ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ "Polarica" และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

9 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ศาลฟินแลนด์พิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหาร “Polarica” บริษัทเก็บเบอร์รีชื่อดังเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง หลังพบความผิดฐานค้ามนุษย์แรงงานไทย 78 กระทง หลอกลวงแรงงานให้เดินทางมาเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ภายใต้สภาพการทำงานที่เข้าข่ายแรงงานบังคับ ขณะที่ผู้ประสานงานชาวไทยถูกตัดสินจำคุกเพิ่มเติมอีก 9 เดือน นับเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในฟินแลนด์

ศาลแขวงแลปแลนด์ในฟินแลนด์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย ให้จำคุกนายยุกกา คริสโต อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเก็บผลไม้ป่า “Polarica” เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์จำนวน 78 กระทง จากกรณีแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยที่เดินทางมาทำงานในฟินแลนด์

ศาลยังมีคำพิพากษาให้นางกัลยากรณ์ หรือ “ทุเรียน” พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทยของบริษัท มีความผิดในข้อหาเดียวกันจำนวน 78 กระทง และสั่งจำคุก 9 เดือน โดยศาลพิจารณาลดโทษเนื่องจากเธอเคยถูกตัดสินจำคุก 3 ปีในคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเก็บผลไม้ป่าอีกแห่งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา

คดีดังกล่าวได้รับการระบุจากสื่อสาธารณะฟินแลนด์ว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีแรงงานไทยหลายสิบคนตกเป็นผู้เสียหาย

จากการไต่สวน ศาลพบว่าจำเลยทั้งสองได้ชักชวนแรงงานไทยให้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าตามธรรมชาติในฟินแลนด์ โดยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับรายได้และสภาพการทำงานที่แท้จริง เมื่อแรงงานเดินทางถึงฟินแลนด์ในปี 2022 พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนกลายเป็นหนี้สินตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน

แม้แรงงานจะต้องทำงานเป็นเวลานานทุกวันโดยแทบไม่มีวันหยุด แต่กลับมีรายได้เหลือน้อยมากหลังหักค่าใช้จ่าย ศาลระบุว่าแรงงานจำนวนมากแทบไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงงานที่ลงไป

นอกจากนี้ ศาลยังพบว่าสภาพที่พักบางแห่งมีคุณภาพต่ำและแออัดเกินไป แต่กลับเรียกเก็บค่าที่พักในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมาตรฐานความเป็นอยู่

ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและสื่อสารได้เฉพาะภาษาไทย ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ อีกทั้งยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานต่อไปเพื่อชำระหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเก็บผลไม้ป่าของแรงงานเหล่านี้ได้กลายเป็น “แรงงานบังคับ” ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายฟินแลนด์

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามจุกกา คริสโต ประกอบธุรกิจเป็นเวลา 5 ปี พร้อมเพิกถอนยศทางทหารของเขา ขณะที่จำเลยทั้งสองและบริษัท Polarica ต้องร่วมกันจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายรวมประมาณ 500,000 ยูโร หรือราว 21 ล้านบาท สำหรับความเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกประมาณ 400,000 ยูโร ศาลยังสั่งปรับบริษัท Polarica เพิ่มอีก 150,000 ยูโร หรือประมาณ 6.3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยทั้งคู่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่ฝ่ายอัยการเตรียมยื่นอุทธรณ์เช่นกัน เพื่อขอให้ศาลเพิ่มโทษจำคุกเป็น 5 ปีตามที่เคยร้องขอไว้

คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของทางการฟินแลนด์ต่ออุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่า ซึ่งพึ่งพาแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากฟินแลนด์มีป่าอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยผลไม้ป่าหลากหลายชนิด เช่น ลิงกอนเบอร์รี บลูเบอร์รี และคลาวด์เบอร์รี

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้าของฟินแลนด์ยังเปิดเผยผลการสอบสวนที่พบว่าบริษัทเก็บผลไม้ป่าหลายแห่ง รวมถึง Polarica มีพฤติกรรมร่วมกันกำหนดราคาซื้อผลผลิตจากแรงงานในลักษณะคล้ายการฮั้วหรือการจัดตั้ง “คาร์เทล” ระหว่างปี 2013-2023 เพื่อกดราคาค่าตอบแทนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

คดีดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่าของฟินแลนด์ และอาจนำไปสู่การปฏิรูปมาตรการคุ้มครองแรงงานต่างชาติในอนาคต.

