รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

11 ก.ย. 2569 02:57 น.

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีใส่ห้างสรรพสินค้าในยูเครนเป็นแห่งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย ขณะที่ยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีเมืองของรัสเซียหลายแห่งเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุโดรนของรัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองพาฟโลฮราด (Pavlohrad) แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ บาดเจ็บอีก 60 ราย รวมถึงเด็กและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

อิวาน วีฮิฟสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของยูเครนระบุว่า ร้านค้าหลายร้านกับรถยนต์หลายคันตกเป็นเป้าโจมตีกลางวันแสกๆ ในขณะที่ท้องถนนมีผู้คนพลุกพล่าน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนระบุว่ารัสเซียโจมตีทางอากาศใส่ห้างสรรพสินค้าในหลายเมือง เช่น ซูมี เมื่อวันอังคาร ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 20 คน และที่ซาโปริซเชีย เมื่อวันจันทร์ ซึ่งห้างฯ ถูกทำลายเกือบทั้งหมด ขณะที่ย้อนไปเมื่อเดือนก่อน เหตุโจมตีห้างฯ ในเมืองครีวีริก คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 16 ราย บาดเจ็บอีก 130 คน

ด้านเจ้าหน้าที่ของรัสเซียเผยว่า ยูเครนส่งโดรนทางทะเลเข้าโจมตีเมือง โซชิ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 28 ราย รวมถึงมีการส่งโดรนโจมตีเมืองชายแดนและพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเช่นกัน

การยกระดับการโจมตีของทั้งยูเครนและรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่ ความพยายามทางการทูตไร้ความก้าวหน้า แม้ว่าคณะทูตของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเจรจากับผู้นำของทั้งสองประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่งนี้ แต่จนถึงปัจจุบันยังคงไร้สัญญาณของความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

11 ก.ย. 2569 01:14 น.

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ชุมชนในเมืองทางตะวันออกของดีอาร์คองโก โดยไฟได้ลามไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนที่เขต คาดูตู (Kadutu) ในเมืองบูคาวู (Bukavu) ซึ่งถูกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยึดครองเอาไว้ โดยไฟเผาบ้านเรือนไปกว่า 300 หลัง และลามลุกไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ทำให้เกิดความโกลาหลผู้คนเบียดเสียดเหยียบกันขณะพยายามหลบหนี และคาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตสูงถึง 24 ศพ

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีผู้ใหญ่เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่วนผู้รอดชีวิตหลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ระบุกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เพลิงสงบลงในช่วงบ่าย แต่ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากซากปรักหักพังและสังกะสี ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้

อนึ่ง เมืองบูคาวู เมืองเอกของจังหวัดคีวูใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองบนเนินเขาที่มีผู้คนแออัดที่สุดของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) โดยเมืองแห่งนี้ถูกกลุ่มกบฏ M23 เข้ายึดครองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน โดยทางการที่ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มกบฏระบุว่า กำลังเร่งประเมินสถานการณ์และจะแถลงยอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้นในเร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางในกรุงกินชาซาได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้ประเมินความเสียหายของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางให้การเรียนการสอนกลับมาดำเนินต่อไปได้

ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดมีลักษณะคล้ายกับเหตุเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงแต่งงานในกรุงกินชาซา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการเบียดเสียดและเหยียบกันระหว่างการหลบหนี ทำให้รัฐบาลสั่งใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ชุมนุมสาธารณะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

11 ก.ย. 2569 00:02 น.

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่บ้านหลังหนึ่งทางเหนือของฉนวนกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาสังหารสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ตอนเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย. 2569) โดยระเบิดตกใส่บ้านพักหลังหนึ่งส่งผลให้ พ่อ แม่ และลูกสาวอีก 2 คน อายุ 8 และ 12 ปี ที่กำลังนอนหลับอยู่ เสียชีวิต

อิสราเอลยกระดับการทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยในการโจมตีล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า เป้าหมายการโจมตีคือ “สิ่งปลูกสร้างทางการทหาร” และการโจมตีได้สังหารนายมูอาเมน อาห์เหม็ด ซึ่งเป็นนักรบฝ่ายปฏิบัติการที่ก่อเหตุโจมตีกองกำลังอิสราเอล โดยไม่ได้กล่าวถึงภรรยาหรือเด็กๆ ที่เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและญาติของอาห์เหม็ดในฉนวนกาซายืนยันว่า อาห์เหม็ดถูกสังหารแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าเขาเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธตามที่อิสราเอลกล่าวหาหรือไม่

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีบ้านพักอย่างน้อย 6 แห่งและคลังอาวุธ ส่งผลให้บ้านเรือนและเต็นท์พักพิงใกล้เคียงเสียหาย ประชาชนหลายครอบครัวต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบภัยอีกครั้ง

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลง ขณะที่ความพยายามเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพถาวรตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีความก้าวหน้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วกว่า 1,300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลเสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 73,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

10 ก.ย. 2569 22:59 น.

