พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626029

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืนการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

โลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ การอุบัติขึ้นของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 4 แสนคน

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยข้อมูลจาก OECD เตือนว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวมากถึง 7.6% หากมีการระบาดรอบสองในปลายปีนี้ และการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผันผวน เพราะปัญหาไวรัสโควิด 19 นั้นซับซ้อน เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนการรับมือแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกคืออะไร?

การพัฒนาเชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาสู่ความยั่งยืน มันเป็นการเน้นการปรับเปลี่ยนโดยเริ่มที่ตนเองเป็นหลัก ด้วยความเข้าใจถึงความหมายของศักยภาพที่แท้จริงสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนภายในด้วยทัศนคติเชิงบวก รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรมากระทบ

การเข้าถึงจุดนี้ได้ แรกเริ่มเลยคือ การสร้างการนำตนเอง (Self-directed) การจะนำตนเองได้ ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต กรอบความคิดเป็นของตนเอง อำนาจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด 19 และการรับมือเสียใหม่ เพราะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวได้เพื่อให้อยู่รอด เพราะมันไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่เราว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร

เมื่อเราสามารถควบคุมได้ เราจึงกำหนดได้ เราจึงเล่นเชิงรุกได้ และนี่คือศักยภาพที่แท้จริงที่บุคคลมี มันคือ ศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มันคือการจัดการตนเอง รับรู้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความอดทน ดังนั้น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน

มุมมองเชิงระบบที่ซับซ้อนคืออะไร?

มันเป็นความสามารถในการเข้าใจปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ปัญหาใดๆ คือระบบ และทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นร่างแหสลับซับซ้อนและในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองแล้ว ทีนี่เราต้องแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา เราต้องใช้ปัญญา ฐานรากของปัญญามาจากแนวคิดเชิงระบบแนวคิดเชิงระบบเป็นการพิจารณาทางออกของปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ทางออกของปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ทางออกอย่างสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่านวัตกรรมนั้น มันก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนั่นเองการแก้ปัญหาใดๆ จึงเป็นการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบที่แตกต่างและสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อสร้างทางเลือก หาทางออกใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาความแตกต่างของปัญญาเพื่อความยั่งยืน มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยง

แต่การแก้ปัญหาใดๆ มันมิได้ง่ายตรงไปตรงมาอย่างเป็นเส้นตรงเชิงเดี่ยวเพราะทุกปัญหามันซับซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังเช่นปัญหาไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในเวลานี้ทางออกต่อมุมมองดังกล่าวจึงต้องพัฒนาปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่เห็นความจริงของปัญญาบนฐานของระบบซ้อนระบบเห็นถึงความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน เกี่ยวพัน ทับซ้อนกันของปัญหาต่างๆ ที่ต่างก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทุกระดับอย่างลึกซึ้งการแก้ปัญหาไวรัสโควิด 19 จึงไม่อาจทำได้ด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวด้วยการแก้ที่องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างโดดๆแต่ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบในทุกภาคส่วนของประเทศและโลกที่ต้องเชื่อมโยงช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ทุกวันนี้

โดยสรุป ศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุกสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยการผสานสองแนวคิดข้างต้นเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การปรับมุมมองที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอเพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองด้วยการระเบิดศักยภาพจากภายในผ่านกรอบความคิดเชิงบวกที่เห็นความจริงว่าปัญหาใดๆ ล้วนเชื่อมโยงและทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญญาและกระบวนการเรียนรู้และทางเลือกใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ด้วยความเข้าใจนี้เองสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาใดๆ ในองค์กรรวมทั้งครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกระดับ แม้แต่ที่ประชุม World Economic Forum เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ประกาศว่า “ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน” เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกในปี 2020

เราจึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมด้วยการยกระดับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

เพราะเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยระดับความคิดตอนที่เราสร้างมันขึ้นมา We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them – (Einstein)

กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625976

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันข่าวจริง “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันข่าวจริง กรณีตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ส่วนเนื้อแดง เป็นกลุ่ม 2A คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื้อสัตว์แปรรูป คือเนื้อที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน และวิธีอื่นๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหารให้ดีขึ้น เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ โดยการบริโภคเนื้อแปรรูปที่มากขึ้นและเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรงได้ ส่วนเนื้อแดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ หมูป่า ม้า และแพะ เป็นต้น มีรายงานจาก IARC ที่ระบุว่า การกินเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า เนื้อสัตว์แปรรูป จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ บุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน สารหนู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปก็ไม่ได้มีอันตรายมากเท่าสารเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ แปรรูปได้ แต่สิ่งสำคัญคือให้จำกัดปริมาณการรับประทานและเนื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสารอาหารต่างๆ อาทิ โปรตีน สังกะสี เหล็กและวิตามินบี 12 ดังนั้น จึงไม่ควรงดรับประทานเนื้อแดง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกองทุนวิจัยมะเร็งโลกแนะนำว่าควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ไข่ เต้าหู้และถั่ว รวมทั้งการบริโภคอาหารให้มีความหลากหลาย

ที่มา กรมการแพทย์

ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625963

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ปักหมุดขุมทรัพย์แบรนด์เนมที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย กับโปรแรงกระแทกใจ ‘Super Brand Grand Sale’ ลดสูงสุด 90% ตลอดเดือน มิ.ย.– ก.ค.นี้

