อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

นายกฯ ย้ำ คดีทุจริตสอบ “ไม่มีเส้น ไม่มีสาย” ชี้ “ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. อยู่ระหว่างผนึกกำลังตรวจสอบ ลั่น “ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น”

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจชมรมSTRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาเผยแพร่แชทข้อความที่อ้างว่า มี สจ.จังหวัดสตูล เป็นนายหน้าในการช่วยทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า ตนฟังรายงานเฉพาะคนที่ตนแต่งตั้งเป็นทางการ และหน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบ เช่น สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ดำเนินการอยู่ และร่วมมือกันที่ขอใช้กำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับตำรวจในการสอบสวนขยายผล 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่ของแต่ละหน่วยไป และมาสรุปผลออกมา หากเห็นว่ามีการกระทำความผิดในส่วนใด เจ้าหน้าที่ก็จะกระจายงานกันออกไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่สอบสวน และดำเนินคดี

“ที่แน่ๆ คือใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ไม่มียกเว้น ไม่มีเส้น ไม่มีสาย ไม่มีเพดาน เพราะตอนนี้คนพยายามบอกว่ามีเพดานอยู่ที่ระดับนั้นระดับนี้ ระดับนั้น ผมเรียนได้เลยว่าไม่มีเพดาน ถึงใครก็คนนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

‘ผึ้งหลวง’ส่อวุ่น! ลูกสาว’ธงชัย’วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

'ผึ้งหลวง'ส่อวุ่น! ลูกสาว'ธงชัย'วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

‘ผึ้งหลวง’ส่อวุ่น! ลูกสาว’ธงชัย’วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเสียชีวิต พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จากเหตุ “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง

ซึ่งทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และวันที่ 20 กันนยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

และมีรายงานข่าวว่า  แกนนำ “ผึ้งหลวง” ดึง ชื่อนางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ขึ้นมาพิจารณาในฐานะบุคคลที่อาจมีความเหมาะสมในการเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองเดิมสำหรับสนาม อบจ.นนทบุรี

จากการตรวจสอบล่าสุด แหล่งข่าวแกนนำกลุ่มผึ้งหลวง เปิดเผยแนวหน้าออนไลน์ว่า นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ  ไม่สามารถลงสมัครได้ เพราะขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ได้ไปไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง  ซึ่งกลุ่ม“ผึ้งหลวง”ก็ได้มีการรืออย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่าจะพิจารณาส่งใครลงสมัคร โดยมีแกนนำส่วนหนึ่งเห็นว่า ควรเสนอชื่อบุคคลในครอบครัวพ.ต.อ.ธงชัย  โดยให้เหตุผลว่า การส่งคนในตระกูล เย็นประเสริฐ น่าจะมีความได้เปรียบในแง่ ของคะแนนนิยมดั้งเดิมจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ  ที่ทำงานในจังหวัดนนทบุรีมานาน

อย่างไรก็ตาม รายชื่อนี้ยังไม่เป็นมติที่สิ้นสุด  แกนนำของกลุ่ม“ผึ้งหลวง” ได้บอกกับแนวหน้าออนไลน์ว่า ต้องมีการหารือเพื่อตัดสินใจอีกครั้งนึง เพราะบางเสียงก็เห็นว่า น่าจะพิจารณาจากบุคลในกลุ่มเหมือนกัน เพราะมีความรู้ความสามารถอยู่หลายคน   ต้องมีการหารืออีกครั้งโดยเร็วเพราะมีเวลาในการตัดสินใจไม่มากเนื่องจาก กำนดการในการเลือกตั้ง และการรับสมัครออกมาเรียบร้อยแล้ว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาเกมชิง อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง จับมือแน่น ดัน ‘พรรษพร’ ลูกสาว ‘ธงชัย’ สู้พรรคส้ม

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.17 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี  ที่กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยเมื่อนายกฯเดินทางถึงเข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 

จากนั้นนายกฯ ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ  ก่อนจะเยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ

อย่างไรก็ตาม กองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดยนายกฯในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ เนื่องด้วยสมช.นั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม

ตำรวจหมายเรียก ‘ไอซ์ รักชนก’ ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

ตำรวจหมายเรียก 'ไอซ์ รักชนก' ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

ตำรวจหมายเรียก ‘ไอซ์ รักชนก’ ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

ตำรวจ หมายเรียก “ไอซ์-รักชนก” ปชน.ครั้งที่ 2  วันที่ 17 สิงหา   “ดร.ณัฏฐ์” ทนายส่วนตัว “สุชาติ” ยืนยัน เป็นเรื่องจริง ว่ากันตามกฎหมาย โดยไปจิบกาแฟร้อน สังเกตการณ์  หากไม่มา ร้องขอให้ตำรวจยื่นศาลออกหมายจับทันที 

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงาน จาก สน.ทองหล่อ ว่า พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนง.สอบสวน ได้ออกหมายเรียกนางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา ครั้งที่ 2 จำนวน 2 คดี ในคดีระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น โดยนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา ด้วยเหตุต้องหาว่า เผยแพร่โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในประการทีทำให้ประชาชนตื้นตะหนกตกใจ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.

สืบเนื่องก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน และ ปธ.กมธ.ติดตามบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม และ 22 พฤษภาคม 2569 ในปมโพสต๋กล่าวหา นายสุชาติฯ “อันธพาลครองเมือง เถื่อน  ถ่อย  ชั่ว” และโพสต์กล่าวหานายสุชาติฯ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 ,ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ และผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1  ทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย จึงได้มอบอำนาจนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวม 2 คดี ที่ สน.ทองหล่อ

โดยมีรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐสภา จะเปิดประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภามีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตาม รธน.ม.125 วรรคหนึ่ง ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก จับกุม คุมขัง ในคดีอาญาที่สมาชิกรัฐสภาตกเป็นผู้ต้องหา เว้นแต่การจับความซึ่งหน้าหรือมติสภาส่งสมาชิกรัฐสภารายนั้นส่งตัวมาดำเนินคดีอาญา  

