เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก 'ปุชกิน' เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

บรรยากาศงานวันภาษารัสเซียในประเทศไทย

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันภาษารัสเซีย” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย และผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำ ESCAP พร้อมด้วย นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา (Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหาร ESCAP ร่วมเป็นประธานในพิธี

ผู้แทนจากรัสเซียและ ESCAP ร่วมงานวันภาษารัสเซีย

นายเยฟกินี โทมิคิน กล่าวถึงที่มาของการจัดงานว่า วันภาษารัสเซียจะตรงกับวันที่ 6 มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ อเล็กซานเดอร์ ปุชกิน (Alexander Pushkin) กวีเอกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสมือนบิดาแห่งภาษารัสเซียในวรรณกรรมสมัยใหม่

“ผลงานของปุชกินไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของรัสเซีย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโลก และที่สำคัญ ภาษารัสเซียยังคงทำหน้าที่เป็นภาษาหลัก 1 ใน 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ ที่ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและเชื่อมโยงผู้คนนับล้านเข้าด้วยกัน” ทูตรัสเซียกล่าว

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นายเยฟกินี โทมิคิน ยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางด้านมนุษยธรรมระหว่างไทยและรัสเซียที่แน่นแฟ้น โดยในปีหน้าทั้งสองประเทศจะก้าวเข้าสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี

เอกอัครราชทูตกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวรัสเซียเองก็มีความชื่นชอบในวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยเช่นกัน การแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษโดยกลุ่มล่ามและนักแปลจาก ESCAP ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านการแปลภาษารัสเซีย รวมถึงบทบาทสำคัญของนักแปลที่เป็นฟันเฟืองในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน คือการอ่านบทกวีของอเล็กซานเดอร์ ปุชกิน โดยนักศึกษาไทยที่ร่วมถ่ายทอดผลงานชื่อดัง อาทิ “ฉันเคยรักเธอ…” (I loved you), “อนุสาวรีย์” (Exegi Monumentum), “เช้าวันฤดูหนาว” (Winter Morning), “ฉันยังจำช่วงเวลาอันงดงามนั้นได้” (I Remember a Wondrous Moment) และ “ศาสดา” (The Prophet)

ปิดท้ายด้วยนิทรรศการชีวประวัติของปุชกิ้น ในเมืองมอสโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน Rossotrudnichestvo โดยมีการนำผลงานจากพิพิธภัณฑ์อเล็กซานเดอร์ ปุชกิ้น มาจัดแสดงเพื่อให้สาธารณชนชาวไทยได้สัมผัสถึงรากเหง้าแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการชีวประวัติปุชกินจากพิพิธภัณฑ์มอสโก
งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP
ภาพถ่ายรวม งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว “กล่องความรู้ ปูทางฝัน” สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

​สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เดินหน้าภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเยาวชน จัดแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2569″ ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” จัดสร้างและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ทันสมัย ให้กับโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศ จำนวน 73 แห่ง ณ อาคารออกรางวัล ชั้น 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

​พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในการส่งมอบพลังงานสะอาดผ่านระบบโซลาร์เซลล์ในปี 2567 และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและเสริมทักษะในการอยู่ร่วมกันให้กับเยาวชน ผ่านเครื่องเล่นสนามในปี 2568 และในปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญ สู่การ “ส่งมอบปัญญา” ด้วยการนำนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมมาพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ที่ครบครันด้วย สื่อความรู้ที่ทรงคุณค่า เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน

​“สำนักงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และภูมิปัญญา ซึ่งมุ่งหวังว่ากล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนในปีนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญ ให้กับเยาวชนไทย”

​สำหรับ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุนในดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมเครื่องปรับอากาศ และจัดหาหนังสือที่เหมาะสำหรับห้องสมุดโรงเรียน มีเนื้อหาเหมาะกับเด็กและเยาวชน อาทิ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และหนังสือน่าอ่านนอกเวลา ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งสมาร์ททีวี และชุดจอ Kiosk เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน พร้อมจัดอบรมการใช้งานสื่อดิจิทัลให้กับคุณครูบรรณารักษ์หรือผู้ดูแล เพื่อให้คุณครูสามารถดึงศักยภาพของอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

