นายกฯ ขึ้น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตรวจความพร้อมรบ ทร.ชมศักยภาพเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

”นายกฯ อนุทิน“ ขึ้น “เรือหลวงจักรีนฤเบศร“ ตรวจความพร้อมรบ “กองทัพเรือ” กลางทะเลอ่าวไทย ชมศักยภาพกำลังเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม ทดแทนที่ปลดระวาง เสริมความมั่นคงกองทัพ หลังได้โชว์ฝีมือสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา อุบบอกจะจัดซื้ออะไร หวังเซอร์ไพรส์เพื่อนบ้าน พร้อมสวมบทเชฟ โชว์ลีลาผัดกะเพราหมูสับ เลี้ยงกำลังพล

วันที่ 27 ส.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส.ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ จากกรุงเทพฯ มายังกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติเครื่องหมายความสามารถผู้ทำการรบพิเศษกิตติมศักดิ์ และนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์ เพื่อแสดงความขอบคุณ เชิดชูเกียรติ และสดุดีในคุณูปการที่มีต่อกองทัพเรือ

จากนั้นได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนามบินอู่ตะเภา ไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และแนวความคิดการใช้กำลัง ณ ห้องศูนย์ยุทธการ พร้อมรับการเคารพให้การต้อนรับ ด้วยการยิงสลุตจำนวน 19 นัดจากเรือหลวงเจ้าพระยา บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังหอบังคับการบิน เพื่อชมการสาธิตการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ และอากาศยาน รวมทั้งการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานควบคุมยานไร้คนขับสำหรับภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี (UXV Carrier) ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) บริเวณดาดฟ้าเก็บอากาศยาน สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร และการรักษาความมั่นคงทางทะเล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อจะไปขึ้นเรือลำเลียงพล มายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) แต่ด้วยสภาพอากาศที่เกิดฝนตกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงได้ยกเลิกการขึ้นเรือดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อมในวันนี้ บนรถครัวสนาม โดดได้ทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ซึ่งได้ใส่ผ้ากันเปื้อน หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี“ ในการผัดอาหาร

ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนเองก็จะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ และให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ส่วนยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่า มีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเอง และผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

สำหรับการตรวจการฝึกในวันนี้ ตมมองว่า ศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ได้วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และกองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่รบทางน้ำอย่างเดียว แต่สามารถทำการยึดทางบกได้ด้วย ช่วยเหลือประชาชนได้ด้วย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมเข้มแข็ง มีสันติสุข

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องค่อย ๆ ทดแทน พร้อมระบุว่า ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึงแสนยานุภาพ ซึ่งคำว่า “แสนยานุภาพ” คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

เมื่อถามว่า มีสิ่งใดจะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือในรายละเอียด เพราะตนเองไม่รู้ว่า ตรงไหนจะสามารถพูดได้ เราต้องไม่บอกทุกอย่างว่า เรามีอะไร ให้มาถึงก็ “อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ ?“

สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะ และความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

อีกทั้งระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ในการฝึก ยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง และหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ทั้งนี้การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด

อนุทิน ชาญวีรกูล, เรือหลวงจักรีนฤเบศร

สภาเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากเรื่องข้อบังคับฯ ประธานลั่น ไม่อยากเอาตำรวจสภามาลากออกไป

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:02 น.

สภาฯเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากวิวาทะข้อบังคับการประชุม ด้าน ‘ประธานสภาฯ’ ลั่นแรงไม่อยากเอาตำรวจสภาฯมาลากออกไป หวั่น ภาพพจน์ไม่ดี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบกระทู้ถามสดด้วยวาจากระทู้แรก เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ก่อนเข้าสู่กระทู้ถามสดที่ 2 นายโสภณ แจ้งนายอภิวิชญญ์ ว่าเหลือเวลาอีก 3 นาที มีคำถามอีกหรือไม่ ซึ่งนายอภิวิชญญ์ ระบุว่าไม่มี และขอขอบคุณรมช.มหาดไทย ที่ตอบคำถามที่เป็นประโยชน์

