อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

25 มิ.ย. 2569 05:35 น.

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อก้องโลก สูญเสียสถานะมหาเศรษฐีล้านล้านไปแล้ว หลังจากหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉุดหุ้นของทั้ง สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีลอน มัสก์ นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดัง สูญเสียสถานะ “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) แล้ว ในวันอังคารที่ผ่านมา (23 มิ.ย.) เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังจากเขากลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ หลังจากบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของเขาเข้าสู่ตลาดหุ้น

ตามข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก ซึ่งอัปเดตทุกวันเวลา 17:30 น. ตามเวลาในนิวยอร์ก ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์ในวันอังคารไว้ที่ 9.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากสถิติ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่ทำไว้เมื่อไม่ถึง 14 วันก่อน

การพลิกผันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาหุ้นของ สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา (Tesla) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามรอยบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เป็นวงกว้าง อันเป็นผลมาจากความกังขาเรื่องความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก แต่มัสก์ยังคงดำรงตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และความมั่งคั่งของเขาก็ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่างมาก

ทั้งนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านทุน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนานใหญ่ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เช่น Nvidia, Intel และ AMD

แต่หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ กลับต้องแบกรับแรงกระแทกจากการปรับฐานครั้งนี้มากที่สุด โดยดิ่งลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 156 ดอลลาร์ จาก 225.64 ดอลลาร์ ณ จุดสูงสุด

ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันแห่งความผันผวน หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ ร่วงถึง 16% ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์หายไปประมาณ 2.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกัน หุ้นของเทสลาก็ร่วงเกือบ 6% ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายทางการเงินของเขาเพิ่มเข้าไปอีก

สถานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ของมัสก์นั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดของเขากระจุกตัวอยู่กับหุ้นของบริษัทเพียง 2 แห่ง ได้แก่ สเปซเอ็กซ์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของเขา และ เทสลา แตกต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปที่มีการกระจายพอร์ตการลงทุน

นักวิเคราะห์ตลาดตั้งข้อสังเกตว่า ความผันผวนหลังการทำ IPO ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบริษัทที่เน้นการเติบโตและมีมูลค่าสูง แม้ว่าขนาดของการแกว่งตัวในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงการหักล้างกันอย่างรุนแรงระหว่างกระแสความคาดหวัง (Hype) กับความเป็นจริงก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

25 มิ.ย. 2569 04:46 น.

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

(ภาพจาก Khyber Pakhtunkhwa Police)

ตำรวจปากีสถานจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กักขังและทารุณกรรมภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูก ๆ ของเขามานานร่วม 12 ปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากออสเตรเลีย

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 24 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจท้องถิ่นในปากีสถานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวชายคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูกๆ ของตนเองไว้ภายในบ้าน พร้อมทั้งทารุณกรรมพวกเขานานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ผู้เป็นภรรยามีชื่อว่า ซิลวี ยาสมินา โดยเธออ้างกับตำรวจว่า สามีของเธอได้ทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว “เป็นประจำทุกวัน” และอธิบายว่าเขาเป็นคนที่มีพฤติกรรม “รุนแรงมาก”

ลูกชายคนหนึ่งของพวกเขาอาศัยจังหวะลักลอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปแจ้งความกับตำรวจ นำไปสู่การบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักในเมืองบารา (Bara) ซึ่งเป็นเมืองห่างไกลในแถบเทือกเขาของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควา

ตำรวจพบตัวยาสมินาและลูก ๆ ทั้ง 5 คน อยู่ใน “ห้องที่คับแคบและทรุดโทรมอย่างหนัก” โดยตามร่างกายของทุกคนมีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด

ขณะนี้ ยาสมินาและลูก ๆ ถูกนำตัวไปยังสถานพักพิงสตรีในเมืองเปศวาร์ (Peshawar) แล้ว โดยตำรวจระบุว่าพวกเธอมีแผนจะเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ยาสมินา วัย 54 ปี เล่าว่า สามีของเธอกักขังเธอกับลูก ๆ ไว้ในบ้านอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ครอบครัวย้ายจากประเทศออสเตรเลียมายังปากีสถานในปี 2557

