ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ชมคลิป อบอวลไปด้วยความรัก! “แม่แก้ว” เปิดคลิป “ณเดชน์-ญาญ่า” วิวาห์แบบครบเครื่องมาก ทั้งสนุก ทั้งโรแมนติก

เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งแห่งปีที่แฟนๆ ทั่วประเทศรอคอย สำหรับพิธีวิวาห์สุดโรแมนติกของคู่รักซุปตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่บินลัดฟ้าไปจัดงานอย่างอบอุ่นกันที่ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าสาว หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีไทยอิสานที่จังหวัดขอนแก่นไปเมื่อ 17 เมษายน 2569  

ล่าสุด “แม่แก้ว” ได้ออกมาเสิร์ฟความฟินให้แฟนคลับ NY ได้กรี๊ดสนั่นโซเชียล ด้วยการโพสต์คลิปบรรยากาศช่วงเปิดตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่บอกได้คำเดียวว่า “โรแมนติกและอบอุ่นที่สุดในโลก” ออร่าความหล่อความสวยของทั้งคู่คือทะลุเฟรมออกมาเลยทีเดียว

งานนี้แม่แก้วไม่ได้มาแค่คลิป เพราะยังแนบแคปชันสุดซึ้งที่อ่านแล้วชวนยิ้มตามด้วยความปิติตามสไตล์คุณแม่เผยว่า “แม่ขอนำความสุขที่สุดแห่ง “รัก”ของ NY เขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น มาฝากทุกท่าน และมีความสุขด้วยกันกับคู่บ่าวสาวที่หล่อสวยที่สุดนะคะ #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น”

ทำเอาบรรดาแฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างแห่กันเข้าไปกดไลก์ คอมเมนต์แสดงความยินดีให้กับ “เขยนอร์เวย์และสะใภ้ขอนแก่น” คู่สร้างคู่สมคู่นี้กันอย่างล้นหลาม

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

กระทรวงวัฒนธรรมไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และมรดกวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างบทบาทของวัฒนธรรมในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับ นางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก 'พลฉุดชักราชรถ'

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพาวุธทหารบก จัด พิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 09.00 พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงฯ, ชุดครูฝึกจิตอาสา, กำลังพลชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ และกำลังพลกรมสรรพาวุธทหารบก ร่วมพิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลชุดครูฝึก ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง มีความสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติ โดยทำการฝึกครูในท่าต่างๆ ที่ต้องใช้ในพระราชพิธี ได้แก่ ท่าเบื้องต้น, ท่าหยิบเชือก, ท่าวางเชือก, ท่าเดินตามปกติ, ท่าหยุดจากการเดิน, ท่าถวายบังคม และท่าเดินประกอบเพลงบรรเลงในพระราชพิธี โดยใช้เวลาในการฝึกชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ รวมทั้งสิ้น 2 สัปดาห์

ในการนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทให้กับผู้เข้าร่วมพิธีฯ ความว่า “ ตามที่ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้มอบหมายให้โรงเรียนทหารสรรพาวุธ รับผิดชอบในส่วนขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นั้น นับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งและเป็นเกียรติยศสูงสุด ซึ่งการที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้จะต้องอาศัยความ ร่วมใจ ความเสียสละ ความอดทน จากพวกเราทุกคน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้พวกเรามีความตั้งใจ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้การปฏิบัติใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ ขอให้พวกเราทุกคน จงภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการกิจอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เปิดเผยถึงความพร้อมของกำลังพลว่า ในปัจจุบันกรมสรรพาวุธทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชรถ พระราชยาน และเครื่องประกอบ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งเป็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอันสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้การเตรียมกำลังพลได้ดำเนินการคัดเลือกครูฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กําลังพลชุดครูฝึกได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ด้าน พันเอก สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ทหารนอกราชการและครูฝึกจิตอาสา เปิดเผยว่า ความพร้อมของครูฝึกตอนนี้มีความพร้อม จากประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจพระราชพิธีปี 2560 ครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีครูฝึกอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ผ่านประสบการณ์ดังกล่าว จึงทำให้ต้องมีการฝึกครูเพื่อสานต่อภารกิจอันสำคัญยิ่งต่อไป และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนได้แนะนำเหล่าทหารรุ่นใหม่เกี่ยวกับการฉุดชักราชรถ เพื่อให้พระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

23 พ.ค. 2569 10:54 น.

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

จรวด Starship รุ่นอัปเกรด ของบริษัท SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ เกิดลุกไหม้และระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการทดสอบบินครั้งล่าสุด

การทดสอบดังกล่าวเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 12 ของโครงการ Starship และถือเป็นการบินครั้งแรกของ Starship เวอร์ชัน V3 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งระบบเครื่องยนต์ ระบบป้องกันความร้อน และโครงสร้างจรวด เพื่อรองรับภารกิจในอนาคต ทั้งการส่งดาวเทียม การพามนุษย์กลับดวงจันทร์ และแผนเดินทางสู่ดาวอังคาร 

จรวดถูกปล่อยจากฐาน Starbase รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ หลังเลื่อนกำหนดปล่อยมาแล้ว 1 วัน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่แท่นยิง โดยภารกิจครั้งนี้ใช้เวลาบินราว 66 นาที และสามารถเดินทางถึงจุดหมายเหนือมหาสมุทรอินเดียได้สำเร็จ 

ระหว่างภารกิจ Starship สามารถปล่อยดาวเทียมจำลอง Starlink ได้ 22 ดวง รวมถึงทดสอบระบบใหม่หลายรายการ เช่น แผ่นกันความร้อนรุ่นปรับปรุง และเครื่องยนต์ Raptor รุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการบินมีรายงานว่า หนึ่งในเครื่องยนต์ Raptor เกิดปัญหาและดับลงกลางทาง ทำให้ระบบต้องชดเชยแรงขับด้วยเครื่องยนต์ที่เหลือ 

แม้สุดท้ายยานจะสามารถกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและลงแตะผิวน้ำได้ตามแผน แต่ภาพจากการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นว่า Starship เกิดไฟลุกและระเบิดหลังสัมผัสน้ำทะเล กลายเป็นภาพลูกไฟขนาดใหญ่กลางมหาสมุทรอินเดีย 

อย่างไรก็ตาม SpaceX ระบุว่า เหตุระเบิดหลังลงจอดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากภารกิจนี้เน้นทดสอบการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและการลงจอด มากกว่าการกู้ยานกลับมาใช้งานจริง 

ที่ผ่านมา โครงการ Starship เผชิญปัญหาและการระเบิดหลายครั้งระหว่างการทดสอบ โดยเฉพาะปัญหาเชื้อเพลิงรั่ว ระบบแรงดัน และเครื่องยนต์ขัดข้อง ซึ่ง SpaceX ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดขนาดยักษ์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก 

Starship ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนสำรวจอวกาศของ SpaceX โดยองค์การนาซาเลือกใช้ยานรุ่นนี้ในโครงการ Artemis เพื่อพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ ขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ ยังตั้งเป้าใช้ Starship สำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารในอนาคต. 

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

23 พ.ค. 2569 09:16 น.

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนราว 40,000 คน และปิดโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหลจากถังเก็บภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน เสี่ยงเกิดการระเบิด

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ เขตออเรนจ์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

สำนักงานดับเพลิงออเรนจ์เคาน์ตีระบุว่า ภายในถังมีสารเคมีอยู่ประมาณ 6,000-7,000 แกลลอน หรือราว 22,700-26,500 ลิตร และไม่สามารถหยุดการรั่วไหลได้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์

เครก โควีย์ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองการ์เดนโกรฟ เตือนระหว่างการแถลงข่าวว่า สถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการป้องกันล่วงหน้า แต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงจริง พร้อมระบุว่า ถังเก็บสารเคมีอาจแตกร้าวจนสารเคมีรั่วไหลลงพื้น หรืออาจเกิดระเบิดขึ้นได้

ด้าน สเตฟานี คลอปเฟนสไตน์ นายกเทศมนตรีเมืองการ์เดนโกรฟ ยอมรับว่าสถานการณ์สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน แต่ย้ำว่าคำสั่งอพยพมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งสร้างแนวกั้นด้วยกระสอบทราย เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีไหลลงท่อระบายน้ำ ลำคลอง หรือไหลลงสู่มหาสมุทรใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สารเมทิล เมทาคริเลต เป็นสารที่ระเหยง่าย มีความเป็นพิษสูง และติดไฟได้ง่าย โดยก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถควบคุมถังที่เสียหายได้ 1 จาก 2 ถัง แต่ถังที่เหลือยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตหนักที่สุด

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุสารเคมีรั่วในแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ อาจลุกลามเป็นภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยครั้งใหญ่ได้ หากถังเกิดระเบิดขึ้นจริง.

ที่มา : AP

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

23 พ.ค. 2569 08:32 น.

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นใหม่ขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดขึ้นทดสอบบินครั้งแรก ขณะที่นาซาจับตาใช้ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ในโครงการอาร์ทิมิส

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 บริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของนายอีลอน มัสก์ ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นปรับปรุงใหม่จากฐานปล่อยสตาร์เบส ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ใกล้ชายแดนเม็กซิโก เพื่อทดสอบการบินครั้งที่ 12 ของโครงการจรวดขนาดยักษ์ที่มุ่งพามนุษย์เดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต โดยการปล่อยจรวดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังมัสก์ประกาศแผนนำสเปซเอ็กซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยสตาร์ชิปลำใหม่บรรทุกดาวเทียมจำลอง “สตาร์ลิงก์” จำนวน 20 ดวง เพื่อปล่อยระหว่างภารกิจทดสอบ

จรวดรุ่น V3 มีความสูง 124 เมตร สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และเพิ่มกำลังขับมากขึ้น พร้อมปรับปรุงระบบควบคุมและระบบนำทางใหม่ ทั้งครีบควบคุมขนาดใหญ่ขึ้น ระบบส่งเชื้อเพลิงที่แข็งแรงกว่าเดิม รวมถึงติดตั้งกล้องและคอมพิวเตอร์เพิ่มสำหรับภารกิจเชื่อมต่อยานในอนาคต

สเปซเอ็กซ์ตั้งเป้าให้สตาร์ชิปเป็นจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด โดยใช้แขนกลยักษ์ที่ฐานปล่อยช่วยรับตัวจรวดกลับสู่พื้นโลก แต่ภารกิจทดสอบครั้งนี้ไม่มีแผนกู้คืนชิ้นส่วนใด โดยบูสเตอร์จะตกลงสู่อ่าวเม็กซิโก ส่วนตัวยานจะสิ้นสุดภารกิจเหนือมหาสมุทรอินเดีย

องค์การนาซา กำลังจับตาความคืบหน้าของสตาร์ชิปอย่างใกล้ชิด เพราะมีแผนใช้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ในโครงการ “อาร์ทิมิส” ซึ่งเป็นภารกิจนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคอะพอลโล โดยนาซาให้เงินสนับสนุนหลายพันล้านดอลลาร์แก่สเปซเอ็กซ์ และบริษัทบลู ออริจิน (Blue Origin) ของนายเจฟ เบซอส เพื่อแข่งขันพัฒนายานลงจอดดวงจันทร์ โดยปัจจุบัน สตาร์ชิปสามารถบินขึ้นสู่ขอบอวกาศได้หลายครั้ง แม้บางภารกิจจบลงด้วยการระเบิดกลางอากาศ ขณะที่ “บลูมูน” ของบลูออริจิน ยังไม่เคยปล่อยบินจริง แต่มีแผนทดสอบภารกิจไปดวงจันทร์ภายในปีนี้.

ที่มา AP

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

23 พ.ค. 2569 07:54 น.

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

เหตุเหมืองถ่านหินของจีนเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่วไหลและระเบิด ล่าสุดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 8 ศพ และคนงานอีก 38 คนยังติดอยู่ใต้ดิน เจ้าหน้าที่เร่งปฏิบัติการช่วยเหลือตลอดคืน

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมว่า เหตุการณ์แก๊สพิษรั่วไหลเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เหมืองถ่านหิน “หลิ่วเสินอวี่” ในมณฑลซานซี ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของจีน ก่อนที่จะเกิดการระเบิดซ้ำ

ก่อนหน้านี้สื่อจีนรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ใต้ดินทั้งหมด 247 คน โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยขึ้นมาได้ 157 คน แต่ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ส่วนคนงานอีก 90 คนยังคงติดอยู่ภายในเหมือง และอย่างน้อย 16 คนอยู่ในอาการวิกฤต

ล่าสุด ทางการจีนยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 8 ศพ และยังมีคนงานติดอยู่ภายใน 38 คน โดยระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษร้ายแรงที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ภายในเหมือง ยังสูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย

แม้จีนจะพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยในเหมืองมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่อุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างหละหลวม

จีนถือเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด แม้รัฐบาลจะเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

23 พ.ค. 2569 07:02 น.

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

ชาวคิวบาหลายแสนคนรวมตัวหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา  แสดงพลังสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุยิงเครื่องบินพลเรือนตกเมื่อ 30 ปีก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ประชาชนชาวคิวบาจำนวนมากรวมตัวชุมนุมบริเวณด้านหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา เพื่อแสดงการสนับสนุนนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งข้อหาเขาในคดีเกี่ยวกับเหตุเครื่องบินพลเรือน 2 ลำถูกยิงตกเมื่อ 30 ปีก่อน

รัฐบาลคิวบาระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 250,000 คน โดยผู้ร่วมชุมนุมรวมถึงประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล ผู้นำคิวบาคนปัจจุบัน และสมาชิกครอบครัวของราอูล คาสโตร

ระหว่างการชุมนุม มีการอ่านสารจากราอูล คาสโตร ซึ่งกล่าวขอบคุณชาวคิวบาที่ออกมาแสดงพลังสนับสนุน พร้อมยืนยันว่า เขาจะยังคงยืนหยัดนำพาประชาชนและปกป้องการปฏิวัติคิวบาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่

ทางการคิวบากล่าวหาว่าสหรัฐฯ ใช้คดีเครื่องบินตกเป็นข้ออ้างในการเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง และอาจใช้เป็นเหตุผลเพื่อแทรกแซงทางทหาร ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามผลักดันให้คิวบาปฏิรูปทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส นิมิตซ์ พร้อมกองเรือโจมตี ได้เดินทางเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนแล้ว ทำให้สถานการณ์ระหว่างวอชิงตันและฮาวานาถูกจับตามองมากขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา.

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

23 พ.ค. 2569 06:00 น.

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ และยังติดอยู่ใต้ดินอีกอย่างน้อย 90 คน หลายรายอาการวิกฤต

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหิน “หลิวเสินอวี่” เมืองฉางจื้อ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หลังระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ภายในเหมืองพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย เมื่อเวลาประมาณ 21.43 น. ตามเวลาท้องถิ่นของคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะเกิดเหตุ มีคนงานอยู่ใต้ดินทั้งหมด 247 คน โดยทีมกู้ภัยสามารถอพยพคนงานขึ้นมาได้แล้วอย่างน้อย 157 คน ภายในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ รวมถึงผู้เสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนงานอีกประมาณ 90 คนติดอยู่ภายในเหมือง ท่ามกลางปฏิบัติการช่วยเหลือที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่สื่อทางการจีนระบุว่า ในจำนวนผู้ที่ยังติดอยู่ มีอย่างน้อย 16 คนอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

จนถึงขณะนี้ ทางการจีนยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของจีนอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในเหมืองหลายครั้งจากปัญหาก๊าซพิษ การระเบิด และระบบระบายอากาศที่ไม่ได้มาตรฐาน.

ที่มา Xinhua

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

23 พ.ค. 2569 05:45 น.

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

นักดำน้ำกู้ภัยเผย อุปกรณ์ของนักดำน้ำชาวอิตาลี 4 คนที่เสียชีวิตในถ้ำใต้น้ำมัลดีฟส์ “ไม่เหมาะสม” ต่อการดำน้ำในพื้นที่อันตราย ขณะเจ้าหน้าที่เตรียมส่งศพกลับอิตาลี หลังเกิดโศกนาฏกรรมดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายซามี ปัคคาริเนน นักดำน้ำชาวฟินแลนด์ หนึ่งในทีมกู้ภัยที่เข้าไปเก็บกู้ร่างนักดำน้ำชาวอิตาลี 4 คนในถ้ำใต้น้ำของมัลดีฟส์ เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นของอิตาลีว่า อุปกรณ์ที่กลุ่มนักดำน้ำใช้ในวันเกิดเหตุ “ไม่เหมาะสม” สำหรับการดำน้ำในถ้ำลึกและพื้นที่เสี่ยงอันตราย

นายปัคคาริเนนระบุว่า ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกพบรวมกันอยู่ในจุดเดียวภายในถ้ำใต้น้ำบริเวณวาวู อะทอลล์ ซึ่งมีความลึกราว 60 เมตร และถือเป็นพื้นที่ดำน้ำที่ยากและอันตรายอย่างมาก โดยทีมกู้ภัยต้องใช้เวลาหลายวันจึงสามารถเข้าถึงจุดนี้ได้

โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มนักดำน้ำไม่ได้ใช้อุปกรณ์เฉพาะสำหรับดำน้ำถ้ำ เช่น เชือกนำทางหรือสายเซฟตี้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้นักดำน้ำสามารถหาทางกลับออกจากพื้นที่ซับซ้อนใต้น้ำได้อย่างปลอดภัย พร้อมระบุว่า นักดำน้ำถ้ำมืออาชีพจะไม่เข้าไปในพื้นที่ลักษณะนี้หากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว นักดำน้ำกู้ภัยยังมองว่า สาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้อาจเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ แม้ท้ายที่สุดจะต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ศาสตราจารย์โมนิกา มอนเตฟัลโกเน นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยเจนัว, มูเรียล ออดเดนิโน นักวิจัย, จอร์เจีย ซอมมาคาล ลูกสาวของศาสตราจารย์มอนเตฟัลโกเน และเฟเดริโก กวลติเอรี บัณฑิตจบใหม่ ส่วนผู้เสียชีวิตรายแรกที่พบก่อนหน้านี้คือ จานลูกา เบเนเดตตี ครูสอนดำน้ำและผู้จัดการเรือ

รายงานระบุว่า กลุ่มนักดำน้ำลงน้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหายตัวไปหลังไม่กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนและคลื่นลมแรง ทางการมัลดีฟส์ได้ออกประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองสำหรับเรือโดยสารและชาวประมงในพื้นที่ดังกล่าว 

ขณะเดียวกัน นักดำน้ำกู้ภัยชาวมัลดีฟส์ 1 คนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจค้นหาร่างผู้สูญหาย ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นอุบัติเหตุดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นประเทศท่องเที่ยวชื่อดังในมหาสมุทรอินเดีย.

ที่มา BBC