​นายสุริยา เด็นลีเมาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเพรางาย (สลากกินแบ่งสงเคราะห์ที่ 364 หอม-บุญนาค อนุเคราะห์) กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าห้องสมุดที่ได้มาตรฐานจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เด็กๆ หันมาเข้าห้องสมุดมากขึ้น อีกทั้งการบูรณาการเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอนและการสืบค้นข้อมูล เพื่อเปิดโลกกว้างและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับนักเรียน

​นางวชิราวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบนิทานเด็กชื่อดัง จากสตูดิโอ Littleblackoz Studio ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหนังสือและภาพประกอบว่า ภาพวาดที่ดีคือสะพานเชื่อมที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและดึงดูดใจเด็ก ๆ การที่โครงการบรรจุ “หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับการ์ตูน” ไว้ในห้องสมุด จะช่วยลดความซับซ้อนของวิชาวิทยาศาสตร์ และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ


 
​สำหรับโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 จะทยอยติดตั้งและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้) พร้อมจัดกิจกรรม “GLO ส่งมอบปัญญา ปูทางฝันให้น้อง” ซึ่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ จะลงพื้นที่ร่วมทำกิจกรรมจัดหนังสือเข้าชั้น และนั่งเล่านิทานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการปูทางฝันและสร้างพลเมืองคุณภาพของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLOสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.18 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จับตาสถานการณ์น้ำ ปี 69 ใช้บทเรียน 3 ปี ย้อนหลังทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “ภัทรวรรณ” กำชับโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ เฝ้าระวังติดตาม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอุทภภัยเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ว่า ทุกภูมิภาคของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ น้ำท่วมฉับพลัน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.มีความเป็นห่วงนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 นี้ โดยตนได้มอบนโยบายให้ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศสป.สพฐ.)ประเมินแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัย ปี 2569 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย สพฐ. ปี 2569 พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน  เตรียมความพร้อม การสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนกลาง โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังเหตุอุทกภัย ,ประชุมหารือ กับ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานปกครอง และสาธารณสุขพื้นที่,จัดกำชับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอุทกภัย สพฐ. และจัดประชุมชี้แจงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2569

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2568 โดย มี นักเรียน ได้รับผลกระทบ 167,106 คน ครูและบุคลากร ได้รับผลกระทบ 13,245 คน และสถานศึกษา ได้รับผลกระทบ 1,900 แห่ง ซึ่ง สพฐ.ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น เป็นจำนวนเงิน 11,854,620 บาท โดยตนได้มอบหมายให้ ศสป.สพฐ.ติดตามงบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567-2568 ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ทั้งนี้ มีข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566 พบว่า สถานศึกษาหลายแห่งประสบเหตุอุทกภัยซ้ำซ้อน โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งต่อความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และช่วยฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วต่อไป  

“ สพฐ.ได้ประกาศมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทภภัย ดังนี้ มาตรการระยะสั้น 1.ให้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างเคร่งครัด 2.ติดตามคำพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ 3.ให้ผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงการเดินทาง และสั่งปิดสถานศึกษาชั่วคราวได้ทันที เพื่อความปลอดภัยแล้วรายงานตามลำดับชั้น พร้อมปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามความเหมาะสม (Online, On-Hand, On-Demand, On-Site ในพื้นที่ปลอดภัย หรือระบบเพื่อนช่วยเพื่อน) ทั้งนี้ ให้ครูสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลจิตใจ ตลอดจนผ่อนปรนการส่งงาน การบ้าน หรือการสอบในช่วงวิกฤต 4. จัดเตรียมพื้นที่ภายในโรงเรียนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวกรณีจำเป็นต้องอพยพผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5.ซ่อมแซมอาคาร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า-ประปา และกั้นพื้นน้ำให้อยู่ในสภาพแข็งแรง พร้อมจัดเก็บครุภัณฑ์ และเอกสารสำคัญไว้ในที่สูงพ้นน้ำ 6.ประสานงานใกล้ชิดกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต/จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือหรือส่งต่อผู้ประสบภัยทันท่วงที และ 7.สำรวจผู้ได้รับผลกระทบและรายงานข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่ม ศสป.สพฐ.ทันที พร้อมทั้งเร่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา

ส่วนมาตรการระยะยาว 1.ปฏิบัติตามมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติของ ศธ. 2.จัดทำแผนสอบชดเชยในรูปแบบที่เหมาะสมหลังสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อเติมเต็มเนื้อหาหลักสูตรที่ขาดหายไป และเร่งรัดหาหนังสือเรียน และอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย เพื่อให้นักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนปกติโดยเร็ว 3.สำรวจความเสียหายของอาคาร ครุภัณฑ์ และบ้านพัก เพื่อรายงานขอรับงบประมาณซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบ พร้อมทั้งประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของอาชีวศึกษา ร่วมเร่งซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและสิ่งก่อสร้างทันที 4.ปรับปรุงระบบระบายน้ำและทางน้ำไหล โดยประสานความร่วมมือเชิงพื้นที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 5. ให้ สพท.กำกับดูแล ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของสถานศึกษามายัง สพฐ.อย่างต่อเนื่อง” นางภัทรวรรณ กล่าว.

