริษัททั้ง 2 แห่ง เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้เราตั้งข้อสงสัย

ส่วนเรื่องพยานหลักฐานชนิดอื่นๆเช่นเส้นเงิน ทางดีเอสไอและปปง. ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าธุรกรรมทางการเงินค่อนข้างมาก อยู่ระหว่างการแบ่งว่าเป็นกลุ่มไหน คาดว่าใช้เวลาอีกไม่นานโดยตนได้ให้นโยบายไปกับทุกหน่วยว่าเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ ขอให้รายงานขึ้นมาให้กระทรวงฯทราบ ทุก 15 วัน เพื่อจะสื่อสารให้กับประชาชนได้

เงินโยงเข้าปชน.หรือไม่-ต้องใช้เวลาสอบ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า สำหรับคำถามที่ว่ามีเส้นเงินเชื่อมโยงถึงพรรคประชาชนหรือไม่ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบ ซึ่งทางดีเอสไอก็ได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.)ไปแล้ว และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ส่วนประชาชนจะได้รับการเยียวยาแค่ไหนอย่างไรนั้นทรัพย์สินต่างๆ หากศาลสั่งยึด ผู้เสียหายในคดีก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับทรัพย์คืนโดยการเฉลี่ยทรัพย์ว่าใครเสียหายมากน้อยแค่ไหน เป็นขั้นตอนการดำเนินการของทางศาล หลังจากเสร็จสิ้นในเรื่องคดีอาญา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ และอยากจะพิสูจน์ให้ประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจงเพื่อให้ทุกอย่างได้ชัดเจน

นายบุญจงได้ถามคำถามสุดท้ายว่าคดีแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงซ้ำอีก รู้ก่อนเสียหาย และสร้างความรู้ให้กับประชาชนได้เข้าถึงการลงทุนที่มีความเสี่ยงได้หรือไม่ รวมถึงหากพบการลงทุนที่มีความเสี่ยง ประชาชนจะพึ่งหน่วยงานของรัฐในการร้องเรียนได้โดยวิธีการใดบ้าง

‘ภาวุธ’โผล่ครั้งแรก!ปัดไม่เกี่ยวForex

วันเดียวกันที่รัฐสภา นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรกหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย เกี่ยวโยงกับเครือข่ายธุรกิจ Forexว่าขอยืนยันว่าตน ไม่ได้ทำธุรกิจ Forexและไม่ได้เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่ ธุรกิจแก๊งข้ามชาติหรือการไปชักชวนคนมาทำธุรกิจเหล่านี้ ตนเป็นแค่คนเทรดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อมีการประกาศชื่อบุคคลออกมา ทำให้รู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน แต่พอเริ่มเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งข้อสงสัยในตนเอง ก็กลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นและตรวจสอบข้อมูลกับธนาคาร ซึ่งหากเป็นการตรวจสอบผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคารจะตรวจสอบย้อนหลังได้ไม่นาน ตนจึงต้องเดินไปที่สาขาเพื่อขอข้อมูลย้อนหลังเกือบ 5 ปีซึ่งทางสำนักงานแจ้งว่า จะต้องนำเรื่องเข้าสู่สำนักงานใหญ่และใช้เวลาประมาณ 45วัน ฉะนั้นข้อมูลไม่ครบตนจึงไม่กล้าออกมาพูดจึงต้องรอให้ข้อมูลครบก่อนเพื่อดูว่า ข้อมูลเป็นอย่างไรจะได้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ไปชี้แจงต่อดีเอสไอด้วย นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมตนถึงใช้เวลาไปสักพักหนึ่ง

ข้อมูลยังไม่ครบ/ย้ำพบDSIเร็วสุด

“จนถึงตอนนี้จริงๆข้อมูลก็ยังไม่ครบเพราะบางธนาคารต้องใช้เวลานานมาก ดังนั้น ก็ต้องรอเวลาอีกสักนิดหน่อย เมื่อได้ข้อมูลครบแล้วก็จะเข้าไปพบกับทางดีเอสไอให้เร็วที่สุดเพื่อชี้แจงว่าสิ่งที่ดีเอสไอสงสัยนั้น ผมก็พร้อม เพราะเราก็มั่นใจว่าไม่ได้ผิดอะไรข้อมูลที่ออกมาก็เป็นการเทรดซื้อ ขายทองคำ ผ่านแพลตฟอร์ม ย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้ทำ Forexไม่ใช่สแกมเมอร์ อันนี้มั่นใจได้เลยว่าไม่ได้ทำ” นายภาวุธ กล่าว

เมื่อถามต่อว่าเงิน28ล้านตอนนี้ระบุได้หรือไม่ว่ามาจากไหน นายภาวุธ กล่าวว่า ตอนนี้ข้อมูลยังมาไม่ครบทุกธนาคารหากมีตัวเลขครบแล้วตนจะทำเรื่องและเข้าไปชี้แจงกับทางดีเอสไออีกทีหนึ่งจึงขอให้รอเพราะตัวเลขยังไม่ครบจริงๆ เมื่อครบแล้วก็ต้องเอาข้อมูลไปชนกันว่าสิ่งที่เรามีเป็นเช่นนี้แต่เมื่อยังไม่ได้เห็นข้อมูลครบก็กลายเป็นว่าเรายังไม่กล้าเข้าไปคุย แต่เบื้องต้นเท่าที่ดูก็เป็นตัวเลขการเทรดปกติที่เข้ามาเรื่อยๆตนเทรดอยู่ไม่นาน ตอนนี้ก็เลิกเทรดไปนานแล้วเพราะเอาจริงๆก็ขาดทุนเหมือนกัน