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กลุ่มกบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า โมคา บริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้สำเร็จแล้ว ในความพยายามขยายอิทธิพลเพื่อควบคุมทะเลแดงอันเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ เพื่อช่วยอิหร่านรับมือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.ย. 2569 ว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยกระดับการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีด้วยการบุกยึด เมืองท่าโมคา (Mocha), เมืองฮายส์ (Hays) และฐานทัพสำคัญโดยครอบครองพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองโมคาตั้งอยู่ห่างจากช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ราว 80 กิโลเมตร โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของทั้งโลก

ฮูตีพยายามยึดชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมด เพื่อเปิดศึกแนวหน้าแห่งที่สองในความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และกดดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกบฏฮูตี จุดกระแสความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มเติมจากสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดมานานร่วม 6 เดือน ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านพลตรี ทาเร็ก ซาเลห์ ผู้บัญชาการของฝ่ายรัฐบาลเยเมนยอมรับว่า กองกำลังของพวกเขาต้องถอยทัพทางยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมกำลังใหม่ หลังถูกโจมตีหนัก แม้ฝั่งซาอุดีอาระเบียจะใช้การโจมตีทางอากาศเข้าช่วยตอบโต้กว่า 40 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในเยเมนเริ่มตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังซาอุฯ ทิ้งระเบิดรันเวย์เพื่อปิดกั้นเครื่องบินอิหร่าน ทำให้ฮูตีตอบโต้ด้วยการประกาศปิดล้อมทางทะเล และใช้โดรนกับขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นและเมืองชายแดนของซาอุฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยเมนมาตลอด กำลังเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ทั้งความแตกแยกภายใน และการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขณะที่ข้อตกลงป้องกันที่ซาอุดีอาระเบียทำร่วมกับ ปากีสถาน และตุรกี ก็อาจไม่ครอบคลุมการปฏิบัติการในเยเมน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าการสู้รบในเยเมนจะยังคงดุเดือดต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลแดง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องการถือครองพื้นที่เพื่อกุมอำนาจเหนือเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

10 ก.ย. 2569 22:03 น.

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ของประเทศจีน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงดับเพลิงได้สำเร็จ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) สื่อรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสินค้าติดสัญชาติไลบีเรียชื่อว่า “โอเชียน เมโลดี” (Ocean Melody) ที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ทางตะวันออกของประเทศจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

ซีซีทีวีระบุว่า ในตอนเกิดเหตุมีผู้อยู่บนเรือทั้งหมด 42 คน โดยนอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว คนอื่นๆ อีก 17 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้มี 5 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและมีอาการทรงตัว

เรือลำดังกล่าวเดินทางมาถึงเมืองชิงเต่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค. และอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในเวลา 11:15 น. วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สามารถดับไฟได้สำเร็จในอีกราว 3 ชั่วโมงต่อมา

ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า เห็นกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาจากเรือ แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิดแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน”

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจาก เกิดเหตุระเบิดที่อู่ต่อเรือในมณฑลฟูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

ผลชันสูตร "ฮลุน โซโล่" พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

10 ก.ย. 2569 21:43 น.

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

โฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เผยผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเป็นได้หลายสาเหตุ หัวใจขาดเลือด-ไหลตาย ชี้ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก ยอมรับค่อนข้างลำบากในการประสานงาน แต่แจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวทราบแล้ว

จากกรณีที่พี่ชาย “ฮลุน โซโล่” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แจ้งอัปเดตผลชันสูตรการเสียชีวิตของน้องชายจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทยว่า พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของน้อง ยังไม่ได้รับคืน ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย)

ล่าสุดวันที่ 10 ก.ย. 69 ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะโฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า การผ่าชันสูตรและผลตรวจชิ้นเนื้อ อีกทั้งจนถึงปัจจุบันทางการจอร์เจียยังไม่ได้มีการตอบกลับมา ทางเราจึงได้มีการสื่อสารกับ นายสมศักดิ์ บุตรศรี หรือ มอส พี่ชายของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ ฮลุน โซโล่ เพื่อแจ้งความคืบหน้าให้รับทราบในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 