ที่มา  YLE / AFP

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

"Prada" จับมือ "Axiom Space" เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

9 มิ.ย. 2569 12:41 น.

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

“พราดา” (Prada) แบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี เปิดตัวชุดชั้นในหรือชุดซับในไฮเพอร์ฟอร์มานซ์สำหรับนักบินอวกาศ ภายใต้ชื่อ “Liquid Cooling and Ventilation Garment” (LCVG) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อสวมใส่ร่วมกับชุดอวกาศหลักรุ่น AxEMU ของบริษัท Axiom Space สำหรับภารกิจส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ขององค์การนาซา ในรอบกว่า 50 ปี

การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้านพราดา ในย่านแมนแฮตตัน โดยชุด LCVG นี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการถักทอขั้นสูงของ Prada มาผสานรวมกับนวัตกรรมการจำลองแบบ 3 มิติ โครงสร้างของชุดมีลักษณะรัดรูปและติดตั้งเครือข่ายท่อระบายความร้อนที่ถักทอเข้ากับเนื้อผ้าโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่านักบินอวกาศจะรู้สึกสบายตัวและสามารถปฏิบัติภารกิจภายนอกยาน  ได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง

เนื่องจากร่างกายของนักบินอวกาศจะสร้างความร้อนในระดับสูงระหว่างปฏิบัติภารกิจ ชุด LCVG จึงทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำเย็นผ่านเครือข่ายท่อที่พาดผ่านกลุ่มกล้ามเนื้อหลักของร่างกายเพื่อดูดซับความร้อนออกไปสู่ระบบยังชีพพกพา แต่สิ่งที่พิเศษและเหนือกว่าชุดหล่อเย็นในอดีตคือ พราดา และ Axiom Space ได้ออกแบบระบบวงจรหล่อเย็นสำรองแบบคู่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากระบบหลักเกิดขัดข้อง ระบบสำรองจะทำงานแทนทันที

นอกจากระบบหมุนเวียนความเย็นแล้ว ชุดนี้ยังมีระบบท่อระบายอากาศแยกต่างหาก ทำหน้าที่ส่งออกซิเจนบริสุทธิ์ผ่านบริเวณใบหน้าของนักบินอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อพัดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกมากลับเข้าสู่ระบบกรองอากาศ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการหายใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของขั้วใต้ดวงจันทร์

ดร.โจนาธาน เซอร์เทน ซีอีโอของ Axiom Space กล่าวว่า “อนาคตของการสำรวจอวกาศจะไม่ถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ความร่วมมือกับ Prada คือข้อพิสูจน์ การรวมสิ่งที่ดีที่สุดของวิศวกรรมการบินและอวกาศเข้ากับงานฝีมือที่หรูหราและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูง ทำให้เราได้ชุดที่ไม่มีบริษัทใดสร้างขึ้นมาได้เองโดยอิสระ”

ขณะที่ ลอเรนโซ แบร์เตลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของพราดา กรุ๊ป เผยว่า “นี่คือความสำเร็จอีกขั้นที่เกิดจากการผสมผสานความเชี่ยวชาญอันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่มนุษยชาติจะเดินทางกลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ เราตั้งใจจะผลักดันขีดจำกัดและออกสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ร่วมกับ Axiom Space ต่อไป”

โทไม เซอร์ดารี นักกลยุทธ์แบรนด์หรูและศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของพราดาในครั้งนี้ก้าวข้ามคำว่า “แรงบันดาลใจ” ไปสู่ “พันธมิตรทางธุรกิจที่แท้จริง” โดยมีแรงจูงใจสำคัญ 2 ประการ คือ การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับมหาเศรษฐีที่มีกำลังซื้อและสนใจการท่องเที่ยวอวกาศของบริษัทอย่างสเปซเอ็กซ์ หรือบลู ออริจิน และการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูนำสมัยและมีความคิดก้าวหน้า

นอกจากนี้ การขยายตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลกกำลังเผชิญสภาวะชะลอตัวและเพิ่งเริ่มจะทรงตัว แต่กลับต้องมาได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก แบรนด์หรูจึงจำเป็นต้องหาพื้นที่สื่อและสร้างความโดดเด่นเพื่อดึงดูดสายตาจากคนทั้งโลก