ยืนกรานเป็นแค่คนเทรดคนหนึ่ง

เมื่อถามว่าพอจะตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้หรือไม่นายภาวุธ กล่าวว่าเรื่องการตั้งข้อสันนิษฐานนั้น อยากให้รอดีกว่า ตอนนี้ข้อมูลยังไม่ครบจึงไม่กล้าพูดอะไรแต่อยากให้มั่นใจว่า ตนเป็นแค่คนเทรดคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งวันนี้ในประเทศไทยก็มีคนเทรดเต็มไปหมดจะเห็นว่าการเทรดเป็นเรื่องปกติมากๆแต่วันนี้อาจมีช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้ผู้ให้บริการหรือโบรกเกอร์เหล่านี้อย่างไม่มีใบอนุญาตเข้ามา นั่นก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องไปชี้แจงเมื่อถามว่ามองเรื่องการปล่อยคลิปวีดีโอของตัวนายภาวุธโดยระบุว่าเป็นการชักชวนให้คนมาเทรดอย่างไรบ้าง นายภาวุธ กล่าวว่า ตนเป็นคนเทรด ก็ต้องหาความรู้จึงเข้าเรียนคลาสต่างๆ โดยในวันนั้นหลังเรียนในคลาสแล้วเดินออกมาเขาก็มาสัมภาษณ์ ว่ามีประสบการณ์อย่างไร ดังนั้นลักษณะของคลิปจะเป็นลักษณะของการเล่าประสบการณ์ว่าเทรดเป็นอย่างไรบ้าง มีความรู้อย่างไร ไม่ได้พูดเชิญชวน แต่หลายคนก็ไปตีความว่าตนไปเชิญชวนซึ่งก็ต้องย้ำว่า ไม่ได้เชิญชวนให้คนมาเทรด ส่วนกรณีการแลกของได้ ก็ยอมรับว่าเหมือนเป็นการไปซื้อของตามร้านค้าต่างๆที่สะสมแต้มเพื่อแลกของ ดังนั้นการเทรดก็มีระบบแต้มสะสมซึ่งตนก็สะสมและแลกของได้ด้วยเช่นเดียวกัน

“ย้ำว่าคลิปที่ออกมาเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ดังที่พูดในคลิป แต่ก็ต้องย้ำอีกว่าไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียว วันนั้นยังมีอีกเป็นสิบๆ คนที่ให้การสัมภาษณ์ แต่ก็ตกใจว่าทำไมมีผมอยู่คนเดียวที่ออกมากลายเป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้ ฉะนั้นจึงต้องย้ำว่าผมอยู่ในสถานะผู้เทรดคนหนึ่งเท่านั้น” นายภาวุธ กล่าว

ลั่นไม่หนี ไม่ลาออกรอแจงDSI

เมื่อถามว่าหากหลังจากนี้ดีเอสไอ มีการแจ้งข้อกล่าวหาจะมีการต่อสู้คดีอย่างไรจะมีการลาออกจาก สส. พรรคประชาชนหรือไม่ และจะส่งผลต่อการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport หรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า วันนี้ตนยังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้น มีหน้าที่ต้องไปชี้แจง และขอย้ำนโยบายเราเน้นความโปร่งใสอยู่แล้ว ที่เห็นมีข่าวว่าตนจะลาออกจากพรรคนั้นก็ต้องยืนยันว่า”ยังไม่ออก”ที่มีข่าวว่าตนจะหนีไปไหนนั้นก็ยืนยันว่า “ไม่หนี” ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าเราพร้อมเข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบของดีเอสไอ

เมื่อถามย้ำว่าแม้มีการแจ้งข้อกล่าวหาก็จะยังไม่ลาออกจากพรรคใช่หรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า ต้องดู วันนี้ตนยังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเฉยๆและ ตนก็มั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเพราะเป็นเพียงผู้เทรดเมื่อถามต่อว่านายภาวุธยังมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทพี่สาวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายภาวุธ กล่าวว่าเรื่องบริษัทนั้นเป็นเรื่องที่ตนจะต้องชี้แจงกับทางดีเอสไออาจจะไม่เหมาะที่จะชี้แจงตรงนี้ขออนุญาตให้ตนได้ไปชี้แจงกับ ดีเอสไอพร้อมนายภาวุธยืนยันว่ายังเดินหน้า ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทำหน้าที่สส.ต่อไป

สภาฯถกพ.ร.บ.โอบงบฯหมื่นล้าน

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ… ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)เสนอ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำเสนอหลักการและเหตุผลว่าให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 10,328 ล้านบาท โดยเป็นความจำเป็นเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ ทั้งนี้การโอนงบดังกล่าวมีวัตถุประสงสำคัญคือเพื่อให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาคามมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 และเพื่อเป็นเครื่องมือบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประโยชน์สูงสุด

