เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

26 พ.ค. 2569 05:15 น.

เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนให้รุนแรงขึ้นอีก หลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันแทบจะทุกวัน แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเพิ่มขึ้นอีก หลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกมาเปิดเผยว่าเขามีคำสั่งดังกล่าว เพื่อมุ่งเป้าที่จะ “บดขยี้” กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

การโจมตีทางอากาศระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังพยายามสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจรวมถึงแนวรบในเลบานอนที่อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ทำสงครามร่วมกันมาตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.

แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนจะมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. แต่อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังคงเปิดฉากยิงตอบโต้กันแทบจะรายวัน

“ผมได้สั่งการให้เร่งความเร็วในปฏิบัติการของเราให้มากยิ่งขึ้นไปอีก” เนทันยาฮูกล่าวในแถลงการณ์รูปแบบวิดีโอที่โพสต์บนช่อง Telegram ของเขา “เป็นความจริงที่พวกเขาโจมตีเราด้วยโดรน รวมถึงโดรนระบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสง แต่เรามีทีมงานที่กำลังพัฒนามาตรการตอบโต้ และเราจะแก้ปัญหานี้ให้ได้… เราจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี เพิ่มอานุภาพการทำลายล้าง และเราจะบดขยี้พวกเขาให้สิ้นซาก”

หลังจากการประกาศยกระดับความรุนแรงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่าพบเห็นประชาชนพากันอพยพหนีตายออกจากพื้นที่แถบชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า กองทัพอากาศอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่องในหุบเขาเบกา (Bekaa valley) ทางตะวันออกของเลบานอนเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน อิสราเอลได้ส่งโดรนและเครื่องบินรบเข้าถล่มเมืองและหมู่บ้านหลายแห่งทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ตามรายงานจากทางการเลบานอน ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,100 ศพ

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 1 นายเมื่อวันก่อนหน้านี้ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตของทหารอิสราเอลนับตั้งแต่เกิดการสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่มขึ้นเป็น 23 นาย และมีผู้รับเหมาที่เป็นพลเรือนเสียชีวิตอีก 1 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

26 พ.ค. 2569 04:12 น.

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

สื่ออิหร่านเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีมีคำสั่งให้ฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว หลังจากตัดขาดเกือบสมบูรณ์นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวจากกระทรวงสารสนเทศว่า ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการฟื้นฟูระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว หลังจากตัดการเชื่อมต่อมานานหลายเดือน

ข้อมูลจาก NetBlocks และกลุ่มเฝ้าระวังอื่นๆ ระบุว่า อิหร่านเริ่มจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ ซึ่งในตอนแรกมีชนวนเหตุมาจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ค่าเงินทรุดตัว และวิกฤตเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐบาลเตหะรานได้ยกระดับการควบคุมให้เข้มงวดขึ้นเมื่อการประท้วงขยายวงกว้างไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางการเปิดฉากโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รัฐบาลอิหร่านก็ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเกือบจะโดยสมบูรณ์

องค์กร NetBlocks โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การสั่งปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่า 2,064 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ “ขาดความโปร่งใสใดๆ เกี่ยวกับการสั่งประหารชีวิต” ผู้เห็นต่าง อีกทั้งกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ถูกคุมขัง ต้องเผชิญกับ “สภาพความเป็นอยู่ที่ไร้มนุษยธรรมและไม่แน่นอนในแต่ละวัน”

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวฟาร์สไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า คำสั่งฟื้นฟูสัญญาณนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด หรือมีการยกเลิกข้อจำกัดในส่วนใดบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

26 พ.ค. 2569 03:21 น.

