‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

“สุชาติ” ยืนยันว่า เพจ The Isaan Recotd  ระบุข้อความว่า ทนายของสุชาติ ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569  สืบเนื่องศาลจังหวัดชลบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์คดีอาญา ระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น โจทก์ นายโกวิท โพธิสาร  จำเลย ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ,328  โดยโจทก์นำพยานไต่สวน พยานปาก นายสุทัศน์ พุทธะวรรณศักดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ปรากฏว่า  ว่า มีการแอบบันทึกคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายสุทัศน์ฯแล้วนำไปเผยแพร่ใน เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเพจ The Isaan Recotd  ตัดทอนข้อความเฉพาะส่วนว่า  “ทนายของสุชาติ ชมกลิ่น ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  เป็นปุกปั่นและบิดเบือนข้อเท็จจริงความจริง มุ่งโจมตีทางการเมืองแก่นายสุชาติฯ  โดยนายสุทัศน์ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านและได้อธิบายคำถาม โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่ประการใด   ทั้ง เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นำถ้อยเบิกความของพยานโจทก์ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประฤติตนวุ่นวายในบริเวณศาล แม้กระทำนอกศาล แต่มีผลต่อการพิจารณาในศาล  เป็นอุปสรรคค่อการพิจารณาของศาล

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้สอบถามจากโดยนายสุทิศน์ ฯ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อตนได้ประโยชน์ในการปั่นกระแสทางโซเชี่ยล ทั้งถ้อยคำเบิกความต่อศาล จำเลยไม่อาจคัดถ่ายได้ เพราะในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ จำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายมาถามค้านได้แต่สืบพยานไม่ได้  ตนไม่เคยถูก ปปช.ชี้มูลความผิด และไม่เคยถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับทุจริตรับสินหรือเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ส่วนเบอรี่เลือด เป็นนิยายน้ำเน่า ไร้สาระตนยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเบอรี่ในการจัดเก็บผลไม้เบอรี่ ที่ประเทศฟินแลนด์ ดังนั้น ทนายความของตนไม่ได้เบิกความยอมรับ เป็นความบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมมเข้าใจผิด โดยในสัปดาห์ตน จะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อไห้ไต่สวนว่า เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ เพจ The Isaan Recotd มีการกระทำละเมิดอำนาจศาลหรือไม่   ตนยืนยัน มิใช่เป็นการฟ้องปิดปากสื่อ แม้นายโกวิทฯ จะอ้างภายหลังว่า เป็น บก. The Isaan Recotd แต่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก และตนไม่ให้ราคา ตนใช้สิทธิโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ประสบพบเจอและได้รับความเสียหาย        

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

เปิด 16 คำชี้แจง “สนข.” ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยืนยันไม่ใช่คลองไทย เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

โครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวก็เผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก

นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้

ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร

โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย

โครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก

สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น

ยางพารา
ปาล์มน้ำมัน
อาหารทะเล
อาหารฮาลาล
AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้

ประเภทสินค้า ได้แก่

สินค้าเกษตร
ยางพารา
ผลไม้
อาหารทะเล
สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป
สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร

พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ

ลานตู้คอนเทนเนอร์
พื้นที่พักสินค้า
ระบบราง
ถนนขนส่ง
ศูนย์โลจิสติกส์

6. มีการทำ SEA หรือไม่

สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง

ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง

ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น

จัดหาที่ดินใหม่
ชดเชยพืชผล
เงินเยียวยา

13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด

หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้

แนวทางสำคัญคือ

สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น
กิจกรรม CSR
กองทุนชุมชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยโบราณบนแผ่นดินจีน มีนักปราชญ์ผู้ยอดเยี่ยมชื่อ ขงจื๊อ (Confucius) ท่านมีศิษย์มากมายที่มาเรียนรู้คุณธรรมจากท่าน

วันหนึ่ง ศิษย์สามคนได้เดินทางไปกับครูขงจื๊อ ระหว่างทางพวกเขาได้พูดคุยกันเรื่องความทะเยอทะยาน

ศิษย์คนแรก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นนักรบผู้กล้าหาญ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน”

ศิษย์คนที่สอง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่   มีรถ มีม้า และเสื้อผ้าชั้นดี เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนใช้ร่วมกันโดยไม่เสียดาย”

ศิษย์คนที่สามชื่อเยี่ยนฮุย เงียบอยู่นาน จึงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่หรือชื่อเสียง ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากเป็นคนดี ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามธรรม  โดยไม่โอ้อวดในความดีของตน   อยากให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข  เพื่อนฝูงไว้วางใจกัน  และประชาชนได้รับความเอาใจใส่”

ครูขงจื๊อฟังแล้วยิ้ม ท่านหันไปหาศิษย์ทั้งสามและกล่าวว่า

真正的伟大 = ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง  不在于地位与名聲 = ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งและชื่อเสียง   而在于心地善良 = แต่อยู่ที่จิตใจที่เมตตากรุณา  与造福他人 = และการสร้างประโยชน์/เกื้อกูลผู้อื่น

และ 真善= ความดีที่แท้จริง  在于行= อยู่ที่การกระทำ/การปฏิบัติ  也在于诚= และความจริงใจ

ท่านสอนต่อว่า “คนที่แสวงหาชื่อเสียงมักจะหลงทาง แต่คนที่ทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์จะได้รับความเคารพนับถือโดยธรรมชาติ”

วันต่อมา พวกเขาพบชาวนาคนหนึ่งกำลังทำนาอย่างหนัก    ภายใต้แสงแดดจ้า ศิษย์สองคนแรกเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่เยี่ยนฮุยหยุดและช่วยเหลือชาวนาจนงานเสร็จ

ครูขงจื๊อกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า “นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดถึงความดี แต่คือการลงมือทำความดีนั่นเอง”

หลายปีผ่านไป ศิษย์สองคนแรกแสวงหาตำแหน่งและอำนาจ แต่กลับล้มเหลวและสูญเสียทุกอย่าง ส่วนเยี่ยนฮุย นั้น   แม้จะไม่มีตำแหน่งสูง แต่คนทั่วแผ่นดินเคารพนับถือเพราะความดีงามและความซื่อสัตย์ของเขา

เรียบเรียงจากคัมภีร์จีน “หลุนอวี่” (Analects of Confucius)  ตอน “ต่างคนต่างกล่าวปณิธานของตน” 各言其志 (Gè yán qí zhì)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือในทุกฤดูแล้ง “ป่า” และ “คน” มักถูกมองว่าอยู่คนละฝั่งของสมการการพัฒนา แต่บนพื้นที่สูงหลายแห่งของประเทศไทย วันนี้มีโมเดลหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า การรักษาป่าและการสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถเดินไปพร้อมกันได้จริง ผ่านเมล็ดกาแฟเม็ดเล็กๆ ใต้ร่มเงาไม้

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กำลังขับเคลื่อน “ECO-BRAND” ตรารับรองของสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูงที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อยกระดับผลผลิตให้เป็นมากกว่าสินค้าทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน ป่า และคุณภาพชีวิต” อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ ECO-BRAND คือแนวคิด “No Burn” หรือ “ไม่เผา” การเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรดั้งเดิมที่ต้องมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรก่อนเพาะปลูก มาเป็นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน และช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กลายเป็นวิกฤตร่วมของสังคมไทย