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

4 มิ.ย. 2569 16:59 น.

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

สหรัฐฯ และจีน ปะทะคารมเนื่องในวันครบรอบ 37 ปี เหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ลั่น “การเซ็นเซอร์ไม่สามารถลบความทรงจำได้” ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและแทรกแซงกิจการภายใน ด้านผู้นำไต้หวันเรียกร้องจีนเผชิญหน้าความจริงทางประวัติศาสตร์

ความตึงเครียดปะทุขึ้นเมื่อนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบเหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 โดยระบุว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ที่จะสามารถลบเลือนอดีตได้ และผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับคืนความยุติธรรมในวันหนึ่งข้างหน้า”

ต่อมานางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจีนได้มีบทสรุปที่ชัดเจนมานานแล้วเกี่ยวกับ “ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980” พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “จีนคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ป้ายสีระบบการเมืองและแนวทางการพัฒนาของจีน รวมถึงแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” 

ขณะเดียวกัน นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเน้นย้ำว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ควรเชื่อมั่นในแสนยานุภาพทางทหารอย่างหลับหูหลับตา

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจีนจะสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ 4 มิถุนายนเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยอมรับความจริง บรรเทาความเจ็บปวด และเปิดประตูสู่การปรองดองและการเจรจาร่วมกัน” ผู้นำไต้หวันระบุ ทั้งนี้ ทางสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อความดังกล่าว แต่มักตราหน้า นายไล่ ชิงเต๋อ ว่าเป็น “พวกแบ่งแยกดินแดน” และปฏิเสธข้อเสนอขอเปิดโต๊ะเจรจากจากเขามาโดยตลอด

เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนส่งกองกำลังทหารและรถถังเข้าปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและแรงงานที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยอย่างสันติ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้จนถึงปัจจุบันจีนจะไม่เคยเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและพยานในเหตุการณ์ระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึงหลายพันคน โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นระบุว่าการชุมนุมเป็นความพยายามของกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์

ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามและถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในจีนแผ่นดินใหญ่ มีรายงานจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า ในปีนี้ทางการจีนถึงขนาดสั่งห้ามไม่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1989 เดินทางไปกราบไหว้หลุมศพที่สุสานว่านอัน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็น “การกระทำที่ไร้หัวใจ”

ด้านฮ่องกง ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่จัดพิธีจุดเทียนรำลึกขนาดใหญ่ ณ สวนสาธารณะวิกตอเรีย ที่ดึงดูดผู้คนเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสนคนเป็นประจำทุกปี บัดนี้กิจกรรมดังกล่าวได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2020

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีการวางกำลังตำรวจอย่างหนาแน่นรอบสวนสาธารณะวิกตอเรีย โดยมีเพียงภาพของนายถัง ง็อกกวัน นักเคลื่อนไหวที่ออกมายืนอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนด้วยเสียงอันเบาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบ ขณะที่อดีตสมาชิกสภารัฐมนตรีท้องถิ่นรายหนึ่งที่เคยแจกเทียนฟรีในร้านค้าของตนตั้งแตปี 2022 เปิดเผยว่า “พื้นที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดเห็นในฮ่องกงนั้น นับวันจะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินยังคงมีขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนอกประเทศจีน รวมถึงในนครไทเปของไต้หวัน, เมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย และอีก 4 เมืองใหญ่ในประเทศเยอรมนี.

ที่มา Reuters / AFP

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

พบตัว "เชอร์ปาเนปาล" รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

4 มิ.ย. 2569 14:48 น.