เรียกได้ว่ามากี่ครั้งก็ไม่เสียเที่ยวเพราะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่เดียว สำหรับ เซ็นทรัล วิลเลจ  ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย สุดยอดเอาท์เล็ตเดสติเนชั่นของการช้อปปิ้งแบรนด์เนมรวมกว่า 220 แบรนด์ 130 ร้านค้า โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ครอบคลุมทุก category ทั้งแฟชั่นไฮเอนด์ สตรีทแฟชั่น อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ไอทีแกดเจ็ต เครื่องครัว ของแต่งบ้าน พร้อมบริการอำนวยความสะดวกจากธนาคาร และอิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยม คาเฟ่  ศูนย์อาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต หลังปลดล็อก เซ็นทรัลพัฒนา ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตของไทยที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งในประเทศไทยให้ครบทุกรูปแบบ ครั้งแรกกับดีลแบรนด์เนมดีที่สุดแห่งปีด้วยแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ตลอด 2 เดือนเต็ม “Super Brand Grand Sale” ประหยัดสูงสุดถึง 90%

พาไปช้อปกันให้หายคิดถึง พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ พร้อมโปรโมชั่นสุดปังสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาท และสินค้าแบรนด์เนมราคาพิเศษ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., MCQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563

ช้อปกันให้ฟินกับดีลดีที่สุดที่สาวกแบรนด์เนมต้องไม่พลาดในแคมเปญ “Super Brand Grand Sale” กับส่วนลดแบบ Triple Wow

ว้าวที่ 1 ประหยัดสูงสุด 35-90% พร้อมสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาททุกสัปดาห์ ตลอด 2 เดือนเต็ม (มิถุนายน-กรกฏาคม) นอกจากนี้ ยังมอบโปรโมชั่นยิ่งช้อปยิ่งลด รับส่วนลด on-top เพิ่มเติมเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขของแต่ละร้านค้า

ว้าวที่ 2 รับฟรี cash voucher on-top สำหรับสมาชิกเดอะ 1 เมื่อช้อปสินค้าแบรนด์ประจำสัปดาห์ ครบ 12,000 บาท รับฟรี 500 บาท และพิเศษสำหรับวันที่ 19-25 มิถุนายน รับฟรีเพิ่มเป็น 1,000 บาท หรือเมื่อช้อปแบรนด์อื่นๆ ครบตามเงื่อนไข รับฟรี 1,000 บาท เมื่อช้อปครบ 40,000 บาท, รับฟรี 2,000 บาท เมื่อช้อปครบ 60,000 บาท, รับฟรี 5,000 บาท เมื่อช้อปครบ 150,000 บาท และรับยอดสะสม Central Privilege x2 สำหรับยอดใช้จ่ายจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

ว้าวที่ 3 สุดพิเศษกับโปรโมชั่นผ่อน 0% 3 เดือน ทั้งศูนย์การค้าสำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–15 กรกฏาคมเท่านั้น และรับเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการสูงสุด 12%

และตามไปว้าวกันให้สุดๆ กับสินค้าแบรนด์ดังในราคาเอาท์เล็ต อาทิ

· RUNWAY EIGHTY รวบรวมแฟชั่นรองเท้าแบรนด์หรู อาทิ VALENTINO ลดสูงสุด 80% รุ่น Mary Jane 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Gladiator Sandals 8,800 บาท (ปกติ 44,000 บาท) Sneaker 7,120 บาท (ปกติ 35,600 บาท) 5,520 บาท (ปกติ 27,600 บาท) Thong Sandals 4,440 บาท (ปกติ 22,200 บาท) Ankle Strap Ballerina 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Ankle Strap Pumps 8,480 บาท (ปกติ 42,400 บาท) JIMMY CHOO รุ่น Daria Flats 5,240 บาท (ปกติ 26,000 บาท) Lucy Flat 8,420 บาท (ปกติ 42,100 บาท) OLGANA PARIS รุ่น La Sensuelle 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) L’Amazone 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) รุ่น La Delicate 6,300 บาท (ปกติ 31,500 บาท)

· OUTLET BY CLUB 21 ลดสูงสุด 90% อาทิ กางเกง DIESEL เพียง 1,290 บาท (ปกติ 12,900 บาท) และแบรนด์อื่นๆ เช่น 3.1 PHILLIP LIM, MARNI, DKNY เมื่อช้อปครบ 6,000 บาท รับฟรี cash voucher 500 บาท, ช้อปครบ 10,000 บาท รับ 1,000 บาท และลด on-top เพิ่ม10% เมื่อช้อปสินค้าลด 70% – 80% ครบ 3 ชิ้น · MARIMEKKO ลดสูงสุด 60% เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· KENZO ช้อป 2 ชิ้น รับส่วนลด on-top เพิ่ม 30% ทั้งร้าน *ยกเว้นสินค้าที่ลด70%

· ETRO ลดสูงสุด 90% เสื้อสูท Jacket ผู้ชาย 4,940 บาท (ปกติ 49,400 บาท) Jersey Polo 1,340 บาท (ปกติ 13,400 บาท)

· TIMBERLAND ลดสูงสุด 50% และรับส่วนลด on-top เพิ่มอีก 30% พบสินค้าราคาเริ่มต้นเพียง 735 บาท รองเท้าบู้ท 2,625 บาท (ปกติ 7,500 บาท) 2,975 บาท (ปกติ 8,500 บาท)

