‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วืดรายแรก “สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติรมต.ไม่ผ่าน ดัน “นิกร โสมกลาง” คนสนิทเสียบเก้าอี้แทน ด้าน “โสภณ”สั่ง สส.งดใส่สูทเข้าประชุมสภาฯ ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ส่วน “วิสุทธิ์” จี้รัฐบาลดูแลราคาเชื้อเพลิง-ต้นทุนเกษตร หวั่น “ค่าครองชีพ-น้ำมันพุ่ง” สวนทางรายได้

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฎว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต.แล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าว จะยังเป็นโควตาของ น.ส.สุดาวรรณซึ่งจะส่ง นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ามารับตำแหน่งแทน โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ 27 มี.ค.

เปิดประวัติ นิกร โสมกลาง

สำหรับประวัติของ นายนิกร โสมกลาง สส.เขต 8 จังหวัดนครราชสีมา และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เกิดเมื่อวัน 9 ก.พ. 2524 ปัจจุบันอายุ 45 ปี ชื่อเล่น ป๊อบ เป็นบุตรนายสมศักดิ์ โสมกลาง อดีต สส.นครราชสีมา 0บการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และระดับปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแฮนโนเวอร์ สหพันธรัฐเยอรมนี ส่วนประสบการณ์การทำงานนายนิกร ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน และโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่26 ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 นายนิกร ซึ่งเป็นแชมป์เก่าเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต 8 เขตเดิม สามารถรักษาเก้าอี้ชนะการเลือกตั้งไว้ได้อีกสมัย

สั่งส.ส.แต่งตัวสบายประชุมสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในคำสั่งประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯจึงออกประกาศกำหนดการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้สวมชุดผ้าไทย หรือเสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ผูกเนกไทและสวมกางเกงผ้าขายาวหรือกระโปรงสีสุภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องสวมสูท ทั้งนี้ จนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ

พท.จี้คุมราคาพลังงาน-ต้นทุนเกษตร

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศว่า ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง ตนในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนเคียงข้างประชาชน และจะสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

‘ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน ขณะนี้เสียงสะท้อนจากประชาชนดังขึ้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ว่าได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชนเหล่านี้หรือไม่ ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยแต่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม ผมในฐานะผู้แทนราษฎรจะยืนอยู่ข้างประชาชน และพร้อมผลักดันทุกช่องทางในสภาฯงนายวิสุทธิ์ กล่าว

‘เต้’ไล่’อนุทิน’ซัดไร้ความสามารถ

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขับไล่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยระบุข้อร้องเรียนว่าจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น จากวันที่ 26 มีนาคม ปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร และคาดว่าก่อนสงกรานต์จะปรับขึ้นอีก คาดว่าจะเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 บาทต่อลิตร จึงเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน โดยรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งไม่นับความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าปุ๋ย สินค้าทุกประเภท จะทำให้ประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้น มูลนิธิเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น มีข้อสรุปว่านายกฯไม่มีความสามารถหรือปล่อยปละละเลยให้พรรคพวกของท่านทุจริตกักตุนน้ำมัน และท่านไม่คิดจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เพื่อบริหารประเทศ

เครือข่ายปกป้องไฟฟ้าจี้แก้วิกฤต

เวลา 09.00น.ที่บริเวณหน้าประตู5ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายปกป้องไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน (คฟปย.) ประมาณ 50คน นำโดย นายเสนอ วิสุทธนะ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง และประธานเครือข่ายไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารจัดการปัญหาวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพสูงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน ดังนี้ 1.ขอให้จัดการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนอย่างรวดเร็ว 2.ขอให้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงด้วยมาตรการทางภาษีและมาตรการที่จำเป็น 3.ขอให้กำหนดมาตรการแก้ไขค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น พร้อมจัดการผู้กักตุนสินค้า และ 4.ขอให้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าที่หน่วยละ3.88 บาท

ปชน.ซัดบริหารล้มเหลว-น้ำมันพุ่ง

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) สะท้อนวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย.คนทำธุรกิจทุกชนิดคงหนีไม่พ้น “ลูกค้าหาย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น” สำหรับครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจร้านอาหารมาแล้วกว่า 40 ปี ตนก็อยากจะสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบทุกคนในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 6 บาทในคืนเดียว จำทำให้ร้านอาหารไทยตกอยู่ในภาวะทางตัน การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังนโยบายตรึงราคาล้มเหลวไม่เป็นท่า กำลังกลายเป็นวิกฤตที่บีบให้ร้านอาหารนับแสนรายต้อง”เลิกขาย”หรือ”แบกหนี้”ทันที รัฐบาลกำลังบีบจมูกผู้ประกอบการรายเล็กค่อยๆตาย

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อปชช.3ระดับ

วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันปัจจุบันส่งผลกระทบรุนแรง 3ระดับ ดังนี้ ระดับผู้ประกอบการรายย่อย ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่เหลือน้อยอยู่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนก๊าซหุงต้มและน้ำมันได้ ขณะที่ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง เผชิญกับสภาวะกดดันจากทุกทิศทาง โดยมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากต้องสำรองเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสายการกระจายสินค้า ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

‘กธ.’ชี้ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานที่กำลังสร้าวความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยให้กระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วประเทศ และออกมายืนยันกับประชาชนว่า จะสามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างเพียงพอ และหวังจะสะท้อนถึงการควบคุมสถานการณ์ได้ แม้เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น แต่ผลการตรวจกลับไม่พบความผิดปกติแทบทุกครั้ง ขณะที่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาไม่มีน้ำมันให้เติม หรือบางแห่งจำกัดปริมาณการขาย คำถามคือ หากไม่มีการกักตุน แล้วเหตุใดน้ำมันจึงหายไปจากระบบในบางช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์กลับยิ่งสร้างความคลางแคลงใจ เมื่อราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาท กลับพบว่าปริมาณน้ำมันในตลาดเพียงพอทันทีและเติมได้โดยไม่จำกัด

ต้นต้อของปัญหาแพงเพราะโรงกลั่น

นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นต้นทางอย่างโรงกลั่น หรือโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานทั้งระบบ ดังนั้นมาตรการลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ข้อสงสัยหลักพุ่งไปที่ระบบการจัดสรรน้ำมันจากโรงกลั่น และกลไกการกระจายสินค้า ซึ่งอาจเป็นจุดที่เกิดการชะลอการปล่อยน้ำมัน สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า น้ำมันเพียงพอ แต่ต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเลข ข้อเท็จจริง เพื่อแผนรับมือที่ชัดเจน และความโปร่งใสในระดับโครงสร้าง เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่แท้จริง,แผนการจัดสรรน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา,ระยะเวลาที่น้ำมันจะเพียงพอต่อความต้องการ เพราะสำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลคือ สิ่งสำคัญในการวางแผนชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ไม่มีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยากที่จะฟื้นกลับมา“

ระวังก่อวิกฤตศรัทธาในตัวอนุทิน

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ แต่เพียง 1–2 วันหลังจากนั้น กลับเกิดภาวะตึงตัวของน้ำมันในหลายพื้นที่อย่างฉับพลัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้สร้างรอยร้าวทางความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง เพราะคำยืนยันผู้นำประเทศไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนเผชิญ คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า น้ำมันพอหรือไม่ แต่กลายเป็น ประชาชนควรเชื่อใคร วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่มันคือ วิกฤตความเชื่อมั่น และหากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้จบแค่เรื่องน้ำมันขาดแคลน แต่อาจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของคนไทยที่ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ได้อีกแล้ว

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

27 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น.ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “อานนท์” (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 33 ปี กรณีเข้าร่วมชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ของกลุ่มทะลุแก๊ส บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

เหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2564 ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2564 มีการชุมนุมและแสดงออกเพื่อขับไล่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ทะลุแก๊ส” บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงตั้งแต่ช่วงเย็นของเกือบทุกวัน โดยมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่และผู้ถูกจับกุมรายวันในช่วงดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ต่อไป แม้ติดต่อเนื่องมากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว

ในคดีนี้ ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งว่ามีประชาชนถูกจับกุมจากการชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ภายหลังจากที่ทนายความติดต่อไปยัง สน.ดินแดง พบว่า มีผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่ สน.ดินแดง รวม 2 ราย ได้แก่ อานนท์ (สงวนนามสกุล) และ “ยิม” (นามสมมติ) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำบันทึกจับกุมเสร็จแล้ว และในการสอบปากคำในช่วงเช้าตรู่ซึ่งมีทนายความเข้าร่วมด้วย อานนท์และยิมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

บันทึกการจับกุมระบุว่า ทั้งสองคนถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด. 3 นาย จากบริเวณแยกตัดใหม่ ถนนวิภาวดีฝั่งขาเข้า ซึ่งอานนท์ถูกตรวจค้นตัวพบปืนพกสั้นรุ่น Revolver ขนาด .38 มม. จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 11 นัด พร้อมกับหนังสะติ๊กและลูกแก้ว ทั้งหมดได้ถูกตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และยึดโทรศัพท์ของทั้งสองไว้เป็นวัตถุพยาน โดยอานนท์ได้เปิดเผยข้อมูลกับทนายความว่า ตนเองถูกชุดจับกุมเตะและกระทืบที่เท้าราว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ปรากฏบาดแผล ขณะที่ยิมไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย

เช้าวันรุ่งขึ้น (13 ก.ย.2564) ทั้งสองคนถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญา โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว อ้างเหตุเกรงว่าอาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความยื่นประกันตัว ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน กรณีของอานนท์ให้วางเงินประกัน 60,000 บาท หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 300,000 บาท พร้อมทั้งให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ส่วนยิมให้วางเงินประกัน 35,000 บาท และไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ กรณีดังกล่าว ทำให้อานนท์ถูกติดกำไล EM ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.2564 เป็นต้นมา

พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของอานนท์และยิมไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2564 ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138 และ 140 และเฉพาะอานนท์ยังถูกฟ้องในฐานความผิดว่า มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้มีใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จากกรณีพกพาอาวุธปืนและกระสุนปืนเข้าร่วมชุมนุมโดยไม่มีเหตุจำเป็น และไม่ได้รับในอนุญาตจากนายทะเบียน

ทั้งสองให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2566 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า “ยิม” มีความผิดตามมาตรา 215 ให้จำคุก 1 เดือน 10 วัน ปรับ 3,000 บาท แต่ขณะกระทำผิด จำเลยมีอายุเพียง 18 ปี และให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงมีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษเหลือโทษปรับ 3,000 บาท ยกฟ้องในข้อหาอื่น

ส่วนอานนท์ ศาลพิพากษาว่าจำเลยเคยต้องคดีอาวุธปืนมาก่อน จำเลยกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม จึงให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ในวันดังกล่าวอานนท์ถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คืน ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 60,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) หากผิดเงื่อนไขให้ปรับ 300,000 บาท

ต่อมา อานนท์ยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนยิมไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ ทั้งนี้อานนท์ต้องติดกำไล EM มาตั้งแต่ชั้นฝากขังจนถึงการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ รวมต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว

ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.01 น.

ทบ.ซัดกัมพูชาบิดเบือน! ตัวเลขผู้อพยพพุ่งเกินจริง ชี้เป็นผู้บุกรุกหลักพัน—ยันลวดหนาม-ตู้คอนเทนเนอร์แค่คุมพื้นที่ตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่ปิดกั้นคนกลับบ้าน ย้ำกัมพูชาควรสื่อสารด้วยความรับผิดชอบและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึง กรณีที่นายแปน โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา และกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าฝ่ายไทยขัดขวางการเดินทางกลับของผู้อพยพกว่า 35,000 – 36,000 คน โดยการวางแนวลวดหนาม ตู้คอนเทนเนอร์ และรื้อถอนบ้านเรือน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อปักปันเขตแดนในทันทีนั้น กองทัพบกขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมและประชาคมโลก ดังนี้

ประการแรก ในเรื่องของตัวเลขผู้อพยพที่ทางกัมพูชากล่าวอ้างว่ามีมากถึงหกแสนกว่าคน และยังมีผู้ที่กลับบ้านไม่ได้อีกกว่าสามหมื่นคนนั้น เป็นตัวเลขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเป็นอย่างมาก ข้อเท็จจริงคือมีบุคคลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียงหลักพันคน ซึ่งอาศัยอยู่ใน 3 หมู่บ้านของจังหวัดสระแก้วเท่านั้น และที่สำคัญกลุ่มบุคคลเหล่านี้ในทางกฎหมายถือเป็น “ผู้บุกรุก” ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่นตามที่พยายามกล่าวอ้าง พื้นที่ที่กองทัพบกของไทยเข้าควบคุมอยู่ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นพื้นที่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีชาวกัมพูชาเข้ามารุกล้ำและตั้งชุมชนอย่างผิดกฎหมายมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่คือการสถาปนาและจัดระเบียบพื้นที่ภายในเขตแดนของเราเอง ไม่ใช่การรุกรานกัมพูชาแต่อย่างใด

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าทหารไทยนำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปปิดกั้นขัดขวางการเดินทาง ขอเรียนชี้แจงว่า การวางตู้คอนเทนเนอร์และแนวรั้วลวดหนามเป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราวภายหลังเหตุการณ์สู้รบ เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งการคงกำลังและการวางเครื่องกีดขวางในลักษณะนี้ เป็นการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุให้แต่ละฝ่ายยังคงการวางกำลังไว้ในพื้นที่เดิมตามถ้อยแถลงร่วม

ประการสุดท้าย สำหรับข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่ต้องการให้ฝ่ายไทยเร่งจัดตั้งคณะทำงาน JBC เพื่อลงพื้นที่ปักปันเขตแดนในทันทีนั้น ประเทศไทยขอยืนยันว่าเรายึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มาโดยตลอด แต่ในห้วงเวลานี้ เรายังคงต้องยึดหลักการตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เป็นสำคัญ นั่นคือฝ่ายใดที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ใด ก็ให้คงกำลังในพื้นที่นั้นไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะปลอดภัยจากการยั่วยุทางทหารและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างแท้จริง ที่ปัจจุบันยังคงมีการตรวจพบอยู่ 

กองทัพบกเข้าใจดีว่ารัฐบาลกัมพูชาอาจมีความจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และลดความกดดันทางการเมืองภายในประเทศ แต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใด และอาจกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างกันได้ กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาสื่อสารด้วยความรับผิดชอบและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก มีโอกาสขยับขึ้นอีก เหตุสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอ ปชช.มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน

27 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่า ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคปอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดย ปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

“นายกฯ”เผยทูลเกล้าฯรายชื่อ”ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เดินหน้าเร็วที่สุด ให้ได้รัฐบาลเต็มรูปแบบ ยันพร้อมสนับสนุนนโยบายพรรครัฐบาล รวมเป็นนโยบายรัฐบาล

27 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 19.22 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ว่า มาในฐานะพรรคเพื่อไทย คุมกระทรวงใหญ่ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องมาร่วมในการร่างนโยบายรัฐบาลตรงนั้นด้วย เพราะแต่ละพรรคก็ไปให้คำสัญญากับพี่น้องประชาชน ก็มารวมเป็นนโยบายรัฐบาล เมื่อเป็นรัฐบาลเดียวกันแล้ว ไม่ใช่มาบอกว่านี่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย อันนี้นโยบายของพรรคเพื่อไทย และเราจะไม่สนับสนุน แต่เมื่อตนมาดำรงตำแหน่งนี้ ตนสนับสนุนนโยบายของทุกพรรค

เมื่อถามถึงรายชื่อรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติผ่านหมดแล้วหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่าบางรายชื่อมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ตอนนี้โอเคแล้ว หวังว่าวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไป เราพยายามจะให้เร็วที่สุด ตอนนี้พอเป็นรัฐบาลรักษาการซึ่งคงเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลหนู 1 มันก็มีหลายๆ ประเด็นที่ขับเคลื่อนเต็มที่ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายและระเบียบ อย่างวันนี้ให้ตนรีบเซ็นอะไรออกไปและไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ในเมื่ออาทิตย์หน้าเราก็จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว เราก็สู้ไป เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อย เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเราก็เดินเต็มสูบ ข้อจำกัดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ตั้งแต่ยุบสภาเมื่อธันวาคม 68 ก็จะไม่มีข้อจำกัด รัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวชื่อ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในโผ ครม.อนุทิน 2 รายชื่อมีปัญหาคุณสมบัติ ตอนนี้เรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรายชื่อ ครม.มันพูดไม่ได้เลย เพราะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ก่อน คนไหนที่มีปัญหาแล้วมีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มันก็มีการเช็กรายชื่ออยู่แล้ว ตนไม่เสนอหรอก ฉะนั้นทุกพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอรายชื่อ แม้กระทั่งของพรรคภูมิใจไทยเองทุกรายชื่อต้องรับการตรวจสอบประวัติ เราไม่ได้ไปจำกัดสิทธิใคร ถ้าคนไหนมีประวัติที่มีปัญหาก็แต่งตั้งไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

27 มีนาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ระบุว่าจะส่งหนังสือถึง กกต.เพื่อขออนุมัติมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมนัดพิเศษ ให้ลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท โดยระบุว่า “ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือจากคณะรัฐมนตรีมาถึงสำนักงาน กกต.”

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.30 น.

รองอธิบดีกรมการกงสุล ร่วมพิธีไว้อาลัยร่างคนไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล พร้อมร่วมพิธีรับร่างกลับไทย

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และ Mrs. Dvora Dorsman Yarkoni รองหัวหน้าสำนักงาน สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัยนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกสะเก็ดระเบิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อไป
 
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีพระคุณเจ้า Ananda พระสงฆ์ชาวศรีลังกา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายชัยวัฒน์ฯ ภายในชุมชนเกษตร Adanim ด้วย

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

27 มีนาคม 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้รับประสานจากครอบครัวของนางเพ็ญศรี  เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2560 ว่า นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 06.30 น. ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เขตพญาไท กรุงเทพฯ สิริอายุ 95 ปี

กำหนดการพิธีสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา สุธีระ – ประจวบ พีชานนท์ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

วันที่ 28 มีนาคม 2569

เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ

วันที่ 29 มีนาคม – 3 เมษายน 2569

เวลา 17.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ

ทั้งนี้ จะมีการบรรจุศพไว้ 100 วัน เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพในลำดับต่อไป

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและผู้ที่เคารพรักนางเพ็ญศรี เคียงศิริ เจ้าของนามปากกา ‘นราวดี’ ร่วมรำลึกถึงเกียรติประวัติของศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานนวนิยายที่ได้รับความนิยม ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ อาทิ นางอาย รักเกิดในตลาดสด และยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานการแปลวรรณกรรมมากมาย งานเขียนของนราวดีมีจุดเด่นที่นอกจากจะสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านแล้ว ยังให้ข้อคิดในเรื่องครอบครัว ความรัก ความภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิด และความงดงามของความหลากหลายในสังคม

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

“เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่”ออกประกาศปรับขึ้นราคา”ไข่ไก่หน้าฟาร์ม”เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ในวันพรุ่งนี้

27 มีนาคม 2569 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคา​ประกาศ​จะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในบางช่วงถูกกดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.70 – 2.80 บาทต่อฟอง ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะ​รายย่อยขาดทุน​ จนกระทั่ง​มีการปรับราคา​ขึ้นเป็​นฟองละ​ 3.40 บาท เมื่อวันที่​ 16​ มีนาคม ​ที่ผ่านมา​ ซึ่งล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้น​ 20 สตางค์​ต่อ​ฟอง​ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแปรปรวน ทั้งร้อนสลับฝน ส่งผลให้แม่ไก่ปรับตัวได้ยาก กระทบต่อสุขภาพและทำให้ผลผลิตไข่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหันมาบริโภคไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัด ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นว่าปัจจัยด้านพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน จะมีผลต่อราคาไข่ไก่ หรือไม่นั้น นายมาโนช มองว่า ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบในด้านต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดราคาในระยะสั้น

นายมาโนช กล่าวต่อไปด้วยว่า จากการหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน​ กระทรวง​พาณิชย์​ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนแนวโน้มในระยะต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์​ และค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งหากปัจจัย​กดดัน​ดังกล่าว​ยัง​ยืดเยื้อ​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​ต้นทุน​การผลิตในระยะถัดไป​ พร้อม​ยืนยันว่า​ ปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่เกิดภาวะขาดแคลน และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก โดยคาดว่า​ราคาไข่ไก่ในระดับฟองละ 3.60 บาท จะสามารถทรงตัวได้ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างน้อยจนผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ขุด'ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน' รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

27 มีนาคม 2569 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาผลกระทบต่อสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อปุ๋ยเคมีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบแพงขึ้นทำให้ปุ๋ยเคมี ราคาดีดตัวสูงขึ้น ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อขยายผลการลดต้นทุนทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านดินและปุ๋ย ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนาการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรในชุมชน ผ่านการเรียนรู้จากแปลงเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ยตามบริบทของพื้นที่รวมทั้งรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกษตรกรไทยสามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีตามหลัก 4 ถูก ได้แก่ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรสมาชิก ศดปช.ที่นำแม่ปุ๋ยผสมตามผลวิเคราะห์ดินและไม่มีการใส่สารตัวเติม ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงกระสอบละ 150 – 200 บาท และผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของ ศดปช.ถึงการดำเนินการในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พบว่าสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 21.9% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.7% ชนิด เช่น ในการผลิตข้าว สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 38.1% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 23% ส่วนการผลิตอ้อยสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 34.9% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 57% เป็นต้น และเพื่อชดต้นต้นให้กับเกษตรกรที่ประสปปัญหาปุ๋ยเคมีแพงล่าสุดได้มอบหมาย ศดปช.ในการขยายผลองค์ความรู้ด้านดินและปุ๋ย เช่น การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง แบบผสมผสานควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม เพื่อการลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช.หลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งมีการขยายผลด้วยกระบวนเรียนรู้การจัดการดินและปุ๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ การอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

นางอัญชลี บอกอีกว่าปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมจาก ศดปช.สู่เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนา ศดปช.สู่ Service Provider หรือพัฒนา ศดปช.ให้เป็นผู้ให้บริการด้านดินและปุ๋ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ อันจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006