นายกฯย้ำใช้งบคุ้มค่า-โปร่งใส

“เมื่อร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ มีผลใช้บังคับ หน่วยรับงบประมาณสามารถขอรับการจัดสรรงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เพื่อนำไปทำภารกิจที่เร่งด่วน ฉุกเฉินหรือจำเป็น ได้ตามระเบียบบริหารงบกลางเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รัฐบาลหวังว่า สส. จะสนับสนุนและรับหลักการร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ด้วยความคุ้มค่า โปร่งใสและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าว

สภาเดือด‘หมอวรงค์’เปิดข้อมูลลึกTH-AI

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการประชุมสภาฯพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายว่ารายละเอียดเชิงลึกของโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)วงเงิน 1.64 พันล้านบาท ส่อว่าไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์จากการตรวจสอบพบว่าราคากลางของโครงการดังกล่าวมีบริษัทเอกชนเข้าร่วมในการเสนอ 2 บริษัท

สส.ภท.รุมประท้วง-ปธ.โสภณ’ปิดไมค์

ซึ่งมี สส.ภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงต่อเนื่องเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณในวาระรับหลักการ โดยนายโสภณกล่าววินิจฉัยด้วยว่าหากมีรายละเอียดหลักฐานขอให้นำไปใช้ในโอกาสของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือกระทู้ถาม เพราะลงลึกเกินเนื้อหาไม่ใช่วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ พร้อมย้ำขอให้รักษาบรรยากาศการประชุมด้วยการรักษาข้อบังคับแต่การประท้วงนพ.วรงค์ยังดำเนินต่อไป โดยนพ.วรงค์ยืนยันจะอภิปรายในประเด็นการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passportเพื่อขยายความต่อข้อกังวลต่อการล็อกสเปคซึ่งการใช้เงินภาษีของประชาชนนั้นต้องเน้นความโปร่งใส ส่วนความไม่โปร่งใสนั้นอยู่ที่ทีโออาร์

อย่างไรก็ดี สส.ภูมิใจไทยยังยืนยันประท้วงการอภิปรายของนพ.วรงค์ ว่าผิดข้อบังคับ ในตอนท้ายนายโสภณ ได้ปิดไมค์และวินิจฉัยย้ำโครงการดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ว่าล็อกสเปคหรือไม่โปร่งใส หากพูดไปอาจเข้าข่ายใส่ร้าย หากพูดประเด็นนี้อีกตนจะไม่อนุญาตและขอให้ยุติการอภิปราย จากนั้นได้เรียกให้ผู้อภิปรายลำดับถัดไปให้อภิปรายต่อทันที

หมอวรงค์ โวยขวางตรวจสอบ TH-AI

ต่อมา ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงการตรวจสอบงบโครงการ TH-AI Passport หลังอภิปรายในที่ประชุมสภาฯว่าที่ตนต้องมาแถลงต่อเนื่องจากประธานฯไม่ให้ตนอภิปรายเรื่องนี้ต่อ ตนถือว่าเพิ่งจะเจอสภาเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆที่ผ่านมา ตนไม่เคยถูกปิดปากที่ผ่านมาในหลายๆครั้งที่เป็นการพิจารณาเรื่องการแปรงบประมาณ หรือเรื่องงบประมาณ ถ้าเป็นเรื่องภาษีประชาชน ทุกสมัยจะให้มีการอภิปราย แต่รอบนี้แค่ขยับไปได้สักส่วนหนึ่งก็พยายามปิดกั้น สุดท้ายเพิ่งเจอครั้งแรกจริงๆไม่ยอมให้ตนอภิปรายในสภา โครงการTH-AI Passporคือครงการที่เอื้อประโยชน์ ล็อคสเปกให้บริษัทเอกชน ตนไม่ได้กล่าวหาเอกชน แต่กล่าวหาราชการรัฐที่ออกTOR เอื้อประโยชน์บริษัทเดียว แม้จะมีสัญญาแนบท้ายเป็น per-per-use ก็คือใช้รายเดือนแล้วจ่ายเงินทุกเดือน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะล็อคสเปกโกงมาแล้ว

เตือนรมว.ดีอีระวังทุจริต-ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

นพ.วรงค์ย้ำว่าแม้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)จะพยายามยืนยันว่า ตัวเองไม่รับรู้ ถือว่าเป็นเรื่องของราชการ แต่อย่างน้อยมีหลักฐานว่าตนอภิปรายในสภา คำอภิปรายในสภา ประกอบกับคำมาร่วมแถลงข่าว มันเชื่อมโยงกันได้ ว่าเราเตือนรัฐบาลแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่สนใจ รัฐมนตรีดีอีไม่สนใจ วันนี้ผมถูกปิดปากในสภา แต่มาพูดข้างล่าง รัฐมนตรีดีอีจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ถ้าท่านยังเดินหน้าต่อท่านก็ถูกข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตรวมทั้งละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว

เตรียมหอบเอกสารร้องป.ป.ช.พรุ่งนี้

“ผมอยากจะเรียกร้องไปยังนายกฯไหนว่าต้องการปราบทุจริต ถ้าท่านคิดว่าท่านต้องการจะปราบทุจริต ท่านต้องเปิดพื้นที่สภา คนในพรรคท่านต้องเปิดพื้นที่สภาให้เป็นพื้นที่ในการตรวจสอบให้โปร่งใส บ้านเมืองจะได้สะอาดขึ้น แต่ปรากฏว่าปากพูดอย่าง ทำอีกอย่างและในวันที่ 26 มิ.ย.นี้เวลา 10.30 น.ผมจะนำข้อมูลทั้งหมดไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)“ นพ.วรงค์ กล่าว

ตรวจกระดาษคำตอบใหม่ รื้อ4.8แสนคน

ตรวจกระดาษคำตอบใหม่  รื้อ4.8แสนคน

ตรวจกระดาษคำตอบใหม่ รื้อ4.8แสนคน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตรวจกระดาษคำตอบใหม่ รื้อ4.8แสนคน ดูต่อหน้าสื่อจับใครโกง ยกเลิกสั่งชะลอบรรจุ พิชิตหัวโจกชิงลาออก

รองอธิบดี สถ. สั่งเดินหน้าบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เตรียมออกหนังสือยกเลิกคำสั่ง ชะลอบรรจุ-แต่งตั้ง 1 กรกฎาคม พร้อมปกป้องคนสุจริตให้ไปรายงานตัวก่อนหากพบทุจริตจริงเตรียมเพิกถอนเฉพาะราย เตรียมส่ง หนังสือให้ป.ป.ช. ขอรื้อตรวจข้อสอบใหม่ 4.8 แสนคนต่อหน้าสื่อ คาดใช้เวลาตรวจใหม่ 1 สัปดาห์ ด้าน ดร.พิชิต เพชรบูรณ์ที่ถูกพาดพิงเป็นหน้าหน้าแก๊งโกงสอบชิงลาออกแล้ว บช.ก.ตั้งทีมสอบสวนหลัง มท.เข้าแจงความ ฝ่ายตำรวจพัทลุง เร่งสืบ ปมยิงบ้านนายหน้าสอบท้องถิ่น ด้านครูสาวหนึ่งในผู้เกี่ยวข้อง อ้างสั้นๆ จะส่งคืนให้ในช่วงเดือนสิงหาคม 

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เรียกชุดสืบสวนสอบสวนกองบังคับการปราบปรามประชุมคดีโกงการสอบ ข้าราชการท้องถิ่น หลังนี้ กระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้เสียหายที่ดำเนินการเรื่องทุจริตการสอบครั้งนี้ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายผล หากหลังจากนี้หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีผู้ใดที่เกี่ยวข้องก็พร้อมดำเนินคดี

ขณะนี้พยานหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการสอบตำรวจ ยังไม่ได้รับมอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพราะยังอยู่ในอำนาจการทำคดีของ ป.ป.ช. แต่หากมีการส่งเอกสารที่เกี่ยวกับการสอบ ก็จะมีการสืบสวนสอบสวนตรวจสอบว่าเอกสารที่ใช้ออกมาจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ หรือว่ามาจากส่วนใด และหากเข้าข่ายกับกระทำความผิด ซึ่งตำรวจมีอำนาจหน้าที่จะสามารถดำเนินการได้ ก็จะเร่งออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อไป

มท.แจ้งความพรบ.คอมฯ

ช่วงค่ำวันที่ 24 มิ.ย.69 นายสุบิน แสงสุริยา ผู้รับมอบอำนาจจากกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลไม่ทราบชื่อ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับการเข้าแจ้งความครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 23 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ก่อนตรวจพบหลักฐานสำคัญเป็นกระดาษคำตอบที่เชื่อมโยงกับขบวนการทุจริตการสอบท้องถิ่นปี 2568

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้กระทำผิด มีการนำกระดาษคำตอบมาแก้ไขเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบที่จ่ายเงิน ให้สามารถสอบผ่านและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยใช้วิธีแก้ไขโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อปรับเปลี่ยนคะแนนในกระดาษคำตอบให้ตรงกับคะแนนที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ก่อนหน้านี้ อันเข้าข่ายเป็นการทุจริตและปลอมแปลงผลคะแนนสอบ

ประชุมกก.ส่วนท้องถิ่น

วันเดียวกันที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 6/2569 ว่า มีวาระเพิ่มเติม ที่กำลังเป็นประเด็นคือเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมี 2 เรื่อง และมีมติ ในเรื่องของการตรวจข้อสอบใหม่ มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องมีการตรวจข้อสอบใหม่เพื่อให้ความจริงกระจ่าง ซึ่งหลังจากนี้ต้องไปดูในระเบียบว่าในการดำเนินการเหล่านี้ มีคนเกี่ยวข้องส่วนไหนบ้าง รวมถึงต้องประสานไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากขณะนี้ กระดาษคำตอบตัวจริง ป.ป.ช. ได้อายัดไว้ หลังไปตรวจสอบโรงพิมพ์ ซึ่งต้องมีการประสานกัน เพราะหาก อยากให้เกิดความแม่นยำ และได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ก็ต้องตรวจกับกระดาษคำตอบตัวจริง ทั้งยืนยันทุกอย่างต้องโปร่งใส

รายงานตัวเหมือนเดิม1กค.