เมื่อ “เกษตรกรดี” ปรับวิถีการผลิตจากการทำลายสู่การเกื้อกูลป่า ไม่บุกรุกพื้นที่สีเขียวเพิ่ม แต่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงรายได้ที่มั่นคง หากยังนำไปสู่ “สินค้าดี” ที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง และเมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้เดินทางถึงมือ “ผู้บริโภคดี” คุณค่าที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงรสชาติหรือสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คือความรู้สึกร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูผืนป่าและลดมลพิษทางอากาศไปพร้อมกัน

หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ สวพส. ส่งเสริมอย่างจริงจัง คือ “กาแฟ” พืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาธรรมชาติ และกลายเป็นความหวังใหม่ของชุมชนบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟภายใต้การส่งเสริมของ สวพส. รวม 37 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 39,138 ไร่ แบ่งเป็นกาแฟอะราบิกา 37,516.6 ไร่ และโรบัสต้า 1,621.4 ไร่ พื้นที่สำคัญในการปลูกกาแฟ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี แม่สลอง พื้นที่อมก๋อย (แม่แฮหลวง ขุนตื่นน้อย ผีปานเหนือ ห้วยแห้ง)  ปางมะโอ ป่าเกี๊ยะใหม่ บ่อเกลือ สบเมย แม่สอง โหล่งขอด ปางหินฝน ห้วยฮะ และป่าแป๋ เป็นต้น โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 3,643 ราย สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนปีละกว่า 80 – 100 ล้านบาท

เบื้องหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลมีอาชีพที่มั่นคง ผ่านระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกกาแฟแบบ Shade-Grown Coffee หรือกาแฟใต้ร่มไม้ เป็นการช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ และยังทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพสูง รสชาติซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ กาแฟกำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่สูง จากพื้นที่ที่เคยถูกแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้น กลายเป็น “วนเกษตร” ที่ช่วยหยุดการบุกรุกป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ร่มเงา เมล็ดกาแฟจึงเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด”

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม ECO-BRAND คือตราสัญลักษณ์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคม ให้ร่วมกันพิสูจน์ว่า “การพัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียผืนป่าเสมอไป

และเพื่อส่งต่อคุณค่าจากต้นทางสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค สวพส. เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า ECO-BRAND ผ่านเว็บไซต์ “ของดีบนดอย” เพื่อเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อ มาจากระบบเกษตรที่ใส่ใจทั้งคนและผืนป่าอย่างแท้จริง

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

24 พฤษภาคม 2569 อินฟลูฯสายบิวตี้ชื่อดัง พั้นรักแมว หรือ พั้น พันธิตา บุญชวน ประกาศดรอปเรียนชั่วคราวจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยให้เหตุผลว่าอยากทุ่มเทให้กับการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมระบุว่า

สวัสดีค่ะ วันนี้พั้นอยากออกมาพูดในประเด็นที่หลายคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวพั้นนะคะ ซึ่งจะพูดจากความรู้สึกและความเข้าใจของพื้นในตอนนี้ หากมีส่วน ไหนที่ทั้นเข้าใจผิดหรือสื่อสารไม่ถูกต้อง พื้นต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

หลายคนมีคำถามเกี่ยวกับการเป็นนักศึกษาแพทย์ กับการทำงานในสายอินฟลูเอนเซอร์ที่นั้นทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้นรอเวลาที่จะจัดการความคิดและเรียบ เรียงให้ชัดเจนก่อน เพราะทันรู้ว่ามีหลายคนที่คอยติดตาม และมีน้อง ๆ ที่มองนั้นเป็นแรงบันดาลใจ ทั้นจึงอยากสื่อสารเรื่องนี้อย่างระมัดระวังที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ทางคณะได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษากับพื้นเกี่ยวกับ ความเหมาะสมในการทำงานบางรูปแบบในระยะยาว เมื่อนั้นจบไปเป็นแพทย์ซึ่งพั้นเข้าใจและเคารพอย่างมาก เพราะเป็นวิชาชีพที่สังคมให้ความเชื่อถือถือ จากนั้นนั้นจึงพยายามระมัดระวังมากขึ้น ทั้งในเรื่องการทำคอนเทนต์ การสื่อสาร และแยกการเรียนกับการทำงานออกจากกันให้มากที่สุด

และหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเหมาะสมในตอนนี้ ทำให้ช่วงระหว่างที่ปิดเทอมนี้นั้นได้มีการปรึกษากับครอบครัว กำลังตัดสินใจจะ ดรอปการเรียนไว้ช่วงหนึ่ง เพื่อมาทำในพาร์ทของอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่าง

เหมาะสม นั้นได้มีโอกาสคิดทบทวนว่าบางครั้งเส้นทางชีวิตอาจไม่ได้พาเราไปได้ทุกทางพร้อมกันอย่างที่คิดไว้ และนั้นรู้สึกว่าแพทย์เป็นวิชาชีพที่มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมาก คำพูดหรือสิ่งที่ทำมีผลต่อความเชื่อมั่นของคนจำนวนมาก การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพั้นมองว่า การเรียนไม่สำคัญ แต่พั้นรู้สึกว่าโอกาสและประสบการณ์ที่เข้ามาไม่ชีวิตตอนนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากจริง ๆ และพั้นอยากลองทำมันอย่างเต็มที่

ในช่วงเวลาที่มีโอกาส ทางครอบครัวเองก็เป็นห่วงอนาคตของพั้นมาก และพั้นเองก็ทบทวนอยู่นานเพราะนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายของนั้นเลย แต่สิ่งที่พั้นรู้แน่ ๆ คือ ทุกวันนี้ความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เจอทีมงาน ได้เจอผู้คน ได้เจอแฟนคลับ และได้ทำอีกหนึ่งความฝันที่ตัวเองเคยมีมาตั้งแต่เด็ก

อีกเรื่องที่พั้นอยากขอมากที่สุด คือพั้นไม่อยากให้ทางคณะหรือทางคลินิกถูกตั้งคำถามหรือถูกวิจารณ์จากเรื่องนี้ เพราะตลอดที่ผ่านมา ทางคณะให้คำแนะนำ และความปรารถนาดีกับพั้นเสมอ ส่วนทางคลินิกที่นั้นเป็นพรีเซนเตอร์ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ก็ให้ความร่วมมือและเคารพแนวทางที่พูดยกับทางคณะ อย่างเต็มที่มาตลอดสุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ที่รับฟัง พื้นอาจยังเป็นคนคนหนึ่งที่กำลัง เรียนรู้ เติบโต และค่อย ๆ ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตทีละก้าว พั้นสัญญาว่าจะตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และขอบคุณทุกคนที่ยังเอ็นดูพั้นเสมอค่ะ.

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีคนไทยอีกมาก ที่อาจไม่ทราบว่า ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” มี “ปราสาทนครวัด” ตั้งอยู่ หากใครได้เข้าไปกราบพระแก้วมรกตแล้ว  อย่าลืมขึ้นไปที่ฐานไพที ข้างๆ พระมณฑปด้านที่เชื่อต่อถึง “พระวิหารยอด” จะพบว่ามี “ปราสาทนครวัด” จำลอง ตั้งอยู่ที่นั่น “ไกรฤกษ์ นานา” นักค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์จากเอกสารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เคยตั้งข้อสังเกตถึงที่มาในการจำลอง “ปราสาทนครวัด” มาไว้ในวัดพระแก้วว่า เกิดจากการพยายาม “แก้ลำ” สันดานผู้นำเขมร เอาไว้ว่า

เมื่อ พ.ศ.2397 สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองค์ด้วง) กษัตริย์แห่งกัมพูชา ได้ทรงแอบส่งพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งไปยังพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งยึดครองประเทศเวียดนามได้แล้วในขณะนั้น

สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีทรงส่ง “พระราชหัตถเลขาลับ” ดังกล่าว ผ่านทางสายลับฝรั่งเศสในสิงคโปร์ เพื่อขอให้ฝรั่งเศสเป็นธุระให้ สำหรับการทวงคืนดินแดนที่กัมพูชาเคยเสียไปให้กับเวียดนามในช่วงก่อนหน้านั้น  ที่สำคัญก็คือ เนื้อความในตอนต้นของจดหมายมีเจตนา “ทอดสะพาน” ขอฝักใฝ่ต่อฝรั่งเศสอย่างชัดเจน ดังความที่ว่า

“บัดนี้ตูพอพระทัยรักใคร่มหาราชพระบรมนาโปเลออนคำรบ 3 เป็นเจ้านครฝรั่งเศส ก็อยากใคร่ชี้บอกใจรักซื่อตรงกับเธอ ด้วยตูเปนเจ้าเมืองเขมร ก็มีใจยินดี อยากจะผูกไมตรีกับเจ้าเมืองฝรั่งเศส จะได้มีประโยชน์ไมตรียืดยาวต่อไป นครก็จะได้กว้างขวางมีประโยชน์แก่ราษฎรเปนอันมาก เขมรกับฝรั่งเศสก็จะได้เปนไมตรีรักใคร่กัน”

พึงทราบว่า ก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะยึดเมืองเว้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของเวียดนามไว้ได้ในขณะนั้น กรุงกัมพูชาก็อยู่ในสภาพที่เป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” คือ ต้องถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ทั้ง “สยามที่กรุงเทพฯ” และเมืองเว้ของเวียดนามด้วย  เรียกว่ามี “นายเหนือหัว” กระหนาบแผ่นดินซ้ายขวาอยู่เลยเชียว

พระราชหัตถเลขาลับของสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี จึงมีนัยยะแฝงทางการเมืองอยู่ด้วยว่า หากฝรั่งเศสยอมตกลง ก็จะไม่ทรงส่งเครื่องราชบรรณาการต่อสยามอีกต่อไป ดูได้จากสัญญาณผ่านคำว่า “ไมตรียืดยาว” ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้  ที่ไม่น่าจะสื่อถึง “ไมตรีที่เท่าเทียมกัน” แบบ “สองฝ่ายฟ้า” อย่างแต่ก่อน  หรือพูดง่ายๆ ว่า ยอมตนเป็นข้าของฝรั่งเศสเพื่อจะดิ้นให้พ้น “ฝ่ายฟ้าสยาม” และ “ฝ่ายฟ้าเวียดนาม” ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง 

ความนี้หรือนัยนี้ คงได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุณไกรฤกษ์ได้เสนอว่า
“พระราชดำริที่ให้ไปรื้อปราสาทนครวัดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ก็คือวิธีการตอบโต้อย่างหนึ่งของรัชกาลที่ 4 นั่นเอง”

 ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลานั้น ทรงมีพระราชดำริให้รื้อปราสาทหินเข้ามาสร้างในกรุงเทพฯสักแห่งสองแห่ง รวมถึงที่เมืองเพชร (เพชรบุรี) ด้วย  จึงมีรับสั่งให้ “พระสุพรรณพิศาล” กับ “ขุนชาติวิชา” ออกไปสำรวจหาที่เมืองนครธม นครวัด และเมืองพุทไธสมัน ว่ามีปราสาทไหนพอจะย้ายได้บ้าง ซึ่งขณะนั้น ดินแดนเหล่านั้น ยังเป็นพระราชอาณาจักรสยาม

พระสุพรรณพิศาลกับขุนชาติวิชากลับมาทูลรายงานว่า ได้ไปสำรวจมาหลายตำบลแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นปราสาทใหญ่ๆ รื้อมาคงไม่ได้ แต่ที่เมืองเสียมราฐ มีปราสาทไผทตาพรหม อยู่ 2 หลัง สูงแค่ 6 วา เห็นว่าพอจะรื้อเข้ามาได้ จึงโปรดให้มีตราไปเกณฑ์คนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองพนมศก เป็นแรงงานให้พระพิศาลไปรื้อปราสาทผไทตาพรหมเข้ามา โดยแบ่งกำลังคนออกเป็น 4 ผลัด ผลัดละ 500 คน

ต่อมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (นอง อภัยวงศ์) ได้ส่งพระยาอานุภาพไตรภพ เจ้าเมืองเสียมราฐ เข้ามากราบทูลว่า ได้เกณฑ์คนให้พระสุพรรณพิศาลตามรับสั่งแล้ว  แต่พอตั้งพิธีพลีกรรมบวงสรวงและลงมือรื้อปราสาทเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2403 ปรากฏว่ามีชาวเขมรประมาณ 300 คนออกมาจากป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลกับพระวังและลูกชายของพระสุวรรณพิศาลตาย รวม 3 คน ทั้งยังไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตร และคนอื่นๆ บาดเจ็บอีกหลายคน แต่พวกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาไม่ถูกทำร้าย จากนั้นก็หนีกลับเข้าป่าไป

ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้พระยาอภัยภูเบศร์ และพระยาอานุภาพไตรภพ รื้อปราสาทคนละหลังเข้ามาให้จงได้ พร้อมทั้งสืบหาผู้ร้ายรายนี้ให้ได้ด้วย

บรรดาเสนาบดีเมื่อทราบดังนั้น จึงเข้าชื่อกันทำเรื่องกราบบังคมทูลว่า ปราสาทหินที่เมืองเขมรนั้น กษัตริย์แต่โบราณได้สร้างไว้ มีอายุเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศติดแผ่นดิน หากไปรื้อเอามา คนสมัยนี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะยกหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ หรือรื้อเอาเข้ามาแล้วทำขึ้นใหม่ไม่ได้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นอีกเหมือนครั้งนี้ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติยศ ขอพระราชทานให้รับสั่งงดเสียดีกว่า แต่สำหรับผู้ร้ายนั้นให้สืบสวนเอาตัวให้จงได้

 เมื่อทรงพิจารณาตามคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดีแล้ว จึงมีรับสั่งให้งดรื้อปราสาทผไทตาพรหม แต่ไม่เลิกล้มพระราชดำริที่จะให้คนกรุงเทพฯได้ดูปราสาทขอม โปรดเกล้าฯให้พระสามภพพ่ายไปลอกแบบ “ปราสาทนครวัด” มา วัดส่วนกว้างส่วนยาวส่วนสูงอย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาเกือบ 4 เดือน พระสามภพพ่ายได้วัดส่วนต่างๆ ของปราสาทนครวัดมาทุกซอกทุกมุม รวมทั้งลวดลายต่างๆ อย่างจดไว้ตอนหนึ่งว่า

“…มียอดปรางค์ในระหว่างกลาง ๗ ศอก สูง ๑๕ วา มีประตูและบันไดขึ้นไปจากพื้นทั้ง ๔ ปราสาท มีประตูออกจากปราสาทเข้าไปปราสาทใหญ่ หลังคาพระระเบียงเอาศิลายาว ๒ ศอก หน้าใหญ่ ๑ ศอกเศษ หน้าน้อยกำมา ๑ ทับเหลื่อมกันขึ้นไปประจบเป็นอกไก่ พื้นหลังคาสลักเป็นลูกฟูก เอาศิลาแผ่นยาวๆทับหลังเหมือนอย่างทับหลังคา ไม่มีสิ่งไรรับข้างล่างก็อยู่ได้ทั้ง ๓ ชั้น ด้วยเป็นของหนัก ถัดพระระเบียงเข้าไปเป็นลานกว้าง ๑๐ วา ถึงองค์ปรางค์ เขมรเรียกว่าปราสาท ฐานกว้าง ๑๑ วา สูง ๑๙ วา ๒ ศอก มีในร่วมข้างในที่หว่างมุม ๔ ด้าน กว้าง ๗ ศอกคืบ ตรงกลางนั้นก่อตัน หน้ากระดานสลักเป็นลายเขมร กลีบขนุน สลักเป็นครุฑ เป็นเทวดา ตั้งพระพุทธรูปไว้ในหว่างมุขทั้ง ๔ มุข มุขละองค์…”

จึงโปรดฯให้ช่างกระทำจำลองตามแบบที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้

ขณะที่ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้เอาไว้ว่า
“…เหตุการณ์รื้อปราสาทด้วยจำนวนไพร่พลถึง 2 พันคนนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์กัมพูชา คือ สมัยของพระเจ้านโรดม ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2402-47 (หรือ ค.ศ. 1859–1904) สมัยนั้นกัมพูชาตกต่ำอ่อนแอจนกลายเป็นประเทศราชของทั้งสยามและเวียดนาม ก่อนที่จะหนีไปยอมรับการเป็นรัฐในอารักขา (Protectorate) ของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867)

…ในสมัยดังกล่าวเมืองเสียมราฐ (หรือเสียมเรียบ) และเมืองพระตะบอง ยังขึ้นโดยตรงกับทางกรุงเทพฯ โดยมีขุนนางท้องถิ่นตระกูลอภัยวงศ์ปกครองอยู่ และพระสุพรรณพิศาล ขุนนางเมืองนี้นั่นแหละ ที่ถูกรับสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าควบคุมการรื้อปราสาทตาพรหม

…เราไม่ทราบเหตุผลเบื้องหลังที่แน่ชัดว่า ทำไมรัชกาลที่ 4 ถึงโปรดจะให้รื้อปราสาทหินมหึมานั้นจากกัมพูชาในช่วงนั้น สมัยดังกล่าวจะตรงกับการที่ฝรั่งเศสกำลังคืบคลานเข้ามาเขมือบดินแดนอินโดจีน โดยจะค่อยๆ ได้เวียดนาม กัมพูชา และลาวไปเป็นอาณานิคมตามลำดับ (โปรดสังเกตคำว่าอาณานิคมกับคำว่าประเทศราช ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างกันของตะวันตกกับตะวันออก) และก็แข่งกับอังกฤษที่ได้เขมือบบางส่วนของพม่าและมลายูไปแล้ว ทำให้สยามตกอยู่ในฐานะกันชน (buffer) 

…แต่ที่น่าสนใจก็คือ การรื้อถอนปราสาทหินครั้งนั้นล้มเหลว และพระราชพงศาวดารฯ กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า มีเขมรประมาณ 300 คนออกมาแต่ป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 พระวังตายคน 1 บุตรพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 ไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตรป่วยเจ็บหลายคน แต่ไพร่นั้นไม่ทำอันตรายแล้วหนีเข้าป่าไป

…เป็นอันว่าในสมัยนั้น มีชาวกัมพูชาหรือเขมร ตั้งตัวเป็นเสมือนกองจรยุทธ์และก็โกรธแค้นการลักลอบเข้าไปรื้อปราสาทของเขาถึงขนาดยิงฟันบรรดาขุนนางหัวหน้าที่ควบคุมไป ถึงกับล้มตายเป็นจำนวนมาก และก็เป็นเหตุทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้องทรงระงับโครงการรื้อปราสาทหินดังกล่าว เปลี่ยนเป็นให้จำลองปราสาทนครวัดเล็กๆ ดังที่ พระราชพงศาวดารฯ ได้กล่าวไว้ว่า “ให้ช่างกระทำจำลองตามที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้” ซึ่งก็คือที่ วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวังนั่นเอง”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซนมาเยือนประเทศไทย ในสมัยนายกฯ พลอ.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ในช่วงของการเจรจาความเมืองยุคของการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของอุษาคเนย์ นายกฯ ฮุนเซนก็ยังขอแวะไปชมปราสาทจำลองแห่งนี้ ที่วัดพระแก้วด้วย

เรื่องและภาพ : จิตกร บุษบา

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

23 พฤษภาคม 2569 นับเป็นโมเมนต์สำคัญที่แฟนๆ รอคอย สำหรับพิธีแต่งงานที่ออสโล ประเทศนอร์เวย์ ของคู่รักซูเปอร์สตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา โดยหลังจากที่ แม่แก้ว ได้ออกมาโพสต์คลิป-ภาพบรรยากาศช่วงเปิดตัวเจ้าบ่าวณเดชน์ และ เจ้าสาวญาญ่ ที่บอกได้คำเดียวว่าสวยหล่อเหมาะสมกันมาก พร้อมทั้ง แม่แก้ว ได้ระบุแคปชันว่า แม่ขอนำความสุขที่สุดแห่ง รักของ NY เขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น มาฝากทุกท่าน และมีความสุขด้วยกันกับคู่บ่าวสาวที่หล่อสวยที่สุดนะคะ #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น

ล่าสุดแฟนๆ ของคู่รัก NY สิ้นสุดการรอคอยเมื่อเจ้าสาวได้ออกมาโพสต์ภาพบรรยากาศความงดงามของพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@urassayas” พร้อมแท็กเจ้าบ่าว “@kugimiyas” ระบุแคปชั่นนารัก “Mr. & Mrs. #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น” พร้อมวิวหลักล้านในออสโล ที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ตกแต่งสถานที่ด้วยดอกไม้สีขาวตัดกับสีเขียวดุจเทพนิยาย

โดยเจ้าบ่าวณเดชน์ มาในลุคหล่อเนี้ยบ สวมสูทสีดำเรียบหรู ขณะที่เจ้าสาวคนสวย ญาญ่า สะกดทุกสายตาในชุดเดรสยาวดีไซน์เก๋ลูกไม้ทั้งตัวหวานละมุน สวมปลอกแขนลูกไม้ พร้อมทรงผมดัดลอนสวมเวลยาว 

ซึ่งหลังจากที่ญาญ่า ได้โพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นเหล่าเพื่อนๆ แก๊งเพื่อนเจ้าสาวได้เข้ามาคอมเมนต์ซึ้ง ทำเอาน้ำตาซึม รวมถึงแฟนๆ ก็ได้เข้ามาอวยพรให้กับความรักของทั้งคู่เช่นกัน #ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วยค่ะ 

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

23 พฤษภาคม 2569 สร้างความภูมิใจให้กับแฟนชาวไทยไม่หยุด หลังจากที่ MV เพลง Goals ที่ศิลปินระดับโลกชาวไทย ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ได้ร่วมร้องกับอนิตตา (Anitta) ศิลปินชื่อดังชาวบราซิล และเรมา (Rema) แร็ปเปอร์ดังไนจีเรีย ซึ่งผ่านมาแล้ว 1 วันยอดวิวพุ่งไปถึง 5 ล้าน 

ล่าสุด สาวลิซ่า ได้ออกมาโพสต์ภาพลุคในเอ็มวีเพลง Goal บนอินสตาแกรมส่วนตัว “@lalalalisa_m” ที่มีผู้ติดตามกว่า 106 ล้านคน พร้อมระบุแคปชั่น “GOALS” พร้อมอีโมจิลูกฟุตบอล โดยสาวลิซ่ามาในลุคสปอร์ตเกิร์ลสวมเสื้อครอปตัวจี๊ดสีเหลือง กับกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วสีน้ำเงินอวดหุ่นเฟิร์มของลิซ่า พร้อมรองเท้าบูทส้นสูงสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการประกาศก้องไปทั้งโลกแล้วว่านาทีนี้แฟชั่น ดนตรี และกีฬา ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว 

โดยเมื่อ ลิซ่า ได้ออกมาโพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นเรียกได้ว่าโซเชียลคอมเมนต์กันสนั่นไอจี ซึ่งสาวลิซ่าโพสต์ไปเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงยอดกดไลก์เตรียมทะลุล้านแล้ว 

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

ลูกไม้หล่นใต้ต้น “น้องแสนดี-น้องณิริน” สองเพื่อนซี้ที่พิสูจน์ตัวเองจนคว้าโอกาสเซ็นสัญญาค่ายดัง พร้อมเปิดใจครั้งแรกหลังถูกโยงดราม่าใช้เส้นสายลูกดารา ขอเม้าธ์วีรกรรม “แม่หนิง-แม่โอ๋” ยกให้เป็นคุณแม่สายโหดตัวจริง พร้อมเคลียร์ชัด ๆ ความสัมพันธ์กับ “น้องบีน่า” วันนี้ยังเหมือนเดิมมั้ย ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “เป็กกี้ ศรีธัญญา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดค่าเลิฟอีส รู้สึกยังไง?

ณิริน : หนูรู้สึกตื่นเต้นมากค่ะ และดีใจมากที่พี่จิ๊บ (เทพอาจ กวินอนันต์) มองเห็นพวกเรา หนูกับแสนดีไปออดิชั่นหลายๆ ค่าย ดีใจที่พี่จิ๊บมองเห็นเรา และเห็นว่าเราจะพัฒนาได้ ให้โอกาสพวกเรา 

พอรู้ว่าออดิชั่นแล้วได้ รู้สึกยังไง?

แสนดี : ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ เพราะตอนออดิชั่นรู้สึกว่าทำไม่ดี วันนั้นพี่จิ๊บอยู่ในห้องออดิชั่นด้วย วันนั้นพี่จิ๊บให้เซ็นเลย หนูก็แบบ ขอบคุณพี่จิ๊บนะคะ หนูรักพี่จิ๊บค่ะ 

มีความกดดันมั้ย ออดิชั่นหลายที่ แต่ที่นี่ได้ ความกดดันสูงขนาดไหนวันที่ไปออดิชั่น?

ณิริน : สำหรับหนูตอนออดิชันหลายๆ ที่ มันไม่ได้ อาจเพราะเรายังพัฒนาตัวเองไม่พอ ยังเก่งไม่พอ เหมือนมาที่นี่กดดันตัวเองส่วนนึงเพราะหนูอยากได้ค่ายนี้มากๆ ตอนแรกหนูคิดในหัวอย่างเดียวเลยว่าต้องได้ๆ อย่างเดียว ไม่มีคำว่าไม่ได้ ถ้าไม่ได้คงเสียใจ ไม่รู้จะไปไหนต่อ ก็กดดันที่เราก็ไม่อยากให้คุณแม่ต้องเสียหน้าด้วย ก็กดดันตรงนี้

แสนดี : หนูกดดันมาก เหมือนพี่จิ๊บเรียกทุกคนในค่ายมาดูหนู หนูกลัวมาก พี่จิ๊บถามว่ามีเพลงเตรียมบ้างมั้ย หนูไม่รู้จะร้องอะไร วันนั้นหนูโชว์ไป 5-6 เพลงเลย เพราะหนูเตรียมมาเยอะ พี่จิ๊บเขาขอดูทุกอัน หนูก็กดดัน 

ในห้องเขาให้ทั้งร้องทั้งเต้น?

ณิริน : เขาให้ร้อง 1 เพลง ร้องโชว์พลัง ร้องเต้น 1 เพลง โชว์พิเศษว่าเราทำอะไรอย่างอื่นได้ อย่างของหนูก็เล่นเปียโนกับร้องเพลง อาจมีเพลงร้องแต่ละสไตล์บ้าง หนูโชว์ประมาณ 5-6 เพลง

เพลงที่เอาไปร้องแล้วคิดว่าดีสุดในวันนั้นคือเพลงอะไร?

ณิริน :  DREAM ของ BABYMONSTER ค่ะ 

แสนดี : Lose Control ค่ะ 

ซ้อมหนักเหมือนกัน แม้จะฝึกหัดอยู่ ต้องเรียนด้วย แบ่งเวลายังไง?

แสนดี : จริงๆ พี่จิ๊บเขาแคร์เรื่องเรียนมากๆ หนูก็บอกว่าถ้านัดซ้อมขอไม่ดึกมาก แล้วก็ขอหลังเลิกเรียนค่ะ

ณิริน : เสาร์-อาทิตย์ซ้อมเต็มที่ค่ะ ของหนูคุณแม่ไม่ได้เคร่งว่าต้องเสร็จกี่โมง เขาขอแค่ให้ทำดีที่สุด แต่เรื่องเรียนห้ามตกค่ะ ถ้าเราเรียนวันแรกตอนเข้าไปออดิชั่น พี่จิ๊บบอกว่าการเรียนก็ห้ามทิ้งนะ ถ้าเกรดออกก็เอามาให้ดูด้วย เราต้องเรียนดี พี่จิ๊บบอกแม่หนูว่าถ้าณิรินทำอะไรไม่น่ารักใส่แม่ หรือแม่คุยกับหนูไม่ได้ให้แม่โทรมาหาพี่จิ๊บ เดี๋ยวพี่จิ๊บคุยให้ค่ะ เขาเหมือนเป็นแฟมิลี่มากกว่าบอสของเรา แต่เกรดหนูยังไม่ออกค่ะ (หัวเราะ) 

อยู่ในค่ายสนุกมากมั้ย?

แสนดี : สนุกมากค่ะ 

ต้องแลกด้วยหยดน้ำตาเหมือนกัน มีอะไรเกิดขึ้น?

ณิริน : สำหรับหนูไม่ได้กดดันหรือเครียดหรือเสียใจขนาดนั้น หนูรู้สึกว่าทุกคนในค่ายเหมือนแฟมิลี่มากกว่าเป็นเพื่อนร่วมงานทุกคนน่ารักซัปพอร์ตกัน แต่ความกดดันก็มีบ้าง ที่เรารู้สึกว่าเรายังทำไม่ดีพอ เราพัฒนาตัวเองไม่ถึงโกลว์ที่เราต้องการ หนูก็ร้องไห้ 

แสนดี : หนูก็กดดัน หนูเข้าไปแล้วคนอื่นสนิทกันอยู่แล้ว มันกดดันมากๆ หนูไม่รู้จะคุยกับใคร หนูเคยร้องไห้ให้แม่ฟัง บางคนเขาทำดี พอหนูเข้าไป ครูเต้นบอกว่าทำได้ดีกว่านี้ ตอนแรกหนูคิดว่าหนูเก่งเต้น แต่พอหนูเข้าไปในค่ายหนูรู้สึกว่าหนูทำอะไรไม่ได้เลย 

ร้องไห้บ่อยแค่ไหน?

แสนดี : แม่ ร้องไห้บ่อยแค่ไหน (ถามแม่โอ๋) 

ณิริน : ร้องไห้ทั้งกลุ่มจริงๆ ค่ะ หนูมีไลน์กลุ่มกับพี่ๆ 3 คน กลุ่มเทรนี 5 คน โชว์เสร็จทุกคนร้องหมดเลย คนนึงเสียงแหบ บางคนร้องผิด พี่จิ๊บก็ปลอบ แต่หนูรู้สึกว่าเราทำได้ดีกว่านี้ ร้อง 10 นาทีไม่เลิก จนครูบอกว่าไม่เป็นไรลูก ใจเย็นๆ ลูก 

จิตวิญญาณสตาร์เลย แสนดีร้องไห้บ่อยแค่ไหนพี่โอ๋?

โอ๋ : เอาจริงๆ ตั้งแต่เด็กร้องไห้น้อยมาก แต่พอเข้าไปเทรนนี่ วันนึงขึ้นรถมาร้องไห้โฮ คนเป็นแม่เนอะ แสนดีความเครียดแทบเป็นศูนย์ พอเห็นก็บอกว่าไม่เป็นไร แสนดีตั้งใจ บางเรื่องเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ สิ่งที่เขามาถามเขาไม่ค่อยเข้าใจ เขาเสียใจ แม่ก็ร้องไห้ไปด้วย ก็บอกว่าให้ฮึด เดี๋ยวต้องเจออะไรอีกเยอะ หลังจากวันนั้นอีกวันสองวันเขาก็โอเค

แสนดี : แล้วก็ร้องไห้ใหม่อีกอาทิตย์ถัดมา (หัวเราะ)

โอ๋ : ถ้ามีเทรนมาใหม่ ก็ร้องไห้ใหม่ ไม่เป็นไร เป็นน้ำตาที่เขาอยากเรียนรู้ มีความสุขที่ได้ทำ 

ณิริน : การเป็นเทรนี่กับการร้องไห้เป็นเรื่องปกติค่ะ อาจมีเครียดบ้าง แต่ว่าพี่จิ๊บก็ให้กำลังใจเรา 

หนิงภูมิใจมั้ย?

หนิง : ภูมิใจกับทั้งคู่มากๆ เพราะเราอยู่ตั้งแต่เดย์วันที่เขาไปออดิชั่นกัน ออดิชั่นแล้วก็เฟล ไม่ได้ คุยกันงุ้งงิ้ง 2 คน สุดท้ายก็อยากให้เป็นกำลังใจให้เขา ให้เขาได้มีโอกาสพัฒนา จริงๆ แล้วจะบอกทั้งคู่เสมอ เวลาดุไม่ได้ดุแค่ณิรินคนเดียว ดุแสนดีด้วย 

ณิริน : น่ากลัวมากเลย (หัวเราะ)

หนิง : ว่าชีวิตการทำงานจริงๆ เราต้องพัฒนา ต้องมีวินัย ต้องรักในอาชีพ ในจรรยาบรรณอาชีพนี้จริงๆ 

เราเข้าไปด้วยความสามารถของเรา มีคนพูดมั้ยเข้าไปได้เพราะเป็นลูกดารา?

ณิริน : มีค่ะ 

เจอคอมเมนต์แบบนี้ไป รู้สึกยังไง?

แสนดี : ณิรินฟีลเศร้า หนูฟีลโกรธ 

ณิริน : ไม่ได้รู้สึกเครียดหรืออะไร หนูแค่รู้สึกท้อ หนูก็คุยกับแม่ คิดว่าถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ สักวันนึงเขาเห็นเองค่ะ หนูไม่ได้โกรธพวกพี่เขาเลยที่เขียนแบบนี้ เพราะพี่ๆ เขาก็มีสิทธิ์คิด เป็นหนู หนูก็คิด แต่หนูรู้สึกว่าถ้าเราพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ มันก็จะโอเคค่ะ หนูเชื่อว่าพี่ๆ เขาคงให้โอกาสเราประมาณนึง หนูทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ไปออฯ มาหลายค่ายก็ไม่ได้ แต่พี่จิ๊บเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวหนูกับแสนดี ก็รับเราเข้าค่าย ก็ขอโอกาสทุกคนอย่าเพิ่งตัดสินพวกหนูนะ 

แสนดี : หนูฟีลโกรธ จะต่อย หนูไม่ชอบอยู่แล้วตอนคนมาด่า เขาคิดได้ แต่ไม่ต้องพูดก็ได้ค่ะ เหมือนพอถึงจุดนึงแล้ว มันทำได้จริงๆ มันก็ท้อแหละ แต่ฟีลโกรธมากกว่าเศร้า 

ถึงขั้นบอกให้แม่โอ๋ บอกพี่จิ๊บว่าถ้าหนูความสามารถไม่ถึง พี่จิ๊บไม่ต้องรับหนูเข้าค่าย?

แสนดี : วันที่หนูออฯ หนูได้เซ็นสัญญาวันนั้น วันนั้นหนูรู้สึกว่าหนูทำไม่ดี หนูทำแย่มาก หนูไม่กล้ากลับไปดูวิดีโอ พอพี่จิ๊บรับ หนูขึ้นรถก็ถามแม่ว่าเขารับเพราะหนูเก่งจริงๆ ใช่มั้ย วันนี้หนูรู้สึกว่าหนูทำแย่มาก แม่ไปบอกพี่จิ๊บ ไปย้ำเขาได้มั้ย ถ้าหนูไม่เก่ง ไม่ต้องรับหนู 

ณิรินรู้มั้ยเกิดมาปุ๊บอยากเป็นอะไร?

ณิริน : หนูรู้ตั้งแต่เกิดเลยว่าหนูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เป็นศิลปินค่ายเลิฟอีส หนูรู้ชะตากรรมว่าเกิดมาต้องเป็นศิลปินค่ายเลิฟอีส ตอนเกิดหนูไม่ได้ร้องไห้ หนูร้องเป็นเพลง 

หนิง : ณิรินเวลาเขาร้องไห้ เขาเป็นโคลิก ชอบร้องไห้ตลอดเวลา แต่พอเปิดเพลงให้เขาฟัง เขาจะหยุดทันที 

หนิงไม่อยากให้ณิรินเข้าวงการ?

ณิริน : พอแม่บอกโลกวงการบันเทิงมีทั้งร้ายและไม่ร้าย เขาอยากให้หนูเป็นหมอศัลยกรรม เหตุผลหลักๆ เขาอยากไปคลินิกฟรีค่ะ แต่ตอนนั้นหนูอยากเข้าวงการมาก ตอนเด็กหนูรู้แล้วล่ะว่าอยากเป็นศิลปิน แต่อยากลองหลายๆ ทาง อยากลองเล่นละคร ก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น ไปขอลุงโน่ว่าอยากเล่น แม่ก็ไม่รู้ ลุงโน่ก็ไปบอกแม่ว่าให้ณิรินเล่นนะ ละครเรื่องนั้นเปิดทางให้หนูอยู่วงการบันเทิงด้วย

อีกสิ่งที่สำคัญคือการเป็นศิลปิน ได้ร้อง ได้เต้น ทำให้หนูลืมเรื่องอะไรที่มันไม่ดี?

ณิริน : ที่หนูอยากเป็นมาก อย่างเวลาหนูทะเลาะกับเพื่อน มันทำให้ลืมได้ ทะเลาะกับพ่อแรงๆ มีปัญหากับพ่อ ก็อยากลืม ไม่อยากเครียด การร้องการเต้นทำให้หนูรู้สึกผ่อนคลายขึ้นจริงๆ เป็นแรงผลักดันว่าเราอยากเริ่ดบ้างนะ

คุณพ่อฝากคุณย่ามาแสดงความยินดี?

ณิริน : ใช่ค่ะ 

ทำไมเขาไม่แสดงความยินดีเอง?

ณิริน : หนูก็รักคุณพ่อเหมือนเดิม รักทุกคนเหมือนเดิม หนูก็เข้าใจในสิ่งที่พ่อเลือก หนูเคารพการตัดสินใจของพ่อ หนูเชื่อว่าเขาอยากมีความสุขบ้าง แต่ที่หนูไม่ได้คุยกับเขา หนูไม่ได้ติดต่อหรือตัดการติดต่อกับเขา เพราะคิดว่าทุกครั้งที่คุยหนูไม่อยากมีปัญหากับพ่อ ไม่อยากให้พ่อต้องเครียดด้วยว่าณิรินโกรธ ถ้าสมมติมีอะไรก็บอกคุณย่าก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูยังรักพ่อเหมือนเดิมนะคะทุกคน ยังโอเคเหมือนเดิม แค่ช่วงนี้เฉยๆ โนดราม่านะ 

หนิง : เขาโตแล้ว เขา 13 เขามีสิทธิ์คิด ตัดสินใจบนทางที่เขาคิดและตัดสินใจ ถ้าเป็นทางที่ถูกแล้วดี เราเป็นแม่ก็เคารพสิ่งที่เขาคิด 

มีช่วงนึงณิรินไม่มีความสุข แต่ช่วงนี้สว่างไสว พร้อมเจิดจ้า?

ณิริน : มีความสุขเพราะพี่จิ๊บให้โอกาสค่ะ 

เข้าวงการได้ปรึกษาแม่มั้ย เขาให้คำแนะนำยังไง?

ณิริน : แม่เขาค่อนข้างให้เดินเองไปก่อน ถ้ามีปัญหาหนูก็ถามเขาได้ เช่นเรื่องที่โดนดราม่าว่าแก้ปัญหายังไง เวลาอยู่ในค่ายพัฒนาตัวเองไม่พอ รู้สึกตัวเองยังทำไม่ถึง ต้องทำยังไง หนูก็ถามแม่ 

แสนดี : หนูไม่ค่อยปรึกษา เพราะแม่เขาเต้นไม่เป็น ร้องไม่เป็น 

โอ๋ : (หัวเราะ) แสนดีเขาเด็กมาก แล้วความคิดเขามีอยู่แค่นี้ เขาตั้งใจ เขาอยากทำให้เต็มที่ เขาชอบ เขารู้ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะว่าเขาชอบ เขาก็จะไม่ปรึกษาแม่ เขาจะบอกว่าแม่ร้องเพลงไม่เป็นแม่จะคอมเมนต์ได้ยังไง โอ๋ก็บอกว่าฉันก็ฟังเป็นโว้ย แต่ส่วนมากเราจะบอกเรื่องอื่น อย่างเรื่องมารยาทมากกว่า เวลาเข้าไปสวัสดีทุกคนนะ นั่งตรงนี้ ถ้าจะแต่งหน้าอย่าเอาไอแพดมาเล่น ไหว้ทุกคน มองตา ไม่ใช่ไหว้ส่งๆ โอ๋จะเน้นเรื่องมารยาท  แต่เรื่องเพลงโอ๋เชื่อว่าพอเขาเข้าค่ายก็ดีนะ แม่ไม่ต้องมาทะเลาะกับลูก ให้ทางค่ายดูแลเขาไปเลย 

ลูกมีความเป็นศิลปิน แต่เราร้องไม่ได้ เต้นไม่ได้ รู้สึกยังไง?

โอ๋ : มันคือความภูมิใจ เราไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ เป็นศูนย์ 

แสนดี : เป็นคนสวย

โอ๋ : อันนั้นแน่นอน ไม่งั้นเธอจะสวยเหมือนแม่เหรอ เราไม่เป็นอะไร แต่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กๆ โอ๋รู้สึกว่าแสนดีเขาชอบเรื่องการเต้นตั้งแต่เด็ก แต่ตอน 12 เขาบอกว่าถ้าเขาเต้นอย่างเดียว  เขาจะไม่ได้เป็นศิลปินนะแม่ เขาน่าจะได้เรียนร้องเพลง หลังจากนั้นเขาเรียนร้องเพลงแค่ปีนิดๆ เองก็มีพัฒนาการขึ้น 

มีดราม่าว่าเป็นลูกดาราแหละถึงได้เข้า?

โอ๋ : เห็นน้ำตาลูกแหละ ไม่ได้มีใครพูดอะไร โอ๋เห็นลูกร้องไห้วันที่ไปเทรน ไปเซ็น ไปรอ ลูกร้องไห้กลับมา ก็คิดว่าอีกหน่อยต้องมีคนพูด พอไลฟ์ก็เลยพูดไปเองแหละว่าครั้งนี้แสนดีเขาตั้งใจมาก เราก็รู้ความตั้งใจของลูก ค่ายเป็นค่ายใหญ่ ก็รู้สึกแค่ ค่ายเขาน่าจะต้องพิจารณาพอสมควร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เป็นแค่ลูกดาราแล้วเข้าไป แม่ก็เลยรู้สึกว่าเขาตั้งใจ ทางค่ายก็น่าจะเห็นความมีอะไรของเขา ถึงรับเขา ไม่ใช่แค่เป็นลูกเรา 

คำนี้ณิรินก็โดน?

หนิง : หนิงพูดกับเขาเสมอๆ ณิรินทั้งเล่นละคร ทำพิธีกร ทำงานมาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว มันเลยอาจไม่ได้แรงมากสำหรับณิริน หนิงจะบอกณิรินว่าทุกครั้งที่ทำงาน เราได้โอกาส เราต้องทำงานให้ดี เขาจะพูดยังไงก็แล้วแต่ ณิรินต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ถ้าผลงานณิรินดี ใครก็ว่าณิรินไม่ได้ ดังนั้นวันนี้ถ้าเรารู้ว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอ ก็แค่พัฒนา ทำต่อไป ทำจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง หนิงค่อนข้างเป๊ะเรื่องการทำงานและวินัย

ณิริน : เขาเป็นคนพูดตรงๆ ไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่เป็นคนพูดตรงๆ 

น้องณิรินสนิทน้องบีน่าตั้งแต่ตอนไหน?

ณิริน : ตั้งแต่เกิดเลย 

ช่วงบีน่าเจอดราม่าให้กำลังใจเพื่อนยังไง?

ณิริน : หนูก็ให้กำลังใจเพื่อน ล่าสุดชวนบีน่ามากินข้าวกับเพื่อนๆ มีแสนดี มีเพื่อนหนูอีกคนด้วย บีน่าเขาก็เครียด เขาก็ร้องไห้กับหนู เราก็คอยซัปพอร์ตคอยให้กำลังใจว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ก็สนุกดี ยังเจอกันอยู่ หนูยังรักบีน่าเหมือนเดิม

แสนดี : หนูก็เหมือนกัน ตอนดราม่าเกิดขึ้นหนก็พิมพ์ไปว่ายูโอเคมั้ย เขาก็ตอบกลับมาว่าโอเค วันไปกินข้าว หนูก็ไปด้วย 

บีน่าเป็นคนเหมือนพาณิรินเข้าวงการร้องเต้นในตอนแรก?

ณิริน : ตอนแรกหนูชอบอยากเป็นศิลปินอยากเต้นอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเดี่ยวเป็นกลุ่มยังไง ยังหาแนวทางไม่เจอ บีน่าเขาบ้าเคป๊อบ ทีป๊อบมากค่ะ เขามีทุกอย่างเลย ทุกอัลบั้ม มีหมดเลย เขาชวนเราร้อง ชวนเราเต้น นั่นแหละเริ่มเห็นและฟันธงว่าหนูอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ปแบบนี้ ตอนนั้นไปเที่ยวสิงคโปร์บีน่าก็เปิดเพลงแบล็กพิงค์ คิดท่าเต้น ตอนนั้นรู้เลยว่าอยากเป็น

เป็นเพื่อนที่ทำให้เราเห็นภาพชัดว่าเราอยากเป็นศิลปิน?

ณิริน : ใช่ค่ะ 

ร้องเต้นด้วยกันบ่อยๆ ทำให้คนคิดว่าจะออกเป็นดูโอ้คู่กันหรือเปล่า?

แสนดี : จริงๆ แล้วก็ตามใจพี่จิ๊บ แต่เราบอกพี่จิ๊บว่าขอไม่ออกคู่ 

ณิริน : น่าจะออกกลุ่มมากกว่า เราบอกพี่จิ๊บไปแล้ว พี่จิ๊บค่อนข้างฟังความคิดเห็นของเด็ก การที่เราไม่ออกคู่เพราะดูโอ้ก็ค่อนข้างยาก หนูรู้สึกว่ามันยืนบนเวทีแล้วไม่สวย อยากมีสัก 4-5 คนยืนเรียงกัน 

โอ๋ : อยากให้ออกคู่เนอะ สองคนสวยดี 

หนิง : ไปแอบดูเขาซ้อม รู้เลยทำไมไม่อยากออกคู่ เวลาร้องเพลงดูโอ้มันต้องประจันหน้ากันมองหน้าส่งอารมณ์ ลองให้เขาทำดูสิ สภาพเป็นไง 

มองหน้ากันแล้วยังไง?

ณิริน : มันสนิทกันเกินไป เพลงเศร้ามากเลยนะคะ แต่มองหน้าเพื่อนแล้วแบบ.. เมื่อวานซ้อมอยู่ แสนดีหลุดขำ ครูถามว่าเป็นอะไร แสนดีบอกว่าเปล่าค่ะ แล้วมองหน้ากันไม่ได้ นั่นแหละ เลยคิดว่าถ้าออกคู่อาจขำกันเอง แต่เวลาโชว์กับพี่ๆ 5 คน หนูรู้สึกว่ามันลงตัวนะ ถ้าให้พูดตรงๆ หนูว่าหนูกับแสนดีคาแรกเตอร์โดดกันเกินไป ก็เลยอยากออกกลุ่ม 

ในค่ายมีใครอยู่ในกลุ่มเรา?

แสนดี : เล็งแล้วค่ะ จริงๆ หนูอยากเทรนกับคนใหม่ๆ ใครก็ได้ หนูอยากมีเพื่อน

ณิริน : หนูอยากเดบิวต์กับพี่กลุ่มที่เทรนด้วย เพราะหนูรู้สึกว่าไม่อยากให้ใครคนใดคนหนึ่งขาดหาย หนูรักพี่เขาหมดเลย เขาก็น่ารักกับเรามาก อยากให้เดินไปด้วยกัน 

หนิง : อยากเดบิวต์เป็นศิลปินต่างประเทศบ้างมั้ย

แสนดี : หนูคิดอยู่แล้วว่าอยู่ค่ายไทยดีกว่าตั้งแต่แรก ถ้าเราไปเริ่มที่ประเทศอื่น มันจะยาก 

โอ๋ : กลัวลำบาก 

ณิริน : หนูอยากไปโชว์โคเชลล่าค่ะ แต่ถ้าให้ไปอยู่ต่างประเทศ หนูไม่ไป ไม่ได้เจอพี่จิ๊บหนูจะร้องไห้ หนูรักพี่จิ๊บ

แสนดี : ไอเลิฟพี่จิ๊บๆๆๆ

วันที่ 30 พ.ค. จะออนสเตทด้วยกัน คืองานอะไร?

ณิริน : งาน ULTRASOUND, House of Trainees ที่ LIDO ค่ะ เป็นคอนเสิร์ตเปิดตัวเทรนี่เลิฟอีสค่ะ 

แสนดี : ค่ายโพสต์ในไอจีแล้ว แต่มันเป็นสุ่ม เพราะในฮอลล์นั้น 600 คนใกล้เต็มแล้วๆ จริงๆ ตอนแรก 500 เต็มตั้งแต่วันแรกเลย 

ณิริน : เขารวมหมดเลย แค่ญาติพี่น้องเทรนนีทุกคนรวมกัน 146  คน  บ้านเรานี่แหละไปเยอะมาก ทุกคนรอดูได้เลย เวทีระเบิดแน่นอน

หนิง : ปกติเด็กสองคนนี้เขาถนั