แม้ว่าแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอย่าง Under Armour หรือ Columbia Sportswear จะเคยชิมลางพัฒนาเทคโนโลยีผ้าสำหรับอวกาศมาบ้างแล้ว แต่สำหรับในตลาดไฮเอนด์พราดา ถือเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ซึ่งเซอร์ดารีทิ้งท้ายว่า แบรนด์ระดับท็อปอย่าง Louis Vuitton, Hermès หรือ Chanel ต่างก็สนใจอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน แต่พวกเขาจะไม่มีวันเลียนแบบกันเอง และน่าจะใช้วิธีอื่นในการรุกคืบสู่ห้วงอวกาศในอนาคต.

ที่มา Axiom Space / Reuters

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

9 มิ.ย. 2569 11:43 น.

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

กู้ภัยฟิลิปปินส์เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามซากอาคารที่พังถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ล่าสุดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 37 ศพ ประชาชนมากกว่า 20,000 คนกลายเป็นคนไร้บ้าน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 37 ศพแล้ว ขณะที่สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ระบุว่า ขณะนี้มีรายงานผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ 4 ราย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรวจสอบอาคารที่พังเสียหายหลายแห่งอย่างละเอียด เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซาก 

แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บเกือบ 500 คน ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากรีบหนีออกจากบ้าน เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดสึนามิ หลังมีการตรวจพบคลื่นสูงถึง 1.4 เมตรในบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองเจเนอรัล ซานโตส เมืองชายฝั่งสำคัญของประเทศ มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย จากอาคารถล่มและเศษซากที่ตกลงมา

ส่วนในจังหวัดซารังกานี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากดินถล่มที่ฝังบ้านเรือนในพื้นที่ภูเขา

การประเมินความเสียหายเบื้องต้นพบว่า บ้านเรือนราว 2,000 หลัง และอาคารของรัฐ 117 แห่งได้รับผลกระทบ ขณะที่สนามบินนานาชาติเจเนอรัล ซานโตส ต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้เที่ยวบินภายในประเทศถูกยกเลิก 63 เที่ยวบิน

นอกจากนี้ โรงเรียนรัฐบาลประมาณ 6,000 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ยังต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดเรียนอีกครั้ง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกับวันแรกของการเปิดภาคเรียน โดยนักเรียนบางส่วนได้รับบาดเจ็บระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง

เจ้าหน้าที่เตือนว่า อาคารที่แตกร้าวอาจพังถล่มลงมาได้จากแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว จึงยังไม่สามารถอนุญาตให้โรงเรียนกลับมาเปิดได้ทันที

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งครั้งนั้นเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 8.1 แมกนิจูด และทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 8,000 คน จากแรงสั่นสะเทือนและคลื่นสึนามิสูงหลายเมตร

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกู้ภัยและบรรเทาภัยพิบัติลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แจกจ่ายอาหาร และประเมินความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน โดยขณะนี้มีประชาชนราว 20,000 คนกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกสูง ทำให้ประเทศต้องเผชิญทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และพายุหลายสิบลูกในแต่ละปี.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

9 มิ.ย. 2569 11:39 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีน รวมถึง BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ ลงในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยระบุว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติและบ่อนทำลายสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศจีนครั้งสำคัญ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้เปิดเผยรายชื่ออัปเดตอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงการณ์ของรัฐบาล เพิ่มเติมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้าของจีนหลายแห่ง เข้าสู่บัญชีรายชื่อ “บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน” หรือบัญชี Section 1260H ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

บริษัทระดับโลกของจีนที่ถูกเพิ่มเข้ามาในบัญชีดำรอบนี้ ประกอบด้วย อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ, ไป่ตู้ ผู้นำด้านเสิร์ชเอนจินและปัญญาประดิษฐ์ (AI), BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Nio และบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ Comac

นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำชั้นนำของจีนอย่าง CXMT และ YMTC รวมถึงบริษัทไบโอเทค WuXi AppTec และบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ระดับแนวหน้าอย่าง Unitree และ RoboSense ก็ถูกขึ้นบัญชีดำในรอบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีของ Unitree นั้น เพิ่งมีข่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia มีแผนจะร่วมมือพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการวิจัยด้วย