ด้านนายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ยืนยันว่าหนังสือชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน ที่ออกมาเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.)ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นหนังสือในเชิงการบริหารทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ต้องมีการบริหารบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ทั้งการเรียกรายงานตัว การส่งให้คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด หรือ กองกลางจังหวัด พิจารณาเรื่องการบรรจุ ซึ่งเมื่อวานนี้เห็นว่ากระแสสังคม และเรื่องการตรวจสอบทุจริตยังไม่ยุติ จึงอยากชะลอออกไปก่อน แต่เมื่อมีการประชุมกกองกลาง ในวันนี้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารบุคคลท้องถิ่น ซึ่งมีการถกกันในหลายประเด็น ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการคุ้มครองผู้สุจริตควรที่จะให้เดินทางไปก่อน ส่วนใครที่พบว่าทุจริต ก็ให้เพิกถอนเฉพาะรายไป ซึ่งวันนี้ก็จะมีหนังสือในฐานะเลขาฯ กองกลาง ออกมาเพื่อให้ดำเนินการต่อไป

ตรวจข้อสอบใหม่4.8แสน

นายธนนท์ ยืนยันด้วยว่าในส่วนของกรมยังไม่มีหลักฐานอะไร ซึ่งไฟล์จะถูกเก็บที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จำนวน 1 ชุด ส่วนตัวเชื่อว่าของกรมไม่ได้หลุด เพราะมีเซฟค่อนข้างดี

ส่วนที่บอกว่าจะมีการตรวจข้อสอบใหม่ สามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายธนนท์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อสอบถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.)อายัดไว้ ซึ่งกรมจะมีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง ป.ป.ช. เพื่อตรวจกระดาษคำตอบใหม่ทั้งหมด

สำหรับระยะเวลาในการตรวจกระดาษคำตอบใหม่จะใช้ระยะเวลานานเพียงใดนั้น นายธนนท์ กล่าวว่า จากการตรวจคำตอบครั้งที่ผ่านมา ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากต้องตรวจกระดาษคำตอบ จำนวน 480,000 คน แต่หาก ป.ป.ช. อนุญาต กรมก็จะติดต่อทางคู่สัญญา คือ มศว ในการจัดเครื่องตรวจไปตรวจต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย

ผอ.พิชิต ยื่นหนังสือลาออก

มีรายงานว่า จากกรณี จ่าสิบตรี ดร.พิชิต (ขอสงวนนามสกุล) ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ซึ่งตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบสอบพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ได้ยื่นใบลาออกแล้ว

น.ส.สุณี มังคลารัตนศรี รองนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี เปิดเผยว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนำซองเอกสารที่มีหนังสือลาออกของ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต มาให้ตน หลังจากนี้จะได้นำหนังสือลาออกเสนอต่อคณะกรรมการ ก.ท.จ.จังหวัดเพื่อพิจารณาต่อไป

ก่อนหน้านี้ ล่าสุด ก.ท.จ.เพชรบูรณ์ ได้มีมติเห็นชอบสั่งพักราชการ จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ลงนามในหนังสือส่งถึงนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี ลงวันที่ 24 มิ.ย.2569 เพื่อแจ้งผลมติที่ประชุม ก.ท.จ.เพชรบูรณ์ ครั้งที่ 6/2569 เห็นชอบให้สั่งพักราชการพนักงานเทศบาลรายดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ยิงบ้านนายหน้าพัทลุง

ด้านโทรทัศน์ช่อง 7 สี รายงานความคืบหน้ากรณีคนร้าย 2 คน ใช้อาวุธปืนยิงบ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุไม่พอใจทวงเงินคืนหลังประกาศผลสอบท้องถิ่นไม่ได้
ล่าสุด พ.ต.อ.ณัฐภาคย์ นุ้ยโดด ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ กล่าวถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเรื่องราวที่บ้านหลังนั้นกล่าวถูกลอบยิงเป็นเรื่องจริง แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา หลังจากนั้น 2 วันทางเจ้าของบ้านได้มีการเข้ามาแจ้งความในช่วงประมาณวันที่ 17 มิ.ย. 2569 ซึ่งรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในช่วงขั้นตอนของการสืบสวน ซึ่งต้องใช้เวลา  โดยพบว่าคนร้ายมีด้วยกัน 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ หลังก่อเหตุได้ขับรถหนีออกทาง อ.กงหรา จ.พัทลุง ส่วนที่มีการเชื่อมโยงกับการเป็นนายหน้ารับเงินทุจริตการสอบท้องถิ่นตามที่มีมีการนำเสนอไปนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เพิ่งทราบรายละเอียดจากสื่อ ต้องรอตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งนอกจากตำรวจในพื้นที่แล้วยังมีตำรวจกองปราบปราม ลงพื้นที่สอบสวนอีกชุดหนึ่ง
ขณะผู้เสียหายอีกคน ที่อ้างว่าได้จ่ายเงินให้กับข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่  อ.เมือง จ.พัทลุง ได้เล่าถึงขึ้นตอนการติดต่อเข้าสอบท้องถิ่นและการเรียกเก็บเงินที่มี  3 ขั้นตอน
โดยหลังสอบเสร็จผู้เสียหายไม่มีรายชื่อ และติดต่อครูนายหน้าเพื่อขอเงินคืนที่จ่ายไปแล้ว 350,000 บาท โดยส่งหลักฐานการทวงเงินและจากครูเพลิน โดยครูพยายามบ่ายเบี่ยงว่าติดต่อคนข้างบนก่อน
ขณะผู้เสื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนที่ครูคนดังกล่าวสอนอยู่ โดยเจ้าตัวอ้างเพียงว่าเงินที่เอาไปนั้น เขาจะส่งคืนให้ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