ทั้ง 2 คดี เมื่อ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ หมายเรียกผู้ต้องหา นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา สส.พรรคประชาชน ให้มาพบครั้งที่ 2  หากไม่มา ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.น. โดย ป.วิอาญา ม.66 (2) บัญญัติว่า หากมีหลักฐานอันสมควรว่า บุคคลนั้นกระทำความผิดและมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า”จะหลบหนี” เป็นเหตุให้ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ ยื่นคำร้องต่อศาลกรุงเทพใต้เพื่อขอหมายจับ สส.รายนี้ได้

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียมหรือ “ดร.ณัฏฐ์” ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ 
ซึ่งทนายของนายสุชาติฯ ยืนยันว่า ตำรวจ สน.ทองหล่อ ออกหมายเรียก สส.หญิง รายนี้ เป็นเรื่องจริง  ขอให้ว่ากันตามกฎหมวย ว่ากันตามพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ป.วิอาญามาตรา 18,19 

หาก สส.หญิงปากแซ่บรายนี้ ไม่โพสต์ปั่นกระแส เรียกยอดไลน์ ยอดแชร์ เพิ่มความนิยมส่วนตัว ที่เหยียบหัวคนอื่น ที่เป็นนักการเมืองด้วยกัน เหตุการณ์เหล่านี้ คงไม่เกิด คดีอาญาคงไม่เกิด ไม่ได้ไปกลั่นแกล้ง สส.หญิงรายนี้  

ตนขอสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชน ยืนยันว่า นายสุชาติฯทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อ มือสะอาด แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก มีภาวะผู้นำสูง เด็ดขาด ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและบ้านเมือง เป็นหลัก  ไม่เคยทุจริตรับสินตามข้อกล่าวหา 

ทั้ง ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลครองเมือง และไม่เคยเป็นคนเถื่อน คนถ่อย คนชั่วตามที่ สส.หญิงรายนี้กล่าวหา 

ต้องถามกลับไปถึง สส.หญิง รายนี้ ว่าโพสต์กล่าวหาแล้ว ภายหลัง แก้ไขข้อความในโพสต์ทำไม   ทีมฝ่ายกฎหมายที่มอนิเตอร์อยู่ รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมด ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล 
ทั้ง 2 คดีนี้ หากพนักงานอัยการยื่นฟ้อง สส.รายนี้ นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ตนยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและเรียกค่าเสียหาย ตามช่อง ป.วิอาญา ม.44/1 จำนวน 50 ล้านบาท  หากล่าช้า อาจใช้สิทธิฟ้องเองโดยตรงต่อศาล 

ส่วนหมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ 1 สส.หญิงรายนี้ ไม่เก่งเหมือนในโซเชียล เป็นขอมดำดิน ทั้งสองคดีนี้ ไม่มาพบตำรวจ

ตนพร้อมทีมทนายความจะเดินทางไป สน.ทองหล่อ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.นี้ จะไปนั่งจิบกาแฟร้อน สังเกตการณ์ ดูด้วยตาตนเองว่า สส.หญิงรายนี้ ปากเก่ง ปากแซ่บ รายนี้ จะเก่งจริงเหมือนโพสต์ในโซเชียลไหม สส.รายนี้ จะมาพบกับตำรวจหรือไม่ อย่าเป็นขอมดำดิน

ถนัดแต่ตรวจสอบคนอื่น ทุกคนชั่วหมด ตนเองเป็นคนดีเพียงคนเดียว ควรหันไปดูตนเองก่อนที่จะไปตรวจสอบคนอื่น ที่ศาลอาญาพิพากษา จำคุก 6 ปี คดี ปอ.ม.112  คืออะไร หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 2 ศาลจะวางแผนใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างไร ตนไม่ได้แช่งนะ แต่ตั้งข้อสังเกต เพราะเป็นห่วง ปมคดีนายฉลอง เรียวแรง อดีต สส.หลายสมัยสังหาร นายก อบจ.นนทบุรี  สส.หญิงรายนี้ไปบี้ไปจุ้นโพสต์ให้ตำรวจใส่กุญแจมือนายฉลองผู้ต้องหา แล้วในคดีของตนเอง ควรสวมเครื่องพันธนาการหรือไม่ 

ตนจะไปสังเกตการณ์ ดูว่า หาก สส.หญิงรายนี้มา จะถูกพิมพ์มือในฐานะผู้ต้องหาหรือไม่  ตนขอชักชวนพี่น้องสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์ด้วยกัน 

หาก สส.หญิงรายนี้ ไม่มา ตนจะยื่นคำร้องต่อ ผกก.สน.ทองหล่อ หัวหน้าพนักงานสอบสวนในวันนั้น โดยขอให้ใช้ ช่อง ป.วิอาญา ม.66(2) ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งและมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า สส.หญิงรายนี้ มีพฤติกรรมจะหลบหนี และประวิงเวลา เพื่อรอให้เปิดสมัยประชุมเพื่อใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. โดยให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ สส.รายนี้ทันที ก่อนเปิดสมัยประชุมในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ 

อย่าคิดว่า สส.หญิงรายนี้ มีสถานะ สส.จะใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอภาคและเท่าเทียมกัน 

โดยในสัปดาห์หน้า ตนจะไปยื่นคำร้อง ต่อ ปปช.ให้ไต่สวน ความผิดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างร้ายแรง ตาม รธน.มาตรา 219 ประกอบข้อกำหนดจริยธรรมฯ ตาม พรป.ปปช.โดยขอให้ใช้ช่องทาง รธน.ม.235 วรรคหนึ่ง(1),วรรคสี่ ต่อไป โดยตนไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับ สส.หญิง รายนี้ แต่กระทำในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย    

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ  ฟันซ้ำอาญา

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา ถึงมือปปช.-ตำรวจ กมธ.จี้สาวตัวบงการ

เดินหน้าคืนความชัดเจนระบบสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 เปิดให้ผู้สอบตรวจคะแนน 13–31 สิงหาคมนี้ “มท.4” กำชับสถ. สร้างความโปร่งใสในกระบวนการสอบ “นิรัตน์”เผยส่ง 5,925รายชื่อที่ถูกเพิกถอนให้หน่วยงานตรวจสอบฟันอาญาแล้ว พร้อมเปลี่ยนหากระดับนโยบายมอบ กพ.จัดสอบแทน รับคนใน สถ.เอี่ยวขบวนการซื้อตำแหน่ง ย้ำต้องกวาดบ้านตัวเองก่อน “อาสพลธ์” บี้สถ. เร่งส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทุจริตให้5หน่วยงาน ชี้ไม่ควรประวิงเวลา เปิดทางตรวจเส้นทางการเงิน สาวถึงตัวการใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ให้ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568ได้บางส่วน และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ว่า ล่าสุด สถ.เปิดศูนย์รับคำร้องขอดูคะแนนผู้ที่ไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้สอบแข่งขันได้เพื่อให้ผู้เข้าสอบที่ไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีใหม่ สามารถตรวจสอบคะแนนของตนเองผ่านช่องทางราชการได้โดยตรง ระหว่างวันที่ 13–31 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30–16.30 น. ในวันและเวลาราชการ ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ อาคารสุวัทนา ชั้น 1 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังส่วนกลาง

ทุกคนต้องตรวจสอบข้อมูลตัวเองได้

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การเปิดให้ผู้เข้าสอบตรวจสอบคะแนนครั้งนี้ เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการสร้างความชัดเจนให้กับกระบวนการสอบ หลังมีการตรวจสอบความผิดปกติและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ โดยหลักสำคัญคือ คนที่มีข้อสงสัยต้องมีช่องทางตรวจสอบ และทุกขั้นตอนต้องมีคำตอบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ การจัดการเรื่องนี้ต้องทำให้ชัด ทั้งในส่วนของคนที่ถูกตรวจสอบและคนที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสอบ เราต้องทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบ

ยึด‘ถูกต้อง-โปร่งใส-ตรวจสอบได้’

ทั้งนี้ สถ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อรับคำร้อง ตรวจสอบ และเปิดเผยคะแนนแก่ผู้ยื่นคำร้องตามหลักเกณฑ์ พร้อมรวบรวมผลการดำเนินงานรายงานต่ออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้

“การดำเนินการทั้งหมดต้องยึดหลัก “ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้”โดยเปิดช่องทางให้ผู้เข้าสอบได้รับข้อมูลคะแนนของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการสอบแข่งขันท้องถิ่นเดินหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าสอบและประชาชน”นายวรศิษฎ์กล่าว

เจอทุจริตก็ต้องจัดการ

นายวรศิษฎ์ ให้กล่าวถึงกรณีที่เพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย โพสต์แชตข้อความซึ่งอ้างว่าเป็นแชตของเอเย่นต์หรือนายหน้าที่ช่วยในการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยระบุว่าเป็น สจ.คนหนึ่งใน จ.สตูล ว่า เรื่องนี้มันพิสูจน์กันได้อยู่แล้ว ถ้าหากเจอก็ต้องจัดการซึ่งจริงๆ มันก็มีเครือข่ายอยู่หลายเครือข่ายกระจายกันไปทั่ว ก็ต้องไปว่ากันตามข้อเท็จจริง

ส่ง5,925รายชื่อถึงมือปปช.-ตร.แล้ว

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่มีรายชื่อที่ถูกเพิกถอน5,925 รายชื่อ ตอนนี้อยู่ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีการประมวลเรียบร้อย และมีการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ทางสถ. แจ้งรายชื่อทั้ง 5,925 รายชื่อ ไปยัง 5 หน่วยงานที่ทำ MOU ตรวจสอบความผิด

พร้อมทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการจัดสอบทดแทนบุคลากรของสถ. ที่ขาดแคลน แต่มีข้อเรียกร้องให้ทาง กพ. เป็นผู้จัดสอบแทน กสถ. เหมือนกับหน่วยงานราชการอื่น ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด สิ่งที่ก.กลาง และกสถ. รับหน้าที่จัดสอบ ก็เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจนั้นๆ มอบหมาย ตนไม่ได้บอกว่าวันนี้ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เรารู้ว่ามีปัญหา แม้ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ทบทวน อย่างไรก็ต้องทบทวนตัวเองอยู่แล้ว ว่าวันนี้เราทำอะไรได้ดีหรือแย่แค่ไหน เราต้องปรับปรุงตัวเองแน่นอน ก่อนย้ำว่า การจัดสอบหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้มีอำนาจ หากเป็นนโยบายก็ต้องไปแก้ไขข้อสั่งการหรือระเบียบต่อไป

ไม่ขัดข้องหากให้หน่วยอื่นจัดสอบแทน

เมื่อถามว่า ได้เห็นรายงานที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า เห็นแล้ว ซึ่งกสถ.ในฐานะผู้จัดสอบในปัจจุบัน จะต้องมีการปรับโครงสร้าง ปรับกระบวนการ และวิธีทำงานใหม่ ที่ไม่ก่อให้เกิดการทุจริตหรือผิดพลาด แต่ถ้าเป็นนโยบายใหม่ที่ต้องกระจายการสอบออกไป หรือให้ใครจัดสอบแทน หรือ กพ. สอบแทน กสถ.ก็ไม่ขัดข้อง และมีความพร้อม

สำรวจจุดโหว่-จุดอ่อนที่ทำให้เกิดทุจริต

นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงการสืบสวน หาตัวผู้กระทำความผิดในการทุจริตการสอบ ขณะนี้ความผิดเกิดขึ้นแล้วเป็นคดีอาญา ทางตำรวจ ป.ป.ช. และหน่วยตรวจสอบทางคดีทุกอย่าง ก็รับไปตรวจสอบแล้ว แต่สถ.ยืนยันว่าไม่หยุดแค่นี้ เราต้องประเมินตนเอง ต้องสำรวจตัวเองว่ามีจุดโหว่ จุดอ่อน ว่ามีจุดใดบ้างที่ทำให้เกิดการทุจริต อย่างที่ตนเคยบอกว่ามีผู้เล่นอยู่ 4 คน คือ กรมสถ. มหาวิทยาลัยที่รับจ้าง นายหน้าที่บอกว่าเป็นผู้ซื้อขายตำแหน่งและผู้ซื้อ ซึ่ง 2 ส่วนแรกเป็นหน่วยงานราชการ ที่เราจะต้องปิดจุดอ่อนให้หมด แต่ในเรื่องของกระบวนการซื้อขายตำแหน่ง ก็จะได้ประชุมหาข้อมูลกันกับทุกหน่วย เพื่อส่งผู้มีพฤติกรรมที่เป็นนายหน้าและผู้ขายตำแหน่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้รับราชการและไม่รับราชการ ซึ่งทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่แค่ท้องถิ่น เรารู้ว่าทุกวงการที่มีการสอบ โดยจะส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้ตำรวจต่อไป