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

“ดาวา เชอร์ปา” ไกด์ปีนเขาชาวเนปาลชื่อดังที่สูญหายบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน โดยไร้อาหารและออกซิเจน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด และคาดว่าเสียชีวิตแล้ว ถูกพบยังมีชีวิตอยู่ในสภาพอ่อนแรง ขณะคลานลงมาจนเกือบถึงเบสแคมป์ สร้างความดีใจให้ครอบครัวที่เพิ่งเริ่มประกอบพิธีสวดส่งดวงวิญญาณเมื่อวันก่อน

เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า ทีมงานจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษซาการ์มาธา (SPCC) ซึ่งเป็นทีมดูแลเส้นทางและเก็บขยะบนเอเวอเรสต์ ได้พบตัว “ดาวา เชอร์ปา” นักปีนเขาวัย 50 กว่าปี เจ้าของฉายา “ฮิลลารี” ซึ่งตั้งตามชื่อ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชื่อดังระดับโลก เนื่องจากเขามีประสบการณ์สูง โดยพบเขาในสภาพกำลังคลานลงมาใกล้กับบริเวณเบสแคมป์ ในช่วงเช้าวันนี้ (4 มิ.ย.) หลังจากที่เขาหายสาบสูญไปบนพื้นที่ระดับสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวเขาส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุอย่างเร่งด่วน โดยดาวา เชอร์ปา ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี และมีบาดแผลจากเนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยความเย็นจัดบางส่วน แต่โดยรวมอาการปลอดภัยดี

ดามู เชอร์ปา ภรรยาของเขาเปิดเผยด้วยความตื้นตันใจที่โรงพยาบาลว่า “พวกเราดีใจและมีความสุขมาก ตอนแรกเราถอดใจหมดหวังไปแล้ว และเมื่อวานนี้เราเพิ่งจะเริ่มทำพิธีสวดส่งวิญญาณให้ผู้เสียชีวิต ให้เขาอยู่เลย”

คริส ธรอลล์ อดีตทหารพรานนาวิกโยธินอังกฤษ ซึ่งเป็นนักปีนเขาที่ร่วมเดินทางไปกับดาวา เชอร์ปา เล่าว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ความสูง 8,849 เมตร เมื่อเวลาประมาณ 17:00 น. ของวันที่ 29 พ.ค. แต่ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่กำลังลงมาจากแคมป์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้ “เขตมรณะ” ซึ่งเป็นเขตที่ออกซิเจนเบาบางมาก ดาวา เชอร์ปา ได้หยุดนั่งพักเนื่องจากต้องแบกสัมภาระหนักมาก

“ผมหันไปถามเขาว่า ‘ฮิลลารี พี่ชาย คุณโอเคไหม?’ เขาตอบกลับมาว่า ‘โอเคๆ คริส คุณไปก่อนเลย ไปเลย!’ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะสลับกันนำ”

แต่ในระหว่างทางลง ธรอลล์ได้พบกับนักปีนเขาชาวโปแลนด์รายหนึ่งที่กำลังวิกฤตเนื่องจากออกซิเจนเสริมหมดและมีอาการเนื้อเยื่อถูกความเย็นจัดกัดตามนิ้วมือ ท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้ายมาก ธรอลล์จึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเดินย้อนกลับไปหาเชอร์ปาที่คิดว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดี หรือช่วยเหลือนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่กำลังจะตายจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ สุดท้ายธรอลล์เลือกแบ่งถังออกซิเจนและช่วยพานักปีนเขาชาวโปแลนด์ลงมา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงแคมป์ 3 จากปกติใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยได้พยายามออกตามหาดาวา เชอร์ปา แต่ก็ไร้ร่องรอยจนกระทั่งเขาคลานลงมาด้วยตัวเองได้สำเร็จในอีก 6 วันต่อมา

การปีนเขาในทริปนี้ถือเป็นช่วงท้ายๆ ของฤดูกาลปีนเขา ทำให้มีนักปีนเขาเหลืออยู่บนยอดเขาค่อนข้างน้อย โดยข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ในฤดูกาลนี้มีนักปีนเขาขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์ได้มากกว่า 1,000 คน ทำลายสถิติเป็นฤดูกาลที่คึกคักและหนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม ความลึกลับและอันตรายของเอเวอเรสต์ยังคงน่าสะพรึงกลัว โดยในฤดูกาลนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 5 ราย แบ่งเป็นนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 ราย และทีมเชอร์ปาชาวเนปาลที่เตรียมเส้นทางอีก 3 ราย ทำให้เรื่องราวการรอดชีวิตของดาวา เชอร์ปา ในครั้งนี้ ถูกยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์จากความแข็งแกร่งระดับ “เสือแห่งภูเขา” อย่างแท้จริง.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

4 มิ.ย. 2569 14:08 น.

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงคะแนนเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ 2 ปี เริ่มปี 2027 พลิกโผใหญ่หลัง “เยอรมนี” มหาอำนาจยุโรปพ่ายคะแนนให้แก่โปรตุเกสและออสเตรีย ด้านกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก “คีร์กีซสถาน” เอาชนะ “ฟิลิปปินส์” คว้าที่นั่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

ในการเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) เกิดพลิกโผครั้งสำคัญในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เมื่อ “เยอรมนี” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อชิงเก้าอี้ แต่กลับพ่ายแพ้ในการลงคะแนนลับ โดยได้รับเพียง 104 คะแนน

ส่งผลให้ “โปรตุเกส” (134 คะแนน) และ “ออสเตรีย” (131 คะแนน) คว้า 2 ที่นั่งในกลุ่มนี้ไปครองแทน โดยทั้งสองประเทศจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเดนมาร์กและกรีซที่จะหมดวาระลง การพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เยอรมนีไม่สามารถรักษาที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงไว้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เยอรมนีเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วถึง 6 วาระ

อีกหนึ่งการลงคะแนนสำคัญอยู่ที่การชิงชัยในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่าง “ฟิลิปปินส์” และ “คีร์กีซสถาน” ซึ่งการลงคะแนนเป็นไปอย่างสูสีจนต้องลงคะแนนใหม่ถึง 4 รอบ ก่อนที่คีร์กีซสถานจะสามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้ถึง 142 ต่อ 49 คะแนน ซึ่งเกินเกณฑ์ 2 ใน 3 ของสมาชิกสมัชชาใหญ่ ส่งผลให้คีร์กีซสถานสร้างประวัติศาสตร์คว้าที่นั่งในยูเอ็นเอสซีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกยูเอ็น โดยจะเข้ามาทำหน้าที่แทนปากีสถาน

สำหรับกลุ่มภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่มีคู่แข่ง ได้แก่ “ซิมบับเว” ซึ่งได้รับเลือกจากกลุ่มแอฟริกาด้วยคะแนนท่วมท้น 182 เสียง แทนโซมาเลีย และ “ตรินิแดดและโตเบโก” ได้รับเลือกจากกลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียนด้วยคะแนน 181 เสียง แทนปานามา

สมาชิกใหม่ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย, คีร์กีซสถาน, โปรตุเกส, ตรินิแดดและโตเบโก และซิมบับเว จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่วาระ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 โดยจะเข้าร่วมกับสมาชิกไม่ถาวรอีก 5 ประเทศที่ยังอยู่ในวาระจนถึงสิ้นปี 2027 ได้แก่ บาห์เรน, โคลอมเบีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, ลัตเวีย และไลบีเรีย

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศ แบ่งเป็นสมาชิกถาวรที่มีสิทธิยั้งยั้ง หรือวีโต้ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 10 ประเทศเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามภูมิภาค ซึ่งยูเอ็นเอสซีถือเป็นองค์กรเดียวของยูเอ็น ที่มีอำนาจในการออกมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการอนุมัติใช้กำลังทหาร

นอกจากนี้ ในสัปดาห์เดียวกัน ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยังได้เลือก นายคาลิลูร์ ราห์มัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

4 มิ.ย. 2569 13:04 น.

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

รัฐบาลนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า จีนสั่งห้าม สส.นิวซีแลนด์ 4 คนเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 ปี หลังเข้าร่วมคณะผู้แทนเยือนไต้หวันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่จีนใช้มาตรการลักษณะนี้กับนักการเมืองนิวซีแลนด์ ส่งผลให้ทางการนิวซีแลนด์แสดงความกังวล พร้อมยืนยันว่าการเยือนไต้หวันไม่ขัดต่อนโยบาย “จีนเดียว”

กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า ทางการจีนได้สั่งห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 4 ราย เดินทางเข้าประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี หลังจากที่พวกเขาเดินทางเยือนไต้หวันตามคำเชิญเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม โดยกลุ่ม สส. ดังกล่าวประกอบด้วย สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ มอรีน พิวจ์, เดวิด วิลสัน และลอร่า แมคคลัวร์ รวมถึง ดันแคน เวบบ์ สส. จากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

โฆษกของนายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่าเขารู้สึก “ประหลาดใจ” กับท่าทีดังกล่าวของจีน เนื่องจากที่ผ่านมา สส. นิวซีแลนด์เดินทางเยือนไต้หวันเพื่อแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาเป็นเวลานับทศวรรษโดยไม่เคยมีปัญหาในลักษณะนี้มาก่อน โดยมีรายงานว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเวลลิงตันได้แจ้งว่า มาตรการสั่งห้ามเข้าประเทศนี้อาจมีการลดหย่อนหรือยกเลิกได้หากเหล่านักการเมืองทำการ “ขอโทษ” อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ลอร่า แมคคลัวร์ สส. จากพรรค ACT หนึ่งในผู้ถูกสั่งแบน ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการขอโทษใดๆ โดยระบุว่า “เราอาศัยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เสรี สส. มีสิทธิที่จะเดินทางอย่างอิสระไปทั่วโลก นี่คือรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงจากต่างชาติ และฉันจะไม่ขอโทษที่เดินทางเยือนไต้หวัน”

ขณะที่ ดันแคน เวบบ์ สส. พรรคแรงงาน เปิดเผยว่า ทางสถานทูตจีนได้ส่งคำเตือนมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการสั่งแบนหากเดินหน้าทริปนี้ ซึ่งเขามองว่าแม้จะไม่เหนือความคาดหมายเนื่องจากสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวัง” อย่างยิ่ง

นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทูตทั้งในปักกิ่งและเวลลิงตันเข้าหารือกับทางการจีนเพื่อ “ทำความเข้าใจ” ถึงสาเหตุที่จีนตัดสินใจละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา

รัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า แม้ประเทศจะยึดถือนโยบาย “จีนเดียว” มาตั้งแต่ปี 1972 โดยรับรองรัฐบาลจีนและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตัดขาดการติดต่อด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างชนพื้นเมือง ซึ่งนิวซีแลนด์เจตนาที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ต่อไปเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการสั่งแบนครั้งนี้ โดยยืนยันว่าจีนไม่มีสิทธิ์แทรกแซงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับนานาชาติ ขณะที่ นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ระบุว่าการมาเยือนของคณะ สส. นิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่แสดงถึงการสนับสนุนไต้หวัน แต่ยังทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางการทูตที่จีนพยายามบีบบังคับประเทศต่างๆ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับไต้หวัน

ที่ผ่านมา จีนเคยวางมาตรการคว่ำบาตรนักการเมืองสหรัฐฯ มาแล้วหลายราย เช่น แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรในปี 2022 แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้กับคณะนักการเมืองจากนิวซีแลนด์ ซึ่งถูกจีนมองว่าเป็นการ “สมคบคิดกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการเอกราชของไต้หวัน”.

ที่มา AFP / BBC

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

4 มิ.ย. 2569 12:15 น.

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯจับกุมผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองอีก 2 คน หลังเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งเพียงวันเดียว ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวันฟรีนโยบายเรือธงของปธน.ปราโบโว กรณีเด็กอาหารเป็นพิษกว่า 33,000 คน

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียเข้าจับกุมตัวนายดาดัน ฮินดายานา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองผู้อำนวยการอีก 2 คน โดยการจับกุมมีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต มีคำสั่งปลดนายดาดันออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาทุจริตในโครงการอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการ โดยนายดาดันถูกกล่าวหาว่าใช้อิทธิพลแทรกแซงการคัดเลือกมูลนิธิที่รับผิดชอบการดำเนินงานครัวอาหารกลางวัน ทั้งที่บางแห่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และยังถูกสงสัยว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเหล่านั้นผ่านตัวแทน นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการตั้งราคาสูงเกินจริง ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 21,000 คัน รองเท้ากว่า 32,000 คู่ และโทรทัศน์อีกกว่า 5,400 เครื่อง

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสำนักงานโภชนาการแห่งชาติในกรุงจาการ์ตา รวมถึงบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า อาคารสำนักงานถูกปิดไม่ให้พนักงานเข้าใช้งานระหว่างปฏิบัติการตรวจค้น

รายงานข่าวระบุว่า โครงการอาหารกลางวันฟรีเป็นนโยบายเรือธงที่ประธานาธิบดีปราโบโวใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2567 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 550,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอาหารให้เด็กนักเรียน เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และมารดาที่ให้นมบุตรกว่า 82.9 ล้านคนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุอาหารเป็นพิษในหลายพื้นที่ โดยจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเด็กได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับโครงการแล้วอย่างน้อย 33,000 คน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยอมรับว่าโครงการมีปัญหาในการดำเนินงาน และยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิด ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าโครงการอาหารกลางวันฟรีจะยังเดินหน้าต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ตาม.

ที่มา CNA

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

4 มิ.ย. 2569 12:12 น.

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศความคืบหน้า หลัง “อิสราเอล” และ “เลบานอน” เห็นชอบการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ โดยสหรัฐฯ ย้ำชัดเงื่อนไขสำคัญ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องยุติการโจมตีทั้งหมด และต้องถอนกำลังพลออกจากพื้นที่ควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ “ขึ้นอยู่กับการยุติการโจมตีอย่างสิ้นเชิง” จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้อง “อพยพกองกำลังทั้งหมด” ออกจากพื้นที่ที่อิสราเอลควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำลิตานี ไปจนถึงแนวชายแดน

ทางการสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยชี้แนะในการจัดตั้ง “เขตนำร่อง” ซึ่งจะให้กองทัพรัฐบาลเลบานอน เข้ามาดูแลและควบคุมอาณาเขตแต่เพียงผู้เดียว โดยจะแยกแยะและไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐเข้ามามีบทบาทในพื้นที่

แถลงการณ์สหรัฐฯ ระบุว่า “ทุกประเทศต่างยืนยันร่วมกันว่า อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะต้องถูกตัดสินโดยรัฐบาลที่มีอธิปไตยของทั้งสองประเทศเท่านั้น และขอปฏิเสธความพยายามใด ๆ จากรัฐหรือกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมาย ที่จะจับอนาคตของเลบานอนไว้เป็นตัวประกัน” 

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคาดหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่ “แผนปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงในเลบานอนที่เป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

ข้อตกลงฉบับใหม่นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่มีการทำข้อตกลง “หยุดยิงบางส่วน” ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ซึ่งกำหนดให้อิสราเอลยุติการทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเบรุต แลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่เปิดฉากโจมตีอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังคงมีการยิงปะทะกันตลอดสัปดาห์

ขณะนี้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด แต่นายมาห์มูด กามาตี สมาชิกสภาการเมืองของฮิซบอลเลาะห์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี โดยแสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า “มันไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่การปกป้องย่านดาฮีเยห์ (ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเบรุต)” พร้อมยืนยันว่าฮิซบอลเลาะห์จะไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระหว่างเลบานอนและอิสราเอลที่กรุงวอชิงตัน เนื่องจากทางกลุ่มปฏิเสธการเจรจานี้ตั้งแต่ต้น

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยเบื้องหลังของการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงบางส่วน ผ่านรายการพอดแคสต์ของนิวยอร์กโพสต์ โดยยอมรับว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล สั่งเดินหน้าโจมตีเมืองหลวงของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การโทรศัพท์สายตรงที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อเตือนเนทันยาฮูว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว” ซึ่งในเวลาต่อมา เนทันยาฮูได้ยอมรับที่จะระงับการโจมตีกรุงเบรุต แต่ย้ำว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไป

มีรายงานว่า ทรัมป์มีความกังวลว่าการยกระดับความรุนแรงในเลบานอน อาจส่งผลกระทบและทำลายภาพรวมของข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาเตือนว่า หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกรุงเบรุต กองทัพอิหร่านก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะกลับเข้าสู่สงคราม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการแยกการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ออกจากการเจรจาเรื่องสงครามระหว่าง อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน

แม้จะมีข่าวดีเรื่องข้อตกลง แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงตึงเครียด โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายจากการโจมตีของอิสราเอลทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 รายที่เสียชีวิตเนื่องจากรถพยาบาลถูกโจมตีโดยตรงในพื้นที่เชฮูร์ (Chehour) ทำให้ยอดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เสียชีวิตในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 128 รายแล้ว นอกจากนี้ กองทัพเลบานอนยังแถลงประณามอิสราเอล หลังทหารเลบานอนเสียชีวิต 1 นายจากโดรนโจมตี และบาดเจ็บอีก 2 นายจากเหตุโจมตีรถยนต์ของกองทัพ

ทางด้านกองทัพอิสราเอลแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนและวัตถุระเบิดที่ถูกยิงข้ามพรมแดนมาจากฝั่งเลบานอนได้สำเร็จ โดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าเป็นการพุ่งเป้าโจมตีการรวมตัวของทหารอิสราเอล

สงครามระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดใส่อิสราเอลเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่และส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกเลบานอนตอนใต้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,516 ราย และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลมีรายงานทหารเสียชีวิต 26 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย.