ปปง.รออายัดทรัพย์โกงสอบ

ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลเกี่ยวข้องในคดีขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น กรณีได้มาจากการกระทำความผิดทุจริต โดยมี นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง.เป็นคนรับเรื่อง

นายสนธิญา เชื่อว่าการทุจริตสอบข้ารรชการท่องถิ่นหนนี้น่าจะมีระดับรัฐมนตรีเข้ามาเอี่ยวในผลประโยชน์

ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวว่า สำหรับตามที่เป็นข่าวเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และ บก.ปปป. อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับรายงานมาจากทั้งสองหน่วยงาน แต่คาดว่าอาจมีลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมาย ปปง. จึงต้องขอเวลาให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้ง 2 หน่วยงานนั้นได้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีให้เรียบร้อยก่อนว่ารายใดมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง และหากมีการรายงานมายัง ปปง. เมื่อใด เราก็จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ อีกทั้งกรณีนี้นายกรัฐมนตรี ก็ย้ำว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงของประเทศชาติ และท่านได้ให้นโยบายแก่ ปปง. ไว้ว่าขอให้ปิดชื่อถือพฤติกรรม ฉะนั้น ใครก็ตามที่เข้าไปมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกระทำความผิดจริง ปปง. จะดำเนินการอย่างเต็มที่แน่นอน

นายกฯ ร่วมงานวันชาติสหรัฐ ฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ

นายกฯ ร่วมงานวันชาติสหรัฐ ฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ

นายกฯ ร่วมงานวันชาติสหรัฐ ฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันชาติสหรัฐอเมริกา และเฉลิมฉลอง 250 ปี การประกาศเอกราชสหรัฐฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้น
 
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 20.00 น. ที่ห้อง Grand Ballroom โรงแรม The Ritz-Carlton, One Bangkok ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา พร้อมด้วยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในโอกาสวันชาติสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2569 และครบรอบ 250 ปี การประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา 
 
โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงสถานที่จัดงาน นายฌอน โอนีลล์เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ก่อนเชิญขึ้นสู่บริเวณจัดงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมภริยาได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในโอกาสการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว
 
ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูต และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมงานประมาณ 1,300 คน โดยพิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยการยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ก่อนรับฟังคำสวดมนต์อวยพรจากอุปทูตสถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ภริยา และแขกผู้มีเกียรติร่วมเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติสหรัฐฯ พร้อมร่วมรับชมวีดิทัศน์เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การประกาศเอกราชของสหรัฐฯก่อนที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จะกล่าวต้อนรับและเปิดงานอย่างเป็นทางการ
 
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ขึ้นเวทีร่วมกับ นาย Dylan Johnson ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการสาธารณะระดับโลก เพื่อร่วมดื่มอวยพรแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนาน ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับรองและพบปะพูดคุยกับแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้

เปิดศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รับแจ้งเบาะแสกระทำผิดขบวนการทุจริตสอบขรก.-พนักงานท้องถิ่น

เปิดศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รับแจ้งเบาะแสกระทำผิดขบวนการทุจริตสอบขรก.-พนักงานท้องถิ่น

เปิดศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รับแจ้งเบาะแสกระทำผิดขบวนการทุจริตสอบขรก.-พนักงานท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.00 น.

25 มิ.ย. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยได้ตรวจยึดพยานหลักฐานกับบุคคลและเจ้าหน้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนจำนวนมากว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนที่พบเบาะแสการกระทำผิดหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดดังกล่าว แจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ หรือศูนย์ดำรงธรรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัด หรือผ่านเว็บไซต์ https://damrongdham.moi.go.th โดยสามารถติดต่อประสานงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567

ศูนย์ดำรงธรรม

พล.ต.อ.อัคราเดช ผงาดนั่งเก้าอี้ รองประธานอนุฯ ก.ต.ช.

พล.ต.อ.อัคราเดช ผงาดนั่งเก้าอี้ รองประธานอนุฯ ก.ต.ช.