แม้ว่าการถูกระบุชื่อในบัญชี Section 1260H นี้ จะยังไม่ได้หมายถึงการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในทันที แต่กฎหมายฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำสัญญาจ้างโดยตรงกับบริษัทที่มีรายชื่อเหล่านี้ และจะถูกห้ามซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบุคคลที่สาม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังซัพพลายเออร์ของเพนตากอน รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจของอเมริกันทั้งหมด ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับบริษัทจีนเหล่านี้ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้เข้าข่าย “การผสานรวมพลเรือน-ทหาร” ที่เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์อาจถูกนำไปใช้เพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับจีน

จอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมการพิเศษด้านจีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า “รายชื่อที่อัปเดตนี้ถือเป็นคำเตือนไปยังภาคธุรกิจอเมริกัน รัฐบาลทุกระดับ และประชาชน ว่าบริษัทจีนเหล่านี้กำลังทำงานร่วมกับกองทัพจีนเพื่อต่อต้านผลประโยชน์ระดับชาติของเรา”

หลังจากการประกาศของเพนตากอน บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนต่างออกมาตอบโต้และปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยโฆษกของอาลีบาบา แถลงว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง อาลีบาบาไม่ใช่บริษัททหารของจีน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผสานพลเรือน-ทหารใดๆ ทั้งสิ้น เราจะดำเนินการทางกฎหมายทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบริษัทจากการบิดเบือนความจริงครั้งนี้”

ด้านไป่ตู้ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่าข้อกล่าวหานี้ “ไร้ซึ่งเหตุผลที่น่าเชื่อถือ” และพร้อมจะใช้ทุกช่องทางเพื่อนำชื่อบริษัทออกจากบัญชี เช่นเดียวกับ WuXi AppTec ที่ระบุว่าการถูกระบุชื่อเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาด” และจะยื่นคัดค้านทันที

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความคัดค้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “รัฐบาลจีนต่อต้านการจัดทำบัญชีที่เลือกปฏิบัติเพื่อโจมตีบริษัทจีนอย่างไม่เป็นธรรม สหรัฐฯ ควรหยุดพฤติกรรมที่ผิดพลาดนี้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม เสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติให้แก่ภาคธุรกิจของจีน”

เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันวิจัย Foundation for Defense of Democracies ในวอชิงตัน ระบุว่า การประกาศรายชื่อครั้งนี้เสมือนเป็นการดึงสติให้กลับสู่โลกความเป็นจริง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งและพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อรักษาความสงบศึกในสงครามการค้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้

“ขณะนี้สหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าบริษัทเหล่านี้เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่แยกตัวเป็นอิสระอีกต่อไป แต่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีทั้งหมดของจีน คือพื้นที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมกันไม่ได้”.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

9 มิ.ย. 2569 11:03 น.

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่เข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่กลับถูกแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากส่งเสียงโห่ใส่ในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะเดียวกันมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดส่งผลให้การเดินทางและการเข้าชมเกมของแฟนกีฬาในนิวยอร์กได้รับผลกระทบอย่างมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผชิญเสียงโห่จากแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากภายในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. ระหว่างเข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลบิศ เกมที่ 3 ระหว่างทีมนิวยอร์ก นิกส์ และซานอันโตนิโอ สเปอร์ส โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ เข้าชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของลีกบาสเกตบอลเอ็นบีเอ

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพิธีบรรเลงเพลงชาติสหรัฐฯ เมื่อภาพของทรัมป์ปรากฏบนจอยักษ์ภายในสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ “ยูเอสเอ” ที่ดังก่อนหน้านั้น แต่ไม่นานเสียงเชียร์กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงโห่จากแฟนกีฬาจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนยังส่งเสียงสนับสนุนผู้นำสหรัฐฯ ด้วย

ทรัมป์เข้าชมเกมในห้องรับรองพิเศษของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมนิวยอร์ก นิกส์ พร้อมด้วยคณะบุคคลใกล้ชิด สมาชิกคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายราย โดยระหว่างการแข่งขันยังได้พูดคุยกับอดัม ซิลเวอร์ กรรมาธิการ NBA และนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคน

การเดินทางของทรัมป์ส่งผลให้ทางการนิวยอร์กและหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ  รวมถึงสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามแมดิสัน สแควร์ การ์เดน มีการตั้งรั้วเหล็กสีดำเป็นแนวป้องกันยาวปิดกั้นพื้นที่ ส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟใต้ดิน นักท่องเที่ยว และแฟนบาสเกตบอลต้องเผชิญกับความสับสน เนื่องจากต้องผ่านจุดตรวจค้นที่เข้มงวดคล้ายกับที่สนามบิน และต้องต่อคิวยาวนานกว่า 4 ชั่วโมงก่อนเกมจะเริ่ม

นอกจากนี้ กิจกรรมชมการแข่งขันร่วมกัน หรือ Watch Party ที่ปกติจัดขึ้นบริเวณด้านนอกสนามในช่วงเพลย์ออฟยังถูกยกเลิก โดยต้องย้ายกลุ่มแฟนบอลไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะไบรอันต์ พาร์ก ที่อยู่ห่างออกไปแทน ทำให้แฟนกีฬาหลายคนแสดงความไม่พอใจ โดยบางรายระบุว่าการมาเยือนของทรัมป์ทำให้บรรยากาศการแข่งขันซึ่งรอคอยมานานถูกบดบังด้วยประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แฟนบางส่วนมองว่าทรัมป์มีสิทธิ์เข้าร่วมชมการแข่งขันในฐานะแฟนของทีมนิกส์เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ และไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามากระทบกับบรรยากาศของเกมสำคัญครั้งนี้

การแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นเกมเหย้ารอบชิงชนะเลิศนัดแรกของนิวยอร์ก นิกส์ ในรอบ 27 ปี ประกอบกับสถานการณ์ที่นิกส์นำอยู่ 2-0 เกม ทำให้ราคาตั๋วเข้าชมพุ่งสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 180,000 บาทสำหรับที่นั่งราคาต่ำสุด ขณะที่ที่นั่งระดับพรีเมียมมีราคาสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์

ภายในสนามยังมีบุคคลมีชื่อเสียงเข้าร่วมชมการแข่งขันจำนวนมาก เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สไปก์ ลี อดีตนักเบสบอลระดับตำนาน เดเร็ก จีเตอร์ และอดีตควอเตอร์แบ็กชื่อดังของนิวยอร์ก ไจแอนต์ส อีไล แมนนิง ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ได้รับการจับตามองทั้งในแง่กีฬาและการเมืองไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ทรัมป์ซึ่งเป็นชาวเขตควีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งเขตสำคัญของนิวยอร์กโดยกำเนิด มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดกับฐานเสียงในนครนิวยอร์กซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นิยมพรรคเดโมแครต อีกทั้งในอดีต ทรัมป์ยังเคยวิพากษ์วิจารณ์ลีก NBA อย่างรุนแรงว่าเป็น “องค์กรทางการเมือง” จากกรณีที่นักกีฬาจำนวนมากออกมาประท้วงเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติในขบวนการ Black Lives Matter เมื่อปี 2020 ด้านสัญญาระหว่างประเทศและการรักษาความปลอดภัยของทรัมป์ถูกจับตามองอย่างหนัก หลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารและภัยคุกคามอาวุธต่อตัวเขาถึง 3 ครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้งานกีฬาระดับชาติที่เขาเข้าร่วมต้องตกอยู่ในสภาวะล็อกดาวน์พื้นที่เช่นนี้ทุกครั้ง.

ที่มา Associated Press / Reuters

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

9 มิ.ย. 2569 09:51 น.

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

นิวซีแลนด์สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคนออกจากบ้านเรือนริมชายฝั่งในกรุงเวลลิงตัน หลังเผชิญคลื่นขนาดใหญ่สูงถึง 11 เมตร ซัดเข้าชายฝั่ง ท่ามกลางกระแสลมแรงจัด กระทบการเดินทางและต้องยกเลิกเที่ยวบิน

คลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าสู่บริเวณอ่าวเวลลิงตัน เมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น โดยหน่วยงานพยากรณ์อากาศนิวซีแลนด์ระบุว่า ความสูงของคลื่นวัดได้ถึง 11 เมตร

แอนดรูว์ ลิตเทิล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน ประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนที่คลื่นขนาดใหญ่จะเข้าถึงชายฝั่ง พร้อมสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ ได้แก่ โอวิโร เบย์, ไอส์แลนด์ เบย์ , ฮอตัน เบย์ และเบรกเกอร์ เบย์ พร้อมเตือนว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินอาจไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งและอยู่ในพื้นที่อันตราย

คำสั่งอพยพมีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคาร โดยตำรวจถูกส่งเข้าไปควบคุมพื้นที่ พร้อมตั้งจุดกั้นถนนโดยรอบ เพื่อป้องกันประชาชนเดินทางเข้าใกล้ชายฝั่ง

สภาท้องถิ่นระบุว่า เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปี 2021 สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนหลายหลังในพื้นที่เบรกเกอร์ เบย์ โดยครั้งนั้นคลื่นสูงประมาณ 6.5 เมตร

นอกจากคลื่นสูงแล้ว กรุงเวลลิงตันยังเผชิญลมกระโชกแรง โดยบริเวณไอส์แลนด์ เบย์ มีรายงานว่าลมแรงจนทำให้ผู้หญิง 2 คนถูกพัดล้ม ขณะคลื่นซัดน้ำขึ้นมาบนถนน

สนามบินเวลลิงตันได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังต้องยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน จากกระแสลมที่มีความเร็วสูงสุดถึง 128 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะเดียวกัน เครื่องบินขนาดเล็กของสายการบินท้องถิ่นโกลเดน เบย์ แอร์ ถูกแรงลมพัดล้มเอียงตะแคงขณะจอดอยู่ในสนามบิน แม้ไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เข้ามาช่วยยึดเครื่องบินให้อยู่กับพื้น

โดยล่าสุดทางการยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและคลื่นสูงยังคงเป็นอันตรายต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

9 มิ.ย. 2569 07:53 น.

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

สี จิ้นผิง และคิม จองอึน ให้คำมั่นจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกัน ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของผู้นำจีน พร้อมขยายความร่วมมือกับในหลากหลายด้าน

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีน และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกัน ในการประชุมสุดยอดที่หลายฝ่ายจับตามองเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

โดยสำนักข่าวโทรทัศน์กลางจีน (CCTV) รายงานว่า ในระหว่างการประชุม สี จิ้นผิง แสดงจุดยืนว่าจีนพร้อมขยายความร่วมมือกับเกาหลีเหนือในหลากหลายด้าน ทั้งการค้า การเกษตร การก่อสร้าง และเทคโนโลยี

ตามรายงานระบุว่า สี จิ้นผิง กล่าวว่า ทั้งสองประเทศควรเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และร่วมกันปกป้องอธิปไตย รวมถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของแต่ละฝ่ายอย่างหนักแน่น

ด้านคิม จองอึน กล่าวว่า การเยือนของสี จิ้นผิงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีนเป็นสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้

สื่อจีนยังอ้างคำกล่าวของคิมว่า การสานต่อมิตรภาพยุคใหม่ระหว่างสองประเทศคือทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของการหารือครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศคาดการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังพยายามฟื้นฟูพันธมิตรดั้งเดิมให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ต่างฝ่ายต่างเผชิญอยู่

โดยครั้งล่าสุดที่สี จิ้นผิง และคิม จองอึน พบกัน เกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากทั้งสองเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามทางทหารร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และผู้นำต่างประเทศอีกหลายราย.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท

9 มิ.ย. 2569 07:35 น.

ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ มีดังนี้

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.69 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 57.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.23 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล บี 20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.19 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.84 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

9 มิ.ย. 2569 06:29 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้ขอวีซ่าแรงงานทักษะสูง “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยชี้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการทำเช่นนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภท H-1B รายใหม่ สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง โดยศาลสรุปว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมายและไม่เคยได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ลีโอ โซโรคิน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองบอสตัน มีคำตัดสินดังกล่าวในคดีความที่ยื่นฟ้องโดยอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครตจำนวน 20 รัฐ ซึ่งร่วมกันคัดค้านค่าธรรมเนียมที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการขอวีซ่า H-1B พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ฝ่ายสนับสนุนนโยบายนี้แย้งว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นบทลงโทษทางการเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการได้ภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้นำประเทศสามารถจำกัดการเดินทางเข้าเมืองของชาวต่างชาติบางกลุ่มได้ หากเห็นว่าการเข้าเมืองนั้นๆ “เป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของผู้พิพากษาโซโรคินสรุปว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็น “ภาษี” ซึ่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันไม่มีอำนาจใดๆ จากสภาคองเกรสในการประกาศใช้ และกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงสำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS) ก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้