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นหารือว่าข้อบังคับการประชุมข้อที่ 160 ระบุชัดเจนว่ากระทู้ถามสดกระทู้ละ 30 นาที แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้ามีกระทู้สดไม่ถึง 3 กระทู้ สามารถขยายเวลาได้ ซึ่งประธานฯน่าจะทราบอยู่แล้วว่ากระทู้ที่ 2 เลื่อนตอบ จึงอาจจะสามารถขยายเวลาตามข้อบังคับข้อ 160 ได้ เพื่อประโยชน์ในกระทู้สดครั้งถัดๆไปด้วย

นายโสภณ จึงกล่าวว่าเหมือนท่านมาสอนตน ท่านใช้โอกาสแบบนี้ ถ้าตนไม่ทำตามข้อบังคับ ท่านก็จะบอกว่าตนละเมิดข้อบังคับ ซึ่งไม่เเป็นประโยชน์ ขอให้นั่งลงเพราะไม่มีสาระ ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ประท้วงประธานฯจนเกิดวิวาทะกัน กระทั่งนายโสภณ ตนมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมาชิกจะเอาความรู้สึกมาใช้ในที่ประชุมนี้ไม่ได้ อย่าใช้วิธีแบบนี้ สมาชิกมีหน้าที่เคารพการวินิจฉัย ท่านฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม ท่านประสงค์จะให้ตำรวจมาลากท่านไป ตนก็ไม่อยากให้เกิดภาพพจน์แบบนี้แก่ท่าน และสภาฯแห่งนี้ ดังนั้น ขอให้จบได้แล้ว และขอดำเนินการประชุมต่อ

ปกรณ์วุฒิ, ประธานสภา

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:49 น.

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยที่ประชาชนสูญเสียนอกจากทรัพย์สินหรือที่อยู่อาศรัยแล้ว ใครไม่สามารถที่จะขอความช่วยเหลือในการเอาชีวิตรอด ในหลายพื้นที่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักมักจะเกิดปัญหาต่างๆมากมายจึงทำให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะที่จ.สงขลา และล่าสุดที่จ.น่าน จึงอยากทราบว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรในการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงแทนรมว.มหาดไทยว่า ในทุกๆภัยพิบัติทางกระทรวงมหาดไทย ได้มีการซักซ้อมแผนรับมือทุกรูปแบบในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการเตรียมพร้อมก็ได้เตรียมอุปกรณ์ในทุกรูปแบบ เพื่อบรรเท่าความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู เยียวยา ซึ่งเรามีการเตรียมพร้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ยืนยันว่าปัจจุบันด้วยองค์ประกอบ และการบูรณาการของภาครัฐ เรามีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทุกๆด้านอย่างแน่นอน

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนการเยียวยาและฟื้นฟู ขอยกตัวอย่างจังหวัดน่าน เรื่องของการแจ้งเตือนเรามีการมอนิเตอร์ จากศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งเรดาร์เครื่องมือในการตรวจวัดในเรื่องอุทกภัยเรามีการเฝ้าระวังมาโดยตลอดและได้ออกหนังสือส่งไปยังจังหวัดว่าให้จังหวัดทำศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เรามีจอเรดาร์ติดตามทุกกลุ่มเมฆฝน แต่อาจจะต้องยกระดับเพิ่มคือการเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากเราอยู่ส่วนกลางเรารู้เรื่องปริมาณน้ำฝนก็จริง แต่ในสภาพของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องอาศัยการโทรไปสอบถามในแต่ละพื้นที่ว่าสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เมื่อพื้นที่ประสานมาว่าจะต้องมีการแจ้งเตือนในระบบ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ก็พร้อมที่จะตอบกลับแต่ละพื้นที่ โดยจะมีเสียงเตือนทางโทรศัพท์ไปยังประชาชน รวมถึงขอแจ้งเตือนภัยในแต่ละชุมชนด้วย

นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า เราพยายามปรับปรุงและพยามหาเครื่องมือวิเคราะห์ในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมโดยมีการของบประมาณไป แต่โดนอนุคณะกรรมาธิการงบประมาณ ในส่วนของการวิเคราะห์การออกเซลล์บอร์ดแคส เพื่อเจาะจงในแต่ละพื้นที่ออกแต่ก็ไม่เป็นไร ตนได้ให้นายอำเภอทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่เพื่อยกระดับในเรื่องของเซลล์บร์อดแคสต์ให้ได้ครอบคลุมสถานการณ์ในทุกๆภัยพิบัติ ซึ่งน้ำท่วมในจ.น่าน ก็เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยเหลือก่อนอาสาสมัคร จึงเชื่อว่าไม่มีใครทำได้เร็วขนาดนี้

มหาดไทย, รัฐสภา, เจเศรษฐ์

ศาลรธน.เดินเผชิญสืบ คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘แสวง’มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28 น.

‘ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ เดินเผชิญสืบคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ตรวจหลักฐานสถานที่เก็บบัตร สนง.เขตหลักสี่ พร้อม’ผู้ตรวจการแผ่นดิน-กกต.’ ด้าน ‘แสวง’ เผยได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน มั่นใจบาร๋โค้ดลงบนกระดาษ ไม่ขัด รธน.

วันที่ 27 สิงหาคม2569 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาลรัฐธรรมนูญ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีคู่ความเข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐาน ประกอบด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต., วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับ สนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.

ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเช่นกัน

โดยหลังจากใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเสร็จ นายแสวง เปิดเผยว่า การเผชิญสืบในวันนี้เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราให้การต่อหน้าบัลลังก์ เหมือนกับสิ่งที่เราพูดไปหรือไม่ และคาดว่าศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นจนสิ้นกระแสความ โดยศาลได้เดินดูพร้อมกับที่มีเจ้าหน้าที่อธิบาย ฟังจากที่ท่านพูดก็น่าจะครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังให้โอกาสผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามีประเด็นอะไรที่จะสอบถามผู้ถูกร้องหรือไม่

เมื่อถามว่าก่อนจะถึงวันนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ศาลได้ให้แนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไรอีกหรือไม่ นายแสวงระบุว่า สำหรับทาง กกต. ศาลจะให้ทำคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 11 กันยายนเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตระหนักอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เราทำว่าเพื่ออะไร

เมื่อถามอีกว่าหลังการเดินเผชิญสืบวันนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว

กกต, ศาลรัฐธรรมนูญ, แสวง บุญมี

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย

จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

กาฬสินธุ์, ชาวนากาฬสินธุ์, ประกันราคาข้าว, ปุ๋ยเคมีแพง, วิกฤตราคาปุ๋ย, เกษตรกรรม

ศธ. ถก OECD เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

ศธ. เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล!! ถก OECD ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ พร้อมเตรียมคลอด “กรอบทักษะ AI” ต.ค. นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก 0ECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเป็นสมาชิก OECD ของ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

​ ด้านรองเลขาธิการ OECD ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยมองว่าการดึงเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า OECD ยินดีสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ เชิญ รมว.ศธ. เข้าร่วมการประชุมระดับสูงคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาไทยบนเวทีโลก

​ รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญและคำแนะนำจาก OECD พร้อมกล่าวว่า ศธ. จะพิจารณาคำเชิญนี้เป็นกรณีพิเศษ และพร้อมทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เสมอภาค และขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ สู่ ‘อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

 

ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ

          องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.  คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

          ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

          “ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

          ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

          สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ

          ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

          นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

          “ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

          นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

          ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอส

‘CE-7 MATCH’ ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ หลังเลื่อนส่ง ‘ยานฉางเอ๋อ 7’ ออกไปเป็นปีหน้า

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 ยืนยันอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ

สืบเนื่องจาก “พายุโซนร้อนนาร์รา” ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ ซึ่งในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป

สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจเนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ

“แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต” ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวและว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต

“คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว” ดร. วิภู กล่าวเสริม

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป

CE-7 MATCH, narit, ยานฉางเอ๋อ 7

ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสี, ปส., หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDI, LEAD NEXT