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

โป๊ปเลโอที่ 14 เผยแพร่สารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกในสมัยของพระองค์ โดยทรงเรียกร้องให้โลกชะลอการพัฒนา AI ในขณะที่ทรงตรัสปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ที่ผู้นำโลกใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงนำเสนอสารตราพระสันตะปาปา (Encyclical) ฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ที่งานแถลงในนครรัฐวาติกัน โดยทรงเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ชะลอตัวและควบคุมการพัฒนาเพื่อวางกฎเกณฑ์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างใกล้ชิด

โป๊ปเลโอทรงเตือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแพร่กระจายข้อมูลเท็จ มุ่งเน้นไปที่ความขัดแย้ง และเสี่ยงที่จะนำพาโลกไปสู่เส้นทางแห่งสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด พร้อมแสดงความกังวลว่า ระบบอาวุธอัตโนมัติบางประเภทได้ก้าวล้ำไปไกลจน “เกือบจะอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมดูแลพวกมันแล้ว”

ทั้งนี้ พระสันตะปาปาเลโอทรงเริ่มใช้สำนวนที่เฉียบขาดและดุดันมากขึ้นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสงครามเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม พระองค์เรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกอีกครั้งผ่าน สารตราพระสันตะปาปา ฉบับนี้

ในสารตราดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “Magnifica Humanitas” (มนุษยชาติอันสง่างาม) โป๊ปเลโอเรียกร้องไม่ให้กรรมสิทธิ์ในข้อมูล AI ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชนแต่เพียงผู้เดียว และขอให้ผู้กำหนดนโยบายร่วมกันปกป้องสิทธิ์ของแรงงาน รวมถึงดูแลให้เด็กๆ ปลอดภัยจากเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งทรงกระตุ้นให้ลดการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัท AI ต่างๆ ลง

“สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือ ความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จริงจังยิ่งขึ้น จนมีความสามารถมากพอที่จะช่วยชะลอสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง ในยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเร่งความเร็วไปข้างหน้า”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้มี “กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง มีการตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีผู้ใช้งานที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี และมีระบบการเมืองที่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบของตนเอง”

อนึ่ง สารตราพระสันตะปาปาถือเป็นหนึ่งในรูปแบบคำสอนขั้นสูงสุดจากพระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ส่งถึงคริสตศาสนิกชนราว 1,400 ล้านคนทั่วโลก โดยเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีความยาวเกือบ 43,000 คำ และได้รับการจัดทำขึ้นมาเกือบจะทันทีนับตั้งแต่ที่พระสันตะปาปาเลโอทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อปีเศษที่ผ่านมา

ในสารตรา โป๊ปเลโอยังทรงประณามสงครามมากมายที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอยู่ตอนนี้, แสดงความเสียใจที่องค์กรพหุภาคีต่างๆ อ่อนแอลง และเตือนว่าผลกำไรของอุตสาหกรรมอาวุธคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่างๆ

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอยังได้ทรงแถลงการณ์อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากปากขององค์พระประมุขแห่งคริสตจักร ว่าพระองค์ปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” (Just War Theory) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่คริสตจักรใช้ประเมินความขัดแย้งระดับโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นอย่างน้อย

หลักการของทฤษฎีนี้โดยทั่วไปกำกับไว้ว่า สงครามควรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองจากการรุกรานเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งเป็นคาทอลิก ก็ได้นำทฤษฎีนี้มาใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามอิหร่านเช่นกัน

“ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ซึ่งมักถูกนำมาใช้บ่อยครั้งจนเกินไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามทุกรูปแบบ บัดนี้ได้ล้าสมัยไปแล้ว” พระสันตะปาปาเลโอทรงระบุ “การใช้กำลัง ความรุนแรง และอาวุธ สะท้อนให้เห็นถึงความยากจนข้นแค้นทางความสัมพันธ์ ซึ่งมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายต่อประชากรพลเรือนเสมอ”

นอกจากนี้ พระสันตะปาปาเลโอยังทรงแสดงความกังวลว่า บรรดาผู้นำประเทศอาจก่อสงครามขึ้นมาเพียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาภายในประเทศ

“เราไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ผู้นำบางคนอาจมองว่าความขัดแย้งด้วยอาวุธ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ และเป็นเครื่องมืออันไร้ยางอายในการจัดการกับความยากลำบากที่ตนเผชิญอยู่” พระองค์ทรงกล่าวสรุป