ซึ่งข้อมูลที่ทางเราได้แจ้งกับคุณมอสคือ 1. อธิบายว่าทางเรายังไม่ได้ผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย แต่สิ่งที่เราพบคือลักษณะคล้ายการอักเสบเก่าที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปได้หลายสาเหตุ อาทิ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจเก่า ซึ่งการอักเสบนี้ อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอย่างไรแล้วในเรื่องนี้เราก็ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย หรืออาจจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า การผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน Autoimmune ทั้งหลาย เป็นต้น หรือจากเรื่องไหลตายก็เป็นไปได้ เนื่องด้วยการไหลตายก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นพริ้วผิดจังหวะ และทำให้หัวใจขาดเลือดได้เช่นเดียวกัน

เราจึงอธิบายข้อมูลเหล่านี้ให้กับคุณมอสได้รับทราบถึงความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังคงรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก อาทิ ประเด็นของผลตรวจเรื่องสารพิษ สารเคมี หรือสารยาที่ได้รับก่อนการเสียชีวิต 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเส้นเลือดหัวใจซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เราต้องการรู้ ว่ามันจะนำมาสู่เรื่องของการเต้นผิดจังหวะของหัวใจหรือไม่ หรือนำมาสู่การขาดเลือดของหัวใจหรือไม่ ซึ่งก็ยอมรับว่าค่อนข้างมีความลำบากในเรื่องของการประสานงานเล็กน้อย แต่ให้คำยืนยันได้ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการแจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวได้รับทราบในส่วนของข้อมูล และยังคงรอการตอบกลับด้านข้อมูลผลชันสูตรจากทางการจอร์เจีย.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น "ฮลุน โซโล่" เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

10 ก.ย. 2569 20:44 น.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายเผยผลชันสูตรการเสียชีวิต “ฮลุน โซโล่” จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทย พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของ ยังไม่ได้รับคืน

วันที่ 10 กันยายน 2569 พี่ชายนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” หนุ่มยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งพบว่าเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ได้โพสต์ข้อความอัปเดตความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของน้อง ผ่านทางเฟซบุ๊ก Klose Mos ของ โดยระบุว่า ขออนุญาตแจ้งข้อมูลอัปเดตเบื้องต้นนะครับ 10/09/69

ขณะนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ประสานงานกับทางอัยการ เพื่อขอข้อมูลผลชันสูตรโดยละเอียดจากประเทศจอร์เจีย เพื่อนำมาประกอบกับผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

เบื้องต้น จากผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบลักษณะการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจส่งผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากทางจอร์เจียเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาและสรุปผลให้ชัดเจน

ในส่วนของกระบวนการที่ดำเนินการอยู่ในประเทศจอร์เจีย ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด หรือการสืบสวนและชันสูตรดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว รวมถึงยังไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดว่าจะสามารถสรุปผลหรือได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อใด

ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่วนทางสถานทูตแจ้งว่าอยู่ระหว่างการประสานงานและติดตามสอบถามข้อมูลกับทางการจอร์เจียอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนให้ทางครอบครัวทราบ

สำหรับทรัพย์สินและสิ่งของต่างๆ ของน้อง ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้รับคืน มีเพียงหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เท่านั้นที่ได้รับกลับมาพร้อมกับร่างของน้องในวันที่นำร่างกลับประเทศไทย

ทางครอบครัวเข้าใจว่ากระบวนการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลของทางการจอร์เจียอาจต้องใช้เวลา จึงยังคงรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าจะได้รับความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจากทางจอร์เจีย สถานทูต หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมจะรีบแจ้งให้ทุกคนทราบครับ

ขณะนี้ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับมีเพียงเท่านี้ จึงขอแจ้งตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมา เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลตรงกันครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos 

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

10 ก.ย. 2569 17:07 น.

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือก “เอ็ดเวิร์ด รูกิดิ คิฮานันโกมา” นักข่าวและผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งอาณาจักรโตโร หลังสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดี ที่ 4 ซึ่งเคยขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษา และได้รับการขนานนามว่า “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การสืบราชบัลลังก์ครั้งนี้อาจเผชิญความขัดแย้งจากพระญาติใกล้ชิด

คณะกรรมการคัดเลือกผู้สืบราชบัลลังก์ของอาณาจักรโตโร ในยูกันดา ประกาศว่า “เอ็ดเวิร์ด รูคิดี คิชานาโกมา” ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอาณาจักร หลังจากกระบวนการสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่ง

คิชานาโกมาเป็นลูกพี่ลูกน้องของสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดีที่ 4 พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน และปัจจุบันทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวและบรรณาธิการของสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติยูกันดา

คาดว่าคิชานาโกมาจะเข้าพิธีราชาภิเษกภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสืบราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์โอโย ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะพระชนมายุ 34 พรรษา และมีกำหนดจัดพระราชพิธีพระบรมศพในวันที่ 12 ก.ย. นี้ โดยคาดว่าจะมีประชาชนหลายหมื่นคนเดินทางไปร่วมไว้อาลัยในเมืองห่างไกลใกล้พรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

กษัตริย์โอโยยังมิได้อภิเษกสมรสเมื่อสิ้นพระชนม์ การจากไปของพระองค์สร้างความเศร้าโศกให้กับประชาชนจำนวนมากที่เฝ้าติดตามพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และเห็นพระองค์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้นำที่ได้รับความรักและความเคารพในอาณาจักรโบราณแห่งนี้

อาณาจักรโตโรเป็นหนึ่งใน 5 อาณาจักรดั้งเดิมที่รัฐบาลยูกันดาให้การรับรอง แม้อาณาจักรเหล่านี้จะไม่มีอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ของยูกันดา ระบุว่า กษัตริย์โอโยทรงมีทายาทองค์เล็กที่ประสูตินอกสมรส อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการคัดเลือกกลับพิจารณาผู้สมัครรายอื่นและเลือกคิชานาโกมาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์

การเลือกคิชานาโกมา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกาศข่าวที่มีบุคลิกติดดินและเข้าถึงง่าย อาจเป็นความพยายามที่จะตอบโจทย์ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ราชวงศ์ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มที่ไม่ต้องการให้เด็กอีกคนขึ้นครองราชย์ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงและนำไปสู่การท้าทายทางกฎหมาย หากผู้สนับสนุนกษัตริย์โอโยรู้สึกว่าถูกละเลยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

รูธ โคมุนตาเล พระเชษฐภคินีของกษัตริย์โอโย และพระญาติใกล้ชิดที่สุดพระองค์หนึ่ง ออกมาปฏิเสธการตัดสินใจดังกล่าวทันที โดยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น NBS ว่า ครอบครัวรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจนำไปสู่ความแตกแยกและความวุ่นวาย

โคมุนตาเลยังระบุว่า พินัยกรรมที่กษัตริย์โอโยทรงเขียนไว้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์

กษัตริย์โอโยขึ้นครองราชย์ในปี 2538 ขณะพระชนมายุเพียง 3 พรรษา หลังพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนในฐานะพระราชโอรสวัยเยาว์ที่ทรงฉลองพระองค์สีสันสดใส และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนหลายแสนคนในอาณาจักร

ในพิธีราชาภิเษก พระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชนเผ่าหลายขั้นตอน รวมถึงการเสด็จไปยังสุสานหลวงเพื่อประกอบพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยการโยนเมล็ดกาแฟจำนวน 9 เมล็ดลงในหลุมฝังพระศพของพระราชบิดาได้สำเร็จ

การขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษาทำให้กษัตริย์โอโยได้รับการยกให้เป็น “กษัตริย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก” อย่างไม่เป็นทางการ พระองค์กลายเป็นบุคคลที่สร้างความประทับใจแม้กระทั่งบรรดาผู้นำระดับโลกที่มีโอกาสพบพระองค์ในงานระดับชาติ รวมถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์อยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้สำเร็จราชการที่อาณาจักรแต่งตั้งขึ้น จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา

มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียในขณะนั้น เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์โตโรเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน กัดดาฟีเดินทางเยือนยูกันดาหลายครั้ง และให้การสนับสนุนกษัตริย์โอโยและพระราชชนนีมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2554

อาณาจักรดั้งเดิมของยูกันดาถูกยกเลิกหลังประเทศได้รับเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ โดยประธานาธิบดีซึ่งต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นรัฐสาธารณรัฐและสร้างความเป็นเอกภาพทั่วประเทศ ก่อนที่รัฐบาลจะฟื้นฟูสถานะของอาณาจักรเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2536

แม้กษัตริย์ของอาณาจักรดั้งเดิมจะไม่มีอำนาจทางการเมือง และตามกฎหมายไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้พิทักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของชนเผ่า.

