ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

ฉก.พญานาคราช จับผู้ลักลอบขนอโวคาโด 8 ตัน มูลค่า 8 แสนบาท และมะพร้าวเถื่อน 43 ตัน มูลค่า 2.4 ล้านบาท ส่งตำรวจดำเนินคดี

วันนี้ (25 มี.ค.) พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจันทบุรี จับกุมการลักลอบนำเข้าอโวคาโดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ซึ่งจัดเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยรับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เข้ามายังบริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าช่องทางซับตารี จุดพรหมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผานมา จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดเข้าตรวจสอบ พบรถกระบะลูกกรง 2 คัน กำลังเคลื่อนตัวผ่านจุดชายแดนไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวส่งสัญญาณให้หยุดรถ เพื่อทำการตรวจสอบแหล่งที่มาของพืชชนิดที่บรรทุกมา

สำหรับผู้ต้องหารายแรก หยุดรถให้ตรวจสอบ จึงพบว่าได้บรรทุกอโวคาโด ที่ไม่สามารถแสดงเเหล่งที่มา และไม่มีเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาด้วย จึงตรวจยึดไว้  ส่วนรถกระบะลูกกรงอีกคัน เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุด กลับพยายามเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร จนพบจุดสกัดของด่านกักกันสัตว์จันทบุรี รถกระบะคันดังกล่าว จึงหยุดรถ เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาของอโวคาโด และไม่มีเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาจึงตรวจยึดไว้ ซึ่งของกลางมีน้ำหนักรวม 8,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800,000 บาท โดยผู้ต้องหา 2 คน ถูกดำเนินคดีข้อหานำเข้าอโวคาโด ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ดำเนินคดี

อีกรายก่อนหน้านี้ กำลังเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช พร้อมด้วย พ.ต.อ. สราวุฒิ ปรีดาภรณ์ พ.ต.ท. อนันต์ กาวสันเทียะ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ร่วมกันจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยรับเบาะแส ว่าจะมีการลักลอบขนมะพร้าวเถื่อน เข้ามาในบริเวณพื้นที่ ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ห่างจากจุดพรหมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา 460 เมตร กำลังเจ้าหน้าที่จึงออกเฝ้าระวังติดตาม ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อมาพบรถบรรทุก ป้ายทะเบียนกัมพูชาต้องสงสัย ขับผ่านเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว และได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะมีคนไทย มารอรับซื้อที่โกดัง ด่านสวนส้ม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

ทั้งนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบมะพร้าวที่บรรทุกมาในรถ พบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวกัมพูชา แสดงตนเป็นคนขับ 2 ราย กำลังขนถ่ายมะพร้าวจากรถบรรทุกป้ายทะเบียนกัมพูชา ไปยังรถกระบะบรรทุก ป้ายทะเบียนไทย พบของกลางเป็นมะพร้าว รวมทั้งสิ้น 43,000 กิโลกรัม มูลค่า 2.4 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงจับกุมตัวไว้พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

015

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

ไทย-ญี่ปุ่น กระชับความสัมพันธ์ เสริมพลังความร่วมมือด้านการเกษตร

วันนี้ (25 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับ นายคะจิวาระ โทรุ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย พร้อมด้วย น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.ไปรยา เศวตจินดา ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายถาวร กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายหารือถึงผลสำเร็จจากความร่วมมือที่ผ่านมา อาทิ การประชุมเชิงปฏิบัติการ “The Capacity Building Workshop on Carbon Credit Methodology for Biochar and other Carbon Dioxide Removal” ซึ่งเป็นการร่วมดำเนินงานระหว่างกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงาน National Agriculture and Food Research Organization (NARO) ของญี่ปุ่น และการต่อยอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามอง

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามสถานการณ์ดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรระหว่างกัน รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญด้านอาหารปลอดภัยเพื่อให้ผู้บริโภคของทั้งสองฝ่ายได้อาหารที่มีคุณภาพ มาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งจะได้หารืออย่างใกล้ชิดในการประชุมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) ครั้งที่ 15 ที่จะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการเชิญเข้าร่วมจัดงาน Yokohama Expo 2027 ของฝ่ายญี่ปุ่น และสำหรับฝ่ายไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญหน่วยงานของญี่ปุ่น เข้าร่วมจัดแสดงในมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2569 – 14 มี.ค.2570 ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connection People, Water and Plants for Sustainable Living ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์ แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” และต่อด้วยงานมหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา พ.ศ.2572 (Korat Expo 2029) ระหว่างวันที่ 10 พ.ย.2572 – 28 ก.พ.2573 ภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแห่งโลกสีเขียว” (Nature & Greenery: Envisioning the Green Future) ซึ่งนับเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในด้านพืชสวนของทั้งสองประเทศต่อไป

015

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา  อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯให้เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาและมอบนโยบายการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดภาคใต้

ด้วยสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้กำหนดจัดสัมมนาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนพื้นฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด 4 ภูมิภาค เพื่อให้คณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และสามารถให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานสาขาจังหวัดให้มีแนวทางการดำเนินงานด้านการฟูและพัฒนาอาชีพ การแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกันเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD  ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวภายหลังร่วมเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งมีนายอิทธิศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงและโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค กรมปศุสัตว์” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” 2. เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ 3.การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน 4.แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง 5.การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ 6.การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สวก.และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็ค สำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม” น.สพ.สมชวน กล่าวและว่า ขณะนี้ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD มีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิด “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน” พื้นที่นาข้าว จ.ตาก ที่เทศบาลนครแม่สอด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ว่าปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดย จ.ตาก มีพื้นที่ทำนาประมาณ 355,249.45 ไร่ และในช่วงเดือนมกราคม 2568 พบจุดความร้อน (HOTSPOT)มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือ รองจาก จ.นครสวรรค์ จึงต้องเร่งทำสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นายอิทธิ กล่าวว่า กรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ได้จัดทำโครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังฯ ในพื้นที่นาข้าวของ จ.ตาก เพื่อแก้ปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM2.5 เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นโดยเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาฟางและตอซัง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวแทนการเผา เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร และยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ 1.นิทรรศการภายใต้หัวข้อ “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน พื้นที่ในนาข้าว จ.ตาก” 2.การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การไถกลบตอซังข้าว 3.นิทรรศการผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว เป็นต้น

‘นฤมล’ร่วมหารือ เกษตรฯฟิลิปปินส์ ขยายส่งออกสินค้า เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

‘นฤมล’ร่วมหารือ  เกษตรฯฟิลิปปินส์  ขยายส่งออกสินค้า  เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

‘นฤมล’ร่วมหารือ เกษตรฯฟิลิปปินส์ ขยายส่งออกสินค้า เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr.Secretary of the Department ofAgriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ โดยมีนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เร่งรัดการปรับแก้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองประเทศ และเทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งเร่งรัดการปรับแก้ข้อตกลงระหว่างกรมประมงแห่งประเทศไทย และกรมประมง และทรัพยากรสัตว์น้ำแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)

“ไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือเนื้อสัตว์ปีก และผลลำไยสด ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานของฟิลิปปินส์ โดยมีการติดตามความคืบหน้าเพื่อให้ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรได้มากขึ้น รวมทั้งแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรฟิลิปปินส์ โดยสินค้าที่ฝ่ายฟิลิปปินส์สนใจจะนำเข้า ได้แก่ ข้าว และเนื้อสุกร” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 15 ของไทย ในระหว่างปี 2565-2567 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 1.87 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก

‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

'อธิบดีกรมการข้าว'เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมปิดตรวจสอบรายงานการเงินของกรมการข้าว สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้แทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 11 พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

ทั้งนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 11 ได้ตรวจสอบรายงานการเงินของกรมการข้าว และมีความเห็นว่า รายงานการเงินแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 และผลการดำเนินงานของกรมการข้าว สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกัน มีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังได้ให้คำแนะนำกับกรมการข้าว เพื่อให้การบริหารการจัดการเงินของกรมการข้าว เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด

– 006

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“จากเดิมปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ได้ปรับเปลี่ยนโดยลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวลง หันมาทำเกษตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับปลูกทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น และทำสวนป่า”

นายเฉลา เงินคำ ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านหนองหิน ต.หินตาต อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร กล่าวถึงการปรับพื้นที่ 22 ไร่ ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกหลากหลายผสมผสานทั้งพยุง มะค่า ยางนา แค มะม่วง มะพร้าว มะยงชิด สาเกและหญ้าหวาน อีกทั้งยังเลี้ยงสุกร ไก่และปลา ปัจจุบันมีรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อปี

ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการปรับเปลี่ยน นอกจากด้านเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว การปลูกแบบผสมผสานซึ่งจำลองสภาพป่าธรรมชาติอย่างวนเกษตร ยังเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยทำให้บรรยากาศร่มรื่น อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน ทั้งนี้ พื้นที่เกษตรของตนยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรทั้งในและนอกชุมชนที่สนใจ

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

บุกทำเนียบ!…กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้านมติ ครม. 3 มีนาคม 2568 ชี้ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติสอง มาตรฐาน

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน นำโดย นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และ นายชนะศักดิ์ จุมพลอนันต์ นายกสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ สมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป และเกษตรกรกว่า 200 คน นัดรวมตัวบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่มีการทบทวนและเห็นชอบเรื่องระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอก่อนหน้านี้ โดยในประเด็นโครงสร้างระบบบริหารโครงการนมโรงเรียน ที่มีการแบ่งกลุ่มพื้นที่จาก 5 เขต พื้นที่เป็น 7 เขตพื้นที่ และการเพิ่มวัตถุประสงค์ของโครงการนมโรงเรียน จำนวน 4 ข้อ ซึ่งอ้างว่าเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความยั่งยืนในอาชีพ และสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา มีตลาดนมโรงเรียนรองรับนั้น เป็นการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ โดยเป็นการกระทำที่ไม่เห็นความสำคัญของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่เคยร้องขอดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ ไม่เคยร้องขอเงินสนับสนุนให้เปล่า และไม่เคยเลี่ยงภาษี แต่กลับถูกละเลย และเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานจากภาครัฐมาโดยตลอด

การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อขอความช่วยเหลือในการทบทวนยกเลิกมติ หรือดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน และผู้ประกอบการโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนภาคเอกชน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ต่อไป และสามารถเข้าถึงงบประมาณของรัฐที่มีวัตถุประสงค์หลัก ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้งประเทศ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีติดภารกิจในวันนี้ จึงมอบหมายให้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับเรื่องแทน

“พวกเราขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการแก้ไขโดยด่วน และเพื่อให้การบริหารโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนมีประสิทธิภาพและให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 นี้ ขอให้ท่านสั่งการให้ใช้ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อให้เด็กนักเรียน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้ประเทศ และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้รับความเป็นธรรม ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง ” นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ กล่าว

จากนั้นกลุ่มเกษตรกรได้เดินทางต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้ติดภารกิจไม่สามารถออกมารับเรื่องได้ จึงมอบหมายให้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยหนังสือเรียกร้องต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบถึงผลกระทบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 7,000 ครัวเรือน และเรียกร้องให้มีทบทวนมติดังกล่าว พร้อมถอดบทเรียนจากการบริหารจัดการนมโรงเรียนในปี 2567 ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนปี 2568 โดยขอให้ภาครัฐเปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ต่อสาธารณชน และนำผลการประชาพิจารณ์มาใช้ในการพิจารณาดำเนินการ

“หลังจากที่เรารับทราบถึงมติคณะรัฐมนตรีที่มีการทบทวนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงโคนมโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรภาคเอกชน วันนี้มติคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์ รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา ส่งผลให้พวกเราที่ผลิตนมได้ 49% ของทั้งประเทศ ได้รับความเดือดร้อน ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่ซื้อนมจากพวกเรา ทำให้พวกเราเดือดร้อน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ควรถูกแบ่งแยก เราไม่อยากเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมชนชั้นสองของประเทศไทย เราภูมิใจกับอาชีพพระราชทาน เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเลย และเราให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องโควิด การป้องกันโรคระบาด หรือต้นทุนที่สูงในการเลี้ยงโคนม เกษตรกรก็อดทนมาโดยตลอด เราลงทุนพัฒนาเพื่อการแข่งขันกันมาก่อนหน้านี้ และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รัฐต้องนำนมผงจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่ดีและมีคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำนมดิบ เขายังเข้าถึงงบประมาณของรัฐ แต่ในขณะที่ภาคเอกชนที่ซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร 54 แห่ง รวมจำนวน 928.014 ตัน/วัน หรือคิดเป็น 49% ของทั้งประเทศ กลับได้รับสิทธิที่เหลือจากภาครัฐ และสหกรณ์ ซึ่งมีปริมาณซื้อน้ำนมดิบในประเทศน้อยกว่าภาคเอกชน เราจึงมาขอความเป็นธรรมและอยากเห็นกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเป็นธรรม และความเสมอภาคกับพวกเราด้วย” นายวสันต์ จีนหลง กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์  ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายสักการะพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ลานพระอนุสาวรีย์พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กทม.เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปี การสหกรณ์ไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสดุดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวว่า ได้ตั้งปณิธานว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนภารกิจของสหกรณ์อย่างมีคุณภาพเที่ยงตรง โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในระบบสหกรณ์ให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์พัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมสืบไป

ด้าน นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สหกรณ์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นโดยลำดับ ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 6,100 แห่ง ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ยอดรวมอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาสหกรณ์ทั้งในภาคและนอกภาคการเกษตร และขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลในด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (GI) ผลักดันสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้ในเรื่องกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ อีกทั้งเชื่อมโยงกับสหกรณ์นอกภาคการเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรในร้านสหกรณ์ ตลอดจนการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนของระบบสหกรณ์ สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในโอกาสนี้ น.ส.อนงค์นาถ ได้อ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2568 มีใจความว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร ตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในนามรัฐบาลขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และสมาชิกในงานสหกรณ์ ที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่