ในสารตราดังกล่าว โป๊ปเลโอที่ 14 ยังทรงประณามสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “รูปแบบใหม่ของการตกเป็นทาส” ที่กลุ่มคนที่ต้องดูแลระบบ AI รวมถึงคนงานในโรงงานผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่ต้องเปิดใช้งาน AI กำลังเผชิญอยู่

“ในบางพื้นที่ของโลก เด็กและเยาวชนต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย ทั้งการบดสกัดวัตถุดิบเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earth)” พระสันตะปาปาทรงระบุ “ร่างกายของคนเหล่านี้ต้องมีบาดแผล ได้รับบาดเจ็บ และสึกหรอไป เพื่อให้กระแสข้อมูลของการประมวลผลสามารถดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ ความจริงข้อนี้กำลังท้าทายมโนสำนึกทางศีลธรรมในยุคสมัยของเราอย่างลึกซึ้ง”

นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงยอมรับว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิกไม่ได้ออกมาประณามการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างจริงจังจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 และทรงกล่าวคำขออภัยเป็นการส่วนพระองค์

“สิ่งนี้ถือเป็นบาดแผลในความทรงจำของชาวคริสต์” พระองค์ทรงระบุ “และด้วยเหตุนี้ ในนามของคริสตจักร ข้าพเจ้าขออภัยด้วยความจริงใจ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

26 พ.ค. 2569 01:39 น.

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ยุติปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุตึกถล่มที่เมืองแองเจลิสแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการกู้ร่างในวันอังคาร โดยคาดว่ายังมีผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 12 ราย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของฟิลิปปินส์เปิดเผยเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นว่า พวกเขายุติปฏิบัติการกู้ภัยที่ดำเนินมานาน 2 วัน เพื่อค้นหาผู้ประสบภัยอย่างน้อย 12 คนที่เชื่อว่าถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มในเมืองแองเจลิส ทางตอนเหนือของประเทศแล้ว

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 4 ราย ซึ่งรวมถึงชายชาวมาเลเซีย 1 ราย และคนงานก่อสร้างที่ติดอยู่ภายในอีก 2 ราย จากซากปรักหักพังของโครงการคอนโดมิเนียมสูง 9 ชั้น ซึ่งพังถล่มลงมาทับโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงในเมืองแองเจลิสเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 พ.ค.)

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับความร้อนตรวจพบสิ่งที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยอธิบายว่าเป็น “สัญญาณชีพ” ในพื้นที่หนึ่งของซากอาคาร อย่างไรก็ตาม มาเรีย ลีอาห์ ซาจิลี โฆษกสำนักงานดับเพลิงส่วนภูมิภาค เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ไม่พบผู้รอดชีวิตหรือร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยยุติลงอย่างเป็นทางการในคืนวันจันทร์ และมีการระงับการค้นหาตลอดทั้งคืน ก่อนที่จะเริ่ม “ปฏิบัติการกู้ร่าง” ในวันอังคาร

ทั้งนี้ ชายชาวมาเลเซียซึ่งเป็นแขกที่มาเข้าพักในโรงแรม และคนงานก่อสร้างอีกสองคนนั้น ถูกพบเมื่อวันอาทิตย์ ในสภาพที่ติดอยู่ใต้ซากตึกแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าทั้ง 3 คน เสียชีวิตก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถดึงร่างออกมาจากซากปรักหักพังได้ ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 4 ที่ได้รับการยืนยันนั้นยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร

นางซาจิลีระบุว่าเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกรายงานระบุว่า มีผู้สูญหายในเหตุตึกถล่ม 17 คน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า มีผู้สูญหายรายหนึ่งติดต่อกลับมาในวันจันทร์เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวในเวลาที่เกิดเหตุ ส่งผลให้ยอดผู้สูญหายที่เหลืออยู่ 16 ราย และ 4 รายในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

25 พ.ค. 2569 23:32 น.