พล.ต.อ.อัคราเดช ผงาดนั่งเก้าอี้ รองประธานอนุฯ ก.ต.ช.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

“พล.ต.อ.อัคราเดช”ผงาดนั่งเก้าอี้ รองประธานอนุฯ ก.ต.ช. นายกฯ ลงนามตั้ง “อนุฯ ก.ต.ช.ด้านการมีส่วนร่วมประชาชน” ดึงทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางตำรวจ ยกระดับตรวจสอบ-สะท้อนเสียงประชาชน “อ.ก.ต.ช.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” เริ่มเดินหน้าเต็มรูปแบบ “นพดล กรรณิกา” นั่งประธาน ดึงมหาดไทย- กทม.- สสส. และภาคประชาชน ร่วมกำหนดนโยบายตำรวจทั่วประเทศ

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)ได้ลงนามตั้ง “อ.ก.ต.ช.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” ยกระดับการมีส่วนร่วมภาคประชาชน คำสั่งดังกล่าวระบุว่า  : คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีประกาศแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ “อ.ก.ต.ช.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและติดตามการบริหารงานตำรวจ

ประกาศดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมีผลยกเลิกคณะอนุกรรมการชุดเดิม และแต่งตั้งคณะใหม่ ตามมติ ก.ต.ช. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569

องค์ประกอบครอบคลุมทุกภาคส่วน คณะอนุกรรมการมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล กรรณิกา เป็นประธานอนุกรรมการ ขณะที่ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ทำหน้าที่รองประธานอนุกรรมการคนที่ 2

นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญร่วมเป็นอนุกรรมการ อาทิ กรมการปกครอง,กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น,กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ,กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ,กรุงเทพมหานคร,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ,สำนักงานกำลังพล,สำนักงานงบประมาณและการเงิน,ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนภาคประชาชน

มีอำนาจเสนอแนวทางปฏิรูปงานตำรวจประกาศกำหนดให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีหน้าที่สำคัญ ได้แก่เสนอหลักเกณฑ์และแนวทางการบริหารงานตำรวจให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและงบประมาณ เสนอความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โครงสร้าง และกลไกการตรวจสอบการบริหารงานตำรวจรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อเสนอจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอต่อ ก.ต.ช.

ผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และการป้องกันอาชญากรรม รวมถึงภัยไซเบอร์สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามความจำเป็น ประกาศฉบับดังกล่าวลงวันที่ 24 มิถุนายน 2569
 

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ  มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุริยะ มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

“สุริยะ”มอบนโยบายกรมการข้าว ชูวิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” มุ่งยกระดับข้าวไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ บุคคลากรในสังกัดกรมการข้าว เข้าร่วม ณ กรมการข้าว กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนกรมการข้าว ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่มุ่งเน้นการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อการยกระดับเป็นข้าวคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอย่างยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

โดยประกอบด้วย ทันน้ำ ด้วยกาาวางแผนปลูกข้าวตามปริมาณน้ำจริงและทำนาเปียกสลับแห้ง  ทันพันธุ์ ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทนโรค ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูงตรงตามความต้องการตลาด ทันเทคโนโลยี ด้วยการนำ AI และ Big Data มาบริหารจัดการดินและปุ๋ย พร้อมปรับเปลี่ยนการอุดหนุนแบบเดิมมาเป็นแบบมีเงื่อนไข เพื่อจูงใจให้เกษตรกรลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  ทันมาตรฐานโลก ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับและการบันทึกข้อมูลดิจิทัล เพื่อผลักดันแบรนด์ “Thailand Low Carbon Rice” ให้เป็นจุดขายใหม่ในเวทีสากล ควบคู่ไปกับเรื่อง ทันตลาด ที่เน้นจับกลุ่มข้าวพรีเมียม ข้าวสุขภาพ และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด ทันปัญหาของข้าวไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการมุ่งเน้นการปลูกด้านปริมาณ แต่ต้องตรงกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและศักยภาพในการแข่งขันของข้าวไทย