· LACOSTE ลดสูงสุด 70% ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า อาทิ เสื้อเชิ้ตผู้ชายเพียง 1,167 บาท (ปกติ 3,890 บาท) รองเท้าผ้าใบเพียง 1,953 บาท (ปกติ 2,790 บาท) เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· รองเท้าผ้าใบ CONVERSE ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท เมื่อช้อป 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 20%, ช้อป 5 ชิ้น ลดเพิ่ม 30% รองเท้าผ้าใบ ADIDAS ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,050 บาท (ปกติ 3,500 บาท) ช้อปครบ 2,000 บาท ลดเพิ่ม 15%, ช้อปครบ 3,000 บาท ลดเพิ่ม 20%, ช้อปครบ 4,000 บาท ลดเพิ่ม 30% *ยกเว้นสินค้าลดมากกว่า 50% ไม่ร่วมรายการ รองเท้าผ้าใบ ONITSUKA TIGER ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,560 บาท (ปกติ 3,900 บาท) ช้อปครบ 5,000บาท รับส่วนลด on-top เพิ่ม 5%, ช้อปครบ 8,000 บาท ลดเพิ่ม 10%

· SUPERSPORTS พบกับ clearance sale ลดทั้งร้าน 50% และเมื่อช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 15% ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายนเท่านั้นและยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายให้เลือกช้อปได้อย่างจุใจ

ไปตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยในโลเคชั่นดีที่สุด ใกล้ที่สุด ที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต บนถนนสายหลักสู่สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-พฤหัสฯ เวลา 11.00-21.00 น. และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.centralvillagebangkok.com

จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625822

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปันโปรเจกต์พิเศษส่งต่อการให้ ทีเอ็มบี และธนชาต เนรมิตศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า มาเป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ปรับตัวรับกระแสโควิด สนับสนุนเด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

เพราะเข้าใจว่าการเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ธนาคารทีเอ็มบี และธนชาต ผู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า (FAI-FAH Centers) แหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชนอายุตั้งแต่ 8-17 ปี ผุดไอเดียรับกระแสโควิด-19 และช่วงปิดเทอมยาว เนรมิตโปรเจกต์พิเศษร่วมส่งต่อการ “ให้” ด้วยการปรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ที่มีมากว่า 11 ปี ให้เป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตู้ปันสุข” ด้วยการแบ่งปันอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่เด็กๆ และผู้ปกครอง ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หวังจุดประกายการเรียนรู้ ร่วมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ต้องอยู่บ้านได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังปลูกฝังและกระตุ้นให้เยาวชนรู้จักการแบ่งปันด้วยการเขียนความรู้สึกลงในกระดาษว่า “ถ้ามีโอกาส เราอยากแบ่งปันอะไรให้กับสังคม”

มาริสา จงคงคาวุฒิ เจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆ ในหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรงเรียน ที่ต้องปิดเทอมยาวมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า พื้นที่ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ทางศูนย์ต้องปิดให้บริการด้วยเช่นกัน และด้วยการเห็นความสำคัญถึงการเรียนรู้ที่ไม่ควรหยุดนิ่ง  ประกอบกับความตั้งใจที่จะส่งมอบความรู้ให้แก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง จึงสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษ โดย “เปลี่ยนศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ให้เป็นศูนย์แบ่งปัน” ที่พร้อมปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม โดยนำอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้เด็กๆ และผู้ปกครองสามารถเลือกและนำกลับบ้านได้ฟรี โดยคาดว่าในแต่ละวันจะปันสิ่งของให้ได้ประมาณ 200 ครอบครัว

สำหรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ศูนย์ โดยช่วงเดือนมิถุนายน 2563 มีการปรับมาเป็นศูนย์แบ่งปัน เพื่อปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชนจำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธและวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. โดยสิ่งของที่จัดให้มี อาทิ สมุดวาดภาพ อุปกรณ์ระบายสี เกมฝึกทักษะด้านต่างๆ ดินน้ำมัน อุปกรณ์ทำสิ่งประดิษฐ์  D.I.Y. ชุดปลูกต้นไม้ ซึ่งเด็กๆ สามารถมาเลือกได้ตามใจชอบคนละ 2 ชิ้น

ในการนี้ภายในศูนย์ฯ ได้มีการจัดแบ่งออกเป็น 4 มุมแบ่งปัน ได้แก่ 

  • มุมอ่านสร้างสุข เช่น หนังสือสำหรับเยาวชน และการ์ตูนเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้  
  • มุมเล่นสร้างสรรค์  มีทั้งบอร์ดเกมส์ อุปกรณ์ D.I.Y. ชวนให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกกัน  
  • มุมเขียนสนุก ที่มาพร้อมอุปกรณ์การเรียนหลากหลายชนิด เช่น สมุด ปากกา ดินสอ และไม้บรรทัด ให้เด็กๆ ได้เลือกนำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์
  • มุมวาดสุขใจ เช่น ชุดภาพวาดระบายสีและลายเส้นให้เด็กๆได้นำกลับไปเติมแต่งตามจินตนาการความคิดสร้างสรรค์

ทางด้านความมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ทางศูนย์ได้จัดให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดก่อนเข้าทุกครั้ง ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การวัดอุณหภูมิร่างกาย การใช้เจลแอลกอฮอลล์ล้างมือ การลงทะเบียน รวมถึงการจำกัดจำนวนคนเข้าในแต่ละรอบ พร้อมกำหนดจุดที่รับของเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากเทศบาลเมืองปากน้ำที่ได้ส่งทีมอาสาสมัครชุมชนมาร่วมกันจัดระเบียบคนเข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

ทั้งนี้ ทีเอ็มบี และธนชาต ในฐานะผู้นำแนวคิด Make REAL Change มุ่งมั่นจุดประกายคนไทยให้มีการตั้งรับเชิงรุก ด้วยการปรับมุมมอง ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และก้าวข้ามสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน โดยศูนย์แบ่งปันได้เปิดปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชน จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ ตลอดทั้งเดือน มิถุนายนนี้ ตั้งแต่วันนี้–27 มิถุนายนนี้ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธ และวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

People born before 1992 face greatest risk of hepatitis infectionsa #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

People born before 1992 face greatest risk of hepatitis infectionsa

Health & Beauty

Jun 15. 2020

By The Nation

Thai actor Saranyu “Tua” Wongkrachang, who recently died of liver cancer at the age of 59, may have developed cirrhosis of the liver due to the hepatitis virus, said Dr Asadang Ruaycharin, deputy director-general and spokesperson for the Department of Disease Control.

He said that though there are five main types of hepatitis virus, A, B, C, D and E, the most prevalent types in Thailand are hepatitis B and C and infections are fast becoming a problem in the country.

Dr Asadang added that there are approximately 2.3 million people with chronic hepatitis B in Thailand with most of them having been born before 1992. People born after 1992 have been immunised against the highly infectious disease, bringing the rate of prevalence in this age group down to 0.6 per cent.

Hence, he said, people born before 1992 should undergo screening for hepatitis B to prevent infections.

Meanwhile, approximately 750,000 people are infected with hepatitis C, with infections most common among HIV/Aids patients and drug users.

“A free hepatitis B and C screening will be offered in August at hospitals under the purview of the Public Health Ministry,” he said.

Call the Department of Disease Control hotline 1422 for more information.

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก

12 มิถุนายน 2563 – 13:03 น.

สสจ.ศรีสะเกษเตือนกิน เห็ดพิษ คนกินอันตราย คนขายอาจติดคุก คนเก็บก็ต้องดูให้ดี คนกินก็ต้องล้างทำความสะอาดปรุงให้สุก

สาธารณสุขจังหวัดเตือนผู้บริโภคเห็ด หากไม่ระวังให้ดี เจอเห็ดพิษอันตรายถึงชีวิตได้ พร้อมฝากเตือนไปถึงผู้เก็บเห็ดมาขาย รับต่อมาจำหน่าย หากผู้บริโภคกินเข้าไปเจอเห็ดพิษมีการแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายได้ แม้ว่าขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูเห็ดออก ราคาก็ยังพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300-500 บาท แล้วแต่ชนิดเห็ด

วันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงนี้มีสภาพอากาศที่ร้อนระอุ สลับกับมีฝนตกมาเป็นช่วงๆ ทำให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดป่าสาธารณะต่าง ๆ เป็นช่วงที่ชาวบ้านที่ว่างจากงานลงทำนา ได้เข้าป่าหาเห็ดทั้งนำมาแกงกินเอง เหลือก็นำไปเร่ขายตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งตลาดตามตำบล อำเภอ รวมทั้งได้มีเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ อย่างเช่น เห็ดเผาะขาว เห็ดเผาะหนังสีน้ำตาลไหม้ ที่นำเข้ามาจากกัมพูชา ผ่านช่องสะงำ จะมีความนิยมมากของผู้บริโภค ทำให้ราคาซื้อขายพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาทส่วน เห็ด โคน ที่หายากมากในป่า ใครหามาได้นำมาขาย ได้ราคาดีสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท แบบแย่งกันซื้อ ขณะเดียวกันได้มีที่บริโภคเห็ดเข้าไปแล้ว เกิดอาการมวนท้อง วิงเวียนศรีษะ ท้องร่วงอย่างแรง หน้ามืดเป็นลม หอบหิ้วเข้าโรงพยาบาล ให้หมอช่วยล้างพิษเห็ด ล้างท้องแทบช่วยชีวิตแทบทุกวัน เพราะกินเจอเห็ดพิษเข้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ จึงออกเตือนประชาชนที่นิยมกินเห็ดควรระวังเจอเห็ดพิษ ผู้เก็บเห็ดมาขายก็ควรระวังเก็บเห็ดพิษมาขายให้ผู้บริโภค อาจมีความผิดไปด้วย

นายแพทย์วราวุธ ชื่นตา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้จังหวัดศรีสะเกษมีสภาพภูมิอากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดทำให้มีเห็ดตามป่าสาธารณะออกมาเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนนิยมเข้าป่าเก็บเห็ดทั้งกลางวันและช่วงหัวค่ำกลางคืนออกมาบริโภคและเหลือจากบริโภคก่อนนำมาจำหน่ายให้เพื่อนบ้านให้ชาวตลาดได้ทานกัน แต่สิ่งที่จะต้องกว่าพึงระวังก็คือต้องระวังการเกณฑ์ที่อาจจะมีผิดติดค้างมาเพราะสภาพดินสภาพอากาศทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นจำนวนมากจากเหตุที่ไม่เคยมีพิษก็อาจจะมีพิษจากเก็บที่เคยกิน ได้แต่ทุกวันนี้กินเข้าไปอาจเป็นเหตุผิดหรือติดสารฆ่าแมลงติดสารเคมีที่มีการฉีดพ่นตามทุ่งนาใช้ปลาก็ได้ การเก็บเห็ดหรือซื้อเห็ดมากินก็ควรจะมีวิธีการล้างทำความสะอาดหรือตรวจสอบเหตุว่าเป็นเห็ดพิษหรือมีพิษติดเห็ดมาหรือไม่ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เก็บเห็ดมาขายหากส่งผลให้ผู้บริโภคได้กินเห็ดพิษเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือล้มป่วยอย่างแรง อาจมีการแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายได้ จึงฝากระวังช่วยกันอย่าเก็บเห็ดพิษมาบริโภคหรือมาจำหน่ายกัน โดยลักษณะเห็ดพิษ ดอกเห็ดจะมีหลากสี ผิวจะหยาบกร้านไม่เรียบมัน ทั้งดอกทั้งโคนขา ถ้าผู้บริโภคเกิดมีอาการผิดปกติให้พบแพทย์ทีนที หรือลวงคอให้อาเจียนออกมาก่อนเพื่อบรรเทาอาการได้

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ศรีสะเกษ

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน

โจรใจบาป ปีนกำแพงวัดขโมยเครื่องมือช่าง วอนส่งคืนเพราะต้องทำมาหากิน

12 มิถุนายน 2563 – 12:49 น.

โจรใจบาป ปีนกำแพงมาขโมยเครื่องมือช่าง มูลค่าเกือบสามหมื่นบาทถึงในวัด ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อใหม่ เพราะช่วงโควิดระบาดก็หยุดงาน ทุกวันนี้ก็อาศัยข้าววัดกิน

วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ สา หร่าย ได้โพสต์ข้อความ ลงในกลุ่ม บ้านเฮาวิเชียรบุรี ว่า “มีมือดี…มาขโมยของในวัด..มี กบหน้า5 มากีต้าร์..เครื่องผ่า มากีต้าร์.สีน้ำเงินหน้า9.เล้าเตอร์โช้คมาสเท็ค สีส้ม มีใครพบเห็นหรือมีคนเอามาขายถูกๆ.วานรบกวนช่วยดูให้หน่อยนะคะ..ทราบเบาะแสช่วยโทรบอกหน่อยนะคะ 098-7700804. ค่ะ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ ถือว่าช่วยกันค่ะ..กำจัดขยะสังคมค่ะ….ของหายเสาร์-อาทิตย์ 6-7 นี้เองค่ะ”

หลังโพสต์ ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายราย เข้ามาแสดงความคิดเห็น กดไลค์ กดแชร์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์สาปแช่งโจรหัวขโมยรายนี้กันต่างๆนาๆ อาทิ ผู้ใช้เฟสบุ๊คบางราย กล่าวว่า บาปกินกะบาลคัก ขณะที่บางรายกล่าวว่า เด้ะช่วยติดตามครับถ้าทราบเดียวโทรไปครับ ส่วนเจ้าของเพสบุ๊ค ได้กล่าวขอบคุณผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ค่ะ…ขอบคุณมากๆ.ค่ะ….เครื่องมือหาย..ไม่ได้ทำงานเลยค่ะ…งานพระอาจารย์…ชะงักเลยค่ะ..

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ วัดสุทธิมัคคาราม ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านลำนารวย ต.สระประดู่ อ.วิเชียรบุรี พบ ช่างไม้ที่มาทำงานต่อเติมก่อสร้างศาสนสถาน อยู่ที่ภายในวัดจำนวน 4 คน และลุงที่ตัดไม้ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัดอีกจำนวน 1 คน กำลังนั่งคุยกันถึงเรื่องเครื่องมือช่างที่ถูกขโมยหายไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยลุงที่ตัดไม้ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัด กล่าวว่า ขณะที่กำลังตัดไม้อยู่นั้น ได้เห็นมีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน เดินป้วนเปี้ยนด้อมๆมองๆอยู่ที่ข้างกำแพงวัด ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ตนดันไม่สนใจว่า จะเป็นพวกหัวขโมยที่ปีนข้ามกำแพงรั้ววัด เข้าไปขโมยเครื่องมือช่าง ที่อยู่ภายในวัด

ขณะที่ นาย สนธยา กังขอนนอก อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 225 หมู่ 14 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ช่างที่เป็นคนเก็บเครื่องมือ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกงาน ตนได้นำเครื่องมือช่างมาเก็บไว้ในลังไม้ แล้วล็อคกุญแจไว้ตามปกติเช่นที่เคยทำมาราว 8 เดือน ที่ตนมาทำงานอยู่ที่วัดแห่งนี้ ตนมารู้ว่าเครื่องมือถูกขโมยไปเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงได้เข้าแจ้งความที่ สภ.วิเชียรบุรี ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามหาตัวหัวขโมยที่มาขโมยเครื่องมือทำมาหากินของตนไปหมด ซึ่งก็มีทั้ง กบไฟฟ้าขนาด 5 นิ้ว ยี่ห้อมากีต้า เลื่อยวงเดือนขนาด 9 นิ้ว ยี่ห้อมากีต้า เราท์เตอร์ ยี่ห้อมาคเทค มูลค่าเครื่องมือที่ถูกขโมยไปประมาณเกือบสามหมื่นบาท ถ้าจะให้ซื้อใหม่ก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหน เพราะช่วงโควิดระบาดก็หยุดงาน ทุกวันนี้ก็อาศัยข้าววัดกิน ทำให้ขณะนี้พวกตนไม่สามารถก่อสร้างวัดที่งานยังค้างคาและกำลังก่อสร้างอยู่บางส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ งานต้องชะงักไม่สามารถทำต่อได้ ส่วนคนร้ายที่เข้ามาขโมยเครื่องมือช่างของตน ซึ่งอยู่ภายในวัด ตนคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เคยเข้ามาติดต่อเสนอขายไม้ให้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่ซื้อ เพราะทำให้วัดไม่ได้ทำขาย ซึ่งตนคาดว่าคนที่เข้ามาน่าจะเข้ามาดูลาดเลาว่า ตนเก็บเครื่องมือหรือของมีค่าตรงไหนมากกว่าที่จะมาขายไม้

ส่วน นางสายเพชร เทพช่วย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 221 หมู่ 14 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า คนร้ายใช้มอเตอร์ไซค์จอดเทียบแล้วเหยียบเบาะปีนกำแพงรั้ววัดข้ามเข้ามา เพราะเห็นรอยล้อรถมอเตอร์ไซค์อยู่ติดที่กำแพงวัด แต่มีลุงที่กำลังตัดไม้อยู่ที่ป่าด้านนอกกำแพงวัด เห็นมีผู้ชาย 2 คน เดินป้วนเปี้ยนด้อมๆมองๆอยู่ข้างกำแพงวัด ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ไม่ได้สนใจจึงไม่ทันสังเกตว่าผู้ชายทั้ง 2 คนทำอะไร อยู่ข้างกำแพงวัด ไม่คิดว่าจะเป็นหัวขโมย จึงอยากจะขอวอนให้คนที่ขโมยของไปช่วยเอาของมาคืน เพราะตอนนี้ชีวิตพวกตนไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีเครื่องมือชุดนี้

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

ทยอยปิดโรงงาน หลังแบกต้นทุนไม่ไหว สับปะรดราคาสูงเป็นประวัติการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทยอยปิดโรงงาน หลังแบกต้นทุนไม่ไหว สับปะรดราคาสูงเป็นประวัติการณ์

ทยอยปิดโรงงาน หลังแบกต้นทุนไม่ไหว สับปะรดราคาสูงเป็นประวัติการณ์

12 มิถุนายน 2563 – 12:46 น.

โรงงานสับปะรดกระป๋องประจวบฯ ทยอยปิดหลังราคาต้นทุนวัตดิบราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กก.ละ 15 บาท นับตั้งแต่มีการปลูกสับประรดต้นแรกในประเทศและนับตั้งแต่มีการตั้งโรงงานผลิตเพื่อส่งออก

วันที่ 12 มิถุนายน 2563 นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ. ประจวบคีรีขันธ์ พี่ชายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสับปะรดพันธ์ุปัตตาเวีย สำหรับส่งโรงงานแปรรูปสับปะรดกระป๋อง เพื่อการส่งออกในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศไทยมีราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคามากกว่ากิโลกรัมละ 15 บาท นับตั้งแต่มีการปลูกสับประรดต้นแรกในประเทศและนับตั้งแต่มีการตั้งโรงงานผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจากปัจจุบันสิ้นสุดฤดูการผลิตตามปกติ ทำให้วัตถุดิบมีส่งโรงงานน้อยมาก วัตถุดิบที่ผลิตได้ทั่วประเทศเหลือเพียงวันละ 1,000 กว่าตันหากเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปี 2562 มีมากถึง 5 – 6 พันตันต่อวัน

ส่วนหนึ่งมีผลกระทบมาจากสถานการณ์ภัยแล้ง และปัจจัยด้านราคาทำให้เกษตรกรที่มีปัญหารายได้ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตหันไปปลูกพืชชนิดอื่น สำหรับปัญหาจากวัตถุดิบมีน้อย ทำให้โรงงงานแปรรูปสับปะรดกระป๋องทั้งรายใหญ่รายย่อย 18 แห่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ต้องทยอยปิดโรงงานล่วงหน้าตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อทุเลาปัญหาขาดทุนจากราคาต้นทุนวัตถุดิบ

ขณะที่ปกติจะปิดสายการผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมของทุกปี และส่วนตัวไม่มั่นใจหลังเปิดสายการผลิตช่วงไตรมาสที่ 3 แล้ว จะมีสับปะรดป้อนเข้าโรงงานหรือไม่ แต่ประเมินว่าการผลิตเพื่อป้อนตลาดต่างประเทศ ในภาวะปกติ อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี ทั้งที่ต่างประเทศยังมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพจากประเทศไทย มากกว่าผลิตภัณฑ์ของประเทศเพื่อนบ้าน

ภาพ/ข่าว พอใจ จันทนา ข่าวภูมิภาค จ.ประจวบคีรีขันธ์

ชาวนาเชียงใหม่-ลำพูน อุ่นใจเขื่อนแม่กวงฯ ยันมีน้ำเพียงพอแต่จัดส่งน้ำเป็นรอบเวร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวนาเชียงใหม่-ลำพูน อุ่นใจเขื่อนแม่กวงฯ ยันมีน้ำเพียงพอแต่จัดส่งน้ำเป็นรอบเวร

11 มิถุนายน 2563 – 22:23 น.

ชาวนาเชียงใหม่-ลำพูน อุ่นใจเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ยืนยันมีน้ำเพียงพอสำหรับเกษตรกร แต่ต้องจัดส่งน้ำเป็นรอบเวร

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 63 ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วยนายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เจ้าหน้าที่เขื่อนแม่กวง และชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนแม่กวงฯได้เข้าร่วมพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงและประชุมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูนาปี 2563 ก่อนที่จะลงพื้นที่ตรวจดูความพร้อมการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย พื้นที่ฝั่งตะวันออกเมืองเชียงใหม่ (อ.สันกำแพง) นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ปริมาณน้ำ 47.942 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 18% โดยเขื่อนแม่งัดฯ ได้ส่งน้ำให้กับพื้นที่โครงการแม่แฝก-แม่งัดฯ ฤดูฝน ปี 2563 ตามแผน 37 ล้าน ลบ.ม. ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่ม และส่งน้ำสนับสนุนเฉพาะเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในช่วงฝนทิ้งช่วง พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน ฤดูฝนปี 2563 แผน 10 ล้าน ลบ.ม. เริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. – 11 มิ.ย. 63 ผลการส่งน้ำ 2.24 ล้าน ลบ.ม. (รอบเวรที่ 2) ส่งน้ำเท่ากับแผน ทั้งนี้ในกรณีฝนตกและปริมาณน้ำในลำน้ำปิงเพียงพอก็จะงดหรือลดการส่งน้ำ สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวฤดูฝน ปี 63 ให้เกษตรกรเริ่มเตรียมแปลง ตกกล้า หลังจากที่มีฝนตกต่อเนื่อง และมีปริมาณน้ำมาก “ในส่วนของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 63.05 ล้าน ลบ.ม. (24%) โดยส่งน้ำพื้นที่โครงการแม่กวงฯ ฤดูฝน ปี 2563 ตามแผน 80 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงฝนทิ้งช่วงตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือน ทางชลประทานได้แจ้งให้เกษตรกรเลื่อนระยะการทำนาปีออกไปก่อนและทางเขื่อนแม่กวงฯจะเริ่มปล่อยน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปโดยจัดส่งน้ำเป็นรอบเวรออกเป็น 7 รอบเวร

”ผอ.สำนักชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวและชี้แจงอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 18 แห่ง มีปริมาณน้ำ 25.35 ล้าน ลบ.ม. (21%) โดยอ่างที่มีปริมาณน้ำเก็บกัก 80% – 100 % มีจำนวน 1 แห่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนอ่างที่มีปริมาณน้ำ 30% – 80% จำนวน 7 แห่ง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 6 แห่งและที่แม่ฮ่องสอนอีก 1 แห่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำ 20% – 30% มีจำนวน 4 แห่ง อยู่ในเชียงใหม่ 3 แห่งและลำพูน 1 แห่ง และที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 20% จำนวน 6 แห่ง โดยอยู่ในเชียงใหม่ 3 แห่งและลำพูน 3 แห่ง นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่าสำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามแผนมีจำนวน 202,756 ไร่ แต่ก็มีการเพาะปลูกจริงเกินแผน 240,472 ไร่ (119%) โดยมีการเก็บเกี่ยว 240,472 ไร่ (100% เทียบกับผล) ส่วนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2563 แผน 468,326 ไร่ แต่ได้เริ่มดำเนินการเพาะปลูกแล้ว 131,819 ไร่ (28%) อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย โดยมีการตรวจสอบสภาพอาคาร ตรวจสอบแล้ว 831 แห่ง พร้อมใช้งาน 821 แห่ง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วเสร็จ 38,757 ตัน มีการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำรายสัปดาห์และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

ทางด้านนายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงฯ กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณฝนตกต่ำกว่าเกณฑ์ 11-18% อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนแม่กวงฯปีนี้มีมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 20 ล้านลบ.ม. ซึ่งในเขตพื้นที่ชลประทานมีการเพาะปลูกข้าวนาปี 1.2 แสนไร่ ไม้ผล 2.5 หมื่นไร่และบ่อปลา 2,000-3,000 ไร่ ซึ่งพอเข้าสู่ฤดูฝนมีฝนตกพวกกลุ่มไม้ผลไม่ต้องส่งน้ำให้แล้ว จะเหลือเพียงข้าว ซึ่งปีที่แล้วซึ่งในเขตพื้นที่ของเขื่อนแม่กวงฯการเพาะปลูกข้าวปีที่แล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยเกษตรกรได้เริ่มเพาะปลูกข้าวตั้งแต่ฝนแรกคือเริ่มเข้าเดือนมิ.ย.และพอฝนทิ้งช่วง ฝนมาอีกทีก.ค.ก็มีอีกกลุ่มเริ่มปลูก ส่วนกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ทำตามคำเตือนและข้อตกลงร้องขอจะปลูกในช่วงส.ค. อย่างไรก็ตามการส่งน้ำในปีที่ผ่านมาจึงมีปัญหาเพราะเกษตรกรไม่ทำตามกติกา ปีนี้จึงมีการประชุมตกลงกันของกลุ่มผู้ใช้น้ำว่าจะเริ่มเพาะปลูกในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป โดยจะมีการส่งน้ำเป็นรอบเวร จากนั้นนายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 และคณะได้เดินทางไปติดตามความพร้อมในการเตรียมรับอุทกภัยในพื้นที่ฝั่งตะวันออก(สันกำแพง) โดยนายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงฯได้ชี้แจงถึงแผนการจัดการน้ำลุ่มแม่ออน เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะมีการผันน้ำเข้าคลองผันน้ำฝายกู่เบี้ย ปริมาณ 12 ลบ.ม./วินาทีและผันน้ำเข้าคลองเหมืองลึก ปริมาณ 11 ลบ.ม./วินาที.

ฟงหวิน ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/433621/33872

เขื่อนแม่กวงฯ จัดพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงแบบ New Normal เพื่อความเป็นสิริมงคล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เขื่อนแม่กวงฯ จัดพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงแบบ New Normal เพื่อความเป็นสิริมงคล

เขื่อนแม่กวงฯ จัดพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงแบบ New Normal เพื่อความเป็นสิริมงคล

11 มิถุนายน 2563 – 21:36 น.

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จัดพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงแบบ New Normal เพือความเป็นสิริมงคล ทำพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวง และ ประชุมร่วมกลุ่มผู้ใช้น้ำ ก่อนปรับแผนบริหารน้ำฤดูนาปี 63 หลังฝนทิ้งช่วงเริ่มกลางเดือนก.ค.โดยจัดส่งเป็นรอบเวร

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จัดพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงแบบ New Normal เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวง และประชุมร่วมกลุ่มผู้ใช้น้ำ ก่อนปรับแผนบริหารน้ำฤดูนาปี 63 หลังฝนทิ้งช่วงเริ่มกลางเดือนก.ค. โดยจัดส่งเป็นรอบเวร เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของตัวเมืองเชียงใหม่ เน้นการบริหารจัดการน้ำเพื่ออุปโภค บริโภคและการเกษตรให้พอเพียง
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 63 ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นายจิรชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอดอยสะเก็ด,นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วยนายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เจ้าหน้าที่เขื่อนแม่กวง และชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนแม่กวงฯจำนวนกว่า 100 คน ได้เข้าร่วมพิธีสืบชะตาน้ำแม่กวงและประชุมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูนาปี 2563 บริเวณพับพลา สันเขื่อนแม่กวง เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะลงพื้นที่ตรวจดูความพร้อมการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย พื้นที่ฝั่งตะวันออกเมืองเชียงใหม่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ปริมาณน้ำ 47.942 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 18% โดยเขื่อนแม่งัดฯ ได้ส่งน้ำให้กับพื้นที่โครงการแม่แฝก-แม่งัดฯ ฤดูฝน ปี 2563 ตามแผน 37 ล้าน ลบ.ม. ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่ม และส่งน้ำสนับสนุนเฉพาะเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในช่วงฝนทิ้งช่วง พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน ฤดูฝนปี 2563 แผน 10 ล้าน ลบ.ม. เริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.  – 11 มิ.ย. 63 ผลการส่งน้ำ 2.24 ล้าน ลบ.ม. (รอบเวรที่ 2) ส่งน้ำเท่ากับแผน ทั้งนี้ในกรณีฝนตกและปริมาณน้ำในลำน้ำปิงเพียงพอก็จะงดหรือลดการส่งน้ำ สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวฤดูฝน ปี 63 ให้เกษตรกรเริ่มเตรียมแปลง ตกกล้า หลังจากที่มีฝนตกต่อเนื่อง และมีปริมาณน้ำมาก
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 18 แห่ง มีปริมาณน้ำ 25.35 ล้าน ลบ.ม. (21%) โดยอ่างที่มีปริมาณน้ำเก็บกัก 80% – 100 % มีจำนวน 1 แห่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนอ่างที่มีปริมาณน้ำ 30% – 80% จำนวน 7 แห่ง  อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่  6 แห่งและที่แม่ฮ่องสอนอีก 1 แห่ง  ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำ 20% – 30% มีจำนวน 4 แห่ง อยู่ในเชียงใหม่  3 แห่งและลำพูน  1 แห่ง และที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 20% จำนวน 6 แห่ง  โดยอยู่ในเชียงใหม่  3 แห่งและลำพูน  3 แห่ง
สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามแผนมีจำนวน 202,756 ไร่  แต่ก็มีการเพาะปลูกจริงเกินแผน 240,472 ไร่ (119%)  โดยมีการเก็บเกี่ยว 240,472 ไร่ (100% เทียบกับผล) ส่วนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2563  แผน 468,326 ไร่   แต่ได้เริ่มดำเนินการเพาะปลูกแล้ว 131,819 ไร่ (28%)
อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย โดยมีการตรวจสอบสภาพอาคาร ตรวจสอบแล้ว 831 แห่ง พร้อมใช้งาน 821 แห่ง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วเสร็จ 38,757 ตัน  มีการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำรายสัปดาห์และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

ด้านนายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการเขื่อนแม่กวงอุดมธารา กล่าวว่าปริมาณน้ำล่าสุดของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำมากกว่าเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล นับเป็นรอบในหลายปีที่มีน้ำมากกว่าเนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการปล่อยน้ำมีการกักเก็บน้ำไว้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำจำนวน 63 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 24% ส่วนเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง มีปริมาณน้ำจำนวน 47 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 18 % ในปีนี้มีน้ำต้ทุนเพื่อให้เกษตรกรและชาวนาใช้น้ำ 50 ล้าน ลบ.ม. แต่ขอให้ชาวนาเริ่มทำนาปีช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 จำมีการส่งน้ำเป็นรอบเวร อย่างไรก็ตามการใช้น้ำเขื่อนจะเป็นน้ำสำรองขอให้ชาวนาเน้นการใช้น้ำฝนเป็นหลักก่อน เพื่อรักษาน้ำต้นทุนไว้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง ในปีนี้มีพื้นที่เพาะปลูกนากว่า 1.2 แสนไร่ ไม้ผล 4 หมื่นไร่รวมบ่อปลาในพื้นที่ด้วย

นิวัตร ธาตุอินจันทร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่