ที่มา Associated Press

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ บนตึกไทยฯ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 12.09 น. วันที่ 11 ก.ย.2569 พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง รับกิจนิมนต์ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อมอบขวัญกำลังใจในการทำงาน ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พร้อมทั้งมอบคติธรรมในการปกครองดูแลพี่น้องประชาชน และได้เจิมกระหม่อม และลงยันต์บนโต๊ะทำงาน พร้อมกับปิดทององค์นรสิงห์จำลองด้วย รวมถึงยังให้พรนายกฯ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย. เพื่อเสริมสิริมงคลด้วย

ทั้งนี้ สำหรับเกจิดัง รูปดังกล่าว เคยลงยันต์ และเป่ากระหม่อมนายกฯ เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดตรัง และได้ให้พรขอให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลของพระอาจารย์ประสูตินั้น มีการสร้างไว้หลายรุ่นด้วยกัน แต่จำนวนการสร้างแต่ละอย่างจะไม่มากนัก แต่หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ เช่น หุ่นพยนต์ รุ่นแรก

วันนอร์ ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ.

11 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันนอร์ แจง ร่อนจดหมายเปิดใจดับไฟใต้ เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ ปี 70 เกิดสันติสุขแน่ เผย คณะทำงานชุด สีหศักดิ์ คืบหน้าไปมาก ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ. ระบุ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคหรือไม่ ต้องจัดประชุมใหญ่ ชี้ ขึ้นอยู่กับสมาชิก

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพสต์จดหมายเปิดใจเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ถึงเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ เพราะประชาชนทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้มา 20 กว่าปีแล้ว งบประมาณเราก็ใช้ไป 5 แสนกว่าล้านบาท มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายพันคน ถ้าเราไม่ทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นหรือยุติได้ ให้เกิดความสันติสุขอย่างถาวร บ้านเมืองเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในพื้นที่ แต่กระทบถึงทั่วประเทศด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นชาวต่างชาติ ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวประเทศไทยต้องชะงัก

สิ่งเหล่านี้แม้มันจะยากลำบาก แต่เราต้องพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันให้เกิดสันติสุขให้ได้ ตนยังมีความเชื่อมั่นในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าหากให้โอกาสทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 70 ตามยุทธศาสตร์น่าจะเกิดความสันติสุขได้ นี่เป็นความหวัง ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า 20 ปี อะไรมันพิสูจน์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรที่จะก่อเกิดสันติสุขได้ เราควรรีบ เพราะเราเสียเวลามาเยอะแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นส่วนตัวไม่ตรงกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตรง ในคณะเจรจาเราเพิ่งจะเริ่มทำงาน ฉะนั้น ความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ต้องปรับให้ไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องให้ตรงกันทีเดียว แต่ต้องปรับให้ไปในทิศทางที่จะเกิดสันติสุขให้ได้ ขณะนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน เพิ่งประชุมไปได้แค่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ทำยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนขึ้นมา มีคณะทำงานแต่ละด้านขึ้นมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปที่กำลังจะนัดหมายนั้นก็น่าจะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น

เมื่อถามว่า ในช่วงท้ายจดหมายเปิดใจมีการกล่าวถึงประชาชาติ แสดงถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคอาจจะถามว่าพรรคประชาชาติจะต้องเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน หากพรรคการเมืองจะเดินได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะนำพรรคคือ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน เพียงแต่ตนสื่อให้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป ย้ำว่าอยู่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ได้แตกกันใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีแตก เราเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่ เป็นพรรคเล็กด้วยซ้ำไป เรามี สส.แค่ 5 คน มีกรรมการบริหารพรรค 10 กว่าคน ทุกคนก็มีหน้าที่ในพรรค ร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่จะเดินหน้าเพื่อประชาชนต่อไป แม้ความเห็นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของ สส.และพรรคการเมือง แต่ทุกคนต้องทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สมัครสมานสามัคคีรัฐบาลก็เดินหน้าไปไม่ค่อยจะราบรื่น การที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน หมายความว่ารัฐบาลมีความแข็งแรงมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นและมีพลัง เราก็ทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเยอะ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี ปรองดอง ร่วมมือ และต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง สร้างปัญหาให้พรรคประชาชาติหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.ทวี แต่หากเป็นความเห็นของพรรคจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค สส.ทุกคนยังคงยึดมั่นแนวทางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ความเห็นของ สส.แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง ตนไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้อยู่ในสภา แต่ได้รับรายงานจาก สส.ของพรรคว่าทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกันและมีมติไปในทิศทางเดียวกันคือ โหวตไปในทิศทางที่เป็นมติวิปรัฐบาล ไม่มีใครแตกแถว

เมื่อถามอีกว่า มีข่าวถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชาติจริงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคต้องมีการประชุมใหญ่ของพรรค ตนคิดว่า พ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และ สส. ยังทำงานได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประชุมที่จะต้องประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นอกจากว่า จะมีสถานการณ์ใดพิเศษก็ยังมีการประชุมวิสามัญตลอดเวลา