นายสุริยะ บอกด้วยว่า นโยบายภาครัฐจะเกิดผลสำเร็จได้ คือการนำไปปฏิบัติจริงในแปลงนา ซึ่งการร่วมกันของภาครัฐและภาคีเครือข่ายจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นโยบายสามารถนำไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพลิกฟื้นและเปลี่ยนผ่านข้าวไทย และยกระดับคุณภาพชีวิต และ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขณะที่นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวพร้อมขับนโยบายตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะดำเนินการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ โดยในเฟสแรกตั้งเป้าในการขับเคลื่อนนำร่อง 100,000 ไร่ ซึ่งกรมการข้าวได้ดำเนินการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับศูนย์ข้าวชุมชน และเกษตรกรแล้วเพื่อการดำเนินการให้เป็นไปตาม 8 ข้อกำหนดของกรมการข้าว สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และทราบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจแล้วกว่า 700,000 ไร่ นอกจากนี้กรมการข้าวยังได้เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกระทบต่อภาคเกษตรของไทยอย่างมากในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี ใช้น้ำน้อย และทนแล้ง ควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะแนวทางการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรในด้านต้นทุนการผลิตและคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง 'โครงการฯ ลำแชะ' ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน คืนความสุขสู่พื้นที่กว่า 98,000 ไร่ กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการฯ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำให้สอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน เปิดไฮไลต์ 10 กลุ่มโครงการ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำสำหรับมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มโครงการ ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการผันน้ำเติมระบบคลองชลประทาน: ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและระบบผันน้ำจากฝายบ้านแชะ ฝายบ้านไผ่ 1 และสถานีสูบน้ำบ้านไร่ เพื่อดึงน้ำจากลำแชะและแม่น้ำมูลเข้ามาเติมในคลองสายหลัก ลดภาระการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะโดยตรง รวมทั้งซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างเดิม เช่น ซ่อมแซมดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำที่ชำรุดรวม 38.5 กิโลเมตร และปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีปัญหาตกท้องช้างหรือท้องคลองสูง เพื่อให้ส่งน้ำไปถึงปลายคลองได้อย่างทั่วถึง โดยจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโทรมาตรและ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีการติดตั้งห้องควบคุม 1 แห่ง สถานีรอง 4 แห่ง และสถานีสนาม 10 แห่ง เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำ และประหยัดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย: ขุดลอกลำแชะที่ตื้นเขินรวม 6 ช่วง ระยะทาง 17 กิโลเมตร ปรับปรุงท่อลอดคลองส่งน้ำที่กีดขวางทางน้ำหลาก รวมถึงปรับปรุงคลองส่งน้ำ 33L-RMC เชื่อมสู่แม่น้ำมูล เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการศึกษาโครงการได้มีการรับฟังเสียงประชาชน ร่วมคิด ร่วมสร้าง เพื่อผลประโยชน์สูงสุด โดยกรมชลประทานได้เน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีการจัดประชุมปฐมนิเทศ และประชุม กลุ่มย่อยร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ผู้นำชุมชน และราษฎรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริงและปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นธรรมที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ การส่งน้ำแบบรอบเวรร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเมื่อโครงการปรับปรุงนี้แล้วเสร็จ จะสร้างผลประโยชน์ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตรจะมีพื้นที่ชลประทาน 98,467 ไร่ ที่ได้รับน้ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ ในด้านอุปโภค-บริโภคสร้างความมั่นคงให้กับระบบประปาหมู่บ้าน ประปาเทศบาล และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาครบุรี นครราชสีมา และ เฉลิมพระเกียรติ รองรับความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับด้านภัยแล้งและอุทกภัยจะบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ริมลำแชะในฤดูน้ำหลาก และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตภัยแล้ง “เพราะน้ำคือชีวิต”

การปรับปรุงโครงการฯ ลำแชะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต แต่เป็นการเติมระบบอัจฉริยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชมีน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน”

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026  ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดตัว Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ภายในงานแถลงข่าว Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปักหมุดดัน “ประเทศไทย” ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) คาดเกิดการเจรจาทางธุรกิจกว่า 500 คู่ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) และบริษัทชั้นนำของไทยและต่างชาติกว่า 120 ราย ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ศักยภาพ “คอนเทนต์ไทย” กับโอกาสเติบโต “ในระดับสากล”

คอนเทนต์ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น New Wave ของเอเชียอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของหลายผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” (2568) ที่คว้ารางวัล Grand Prize จากสายประกวด Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2025, ภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จและกวาดรายได้ระดับพันล้านบาท พร้อมได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วเอเชีย, ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” (2568) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569)  จากการเข้าร่วมโครงการ CEA Content Lab ในปี 2023 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล จนได้เข้ารอบ Final Pitch รวมถึงการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง Netflix แพลตฟอร์มระดับโลกได้พัฒนา ต่อยอด และลงทุนจนโปรเจ็กต์นี้เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์ สะท้อนถึงศักยภาพโปรดักชันและบทที่เล่าเรื่องสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ เข้มข้น และมีมิติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2566 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งบุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

CEA และ DITP จึงผนึกความร่วมมือจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในปี 2569 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่หลอมรวมมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาคอนเทนต์ไว้อย่างครบวงจร โดย CEA ร่วมจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมผลักดันศักยภาพของ Thai Content สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “BICM2026 คือก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์ของเอเชีย โดยเป็นเวทีเชื่อมนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุนและผู้ผลิตจากทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรามุ่งสร้างระบบและมาตรฐานที่แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และตลาดสากล เพื่อยกระดับ ‘คอนเทนต์ไทย’ จากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ‘High-Value IP’ และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ (BL/GL) แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมด้วย Market & Pavilion พื้นที่จัดแสดงสำหรับบุคคลทั่วไป (B2C) กว่า 400 บูธ พร้อมด้วยโซนธุรกิจ (B2B) อีกกว่า 100 บูธ จากบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิง

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film) ซีรีส์และละคร (TV & Series) รวมถึงแอนิเมชัน (Animation) ผ่านกิจกรรมการนำเสนอโครงการ (Pitching), กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (B2B) และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking Reception) อย่างครบวงจร สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 120 บริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix,
I-Qiyi International (Thailand) ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ BICM2026 คือเวทีนำเสนอผลงานสู่ตลาดสากล และกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประกอบด้วย

1. BICM Pitching & Awards เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง
Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ที่ให้บริการฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดเวทีให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) ก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์
Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ

3. เวทีเสวนาและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น Regional Content Spotlights: From Local Hits to Global Formats, AI For Creative Industries, พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก, The New Frontier of Thai Content ฯลฯ
Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

“Thailand Content Market 2026 และ Bangkok International Content Market 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอีเวนต์คอนเทนต์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเชื่อมผู้ผลิตไทย นักสร้างสรรค์ไทย และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดัน ‘คอนเทนต์ไทย’ ให้ก้าวสู่ ‘เวทีโลก’ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้แก่ประเทศ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation” ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