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เกิดเหตุรถยนต์วิ่งชนช้างป่าในอุทยานของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า ช้างที่ถูกชนอาการเป็นอย่างไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์ซึ่งบรรทุกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสรรพากรยูกันดา (URA) พุ่งชนช้างภายในอุทยานแห่งชาติ “เมอร์ชิสัน ฟอลส์” (Murchison Falls) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย

กองกำลังตำรวจยูกันดาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองอารัว (Arua) เพื่อกลับไปยังกรุงกัมปาลา (Kampala) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ก่อนจะเกิดการชนกันขึ้น

ผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และต่อมาได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่กรุงกัมปาลา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการหรือสถานะของช้างป่าที่ถูกรถชน

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในยูกันดา และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าและมนุษย์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า

ด้านองค์การบริหารจัดการสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) ออกมาเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังเพื่อสังเกตสัตว์ที่อาจเดินข้ามถนน “เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนที่เดินทางผ่านพื้นที่คุ้มครอง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีสัตว์ป่าข้ามถนนอยู่เป็นประจำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

25 พ.ค. 2569 22:28 น.

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประเทศตะวันออกกลางลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” ซึ่งจะเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับให้กลับเป็นปกติ หากมีการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ “เชิงบังคับ” ให้ประเทศในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ร่วมลงนามใน ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากที่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามอิหร่านได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน เขาก็ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารที่ “ยิ่งใหญ่และรุนแรงกว่าที่เคยมีมา” หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ได้

“ผมกำลังร้องของแกมบังคับและหากอิหร่านลงนามในข้อตกลงร่วมกับผม ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา มันจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เห็นพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรโลกที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้นี้ด้วย” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

โพสต์ของทรัมป์ระบุอีกว่า เขาได้หารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวระหว่างการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำของซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน และบาห์เรน เพราะด้วย “ความพยายามทั้งหมด” ที่สหรัฐฯ ได้ทุ่มเทลงไปเพื่อผลักดันให้เกิดข้อตกลงสันติภาพ การเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัม จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ

อนึ่ง ข้อตกลงอับราฮัมเป็นชุดข้อตกลงที่นายทรัมป์พยายามผลักดันมาหลายปี เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านอาหรับบางประเทศ รวมถึงบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ 

แม้ทรัมป์จะระบุว่าการเจรจากับอิหร่านกำลังดำเนินไป “อย่างราบรื่น” แต่เขาก็ยังคงย้ำคำเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

“การเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น! แต่มันจะต้องเป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่ายเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะไม่เกิดข้อตกลงใดๆ เลย — ซึ่งนั่นหมายถึงการกลับสู่สมรภูมิรบและการสู้รบอีกครั้ง ทว่ามันจะยิ่งใหญ่และรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยมีมา” ทรัมป์สรุป

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

25 พ.ค. 2569 21:55 น.

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษให้แก่นาย เขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้าน ไม่ให้ต้องรับโทษจำคุก 27 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาสมคบต่างชาติเพื่อก่อกบฏโค่นล้ม ฮุน เซน

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่ เขม โสกา (Kem Sokha) อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 27 ปีในข้อหากบฏ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์เพื่อกลับคำพิพากษาดังกล่าว ตามรายงานจากพระราชกฤษฎีกาที่เผยแพร่ในวันจันทร์

เขม โสกา วัย 72 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ที่ถูกยุบไปแล้ว ถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้านพักนับตั้งแต่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏเมื่อเดือนมีนาคม 2566 โดยเขาถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติเพื่อโค่นล้มสมเด็จ ฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลในกรุงพนมเปญได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกนายเขมเป็นเวลา 27 ปี และสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปีหลังจากพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาสั่งการระบุว่า การพระราชทานอภัยโทษนี้มีผลเฉพาะกับโทษจำคุกเดิมเท่านั้น