ที่มา BBC

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

เท็กซัสพบ "หนอนแมลงวันกินเนื้อ" ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

4 มิ.ย. 2569 11:31 น.

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตรวจพบการติดเชื้อของ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” (New World Screwworm) ซึ่งเป็นแมลงวันปรสิตที่ตัวอ่อนสามารถกัดกินเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในลูกวัวตัวหนึ่งที่เมืองลาไพรเออร์ รัฐเท็กซัส ห่างจากพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกราว 48 กิโลเมตร

บรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นเคสเดียวที่ได้รับการยืนยันในประเทศขณะนี้ และถือเป็นครั้งแรกที่พบหนอนปศุสัตว์ชนิดนี้ในรัฐเท็กซัสนับตั้งแต่ปี 1966 หรือในรอบ 60 ปี หลังจากที่ทางการและกลุ่มเกษตรกรเฝ้าระวังอย่างหนักเนื่องจากพบการระบาดขยับขึ้นมาทางตอนเหนือของเม็กซิโกตลอดปีที่ผ่านมา

ปรสิตชนิดนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ เนื่องจากแมลงวันเพศเมียจะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือบริเวณเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น เมื่อไข่ฟักออกมา ตัวอ่อนจำนวนหลายร้อยตัวจะใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายตะขอเจาะลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิต ทำให้เกิดบาดแผลรุนแรง และอาจทำให้สัตว์ตายได้หากไม่ได้รับการรักษา

แม้ว่าปรสิตดังกล่าวสามารถติดคนและสัตว์เลี้ยงได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความเสี่ยงต่อมนุษย์อยู่ในระดับต่ำ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหารหรือเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาด

การพบเชื้อครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อภาคปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากจำนวนวัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปีอยู่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวในตลาดลดลงและราคาปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ หากเกิดการระบาดในวงกว้าง อาจยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากหนอนแมลงวันกินเนื้อแพร่กระจายทั่วรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตโคเนื้อรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ อุตสาหกรรมปศุสัตว์อาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการตายของสัตว์ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการรักษา

ด้านซิด มิลเลอร์ กรรมาธิการการเกษตรรัฐเท็กซัส วิจารณ์กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ว่า ดำเนินมาตรการป้องกันล่าช้าเกินไป จนทำให้ปรสิตสามารถเข้าสู่สหรัฐฯ ได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรยืนยันว่าได้ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว โดยเฉพาะการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันเพื่อขัดขวางการขยายพันธุ์ของแมลงวันในธรรมชาติ

หลังการยืนยันการระบาด เจ้าหน้าที่ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งหมดภายในรัศมี 20 กิโลเมตรจากจุดตรวจพบเชื้อ พร้อมปล่อยแมลงวันทำหมันเพิ่มเติม เพิ่มการเฝ้าระวังสัตว์ป่า และส่งทีมตอบสนองฉุกเฉินเข้าพื้นที่ รวมถึงจัดส่งเวชภัณฑ์และยารักษาไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส

ตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ปิดพรมแดนสำหรับการนำเข้าปศุสัตว์จากเม็กซิโก เพื่อสกัดการแพร่กระจายของปรสิตชนิดนี้ หลังพบการระบาดต่อเนื่องจากอเมริกากลางเข้าสู่เม็กซิโก โดยทางการเม็กซิโกรายงานว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 มีการยืนยันผู้ติดเชื้อในสัตว์แล้วกว่า 27,000 กรณี และยังมีการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่มากกว่า 2,000 กรณี

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1960 การระบาดของหนอนแมลงวันกินเนื้อในรัฐชายแดนของสหรัฐฯ เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสัตว์ป่าและฟาร์มปศุสัตว์หลายแห่ง ก่อนที่สหรัฐจะสามารถกำจัดปรสิตชนิดนี้ได้สำเร็จด้วยโครงการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันในปริมาณมหาศาล

อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตแมลงวันทำหมันแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัสคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ไม่เร็วกว่าปลายปี 2570 ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดลุกลามในช่วงเวลานี้

ข่าวการยืนยันการพบปรสิตดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดสินค้าเกษตร โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโคเนื้อในสหรัฐปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้นของบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่อย่าง Tyson Foods และ JBS ต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลว่าการระบาดอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานและความต้องการบริโภคเนื้อวัวในอนาคต.

ที่มา Reuters