“จากคำให้การของฝ่ายหญิง… เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปพบปะกับใครเลย ลูกคนโตสองคนต้องเสียโอกาสทางการศึกษา ในขณะที่ลูกคนเล็กอีกสามคนซึ่งเกิดในปากีสถานก็ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” นายตำรวจระดับสูงกล่าวกับ BBC ภาษาอูร์ดู

เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เป็นสามีมากนัก ทราบเพียงว่าเป็นชาวปากีสถาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขา “พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ในออสเตรเลียตอนที่ทั้งคู่พบกันในปี 2546 และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจนถึงปี 2557 ก่อนจะย้ายมายังปากีสถานพร้อมกับลูกคนโตสองคน

“พวกเราถูกพรากเสรีภาพไป สามีของฉันไม่ได้ดูแลพวกเราในแบบที่สามีและพ่อของลูกพึงกระทำ เขาตบตีพวกเราและสร้างความกดดันให้กับการใช้ชีวิตของพวกเราในทุก ๆ วัน” ยาสมินาเขียนระบุในคำให้การที่ยื่นต่อตำรวจ ซึ่งเนื้อหาบางส่วนได้รับการเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น

“ฉันรู้สึกว่าอนาคตของฉันถูกทำลายไปแล้ว และอนาคตของลูก ๆ ก็คงจะต้องถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

25 มิ.ย. 2569 03:50 น.

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอีก 2 ศพ ในขณะที่เอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐอเมริกาเป็นวันที่ 2

สื่อของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุโดรนของอิสราเอลโจมตีในหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Rumman) ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย. 2569) ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลและเลบานอนกำลังผลักดันการเจรจาอันตึงเครียดเพื่อยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิตหลังจากโดรนโจมตีรถยนต์ “ขับเคลื่อนสี่ล้อ” คันหนึ่งที่บริเวณชานเมืองดับชา (Dabsha) ใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน

ทางด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ชี้แจงหลังถูกถามเรื่องการโจมตีดังกล่าวว่า พวกเขาตรวจพบยานพาหนะ “ที่บรรทุกผู้ต้องสงสัยกำลังขับข้ามเขตความมั่นคงบริเวณสันเขา อาลี อัล-ตาเฮอร์ (Ali al-Taher)” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อทหารของ IDF กองทัพอากาศอิสราเอลจึงได้โจมตีผู้ต้องสงสัยดังกล่าว “เพื่อขจัดภัยคุกคาม”

ทั้งนี้ การหยุดยิงในเลบานอนเป็นหนึ่งในข้อกำหนดภายในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงร่วมกัน แต่จนถึงตอนนี้ อิสราเอลยังคงโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสหรัฐฯ จะร้องขอ สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นในขณะที่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและเลบานอนได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นวันที่ 2 เพื่อเจรจาโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนนี้ แต่ยังไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีได้

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอังคารว่า การโจมตีของอิสราเอลที่เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4,192 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 12,171 ราย

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงจรวด ขีปนาวุธ และโดรนรวมกันมากกว่า 7,000 ลำ/ลูก เข้าใส่อิสราเอล ส่งผลให้มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 36 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

25 มิ.ย. 2569 01:19 น.

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญร่วมกับอิหร่าน จะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์กลับเข้าประเทศโดยเร็ว

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การหารือทางเทคนิคกับอิหร่านที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ยังคงดำเนินอยู่ จะเป็นการเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญ (expert level) ร่วมกับคณะทำงานในหัวข้อต่าง ๆ

นายรูบิโอเชื่อว่า การเจรจาดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย. และเสริมว่าการหารือดังกล่าว “เป็นระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์ ด้านมาตรการคว่ำบาตร และด้านอื่น ๆ เป็นต้น”

“จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมในการเจรจาเหล่านั้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่น ๆ นั่นคือความหมายของการเจรจาในระดับเทคนิค” นายรูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าวในประเทศคูเวต

นอกจากนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่า ควรอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เดินทางเข้าอิหร่าน “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” พร้อมระบุกับผู้สื่อข่าวว่า “นั่นคือข้อผูกพันที่ (อิหร่าน) ได้ให้ไว้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรักษาคำพูด”

ทั้งนี้ นายรูบิโอกำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนประเทศคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประเทศเหล่านี้ และเพื่อแสดงความขอบคุณ “สำหรับการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมที่พวกเขามีให้แก่เราตลอดช่วงที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน”

นายรูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ “บั่นทอนความมั่นคง” ของกลุ่มประเทศพันธมิตรบริเวณอ่าวเปอร์เซียในการเจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเขา “ไม่พบสัญญาณความแคลงใจใด ๆ ต่อการรับประกันความมั่นคงของเรา” ที่มีให้แก่ภูมิภาคนี้

“ผมคิดว่าเรามีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างเหนียวแน่น” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะ “ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์กับพันธมิตรในแถบอ่าวอาหรับ” ในประเด็นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

“เรามีความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมกับประเทศเหล่านี้ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ” รูบิโอกล่าว “เรามีการวางกำลังพลในประเทศเหล่านี้ และเรามีสินทรัพย์ทางทหารอยู่ในประเทศเหล่านี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

24 มิ.ย. 2569 23:50 น.

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นแล้วหลังแพทย์ให้ยาทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าชั่วคราวนานนับสัปดาห์ หลังจากเธอถูกฉลามกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส จนต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงตัดแขนข้างหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ เลอา สจวร์ต ที่ถูกฉลามกัดขณะว่ายน้ำ ณ ชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน เปิดเผยว่า เธอได้ฟื้นขึ้นมาเป็นเวลาสั้น ๆ แล้ว หลังจากที่แพทย์ต้องทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าจากการใช้ยาระงับความรู้สึก

สจวร์ต วัย 34 ปี ถูกฉลามโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. ที่หาดคูจี (Coogee Beach) โดยเธอได้รับบาดเจ็บจากรอยกัดหลายแผลบริเวณแขนและขา และสูญเสียเลือดในปริมาณมากอย่างรุนแรง ซึ่งเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการขั้นวิกฤต และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการตัดแขนของเธอด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พี่ชายของเธอเปิดเผยว่า แพทย์ได้ลดปริมาณยาของสจวร์ตลงเพื่อให้เธอสามารถฟื้นขึ้นมาได้ชั่วครู่ โดยคำแรกที่เธอพูดคือคำว่า “ฉันรักคุณ” กับคุณแม่และคนรักที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียง พร้อมกับถามว่าลูกสาวของเธอปลอดภัยดีหรือไม่

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใคร ๆ คาดคิดไว้มาก สำหรับพวกเราแล้ว มันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราหลายคนได้หวังและสวดภาวนาให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา” โจชัว สจวร์ต โพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ถึงผู้ที่ส่งกำลังใจให้พี่สาวของเขา

โจชัวกล่าวว่า พี่สาวยังคงต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดติดต่อกันถึง 5 วัน และยังมีกำหนดการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป

“เลอายังมีเส้นทางอีกยาวไกลรออยู่ข้างหน้า และยังคงต้องอยู่ในความดูแลขั้นวิกฤต แต่นี่ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก ๆ และทำให้พวกเรามีความหวังในการฟื้นตัวระยะยาวของเธอ” โพสต์ของโจชัวระบุ

อนึ่ง ในปีนี้เกิดเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียหลายครั้งมาก โดยในเดือนมกราคมเกิดเหตุถึง 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งเหยื่อรวมถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกกัดที่ชายหาดในซิดนีย์และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นอกจากนั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมยังเกิดเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย โดยรายแรกเป็นชายที่ถูกฉลามคร่าชีวิตในรัฐควีนส์แลนด์ขณะกำลังยิงปลา และอีกรายเกิดที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคุณพ่อลูกสองวัย 38 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

24 มิ.ย. 2569 23:05 น.

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

บริษัท แอร์บัส เตรียมตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบิน โดยมี 5 ลำที่ต้องตรวจสอบในทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติยุโรปรายใหญ่ ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ โดยในจำนวนนี้มี 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบทันที หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบินในสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) และแควนตัส (Qantas)

สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ออกคำสั่งด่วนให้สายการบินต่าง ๆ ตรวจสอบโครงสร้างคานปีก (Wing-spar) ของเครื่องบินเจ็ตลำที่ได้รับผลกระทบ หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพพบรอยร้าวระหว่างการซ่อมบำรุงตามปกติ ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่ของ EASA ที่ออกเมื่อธันวาคม 2568

รอยร้าวดังกล่าวปรากฏขึ้นบริเวณคานโครงสร้างที่วางตัวตามแนวยาวของปีก ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรองรับแรงยกตัวทางอากาศพลศาสตร์ส่วนใหญ่ในระหว่างการบิน

ในบรรดาเครื่องบิน 16 ลำที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบนั้น มี 15 ลำเป็นของสายการบินเอมิเรตส์ และอีก 1 ลำเป็นของสายการบินแควนตัส ส่วนเครื่องบิน 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบในทันทีนั้น เป็นของสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดในวันพุธนี้

ทั้งนี้ สายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่น A380 ได้แก่ เอมิเรตส์, สิงคโปร์แอร์ไลน์, บริติชแอร์เวย์, แควนตัส, ลุฟต์ฮันซา, กาตาร์แอร์เวย์, โคเรียนแอร์, เอทิฮัดแอร์เวย์, แอนา (ANA) และเอเชียน่าแอร์ไลน์ แต่สายการบินที่ได้รับผลกระทบมีเพียงสองสายการบินข้างต้นเท่านั้น

“การตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า และจะมีการดำเนินการซ่อมบำรุงที่จำเป็นทั้งหมดก่อนที่เครื่องบินจะกลับมาให้บริการอีกครั้ง” สายการบินเอมิเรตส์แถลงเมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เพื่อลดผลกระทบต่อตารางการบินให้เหลือน้อยที่สุด”

ที่ผ่านมาเครื่องบินรุ่น A380 เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับปีกเครื่องบินมาก่อน โดยในปี 2555 EASA เคยออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบ หลังจากตรวจพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนยึด (Brackets) ที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นผิวปีกภายนอกเข้ากับโครงสร้างซี่โครงปีกด้านใน (Internal ribs)

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อฝูงบิน A380 ทั่วโลก จนเกิดโครงการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทางแอร์บัสได้แก้ไขปัญหานี้ในเวลาต่อมาด้วยการปรับเปลี่ยนการออกแบบในเครื่องบินล็อตที่ผลิตหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

24 มิ.ย. 2569 21:59 น.

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศรายแรก

ฝรั่งเศสยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นแพทย์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดครั้งใหญ่

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสยืนยันการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้ป่วยเป็นแพทย์ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนักของเชื้ออีโบลา

กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสแถลงเมื่อวันพุธว่า แพทย์คนดังกล่าวถูกส่งตัว “เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะทางในทันที” และในขณะนี้มีอาการคงที่

ทางกระทรวงเน้นย้ำด้วยว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปนั้น “อยู่ในระดับที่ต่ำมาก” และเสริมว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการติดตามตัวผู้ที่อาจจะเคยสัมผัสใกล้ชิดกับแพทย์รายดังกล่าว และจัดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังเฉพาะกิจ” สำหรับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ที่เดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโกแล้ว

กรณีนี้ถือเป็นผู้ป่วยอีโบลารายแรกที่ได้รับการยืนยันในทวีปยุโรป แม้ว่าเมื่อเดือนก่อน จะมีแพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่งซึ่งมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศเยอรมนีก็ตาม

ดีอาร์คองโกประกาศการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนแล้ว

จนถึงตอนนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเพราะไวรัสอีโบลามากกว่า 260 ศพ ขณะที่มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วอีกกว่า 1,000 ราย

ขณะเดียวกัน ยูกันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโก ก็ยืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้วเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อที่ทราบแน่ชัดแล้ว 20 ราย และยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

อนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อโรคอีโบลา เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ 75 รายติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก และ 17 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ไวรัสอีโบลาที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันคือสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) และหน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่า การแพร่ระบาดของอีโบลาในครั้งนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อหนาแน่นในจังหวัดทางภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดอิตูรี (Ituri), จังหวัดคีวูใต้ (South Kivu) และจังหวัดคีวูเหนือ (North Kivu) โดยจังหวัดอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางหลักของการแพร่เชื้อ โดยผู้ติดเชื้อกว่า 90% ถูกพบที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผบ.ทอ.เยือนสิงคโปร์ กระชับร่วมมือกลาโหม–อากาศยานไร้คนขับ เสริมเสถียรภาพความมั่นคงภูมิภาค

ผบ.ทอ.เยือนสิงคโปร์ กระชับร่วมมือกลาโหม–อากาศยานไร้คนขับ เสริมเสถียรภาพความมั่นคงภูมิภาค

ผบ.ทอ.เยือนสิงคโปร์ กระชับร่วมมือกลาโหม–อากาศยานไร้คนขับ เสริมเสถียรภาพความมั่นคงภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

‘ผบ.ทอ.’เยือนสิงคโปร์ กระชับความร่วมมือกลาโหม–อากาศยานไร้คนขับ เสริมเสถียรภาพความมั่นคงภูมิภาค

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย (ผบ.ทอ.) เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ โดยได้เข้าพบหารือกับนาย Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ รวมถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการกองทัพอากาศสิงคโปร์

การหารือครอบคลุมประเด็นความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีพลวัตเพิ่มขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันถึงความสัมพันธ์ด้านกลาโหมที่มีความแน่นแฟ้น และพร้อมสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสดังกล่าว ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยยังได้เยี่ยมชมฐานทัพอากาศเซมบาวัง (Sembawang Air Base) และกองบัญชาการอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle Command) ของสิงคโปร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการปฏิบัติการทางอากาศสมัยใหม่ รวมถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ

การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มพูนขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม และสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

‘บิ๊กดุลย์’ เมิน ‘ฮุนเซน-เตีย บันห์’ ไปจีนดีลอาวุธ ลั่น เขาทำ เราก็ทำ เตรียมพร้อมสนามรบ

'บิ๊กดุลย์' เมิน 'ฮุนเซน-เตีย บันห์' ไปจีนดีลอาวุธ ลั่น เขาทำ เราก็ทำ เตรียมพร้อมสนามรบ

‘บิ๊กดุลย์’ เมิน ‘ฮุนเซน-เตีย บันห์’ ไปจีนดีลอาวุธ ลั่น เขาทำ เราก็ทำ เตรียมพร้อมสนามรบ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.06 น.

“บิ๊กดุลย์” เมิน “ฮุนเซน-เตีย บันห์” ไปจีนดีลอาวุธ ลั่น อย่าสนใจ เขาทำ เราก็ทำ เตรียมพร้อมสนามรบ ขอ เชื่อมั่น ผู้นำ-สีหศีกดิ์ เดินหน้าการทูตเชิงรุก เตรียมไปจีน 16-20 ก.ค.นี้

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงกลากลาโหม พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหม ถึง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
มีการสนับสนุน เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ว่า ตนรับราชการ อยู่ชายแดนมาโดยตลอด สิ่งที่น่าเจ็บปวดก็คือ การเข้าพื้นที่ด้วยความยากลำบาก แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือการเพิ่มเติมกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือการลำเลียง ผู้บาดเจ็บออกมา 1 หรือ 2 วินาที มีความหมาย สำหรับกำลังพลที่บาดเจ็บ หากเรามีถนน เลาะแนวชายแดน ซึ่งที่ตามมาจะมีความรวดเร็วคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ทั้งยุโธปกรณ์ การใช้ยานยนต์ การส่งกำลังเพิ่มเติมอาวุธกระสุน การเข้าถึงพื้นที่ชายแดนด้วยความรวดเร็ว นั่นคือการรักษาอธิปไตยของชาติ ได้มั่นคงมากขึ้น และได้ช่วยเหลือพี่น้องที่ปะทะอยู่ข้างหน้า นําผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรักษาชีวิตของคนให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อมีถนนก็ต้องมีไฟฟ้า ยุทโธปกรณ์ทางทหารมีความจําเป็น ต้องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นเทคเทคโนโลยี และเชื่อมโยงระบบกับส่วนราชการ ตอนนั้นก็เป็นเรื่องของน้ํา ซึ่งกระทรวงเกษตรโดยท่านรัฐมนตรี พร้อมที่จะเข้าไปในพื้นที่ เมื่อเสร็จเราจะทําเขื่อนเล็กกั้นน้ํา ก็ใช้ประโยชน์ได้แล้ว อยากจะใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคแล้ว ยังเป็นเครื่องกีดขวางได้อย่างดี และสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้กําลังพลได้ติดต่อกับครอบครัว