นายเพ็ง เฮง (Pheng Heng) ทนายความของนายเขมเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า การอภัยโทษครั้งนี้ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “ก้าวที่น่าพึงพอใจ” ช่วยให้นายเขมพ้นจากโทษจำคุก 27 ปี แต่สิทธิ์ทางการเมืองของเขา ซึ่งรวมถึงการดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถูกเพิกถอนอย่างถาวรแล้ว

ทั้งนี้ คดีของนาย เขม โสกา ถือเป็นหนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างราบคาบของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งปกครองประเทศมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาออกมากล่าวว่า คำตัดสินลงโทษเขมนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ทฤษฎีสมคบคิดที่กุขึ้นมา”

นายเขมถือเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ในกัมพูชา หลังจากที่แกนนำคนอื่นๆ หลายคนได้ลี้ภัยออกนอกประเทศไปตามๆ กัน สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาในปี 2560 ที่สั่งยุบพรรค CNRP

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาชุดปัจจุบัน ซึ่งนำโดย สมเด็จฯ ฮุน มาเนต บุตรชายของอดีตนายกฯ ฮุน เซน ผู้ที่ตอนนี้ก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูง ปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง พร้อมระบุว่าผู้ที่ถูกตัดสินโทษล้วนเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น

อนึ่ง ฮุน เซน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงนามในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ซึ่งกำลังทรงอยู่ระหว่างการรับการรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

25 พ.ค. 2569 16:26 น.

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

สหราชอาณาจักรเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงผิดปกติในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาคาดว่า อุณหภูมิจะพุ่งแตะ 35 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนพฤษภาคม ขณะที่หลายประเทศในยุโรปก็เผชิญอากาศร้อนจัดเช่นกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า สหราชอาณาจักรจะทำลายสถิติวันที่มีสภาพอากาศร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อน ที่ทวีความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ข้อความที่ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า “วันนี้ (25 พ.ค.) จะเป็นวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมของสหราชอาณาจักรเท่าที่มีการบันทึกสถิติมา โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส” 

สำหรับสถิติเดิมของวันในเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดของอังกฤษนั้นอยู่ที่ 32.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 1922 และเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 1944 ทางสำนักงานอุตุฯ ระบุเพิ่มเติมว่า “ตามปกติแล้ว สถิติมักจะถูกทำลายลงด้วยตัวเลขทศนิยมเพียงไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น แต่การพุ่งสูงขึ้นในครั้งนี้ทำให้คลื่นความร้อนรอบนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับช่วงเวลานี้ของปี” นอกจากนี้ วันจันทร์นี้ยังคาดว่าจะกลายเป็นวันหยุดธนาคารที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

ทอม มอร์แกน นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า “เราแทบจะไม่เคยเห็นอุณหภูมิที่สูงเกิน 35 องศาเซลเซียสเลย แม้แต่ในช่วงเดือนฤดูร้อน ดังนั้นการที่อุณหภูมิขยับเข้าใกล้ 35 องศาเซลเซียสตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จึงเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มาก”

สภาพอากาศที่ร้อนระอุส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน โดย อันเดรีย เควิน คุณแม่วัย 41 ปีในกรุงลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีหลังจากอุณหภูมิพุ่งทะลุ 30 องศาเซลเซียสตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ว่า “มันก็ดีที่มีแดด แต่นี่มันร้อนเกินกว่าที่ควรจะเป็นในอังกฤษมาก ฉันรู้สึกกังวลเพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริง”

ขณะที่ ลิซา นิซารี เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่เดินทางจากเมืองแมนเชสเตอร์มาท่องเที่ยวที่ลอนดอนกล่าวว่า “สภาพอากาศที่นี่เหมือนนรกจำลองเลยค่ะ มันร้อนเหมือนน้ำเดือด ร้อนมากจริง ๆ แม้ว่าครีมกันแดดจะช่วยปกป้องหนูได้ แต่มันก็ยังร้อนมากอยู่ดี”

เหล่านักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์กำลังส่งผลให้ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้มีการทุบสถิติอุณหภูมิบ่อยครั้งขึ้น โดยสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมานี้เอง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศได้ออกโรงเตือนรัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า “ประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว” พร้อมเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล ให้สามารถรองรับโลกที่กำลังร้อนขึ้นได้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้กำหนดเกณฑ์อุณหภูมิสำหรับการประกาศสภาวะคลื่นความร้อนไว้แตกต่างกันตามภูมิภาค โดยสกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ และพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ จะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส พื้นที่อื่น ๆ ของอังกฤษและทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวลส์ อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงลอนดอน พื้นที่ปริมณฑล และเคมบริดจ์เชียร์ เกณฑ์จะอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส โดยจะต้องมีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ดังกล่าวติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน

ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มี 8 พื้นที่ในอังกฤษ ที่เข้าสู่เงื่อนไขคลื่นความร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ ฮีทโธรว์ (Heathrow) ในเกรเทอร์ลอนดอน, เบนสัน (Benson) ในออกซฟอร์ดเชียร์, บรูมส์ บาร์น (Brooms Barn) ในซัฟฟอล์ก, ไฮ บีช (High Beech) ในเอสเซกซ์, คิว การ์เดนส์ (Kew Gardens) ในลอนดอน, นอร์ทโฮลต์ (Northolt) ในลอนดอน, แซนตัน ดาวน์แฮม (Santon Downham) ในซัฟฟอล์ก และริตเทิล (Writtle) ในเอสเซกซ์

วิกฤตความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป โดยในรอบไม่กี่วันที่ผ่านมา สถิติความร้อนของเดือนพฤษภาคมได้ถูกทำลายลงในหลายประเทศ เช่น สเปน ที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 38 องศาเซลเซียส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนฝรั่งเศสและเยอรมนี อุณหภูมิไต่ระดับขึ้นไปแตะช่วงกลาง 30 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่ท้องถิ่นหลายร้อยแห่งทำลายสถิติร้อนที่สุดในรอบเดือนพฤษภาคม

ภาพรวมอุณหภูมิทั่วทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน และตอนเหนือของอิตาลี ในขณะนี้ พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึง 10-15 องศาเซลเซียส และเนื่องจากคาดว่าคลื่นความร้อนที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้จะลากยาวไปเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีสถิติความร้อนในระดับท้องถิ่นถูกทำลายลงอีกหลังจากนี้.

ที่มา AFP / BBC

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

กรมที่ดิน ยกระดับการบริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริการครั้งใหญ่ ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขยายพื้นที่ให้บริการครั้งใหญ่ สู่ระบบ “สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ต่างสำนักงานแบบออนไลน์” หรือ E-LANDS ชูจุดเด่น One Stop Service สะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามจังหวัดได้แล้ว

โดยสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ แต่ยังสามารถจดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์ได้ทั่วทั้ง 63 จังหวัดที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี บึงกาฬ หนองคาย เชียงใหม่ สงขลา สิงห์บุรี ขอนแก่น เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ อุดรธานี หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ชัยนาท ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร และจังหวัดเลย รวมทั้งสิ้นกว่า 382 สำนักงาน

เพียงลงทะเบียนผ่านระบบ ยื่นคำขอ ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสารลดระยะเวลา และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอบโจทย์ประชาชนยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ทุกที่

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/wRg4jhCbLH0?si=Ap5ldUVyspzp3Z28

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน 'วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ'69' ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

กรมการข้าว จัดงาน ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’69’ ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่าง วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อ เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการ ด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้าน การเกษตรสมัยใหม่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะ พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิต ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของ ตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของ ทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่ว ประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนา งานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัว ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจน ส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน รวมถึง การสาธิตนวัตกรรมแปลงนาอัจฉริยะด้วยโดรนการเกษตร และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบนิเวศการเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิต เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิ คอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 และพิเศษสำหรับผู้ที่มา ร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับ ใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน