ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

“เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่”ออกประกาศปรับขึ้นราคา”ไข่ไก่หน้าฟาร์ม”เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ในวันพรุ่งนี้

27 มีนาคม 2569 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคา​ประกาศ​จะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในบางช่วงถูกกดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.70 – 2.80 บาทต่อฟอง ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะ​รายย่อยขาดทุน​ จนกระทั่ง​มีการปรับราคา​ขึ้นเป็​นฟองละ​ 3.40 บาท เมื่อวันที่​ 16​ มีนาคม ​ที่ผ่านมา​ ซึ่งล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้น​ 20 สตางค์​ต่อ​ฟอง​ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแปรปรวน ทั้งร้อนสลับฝน ส่งผลให้แม่ไก่ปรับตัวได้ยาก กระทบต่อสุขภาพและทำให้ผลผลิตไข่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหันมาบริโภคไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัด ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นว่าปัจจัยด้านพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน จะมีผลต่อราคาไข่ไก่ หรือไม่นั้น นายมาโนช มองว่า ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบในด้านต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดราคาในระยะสั้น

นายมาโนช กล่าวต่อไปด้วยว่า จากการหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน​ กระทรวง​พาณิชย์​ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนแนวโน้มในระยะต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์​ และค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งหากปัจจัย​กดดัน​ดังกล่าว​ยัง​ยืดเยื้อ​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​ต้นทุน​การผลิตในระยะถัดไป​ พร้อม​ยืนยันว่า​ ปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่เกิดภาวะขาดแคลน และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก โดยคาดว่า​ราคาไข่ไก่ในระดับฟองละ 3.60 บาท จะสามารถทรงตัวได้ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างน้อยจนผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ขุด'ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน' รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

27 มีนาคม 2569 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาผลกระทบต่อสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อปุ๋ยเคมีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบแพงขึ้นทำให้ปุ๋ยเคมี ราคาดีดตัวสูงขึ้น ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อขยายผลการลดต้นทุนทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านดินและปุ๋ย ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนาการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรในชุมชน ผ่านการเรียนรู้จากแปลงเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ยตามบริบทของพื้นที่รวมทั้งรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกษตรกรไทยสามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีตามหลัก 4 ถูก ได้แก่ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรสมาชิก ศดปช.ที่นำแม่ปุ๋ยผสมตามผลวิเคราะห์ดินและไม่มีการใส่สารตัวเติม ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงกระสอบละ 150 – 200 บาท และผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของ ศดปช.ถึงการดำเนินการในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พบว่าสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 21.9% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.7% ชนิด เช่น ในการผลิตข้าว สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 38.1% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 23% ส่วนการผลิตอ้อยสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 34.9% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 57% เป็นต้น และเพื่อชดต้นต้นให้กับเกษตรกรที่ประสปปัญหาปุ๋ยเคมีแพงล่าสุดได้มอบหมาย ศดปช.ในการขยายผลองค์ความรู้ด้านดินและปุ๋ย เช่น การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง แบบผสมผสานควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม เพื่อการลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช.หลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งมีการขยายผลด้วยกระบวนเรียนรู้การจัดการดินและปุ๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ การอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

นางอัญชลี บอกอีกว่าปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมจาก ศดปช.สู่เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนา ศดปช.สู่ Service Provider หรือพัฒนา ศดปช.ให้เป็นผู้ให้บริการด้านดินและปุ๋ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ อันจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กรมหม่อนไหม เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เฝ้าระวัง “โรคเพบริน” ภัยร้ายทำลายวงจรชีวิตหนอนไหม แนะแนวทางป้องกันอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (26 มี.ค.) นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ “โรคเพบริน” โรคอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรชีวิตของหนอนไหมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ และจอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โรคเพบรินของหนอนไหมจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายหนอนไหมได้ในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะไหมวัยอ่อนซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคสูงเป็นพิเศษ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หนอนไหมมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิตได้ และมักสูญเสียชีวิตตั้งแต่ระยะต้น สำหรับไหมวัยแก่ แม้จะยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่อาการของโรคจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป ด้วยเหตุนี้ จากปัญหาการระบาดที่เกิดขึ้นขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบลักษณะอาการของหนอนไหมภายในโรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด

สำหรับสาเหตุและช่องทางการแพร่ระบาดนั้น โรคเพบรินมีสาเหตุมาจากเชื้อโปรโตซัว โดยสามารถแพร่กระจายสู่หนอนไหมได้ 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรก คือ การติดต่อทางปาก เกิดจากการที่หนอนไหมกินใบหม่อน อุปกรณ์การเลี้ยง หรือมูลไหมที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อโรค และช่องทางที่สอง คือ การติดต่อทางไข่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเชื้อโดยตรงจากแม่ผีเสื้อที่ติดเชื้อไปยังลูกหลาน ส่งผลให้หนอนไหมที่ฟักออกมาได้รับเชื้อและแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่วัยอ่อน ทั้งนี้ ไข่ไหมที่มีระดับการติดเชื้อสูงมักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ หรือหากฟักออกมาได้ หนอนไหมก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต

ส่วนของอาการที่ควรสังเกต เกษตรกรควรเฝ้าระวังความผิดปกติของหนอนไหมในแต่ละระยะ กล่าวคือ ในระยะหนอนไหมวัยอ่อนจะพบการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอภายในรุ่นเดียวกัน หนอนไหมเข้าระยะนอน (ลอกคราบ) ช้ากว่าปกติิในวัย 2 และวัย 3 หยุดกินอาหาร ลำตัวหดสั้นและแคระแกรน และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนในระยะหนอนไหมวัยแก่อาจพบการลอกคราบที่ไม่สมบูรณ์ และในระยะผีเสื้อจะปรากฏอาการปีกหงิกงอ ปีกไม่แผ่ เกล็ดปีกหลุดร่วงง่าย วางไข่น้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอ รวมถึงไข่ที่ได้มักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้

นายศรัญญู กล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหม ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคอย่างเคร่งครัด โดยให้เลือกใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดโรคเพบรินจากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงไหมพร้อมอุปกรณ์ทุกชิ้นทั้งก่อนและหลังการเลี้ยงในแต่ละรอบ โดยใช้สารที่กรมหม่อนไหมแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสมหากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 – 5 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำจังหวัดทั้ง 25 แห่ง ทั่วประเทศ

015

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน 'AI Love U' สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

27 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MoU) ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ 2 องค์กรเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท แคนวา (ประเทศไทย) จำกัด (Canva) และ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด (Bitkub Labs) เพื่อเร่งพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์ โดยมี ดร.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยนางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด นายสุชาติ ภวสิริพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ บริษัท Canva ประจำประเทศไทย ผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาในระดับโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนากำลังคน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์

“ความร่วมมือกับ Canva จะช่วยยกระดับทักษะด้านดิจิทัล การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ความร่วมมือกับ Bitkub Labs มุ่งบ่มเพาะนวัตกร AI รุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการ “Canva for Campus” ที่มุ่งพัฒนาทักษะการออกแบบและการสื่อสารด้วยภาพผ่านแพลตฟอร์มระดับสากล เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ และโครงการ “บ่มเพาะนวัตกรปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่” ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการด้าน AI เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว., Canva และ Bitkub Labs สอดคล้องกับนโยบาย “AI Love U” ของกระทรวง อว. ที่มุ่งพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก AI และเชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม ‘Earth Hour 2026’ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม 'Earth Hour 2026' ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม ‘Earth Hour 2026’ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ของกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยการสนับสนุนกิจกรรม “60 Earth Hour” หรือการปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดภาวะโลกร้อน (Earth Hour 2026) อีกทั้งยังสอดรับกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น

โดย โก โฮลเซลล์ ร่วมดำเนินกิจกรรมปิดไฟที่ป้ายขนาดใหญ่หน้าสาขาและหลอดไฟในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นภายในสาขาทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. พร้อมกับบริษัทในเครือเซ็นทรัล และสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนเมืองสำคัญทั่วโลก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “CRC Care” ในมิติ Care for the Environment ที่มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ความร่วมมือในการลดการใช้พลังงานในช่วงเวลาดังกล่าว จะลดพลังงานจากการปิดไฟได้ถึงกว่า 7,800 หลอด เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โก โฮลเซลล์ ยังขอเชิญชวนลูกค้าผู้ประกอบการ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ร่วมปิดไฟที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์พลังงาน และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกันทั่วโลก

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ นำคณะนักวิจัยเข้าร่วมประกวดผลงานในเวทีสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของโลกงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” เมื่อวันที่ 11–15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดย รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ World Intellectual Property Organization (WIPO) โดยสามารถกวาดรางวัลมาได้ถึง 7 รางวัล จาก 3 ผลงานนวัตกรรม ครอบคลุมทั้งด้านเวชสำอาง ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีการฟื้นฟูสมรรถภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารวิจัยและนวัตกรรม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ผลงานจากนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะกรรมการและผู้เข้าชมงาน ซึ่งในปีนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สามารถคว้า 7 รางวัล แบ่งตามผลงานนวัตกรรมดังนี้:

  1. นวัตกรรม “เดอร์เมสทิคัส”: คว้ารางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) และรางวัลพิเศษ NRCT Honorable Mention Award “เดอร์เมสทิคัส” คือเวชสำอางนาโนจาก “จิ้งหรีดไทย” พัฒนาโดย ดร.ภก.วัชระ กาญจนกวินกุล ผู้อำนวยการโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ University of Copenhagen ซึ่งเป็นการยกระดับแมลงกินได้สู่ผลิตภัณฑ์ความงามมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีนาโนอิมัลชันที่ช่วยให้สารสกัดซึมลึก ต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพไทย
  2. นวัตกรรม “KidneyX”: คว้ารางวัลเหรียญเงิน (Silver Prize), รางวัลพิเศษ (Special Prize) จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ รางวัลพิเศษ (Special Prize) Certificate of Innovation Excellence จาก Umm Al-Qura University ประเทศซาอุดีอาระเบีย “KidneyX” เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูงเพื่อการตรวจจับนิ่วในไตบนภาพรังสี KUB ผลงานโดย ผศ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน พร้อมด้วย นพ.สุธี ตรีวัฒนาวงศ์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และดร.ปวรี นนทะแสน จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ออกแบบมาเพื่อช่วยแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำสูงถึง 95% แม้ในสภาวะที่มีทรัพยากรจำกัด
  3. นวัตกรรม “Kinec”: คว้ารางวัลเหรียญทองแดง (Bronze Prize) และรางวัลพิเศษ NRCT Honorable Mention Award จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแบบสองข้างสำหรับผู้ป่วยติดเตียง โดยใช้กลไกแรงจากร่างกายผู้ป่วยเองแทนการใช้มอเตอร์ ผสานกับระบบเซนเซอร์และ AI ในการวิเคราะห์การฟื้นตัวของระบบประสาท ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้กลับมาพึ่งพาตนเองได้ ผลงานโดย ดร.ธันยพร วงศ์วัชรานนท์ , อาจารย์ฉัตรพร เรืองทอง , ดร. อัจฉรียา กสิยะพัท จากคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย นางสาวชมพูนุท โสธรเทวาพิทักษ์ , นางสาวปณิตรา จันทร์สว่าง  และนางสาวกัญญาพร พิมพ์ไธสง นักศึกษาของคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักศึกษารุ่นใหม่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรมุ่งมั่นนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง (Practical Innovation) ทั้งในด้านการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยีนาโน การเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ และการฟื้นฟูสุขภาวะของผู้ป่วยเพื่อการพึ่งพาตนเอง เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เดินหน้าพัฒนาต่อยอดงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตามพันธกิจในการสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนและสังคมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืนสืบไป

‘เพาเวอร์บาย’ ผงาดคว้า ‘Outstanding Brands’ จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

'เพาเวอร์บาย' ผงาดคว้า 'Outstanding Brands'  จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

‘เพาเวอร์บาย’ ผงาดคว้า ‘Outstanding Brands’ จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุดคว้ารางวัล “Outstanding Brands” หรือแบรนด์ที่โดดเด่นแห่งปี จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยมี นางสาวระริน โกศลวรวัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทขึ้นรับรางวัล และได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมอิสตัน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ งาน 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY จัดขึ้นโดย บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด และอินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ ประเทศสิงคโปร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เพื่อยกย่องแบรนด์และองค์กรชั้นนำที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค รวมถึงองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างโดดเด่น ครอบคลุม 6 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย

รางวัล “Outstanding Brands” ที่เพาเวอร์บายได้รับในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และไอทีของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายของสินค้า การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และการพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างรอบด้าน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

           กาลครั้งหนึ่งราว 900 ปีมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ ในสมัยก่อนนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย เด็กๆ เคยวิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

           แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยากหลายครั้ง ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา ชาวบ้านรู้สึกเศร้าใจ

           ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า “ถ้าภูเขาไฟฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

           วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินเก็บส่วนตัว ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

           ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา”

           “กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

           คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

           ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ เดินขึ้นภูเขาช้าๆ ขุดดินแข็งๆ แล้วปลูกต้นซากุระทีละต้น แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้ บางวันฝนตกหนัก ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

           คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แต่ทุกครั้งที่มองต้นไม้เล็กๆ คุณตาจะพูดว่า “โตเร็วๆนะ… ทำให้ทุกคนยิ้มได้” แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

           ต่อมาก็มี หน่วยราชการ องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตา โดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

           เวลาผ่านไป20ปี คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระทั้งหมดบานพร้อมกัน ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

           นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

           คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้ อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้ แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

           การทำความดีของคุณตาคิสุกะ เป็นการทำตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่อง การทำความดีด้วยการแบ่งปัน อุทิศให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) เพราะคุณตาได้ปลูกต้นซากุระไว้ไม่ใช่ให้ตนเอง ทำให้ต้นซากุระที่เป็นต้นไม้ประจำชาติออกดอกทั่วประเทศญี่ปุ่น

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

           เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

            เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

คุณแหน : 27 มีนาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมพยาบาลไตเทียม รุ่นที่ 54 และ 55 และ ทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี คณะกรรมการบริหารมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมสำนักงานมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ชั้น 8 ตึกกัลยาณิวัฒนา รพ.สงฆ์ 27 มีนาคม เวลา 9.00 น. (เป็นการส่วนพระองค์)..
  • พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ “คนดีศรีลพบุรี” ครั้งที่ 12 ประจำปี 2568 โดยมี วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี, อำนวย จั่นเงิน ร่วมพิธี..
  • มิตรสหายร่วมอนุโมทนาบุญกับ โยธิน-ลัดดาวัลย์ ดำเนินชาญวนิชย์ บมจ.ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) ได้ไปบริจาคเงินให้ ศิริราชมูลนิธิ ตั้งเป็นกองทุน Double A เพื่อโครงการวิจัยและรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร..
  • อนุวัตร เฉลิมไชย, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, สมพร มาอุทธรณ์, ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล, นิรุตติ ศุขโรจน์  ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของ มูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดฯ..
  • ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รักษาการแทน ผอ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ต้อนรับ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาองค์กร..
  • ปณิต ตุลย์วัฒนจิต ชวนเพื่อนๆ วตท.14 มาสังสรรค์อัพเดทชีวิต งานนี้ ณัฐญา นิยมานุสร, ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, ทวี ปิยะพัฒนา, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์, พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์, วิลาสินี พุทธิการันต์, ธีรนันท์ ศรีหงส์, วิเชียร เอมประเสริฐสุข, วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, ประภา ปูรณโชติ, วรรษมล เพ็งดิษฐ์, รสริน เธียรนุกุล ไม่พลาด..
  • ข่าวน่ายินดีของ สุชาติ อรุณศิริโชค และ เบญจมาศ วัฒนเชิดชูพงษ์ ที่บุตรี พัชรพรรณ อรุณศิริโชค ได้ฉลองมงคลสมรสกับ คุณานพ เลิศไพรวัลย์ บุตร สุชาติ-นัยรัตน์ เลิศไพรวัลย์..
  • กัปตัน ศิรชัช พิทยาธิคุณ พา คุณแม่ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส และ น้องสาว ศุภสิตา พิทยาธิคุณ นั่งแอร์เอเซียบินตรงไปเที่ยวโอกินาวา 3 วันแบบชิลๆ กินให้พุงแตก..
  • ภก.อภิชัย ลิขิตมาศสกุล บจ.ลิขิตอินเตอร์ เทรดดิ้ง บริจาคเงิน ให้กับรพ.พนัสนิคม เพื่อพัฒนาอาคารอุบัติฉุกเฉิน โดยมี ภญ.วิลาสินี สัตยาทิตย์ รอง ผอ.รพ. เป็นผู้รับมอบ..
  • นพ.ศุสกิจ ฉัตรไชยาฤกษ์ เป็นประธานในพิธี มอบทุนมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาให้กับนิสิตที่มาฝึกในชั้นคลินิก นักศึกษาแพทย์ ชั้น ปี 6 ณ รพ.กลาง..
  • พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีตรองประธานวุฒิสภา ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศ 31 มี.ค.17.00 น…พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถึง 2 เม.ย.และสวดถึง 4 เม.ย…พระราชทานเพลิงศพ 5 เม.ย.17.00 น..
  • สวด ม.ล.สีหชาติ ศุขสวัสดิ บิดา จารุวัฒน์ ศุขสวัสดิฯ ภริยา เจตน์ เชี่ยวสกุล ศาลา 1 วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น 23-27 มี.ค.19.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 28 มี.ค.15.00 น..
  • ชื่นชม คูโบต้าฟาร์ม ได้มอบผลิตผลจากฟาร์ม เช่น ผักเคล ผักกรีนคอส หัวไชเท้า ไข่ไก่ ให้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เพื่อสนับสนุนน้องๆผู้พิการ..

น้องใหม่

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off 'ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก'

กรมกิจการเด็กและเยาวชน จับมือ สสส. Kick Off ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) มอบหมายให้ นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน โดยมี นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรม ดย. และ สสส. , ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชน , ผู้แทนสถาบันการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน เข้าร่วมงาน ณ บริเวณชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

นายกิตติ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน ประกอบกับพันธกิจในบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว วันนี้ จึงได้จัดกิจกรรม Kick Off “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก” เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ สำหรับเด็กและเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน อีกทั้งเพื่อช่วยลดปัญหาทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และการฝึกประสบการณ์การทำงานช่วงปิดภาคเรียน โดยมีบ้านพักเด็กและครอบครัว และสถานรองรับเด็กในสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน นำไปขับเคลื่อนจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ช่วงปิดเทอมในพื้นที่ทั่วประเทศ

นายกิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมครั้งนี้ เรามีเป้าหมายที่ต้องการให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ในช่วงปิดภาคเรียน เพราะการเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา และสามารถค้นหาความสนใจ พัฒนาทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศไทย และสิ่งที่สำคัญคือความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเรียนรู้ทักษะชีวิตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์โลกผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง สู่การเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลกที่มีคุณภาพในอนาคต

นางอภิญญา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ 1) สสส. นำเสนอแพลตฟอร์ม www. ปิดเทอมสร้างสรรค์.com ที่เชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ให้เด็กและผู้ปกครองเลือกเข้าร่วมกิจกรรมตามที่สนใจ 2) องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับสวนสัตว์ Zoo Bingo 3) โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี จัดกิจกรรมเสือซุ่ม ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เล่นเกมตอบคำถามวิทยาศาสตร์ 4) สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาการเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมจำลองถนนปลอดภัย และ 5) สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมเกมพัฒนาเด็ก EF (เกมฝึกการคิด เสริมสมองส่วนหน้าในการบริหารจัดการตัวเอง เช่น การควบคุมอารมณ์)