เมื่อถามถึงกรณีสมเด็จฮุนเซน และ พล.อ.เตีย บันห์ ประธานวุฒิสภา เยือนประเทศจีน อาจมีการไปดีลเรื่องอาวุธ  พลโทอดุลย์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา อย่าไปสนใจ เราก็ทํา เขาก็ทํา เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ แต่ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน ไปห้ามคนอื่นเขาไม่ได้ อย่างเช่น กองกําลังตามแนวชายแดนเราต้องมีที่มั่นดัดแปลง กัมพูชาเองก็มี ซึ่งเรียกว่าการเตรียมสนามรบ เขาก็ต้องเตรียมเช่นกัน แต่เขาจะเตรียมอะไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่มาตรการทางการทูต เราต้องเชื่อมั่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.กลาโหม การทูตเชิงรุกของประเทศไทยเราต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้นํา 

พลโทอดุลย์ ยังกล่าวว่าในวันที่ 16 ถึง 20 กรกฎาคมนี้ จะเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของจีน

โฆษกกลาโหม โต้ ‘จิรัฏฐ์’ ปมเหน็บ ‘รัฐบาล’ มีโฆษก 4 คน แต่ ‘กองทัพ’ มี 62 นาย ยันไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ทำงานเพิ่ม

โฆษกกลาโหม โต้ ‘จิรัฏฐ์’ ปมเหน็บ ‘รัฐบาล’ มีโฆษก 4 คน แต่ ‘กองทัพ’ มี 62 นาย ยันไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ทำงานเพิ่ม

โฆษกกลาโหม โต้ ‘จิรัฏฐ์’ ปมเหน็บ ‘รัฐบาล’ มีโฆษก 4 คน แต่ ‘กองทัพ’ มี 62 นาย ยันไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ทำงานเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“โฆษกกลาโหม” โต้ “จิรัฏฐ์”โพสต์เหน็บ ‘รัฐบาล’ มีโฆษก 4 คน แต่ ‘กองทัพ’ มี 62 นาย แจง ‘โฆษกกองทัพ’ ไม่ได้เงินเดือน-เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม แต่ทำงานเพิ่ม นอกเหนือจากงานประจำเดิม 

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน ได้โพสต์ถึงโฆษกกองทัพที่มากถึง 62 นาย แต่รัฐบาลมีโฆษก 4 คน ว่า การทำงานของทีมโฆษก ไม่ได้มีเงินเดือนหรือเบี้ยงเลี้ยงพิเศษ แต่เป็นการทำงานหมวกเพิ่มอีกใบ นอกเหนืองานปกติและงานประจำที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งทางทีมโฆษกทำงานเสียสละและเข้าใจมิติการทำงาน แม้จำนวนโฆษกกองทัพจะมากแต่เลือกสรรบุคคลที่มีความสามารถเข้ามา มีความชำนาญพิเศษในแต่ละเรื่อง เช่น กระทรวงกลาโหมมี 4 นาย ที่แบ่งเหล่าทัพต่างๆ ตามขีดความสามารถ ซึ่งตนสังกัดกองบัญชาการกองทัพ แต่มาช่วยโฆษกกลาโหมอีกงานหนึ่ง เท่ากับว่างานเพิ่มแต่เงินเดือนไม่เพิ่ม