“ในกรณีนี้ สาระสำคัญและการบังคับใช้เงินจ่ายจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันคือภาษี ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม” ผู้พิพากษาโซโรคิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ระบุในคำตัดสิน

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังได้อ้างอิงถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้เพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างของทรัมป์ที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยโซโรคินระบุว่า ภายใต้ตรรกะแห่งคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนั้น ทรัมป์ย่อมไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในการเรียกเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน

ด้านเทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์มีความมั่นใจว่า คำสั่งของผู้พิพากษาโซโรคินจะถูกพลิกคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์

ทั้งนี้ โครงการวีซ่า H-1B มีโควตาจัดสรรวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงจำนวน 65,000 ใบต่อปี และอีก 20,000 ใบสำหรับแรงงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาขั้นสูง โดยจะได้รับการอนุมัติให้อยู่ทำงานได้เป็นเวลา 3 ถึง 6 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานที่ได้รับวีซ่า H-1B นี้เป็นอย่างมาก

เดิมที นายจ้างที่ต้องการขอวีซ่าให้แก่แรงงานต่างชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ จนกระทั่งนายทรัมป์มีคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน

การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการยื่นขอวีซ่า H-1B ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารยื่นฟ้องต่อศาล โดยรัฐบาลระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อเดือนมีนาคมว่า นับจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำนักงานบริการสัญชาติฯ (USCIS) ได้รับเงินค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐนี้เพียง 85 รายการเท่านั้น

นอกจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครวีซ่า H-1B และได้เสนอขั้นตอนการคัดเลือกวีซ่าแบบใหม่ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานที่มีทักษะสูงกว่าและได้รับค่าจ้างที่แพงกว่าก่อน จุดชนวนให้เกิดการฟ้องร้องทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการบังคับใช้อย่างน้อย 3 คดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

9 มิ.ย. 2569 05:27 น.

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลว่า จะทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวหากยังคงโจมตีอิหร่านต่อไป ก่อนที่อิสราเอลกับอิหร่านจะหยุดการโจมตีเข้าใส่กันในวันจันทร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า เขาได้เตือนนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ว่าจะทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวในความขัดแย้งครั้งนี้ หากยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

“ผมบอกไปว่า ‘บีบี คุณควรระวังตัวไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นไม่นานคุณจะต้องสู้เพียงลำพัง’ ” ทรัมป์กล่าวกับ บารัค ราวิด ผู้สื่อข่าวของ Axios และผู้ประกาศข่าวของ CNN

ทรัมป์กล่าวอีกว่า อิสราเอลแจ้งให้สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าแบบ “กระชั้นชิดมาก” เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งตอนนี้ได้ยุติลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันเนทันยาฮูก็ส่งสัญญาณว่าการโจมตีอาจกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ในขณะที่ทรัมป์ยังคงพยายามบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน เขาเปิดเผยว่ามี 5 ประเทศในภูมิภาคได้เรียกร้องให้เขาเข้ามาแทรกแซงและพูดคุยกับเนทันยาฮู หลังจากเกิดการโจมตีครั้งล่าสุด

“ประเทศเหล่านี้มีความกังวลเป็นอย่างมาก พวกเขาชอบข้อตกลงที่เรากำลังเจรจากันอยู่” ทรัมป์กล่าว โดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นประเทศใดบ้างที่ติดต่อเข้ามา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านได้ติดต่อหาเขาเช่นกัน โดยแจ้งว่าพวกเขาจะหยุดยิงหากอิสราเอลยอมถอย “พวกเขาโทรหาเราและบอกว่าจะไม่มีการโจมตีใดๆ อีก พร้อมกับขอให้เราบอกอิสราเอลว่าอย่าทำการโจมตีใดๆ เพิ่มเติมเช่นกัน” ทรัมป์กล่าวกับ Axios

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn