เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

23 พ.ค. 2569 05:26 น.

เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสาร คลิปวิดีโอ UFO ชุดใหม่ ตามคำสั่งทรัมป์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของรัฐบาล หนึ่งในรายงานระบุจนท.ข่าวกรองพบลูกแก้วเรืองแสงปริศนาไล่ตามเครื่องบินรบกลางอากาศ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยเอกสารชุดที่สองเกี่ยวกับปรากฏการณ์วัตถุบินผิดปกติไม่ทราบฝ่าย หรือ UAP (Unidentified Anomalous Phenomena) ตามโครงการ PURSUE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ UFO มากขึ้น

การเปิดเผยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังเพนตากอนเผยแพร่เอกสารชุดแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เอกสารชุดใหม่ประกอบด้วยไฟล์ทั้งหมด 64 รายการ แบ่งเป็นเอกสาร PDF 6 ไฟล์ บันทึกเสียง 7 ไฟล์ และวิดีโออีก 51 คลิป

หนึ่งในข้อมูลที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือรายงานเหตุการณ์เมื่อปี 2568 ซึ่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ รายหนึ่งเล่าว่า ระหว่างโดยสารเฮลิคอปเตอร์ ได้พบวัตถุเรืองแสงลักษณะคล้ายลูกแก้วขนาดใหญ่ 2 ดวงปรากฏขึ้นกลางอากาศ

รายงานระบุว่า วัตถุนี้มีลักษณะเป็นรูปวงรี สีส้ม และมีศูนย์กลางสีขาวหรือเหลืองสว่างจ้า เปล่งแสงออกทุกทิศทาง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสังเกตเห็นว่าวัตถุปริศนาเดียวกันเคลื่อนตัวเข้าใกล้เครื่องบินขับไล่ที่บินอยู่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่บรรยายว่า เขาสังเกตเห็นว่าวัตถุเหล่านั้นดูเหมือนกำลังไล่ตามเครื่องบินรบ พร้อมระบุว่า วัตถุเรืองแสงทั้งสองดวงก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

อย่างไรก็ตาม เพนตากอนยังไม่ได้ยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจากต่างชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงใช้คำว่า UAP แทนคำว่า UFO เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวโดยตรง.

ที่มา BBC  war.gov/UFO/

WHO เตือนการระบาดของอีโบลา ในคองโก “ลุกลามรวดเร็ว” ยกระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดในประเทศ

WHO เตือนการระบาดของอีโบลา ในคองโก “ลุกลามรวดเร็ว” ยกระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดในประเทศ

22 พ.ค. 2569 23:45 น.

WHO เตือนการระบาดของอีโบลา ในคองโก “ลุกลามรวดเร็ว” ยกระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดในประเทศ

องค์การอนามัยโลกเตือน การระบาดของอีโบลาในคองโกกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับความเสี่ยงภายในประเทศสู่ระดับ “สูงมาก” หลังยอดผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 750 ราย เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 177 ศพ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ดร.ทีดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แถลงว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และ WHO ได้ปรับระดับความเสี่ยงภายในประเทศจาก “สูง” เป็น “สูงมาก” ขณะที่ความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายในระดับภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง ส่วนระดับโลกยังถือว่าต่ำ

WHO ระบุว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 82 ราย และเสียชีวิตยืนยัน 7 ศพ แต่คาดว่าตัวเลขจริงสูงกว่านั้นมาก โดยมีผู้ป่วยต้องสงสัยเกือบ 750 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัย 177 ราย ขณะที่สถานการณ์ในยูกันดายังทรงตัว พบผู้ติดเชื้อยืนยัน 2 ราย ซึ่งเดินทางมาจากคองโก และมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

องค์การอนามัยโลกยังเปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เร่งทดลองใช้โมโนโคลนอลแอนติบอดี 2 ชนิด และประเมินยาต้านไวรัส “โอเบลเดวี” เพื่อใช้รักษาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงหลังได้รับเชื้อ พร้อมหารือเรื่องวัคซีนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาและผลิต

ด้านสหประชาชาติประกาศจัดสรรเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,190 ล้านบาท เพื่อเร่งควบคุมการระบาดในคองโกและประเทศข้างเคียง ขณะที่สหรัฐฯ ให้คำมั่นสนับสนุนอีก 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 840 ล้านบาท รวมถึงเตรียมสนับสนุนการตั้งศูนย์รักษาอีโบลาสูงสุด 50 แห่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งในคองโกและยูกันดา.

ที่มา AP

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แจ้งปัญหาไป Traffy-Fondue 17 วัน ไม่มีความคืบหน้า..เข้าใจเลยเพราะ ชัชชาติ ลาออก..ใครจะสนใจ #เราก็ต้องไปถึงเขตเอง

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ 'เสรีพิศุทธ์' ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ “ส้ม” เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน ว่าเรื่องฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบจริงจังอยู่แล้วและทำมาตลอด ทั้งอภิปรายในสภาและแถลงนอกสภา แต่เหตุผลที่เราไม่ร่วมเข้าชื่อกับคุณเสรีพิศุทธ์ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ไปผูกขาดการตีความเรื่องมาตรฐานจริยธรรม

หากเราเห็นผู้มีอำนาจทำเรื่องที่ผิดและบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษครอบคลุมไว้อยู่แล้ว เราก็เดินหน้าตามช่องทางนั้น ไม่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้กำหนดนิยามจริยธรรมตามดุลยพินิจของตัวเอง จนสังคมตั้งคำถามว่าความแน่นอนชัดเจนอยู่ตรงไหน เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ 

“ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์เห็นปัญหาที่ผ่านมาแต่ยังจะทำแบบเดิม ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านเคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองและความเข้มแข็งของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือเปล่า” 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนไม่มีฮั้วกับใคร เรายืนบนหลักการนี้มาตลอด ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์ยังจำได้ ย้อนไปตอนรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร พรรคประชาชนก็ถูกตั้งคำถามลักษณะนี้ แต่เรายึดหลักการนี้เหมือนกันว่าเรื่องจริยธรรมควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้คนไม่กี่คนมาตัดสินตามดุลพินิจของตัวเอง

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

'ปิยบุตร'ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี

เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ตอนปี 2565 ผมได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตรา เอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของผมทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผมขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้

ยกเลิกคณะองคมนตรี

1. คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรก ในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่า “คณะอภิรัฐมนตรี” มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็น “คณะองคมนตรี” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2. ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้
กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง “รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”
และ

“ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

”ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน … แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

5. ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า
การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“ยศชนัน” ลุยเชียงใหม่! ชูยุทธศาสตร์ยกระดับ อว. เป็น “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ผุด Sandbox แก้ปัญหาโครงสร้างชาติ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง พร้อมปั้น “เชียงใหม่” เป็นอีกหนึ่งฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันที่ 23 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงานสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปี 2569 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร มีการแสดงปาฐกถาจาก ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้ฉายภาพ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ที่ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เพื่อมอบหมายนโยบายและชี้แนะแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ

ยศชนัน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในปัจจุบันกระทรวงไม่ได้ต้องการยุทธศาสตร์ใหม่ แต่ต้องการการเติมเต็มช่องว่าง และการทำงานแบบ Synergy โดยมองว่ากระทรวง อว. เปรียบเสมือน “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ที่มีพร้อมทั้งองค์ความรู้และบุคลากรระดับหัวกะทิ ซึ่งสามารถสร้างพื้นที่ Sandbox นำร่องในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้ในทุกมิติ โดยต้องนำงานวิจัยไปเชื่อมโยง กับภาคเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง การจัดการภัยพิบัติ และการบริหารภาครัฐ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานรับผิดชอบสามารถนำไปขยายผล (Scale up) ได้จริง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ไทยเป็น “ประเทศรายได้สูง” ผ่านเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งจะเป็นรากฐานในการแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ฝังรากลึกในสังคมอย่างยั่งยืน

“ผมตั้งเป้าว่าเป็นประเทศรายได้สูง คนอาจจะหัวเราะ แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง ทุจริตคอร์รัปชัน พี่ไปแก้ปัญหาคอร์รัปชันดิ พี่แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด พี่ให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอร์รัปชันครับ เพราะพื้นฐานความเป็นคน ถ้าเรามั่นใจในประชาชน ยังไงเขาก็ไม่โกงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มี New growth engine ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศ”

ยศชนัน

ในด้านการพัฒนาระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Ecosystem) รมว.อว. ได้หยิบยกกรอบการทำงานของ World Bank ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ได้แก่ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วงล้อเศรษฐกิจจะไม่สามารถหมุนต่อไปได้ พร้อมแนะว่าหากวิทยาการใดล้าสมัย (Obsolete) สถาบันการศึกษาไม่ควรอุ้มเทคโนโลยีนั้นไว้ แต่ต้องหันมา “อุ้มคน” ด้วยการ Reskill และ Upskill ให้บุคลากรสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ได้

นอกจากนี้ ยังแนะให้นักวิจัยก้าวออกจากห้องแล็บเพื่อสร้างเครือข่าย และเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และกลุ่มทุนอย่าง Venture Capital (VC) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่าและต่อยอดได้จริง

ยศชนัน

“ทรัพย์สินที่อยู่ในหัวเรา คือสิ่งที่ Google มี value ขึ้นมาตอนนี้ Elon Musk สามารถรวยเข้ามาได้กับเรื่องนี้ และในบางครั้งแล้วทรัพย์สินทางปัญญาถึงผมมีปริญญา 4-5 ใบ โดนรถชนตายข้างหน้านี้ ลูกหลานไม่ได้เลย แต่ถ้าผมมี IP ผมสามารถที่จะส่งเรื่องนี้ให้ลูกให้หลานผมได้ เพราะฉะนั้นพี่จะจด IP แบบยิบๆ ย่อยๆ ใครจะอยากได้ประโยชน์ แล้วเมื่อไหร่จะเอา IP ไปเปลี่ยนเป็นเงินได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก”

ศ.ดร.ยศชนัน แนะให้มหาวิทยาลัยปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาใหม่ โดยยึดประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) เป็นศูนย์กลาง การศึกษาในยุคหน้าจะต้องครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิด 100 วันแรก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุในระดับ Hospice Care มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การมองว่าบริษัท Startup ที่เข้ามาอบรมเพียงครึ่งวันก็ถือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือการจับคู่ผู้สูงอายุวัยเกษียณที่มีประสบการณ์สูงมาเป็น Venture Builder ร่วมกับนักศึกษาปริญญาตรี พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อย่าง TK Park เข้ากับอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมระดับประเทศได้

ยศชนัน

ในช่วงท้าย รมว.อว. ได้กล่าวชื่นชมอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ว่าเป็นหนึ่งในระบบนิเวศการบ่มเพาะ Startup ที่ดีที่สุดและเป็นเสมือนศูนย์ฝึกงานด้านนวัตกรรมของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ที่เชื่อมต่อระหว่างอินเดียและจีน อีกทั้งไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ (MedTech) และการผลักดันแนวคิด Nature Positive ควบคู่ไปกับ Net Zero รวมถึงศักยภาพด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ที่ไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท้ายสุด ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกหรือ Technology Disruption ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวกระโดด โดยกล่าวว่า

ยศชนัน

“หลายประเทศเขาเจริญไปละ พอ Technology disruption เกิดขึ้น เขาออกไปเลย เขากำลังถอยหลังมาใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ ไม่ใช่ช้าแล้วยังเข้าไปอีก คือในเมื่อเราช้าแล้วเราก็ต้องไปให้ถูก นี่คือโอกาสของเรา เพราะเรากำลังเดินมาช้าๆ มาถึงแยกพอดี ยังไม่หลงทาง วันนี้มันเป็นโอกาสจริงๆ ที่เราจะเลือกก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตของประเทศเรา“

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนาดังกล่าวมีคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง , ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. , นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตลอดจนคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ยศชนัน

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

เปิดเอกสาร! สอบ ‘ปลัดจังหวัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน ‘26กระบอก’ ลามโยง ‘เว็บพนันออนไลน์’ แต่จบลงโทษสถานเบาหวิว แค่ตัดเงินเดือน 2% ก่อนที่ล่าสุดถูก ‘อธิบดีปกครอง‘ เด้งเข้ากรุจากเคส ’ส่วยป่าตอง‘

23พ.ค.2569 รายงานข่าวแจ้งว่า จากเอกสารบันทึกข้อความ ลงวันที่ 7 ก.ค. 2568  ของกระทรวงมหาดไทย  เรื่องข้าราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
พบรายละเอียดว่า “นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร”  ปลัดจังหวัดภูเก็ต ครั้งดำรงตำแหน่ง นอ. (ผอ.สูง) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใน 2กรณี ทั้งเรื่องการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ 

ในเอกสารระบุว่า นายรุ่งเรือง ในฐานะนายทะเบียนท้องที่ ออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ให้กับ “นายแซม แวดาโอ๊ะ” รวม 26 กระบอก ทั้งที่ไม่ได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เอกสารรายได้ ทรัพย์สิน และหนังสือรับรองความประพฤติอย่างรอบคอบ ต่อมาปรากฏว่าเจ้าตัวมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 

นอกจากนี้ ผลสอบยังกล่าวถึงเส้นทางการเงินเชื่อมโยงคดีพนันออนไลน์ โดยระบุว่ามีการใช้บัญชีธนาคารและโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับนายรุ่งเรือง ในธุรกรรมรับโอนเงินจำนวนหลายล้านบาทจากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ทราบพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา แต่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นการปล่อยปละละเลย จนกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของราชการ

ทั้งนี้จากเหตุและผลตามข้อเท็จจริงนายรุ่งเรือง  ธิมาบุตร ดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติ อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติ คณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา83(2) และ (10 ) ประกอบมาตรา84 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และโดยที่อำนาจการดำเนินการทางวินัยและมีคำสั่งลงโทษทางวินัย  นายรุ่งเรือง ธิมาบุตรเป็นของอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่ง มท. ที่ 251 /2565 ลว. 27ม.ค. 2565  จึงเห็นควรดำเนินการ ดังนี้

ลงโทษตัดเงินเดือนนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ในอัตราร้อยละ2เป็นเวลา3 เดือน ตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน   และ รายงานผลการดำเนินการทางวินัยต่อคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 103
แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และแจ้งคำสั่งลงโทษนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ให้ ผวจ.หนองบัวลำภู ทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวมีการลงนามเสนอความเห็นโดย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง และปัจจุบันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พค.2569 นาย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งด่วนให้ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร  ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวม 5 คน ในจังหวัดภูเก็ต เข้าช่วยราชการที่กรุงเทพมหานคร หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับส่วยสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวน 3 ชุด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการประเมินความเป็นไปได้และศึกษาผลกระทบในด้านต่าง ๆ ของโครงการอย่างรอบด้าน โดยมีรายละเอียดของคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ดังนี้

1. คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำหน้าที่เป็นประธาน โดยมีรายชื่ออนุกรรมการที่น่าสนใจ อาทิ นายสันติธาร เสถียรไทย, ศาสตราจารย์รุธิร์ พนมยงค์, ศาสตราจารย์สุพจน์ เตชวรสินสกุล, นายภูมินทร์ หะรินสุต และนายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ร่วมเป็นคณะทำงาน

2. คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ กำหนดให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการ

3. คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ มีปลัดกระทรวงคมนาคม รับหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

ปลัดกทม. ลงนามประกาศให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. อย่างเป็นทางการ เตรียมซ้อมเสมือนจริง 27 พ.ค. เปิดรับสมัครวันแรก 28 พ.ค.นี้ 

วันที่ 23 พ.ค.69  นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยกาาการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 

โดยกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2569 ระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.30 น. ถึงเวลา 16.30 น. สถานที่รับสมัคร ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง จำนวนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเลือกตั้ง 1 คน เขตเลือกตั้ง 1 เขต และ จำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่จะเลือกตั้ง ทั้งสิ้น 50 คน เขตเลือกตั้งมี จำนวน 50 เขต 

ทั้งนี้ จะมีการแถลงข่าวการเตรียมการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันพุธที่ 27 พ.ค. 69 โดยมีปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อม กกต.ทถ.กทม. และ ผู้บริหารกทม.ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการรับสมัครฯ ณ โถง ชั้น1 อาคารไอราวัตพัฒนา และ มีการซักซ้อมเสมือนจริงระบบการรับสมัคร ส.ก.และผู้ว่าๆ กทม. ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) 

จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28  พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะมีการพิจารณาวาระด่วน กรณีดีเอสไอ ขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา ๑๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

โดย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

เรื่อง ส่งเรื่องพิจารณาตามมาตรา ๑๒๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ อส ๐๐๓๑.๒/๖๙๕๓ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เรื่อง มอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีความผิด ซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย จำนวน ๒ แผ่น

ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ อยู่ระหว่างสอบสวน กรณี กลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเป็นคดีต่อเนื่องเกี่ยวพัน คดีพิเศษที่ ๕/๒๕๖๖ (คดีพิเศษที่ ๑๕๐/๒๕๖๘) ต่อมาระหว่างการสอบสวนพบว่าความผิดดังกล่าว เป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา ๒๐ จึงมีหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๑๑/๐๑๓๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ กราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ต่อมาอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย แจ้งว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๐ จึงมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนหนึ่งคนใด ในกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนฝ่ายเดียว พร้อมให้แจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา ในสำนวน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ จึงกราบเรียนมายังท่าน เพื่อพิจารณาอนุญาตตามมาตรา ๑๒๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทำการออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เข้ามารับทราบ ข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

ยุทธนา แพรดำ