ต้องกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดก่อน

เมื่อถามว่าในสถ. มีบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบวินัยร้ายแรง เพื่อกวาดบ้านตัวเองหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยอมรับว่าในสถ.มีผู้ที่ทำตัวเป็นหนึ่งในขบวนการนายหน้า บุคคลเหล่านี้ต้องถูกกวาดล้าง เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่อยู่ในหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน แม้อยู่ในสถ. ก็จะไม่มีการยกเว้น ต้องจัดการก่อนเป็นอันดับแรก

เมื่อถามว่า จะเริ่มกวาดบ้านตัวเองเมื่อใดในฐานะที่เป็นรักษาการอธิบดี นายนิรัตน์ กล่าวว่า ทำอยู่แล้ว ทำทุกวัน แต่พวกนี้ข้อมูลต้องแน่น เพื่อที่จะจัดการกับเขาเพื่อให้เถียงไม่ได้ ปฏิเสธไม่ออก

เมื่อถามว่า ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีสถ. มีอำนาจเต็มใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ผู้รักษาราชการแทน มีหน้าที่เท่ากับ ผู้ซึ่งตนแทน

‘อาสพลธ์’จี้สถ.ส่งรายชื่อโยงทุจริต

นายอาสพลธ์สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตการสอบท้องถิ่น ที่มีการเร่งให้ สถ. ส่งสำนวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในส่วนของ 5925ราย ที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เสนอไปยัง คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ กสถ. มีมติ ให้นำเสนอคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบไปแล้วนั้น มีการปรับปรุงบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ให้ความถูกต้อง

“ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่เห็นว่าทาง สถ. จะส่งรายชื่อ 5,925 ราย ให้กับหน่วยงานที่ สถ. ได้ทำ MOU ไว้ ทั้ง 5 หน่วยงาน ซึ่งยังไม่ได้ส่งจึงอยากขอถามว่าจะส่งเมื่อไหร่ เพราะมีการทำ MOU ไว้แล้ว หากพบว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือโกงข้อสอบต่างๆ เมื่อทำ MOU กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วทั้ง สถ. กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนกลาง” นายอาสพลธ์กล่าว

ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรแล้ว

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า แต่วันนี้มติ ก.กลาง ส่งไปยัง ก.จังหวัด เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไม สถ. ยังไม่ส่ง 5,925 รายชื่อนี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขาได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งกมธ.ป.ป.ช. ได้มีโอกาสไปดูงานที่ ปปง. และได้สอบถามเรื่องนี้ ทางตัวแทนปปง. ได้ชี้แจงว่า มีการทำ MOU ไว้แล้ว แต่รอทาง สถ. ส่งรายชื่อให้ ซึ่งเขาจะได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินได้ทั้งหมด

“ท่านมีข้อมูลหมดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรแล้วทั้ง 5,925 รายชื่อ เพราะข้อมูลที่ท่านมี ตรวจสอบความถูกต้องอยู่แล้ว ท่านจึงได้เสนอ ก.กลาง จนกระทั่งมีมติเพิกถอน และทำบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องประวิงเวลา”นายอาสพลธ์ กล่าว

เหน็บเซ็นMOUแล้วคงลืม

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ล่าช้าคืออะไร นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเขาเซ็น MOU แล้วคงลืม วันนี้เราเลยมากระทุ้ง ตนตามเรื่องนี้เพราะอยากให้คนทุจริตได้มารับโทษทั้งหมด ส่วนที่สังคมมีข้อสงสัยว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เราก็พยายามทำทุกทาง นำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาซักทอด หากใครชี้แจงไม่ได้ก็ต้องรับผิดMOU เซ็นแล้วไม่ทำตามก็ต้องมากระทุ้งกันหน่อย

เมื่อถามว่าทางกระทรวงมหาดไทย เตรียมให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่หลุดไปอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้จะมีช่องทางให้ผู้ที่ทุจริตกลับมาสวมรอยหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะคะแนนก็ปรากฏในกระดาษคำตอบอยู่แล้ว วันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด

เชื่อถ้าหลักฐานไปถึงก็เอาผิดได้

เมื่อถามว่า สุดท้ายจะสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า วันนี้ถึงระดับ 10 แต่เขาก็ให้การปฏิเสธ ซึ่งสิ่งที่เราจะทำได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบธุรกรรมการเงิน การซักทอด ประเด็นนี้ตนขอเปรียบเทียบง่ายๆ กับการแก้ไขคะแนนที่ผ่านอยู่แล้ว แต่ปรับให้คะแนนสูงขึ้น พอประกาศบัญชีใหม่ 97 รายก็อยู่ในบัญชีผู้สอบผ่าน ทั้งที่เขาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ เราเห็นว่ามีการแก้คะแนน ขนาดประกาศรอบสองเขาก็ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อ นี่ขนาดเรามีหลักฐาน ก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ฉะนั้น ระดับ 11 หรือระดับ 12 วันนี้ตนไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. มีหลักฐานขนาดไหน แต่ถ้าหลักฐานไปถึงก็เชื่อว่าจะสามารถเอาคนที่กระทำความผิดมาลงโทษได้

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา  ตบบ้องหูตร.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร. อ้างกอดคอมือโดนหน้า ปชป.ขอเวลาเช็ค2วัน

อดีตรมช. “ชัยชนะ” สส.คนดังเมืองคอนโร่เข้ารับทราบข้อหาคดีตบบ้องหูรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่กลางงานศพ หลังโดนคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดี ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างแค่กอดคอแต่มือโดนใบหน้า พร้อมท้าให้เปิดคลิป โวยลั่นเป็นเกมการเมืองสกปรก ด้าน‘รรท.ผบช.8’ส่งฝ่ายสืบสวนภาคลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน ลั่นไม่มีละเว้น ขณะที่‘อภิสิทธิ์’ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง คาด 1-2 วันรู้เรื่อง หากพบมีมูลผิดมีมาตรการจัดการแน่นอน

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเหตุการณ์นักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุ “บ้องหู”นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นต่อมาพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 และรรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมานั้น

‘ชัยชนะ’เข้ารับทราบข้อหาสภ.ทุ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งตกเป็นข่าวในคดีดังกล่าวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการ รับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอน

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของคดี หลังจากก่อนหน้านี้มีการสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจยังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน
จากสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่มีข้อยุติว่าฝ่ายใดมีความผิดจนกว่าคดีจะผ่านกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

ยันไม่ได้ตบแค่กอดคอมือพลาดโดนหน้า

นายชัยชนะให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ชี้แจงถึงประเด็นร้อนดังกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำร้ายร่างกายตามที่สื่อนำเสนอคำว่า “ตบบ้องหู”แต่เป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกันและมือพลาดไปโดนใบหน้า ซึ่งในทางกฎหมายเข้าข่าย (มาตรา 391) เท่านั้น

“แต่มือไปโดนที่แก้มที่ใบหน้า ผมก็บอกครับผมแค่กอดคอ แกกอดคอผมผมกอดคอแกถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับก็บอกแล้วว่าก็มัน มันแค่ไปเข้ากฎหมายว่าที่มือไปโดนใบหน้า แค่นั้น 391 ครับ”

ยืนยันความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น

นายชัยชนะระบุว่าตนและพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ (พี่ตุ้ม) มีความสัมพันธ์อันดี เคารพรักกันเหมือนญาติ และมักจะหยอกล้อกันเป็นประจำ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาการแจ้งความที่ดูผิดปกติ

“เมื่อกี้ยังเจอรักกันอยู่เลยครับ ผมเรียนสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้เนี่ย เมื่อวันที่ 8 สิงหาใช่มั้ย ถ้าพี่ตุ้มเนี่ยมีเหตุกับผมจริงเนี่ย ถ้ามีเหตุโกรธเคืองต้องแจ้งความผมวันอาทิตย์ถูกมั้ยครับ นี่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เจอผมในงานพิธีฌาปนกิจศพเนี่ยก็ยังถ่ายรูปคู่กันเดินคุยกับผมไปสูบบุหรี่ด้วยกัน แล้วมันมีเหตุอะไรครับ… แล้วทำไมถึงเดินมาแจ้งความเมื่อวาน ก็ไม่ทราบ”

“ผมบอกว่าผมเจอพี่ตุ้มทุกครั้งพี่ตุ้มก็หยิกหูผม พี่ตุ้มเรียกผมเนี่ยมึงสบายดีมั้ยน้องแทนมึงเป็นไงบ้าง นี่คือความรักใคร่ที่มีกันมายาวนาน เพราะฉะนั้น อย่าทำให้คนสองคนที่เขามีความสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์ทางญาติมายาวนานเนี่ยอย่าทำให้เขาแตกกันครับ”

ท้าเปิดคลิป-ซัดเกมการเมืองสกปรก

รองหัวหน้าพรรคปชป.เชื่อว่ากระแสข่าวนี้เป็นการกุเรื่องและปะติดปะต่อข้อมูลเพื่อมุ่งหวังทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองและได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสข่าวนี้

“วันนี้คุณอาจจะนั่งหัวเราะเพราะข่าวที่คุณปลุกขึ้นมาได้เป็นกระแสสังคม ผมโดนโจมตี ภาพลักษณ์ทางการเมืองเสียองค์กรตำรวจเสีย พี่ตุ้มได้รับความเสียหาย คุณสบายใจแต่ผมถามว่าวันนึงถ้าเกิดขึ้นกับคุณล่ะคุณคิดอย่างไร..ตัวผมก็สงสารพี่ตุ้ม เจ้าภาพที่จัดงานมาอยู่ในความโศกเศร้าอะไร แต่กลับมีข่าวที่ไม่ดีเพื่อประสงค์ร้ายทางการเมือง ผมเรียนนะครับ สุภาพบุรุษทางการเมืองเค้าไม่ทำวิธีการแบบนี้ครับ”

“และวันนี้ผมยืนยันอย่างนี้นะครับ ถ้ามีคลิปวิดีโออันไหนที่จับภาพว่าผมทำร้ายท่านธนดล เอามาส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเถอะครับ แต่ถ้าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่กุข่าวขึ้นมา ที่ปะติดปะต่อข่าว เชื่อผมนะครับ คำสอนขององค์พระพุทธทาส ฮะ คนดีสำคัญกว่าทุกอย่าง กฎแห่งกรรมมี ท่านศรีปราชญ์บอกว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ระวังดาบนั้นคืนสนอง ผมยืนยันวันนี้ผมมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา”นายชัยชนะ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

รรท.ผบช.8สั่งสืบสวนลงเก็บหลักฐาน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รรท.ผบช.ภาค 8) กล่าวว่าหลังเกิดเรื่องดังกล่าวเบื้องต้นพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อนหน้านี้ ในฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขณะนี้ ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยฝ่ายสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ลงพื้นที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลปริก หลังจากนี้จะเชิญพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมรวมทั้งจะต้องเชิญนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำด้วยเช่นกัน

ลั่นไม่มีละเว้นทุกคนต้องอยู่ภายใต้ก.ม.

พล.ต.ท.สุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหู ตนยังไม่ทราบว่ามีการหิ้วตัวนายตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกายออกจากพื้นที่งานด้วยหรือไม่แต่ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวนชุดทำคดีสอบในทุกประเด็นโดยเฉพาะการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้นและไม่สนใจว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจหรือไม่นั้น พล.ต.ท.สุรพงษ์ กล่าวว่าตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกันขอให้แยกแยะ เพราะแม้ว่าบุคคลใดจะกระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตนายชัยชนะก็เคยถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาลแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลใดใหญ่กว่ากฎหมาย เพราะตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

‘อภิสิทธิ์’ยอมรับได้คุย‘ชัยชนะ’แล้ว

ในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย (ตบบ้องหู) รองผู้กำกับการสภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพ ว่า เรื่องนี้ทางพรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับนายชัยชนะแล้ว แต่ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เมื่อมีรายละเอียดแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ปชป.ยันไม่แทรกแซงคดีปล่อยตามก.ม.

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าขณะนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้พูดคุยกับนายชัยชนะ ส่วนที่ปรากฏข่าวว่าถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้วต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งพรรคไม่ยุ่งหรือก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ ส่วนในทางปฏิบัติของพรรคมีหลักปฏิบัติหากเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรคจะต้องฟังความทุกฝ่าย พร้อมกับรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ในกรณีของนายชัยชนะพรรคยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของพรรค เช่น การตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

‘สกลธี’คาด1-2วันรู้เรื่องสอบปม‘ชัยชนะ’

ขณะที่นายสกล ธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับฯสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชกลางงานศพว่า ขณะนี้กระบวนการของพรรคกำลังตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงควบคู่กันไป เมื่อช่วงเช้ทราบว่านายชัยชนะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นทางพรรคฯจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะมีมาตรการที่เหมาะสมตามมา ขอให้รอทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯที่จะมีการแถลงเรื่องนี้อีกครั้ง ขณะนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เท่าที่คุยกับนายอภิสิทธิ์ก็คงภายใน 1-2วัน คงจะรู้เรื่อง

ยันหากมีมูลผิด มีมาตรการจัดการ

เมื่อถามว่ามองว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายชัยชนะ และรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ปฏิเสธว่าไม่มีเหตุรุนแรงแต่ข้ามวันพบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดี นายสกลธี กล่าวว่า อาจจะมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังเพราะนายชัยชนะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค อยากให้มีข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาก่อน เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะนายอภิสิทธิ์ก็เดินทางไปงานศพแต่ไปคนละวันกับวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงต้องเช็คกับนายชัยชนะและทางอื่นด้วย รวมถึงรอดูว่าทางตำรวจจะว่าอย่างไร หากมีความชัดเจน แล้วพบว่ามีอะไรที่มันไม่ดี เรามีมาตรการของพรรคอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนี้เป็นจริงจะเสื่อมเสียไปถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสกลธีตอบว่าก็ทำลายภาพลักษณ์ของพรรคยังไงก็ต้องรอฟังหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง ยังตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้รายละเอียด

‘โรม’หนุน‘ผิดว่าไปตามผิด’

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กลางงานศพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาฯรวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านว่านายชัยชนะเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาฯเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เรื่องนี้คงต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ตนยังไม่ได้ดูข้อเท็จจริงรายละเอียดแต่สนับสนุนว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ข่าวปรากฏก็ต้องดำเนินการให้เป็นเยี่ยงอย่าง สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจะได้ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการ ไม่ใช่แค่เฉพาะตำรวจ ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติด้วย

ข้อใจช่วยน้ำเงินผิดวินัย-ก.ม.อื่น?

“สิ่งที่ผมสนใจคือถ้ามันมีความคาดหวังว่าจะต้องมีส่วนราชการไปช่วยในการหาเสียงก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาแนวทางปฏิบัติที่เคยทำกันมาเป็นอย่างไรเช่นเคยช่วยกันมาก่อนตอนนี้ไม่ช่วยกันแล้วหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้การวางตัวของข้าราชการที่ต้องวางตัวเป็นกลางมันยังเป็นกลางหรือไม่ มีความผิดทางวินัยหรือไม่ถ้ามีประเภทที่ว่าช่วยน้ำเงินด้วย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอื่นๆ”นายรังสิมันต์ ย้ำ

บ.คู่สัญญาTH-AIฟ้อง’ธีระชาติ’พรรคส้ม

วันเดียวกัน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ก่อตั้ง Fintech Startup หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลพรรคประชาชน อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อโพสต์เฟซบุ๊ก“Max ธีระชาติ ก่อตระกูล-Max Kortrakul”แจ้งว่าได้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ภายหลังจากเดินหน้า ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ล่าสุดเพิ่งทราบว่าทางบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดได้ดำเนินการฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่อย่างไรก็ดีผมต้องขอยืนยันว่าสำหรับโครงการTH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากจากสังคมยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิ์พื้นฐานของทุกคนที่ควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่มันกำลังหมายถึง การตั้งคำถามของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สังคมตั้งข้อสงสัย และการจัดการในกรณีนี้ จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายโครงการที่จะต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้

‘ไอซ์’นำกมธ.ลุยสอบTH-AI Passport

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมกมธ.ว่าวันนี้ประเด็นที่กมธ.ให้ความสำคัญมากคือโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากตามกระแสข่าว คาดว่าจะมีการเปิดลงทะเบียนในเร็วๆ นี้  ดังนั้นการประชุมวันนี้จะเป็นการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)กับคู่สัญญาก่อนหน้านี้กมธ.ได้ทำหนังสือขอเอกสารและข้อเสนอโครงการเพื่อตรวจสอบรายละเอียดโดยประเด็นที่ต้องการติดตามเป็นพิเศษ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งกมธ.ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าอาจมีลักษณะที่นำไปสู่การล็อกสเปกหรือไม่จึงต้องการทราบว่าบริษัทแต่ละรายที่เข้าร่วมการประมูลโครงการดังกล่าวได้เสนอชื่อบริษัทเจ้าของจอสื่อที่จะนำมาใช้ในโครงการหรือไม่และเป็นจอของบริษัทใด

“จากเอกสารที่ กมธ.ได้รับขณะนี้มีเพียงสัญญาของบริษัท เพียง 2 บริษัทเท่านั้น ขณะที่เอกสารของอีก 2 บริษัทที่กมธ.ได้ขอไป รวมถึงเอกสารข้อเสนอของโครงการ กระทรวงดีอีก็ยังไม่ได้ส่งมาให้ครบถ้วน นอกจากนี้ บันทึกรายงานการประชุมของกองทุนดีอีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน จึงคงต้องสอบถามและติดตามเอกสารเพิ่มเติมในการประชุมวันนี้” น.ส.รักชนก กล่าว

‘ไชยชนก’เบี้ยวรอบ4-ขู่ใช้ก.ม.อำนาจเรียกแจง

เมื่อถามถึงกรณีการเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมชี้แจงต่อกมธ.ฯ ประธานกมธ.ฯติดตามงบฯกล่าวว่าช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งว่านายไชยชนกจะไม่เข้าร่วมชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง โดยแจ้งว่าติดภารกิจแต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นภารกิจใดและได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมประชุมแทน ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนได้หารือกับ กมธ.แล้วและได้เสนอความเห็นไปว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สบายใจกับการเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมาธิการได้เชิญนายไชยชนกมาชี้แจงแล้วถึง 4 ครั้งและจนถึงขณะนี้รัฐมนตรียังไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียวหากครั้งต่อไปนายไชยชนกยังไม่มาชี้แจงอีกและยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงยังส่งเอกสารให้ กมธ.ไม่ครบถ้วน ตนเองจะหารือกับกมธ.ว่าจำเป็นต้องใช้กลไกตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯเพื่อใช้อำนาจในการเรียกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กมธ.

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเชิญรัฐมนตรีมาเพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่ กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำและการบริหารงบประมาณ รวมถึงโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเอกสารที่ครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็น TOR หลักเกณฑ์การให้คะแนน การจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดของสัญญาที่เกี่ยวข้อง” น.ส.รักชนก กล่าว

หวังลบครหาเป็น‘ลูกแหง่-ไข่ในหิน’

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรไปถึงนายไชยชนกหรือไม่ นางสาวรักชนก กล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีหน้าที่อย่างหนึ่งคือ มาสภาฯ ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบกระทู้หรือชี้แจงต่อ กมธ.ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไป เพราะเรามีการออกหนังสือและนัดล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ตนเองมีโอกาสคุยกับนายไชยชนกนอกรอบ ซึ่งท่านยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.นี้ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างก็ตาม ถือเป็นปัญหาแม้ไม่อยากจะมาชี้แจง แต่ต้องให้ให้เกียรติตัวแทนใน กมธ.ที่ประชาชนเลือกมาทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เรามีประชาชนสนับสนุนถึงมายืนตรงนี้ได้ และต้องใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายไชยชนกถูกข้อครหาเสมอมาว่าจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมเป็นลูกนาย ต้องมีคนออกมาปกป้องอยู่เสมอ ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง แม้กระทรวงดีอีจะเป็นกระทรวงเล็กๆ ก็จะต้องมีรัฐมนตรีช่วยมาคอยอนุบาลการมาตอบกมธ.และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจทำให้นายไชยชนกออกจากภาพที่ต้องเป็นไข่ในหิน เป็นลูกแหง่ หรือเป็นคนที่คอยมีผู้พิทักษ์ปกป้องตลอดเวลาได้ โตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วทำได้อะไรได้ด้วยตนเองขอให้มาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเอง”น.ส.รักชนกย้ำ

จองกฐินซักฟอกสมัยหน้าแน่นอน

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่าสำหรับการประชุมสภาฯ สมัยหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI passport เป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะเรื่องนี้ทุกอย่างชัดเจน เหลือแค่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเมื่อไร เท่านั้นเอง

ขอให้กำลังใจ‘ธีระชาติ’ที่ถูกฟ้อง

เมื่อถามถึงความพยายามที่บริษัทคู่สัญญาฟ้องร้อง นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน และทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน คดีลักษณะนี้เป็นคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากเนื้อหาที่ทราบ นายธีระชาติ ได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI passport ร่วมกับ กมธ.มาโดยตลอด ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แต่การถูกฟ้องมาจากการแชร์โพสต์หนึ่งซึ่งโพสต์ดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ มีคนแชร์โพสต์นี้เกือบ 400 คน แต่มีนายธีระชาติคนเดียวที่ถูกฟ้องเหมือนเป็นการพุ่งเป้า จึงขอให้กำลังใจนายธีระชาติ

‘แสวง’ผ่านประเมินนั่งเลขาถึงมี.ค.70

มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวง
ผ่านการประเมินซึ่งจะมีผลให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมกกต.ชุดปัจจุบันได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ประเมินไว้และให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60 ซึ่งถ้ากกต.ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามกกต.ชุดที่นายอิทธิพรมีมติไว้จะทำให้นายแสวงต้องพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างแต่เนื่องจากกกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมินอีกทั้งในอดีตไม่เคยให้กกต.ชุดที่พ้นตำแหน่งไปแล้วทำการประเมิน กกต.ชุดปัจจุบันจึงมีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ให้ยกเลิกผลการประเมินของกกต.ชุดที่นายอิทธิพร เป็นประธานและ กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการประชุมและลงมติให้ผ่านการประเมิน

ศาลฯนัด26สค.ไต่สวน5พยานคดีบาร์โค้ด

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่องขอให้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัส QRcode ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7)มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

โดยศาลฯเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลตามกำหนดเดิมคือในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. จำนวน 5 ปาก ได้แก่1.นางนิตรีญารัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงานกกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. 3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัทที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.

ส่วนพยานบุคคลอีกจำนวน 2 ปาก ที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้แก่ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและจ่าสิบตรีสมพงษ์
ตันดี ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต.ศาลฯพิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นที่พยานบุคคลดังกล่าวได้ยื่นต่อศาล เป็นไปตามประเด็นที่ศาลกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งให้ไม่ต้องมาศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 65

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้คู่กรณีตรวจดูและสำเนาพยานหลักฐานทุกรายการในรูปของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารที่มีการกำหนดชั้นความลับ และไม่อนุญาตให้คัด สำเนาพยานเอกสาร แต่อนุญาตให้ตรวจพยานหลักฐานดังกล่าวเท่านั้น ตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 30 และข้อ 36อย่างไรก็ตาม การไต่สวนในวันและเวลาดังกล่าว ศาลฯให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน พยานของศาล อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน วรรคหนึ่ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 59

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

'กรมการข้าว'เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ'

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

กรมการข้าวเปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จับมือเอกชนขับเคลื่อนครบวงจรเปิดจุดรับซื้อผลผลิต ยันเกษตรกรขายได้ราคาดีและเป็นธรรม

13 สิงหาคม 2569 ณ แปลงนาสาธิต หมู่ที่ 8 ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้มีพิธีเปิดโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท วรรณภพ จำกัด บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด และภาคเกษตรกร ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี จำนวน 400 ราย โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 500 คน การจัดงานในวันนี้ถือฤกษ์ดี “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในวันนี้ได้แก่พันธุ์ปทุมธานี 1 โครงการนี้มีพื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีภาคเอกชนเปิดจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มอบนโยบาย “ข้าวไทย 5 ทัน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เชื่อมตลาดโลก” และให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ดังนั้นโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ ต.บ้านสระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ จึงเกิดขึ้นและจะเป็นต้นแบบขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายต่อไป

สำหรับโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำจ.สุพรรณบุรีนี้ เป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือกันระหว่างกรมการข้าว และบริษัทวรรณภพ จำกัด ที่ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการดำเนินโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำนำร่องในจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 2,000 ไร่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดสากล และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกรมการข้าวมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีเป็นหน่วยงานดูแลแปลงต้นแบบ ขณะที่บริษัทวรรณภพ จำกัด จะเป็นหน่วยรับซื้อผลผลิต บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด จะทำหน้าที่เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต นับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงการดำเนินงานที่ครบวงจรอย่างแท้จริง

ด้าน นางสาวธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี รู้สึกดีใจที่กรมการข้าวดำเนินโครงการนำร่องข้าวคาร์บอนต่ำ เพราะไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ได้หว่านข้าวคาร์บอนต่ำเท่านั้นแต่เป็นเสมือนการหว่านความหวังของเกษตรกร ที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำที่เชื่อว่าการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นอนาคต ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มีความมั่นคง ชัดเจนและแน่นอน ซึ่งเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นคำตอบที่ดีให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำนาลดโลกร้อน และเป็นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มีต้นทุนที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับที่ดี

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า  GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“พลาสติก” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกัน การบริโภคและใช้พลาสติกปริมาณมหาศาล โดยขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมได้สร้าง “ขยะ” ที่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทย (Plastic per capita) อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ แต่ในปี 2565 ขยะพลาสติกของไทยมีอัตราการรีไซเคิลเพียง 12% และยังคาดว่าจะมีการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นราว 50% ระหว่างปี 2565 – 2593 อีกด้วย

เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จึงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ชวนพนักงานร่วมคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET เพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling) ในโครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากการคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดในพื้นที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ซึ่งนำไป Upcycling ผลิตเป็นสื่อการเรียนรู้รักษ์โลกสำหรับเด็ก มอบให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั่วประเทศ กว่า 300 ชุด


GULF ได้ขยายผลโครงการฯ “ขอ ขวด ของเรา” ปีที่ 2 ไปยังโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวน 7 แห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 สามารถคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดได้กว่า 1,183 กิโลกรัม โดยได้นำไปมอบให้  วัดจากแดง เพื่อนำไป Upcycling เป็นผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้        2.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF 

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF เล่าถึงแนวคิดของโครงการฯ ว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ส่งเสริมให้พนักงาน GULF เริ่มต้นดูแลสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันและยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะขวดน้ำ PET เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการนำขยะเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และนำไป Upcycling เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการคัดแยกของเหลือใช้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า”

“ในปีนี้ GULF ได้ขยายโครงการฯ จากสำนักงานใหญ่ไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าของกลุ่มในภาคตะวันออก สามารถรวบรวมขวด PET ใช้แล้วจำนวน 1,183  กิโลกรัม กลับเข้าสู่กระบวนการ Upcycling ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ มีดีไซน์ และมีมูลค่าหรือคุณภาพสูงกว่าเดิม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 สามารถคัดแยกขวด PET ได้รวม 1,637 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม  3.42 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นว่า การปลูกฝังวัฒนธรรมการคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้องภายในองค์กร เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายผลในวงกว้าง สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“ภูมิใจมากที่มีส่วนร่วมกับโครงการฯ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการคัดแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะเราได้รู้ว่าปลายทางของขวด PET ที่คัดแยกไปไหนและเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเราส่งต่อพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง” หนึ่งในพนักงานจากออฟฟิศภาคตะวันออกของกลุ่ม GULF เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ปีที่ 2

ขณะที่พนักงาน GULF อีกคนสะท้อนว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่พนักงานก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว การได้มาเห็นกระบวนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จนถึงการ Upcycling ทำให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่า พนักงานในองค์กรทุกคนสามารถทำประโยชน์ให้สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง ในฐานะศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะต้นแบบ กล่าวถึงความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องว่า “วัดจากแดงและ GULF ร่วมมือนำขวด PET มา Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยนำขวดน้ำมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม เป็นต้น ส่วนฝาขวดนำมาผลิตเป็นพวงกุญแจที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ถ้าเรามองของเหลือใช้เป็นขยะ ก็ต้องหาที่ทิ้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเรามองเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ทางโลก และทางธรรม”

“นอกจากการช่วยกันจัดการ “ขยะภายนอก” ด้วยการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ทุกคนสามารถฝึกจัดการ “ขยะในใจ” ควบคู่กันไป ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ หรือความยึดติด ผ่านการฝึกสติ เมตตา การให้ และความเพียร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม” เจ้าอาวาสวัดจากแดง ฝากคติธรรมทิ้งท้าย

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569 ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น


เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 


ในโอกาสนี้ พระราชทานหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 ให้แก่คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 47 ราย 


จากนั้น ทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569” ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารมวลชนและผู้ดำเนินรายการ นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The Standard พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027”

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนถึง ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น

ในช่วงหนึ่งระหว่างการพระราชสัมภาษณ์ ทรงมีรับสั่งถึงชีวิตส่วนพระองค์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า “1 ปีที่ผ่านมาก็งานเยอะดี ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง รวมถึงงานกีฬา และงานลงพื้นที่ก็เยอะ ก็มีเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจสองครั้งอย่างที่ทุกคนทราบในข่าว เผอิญว่าเป็นช่วงที่เหนื่อย ทั้งเรื่องครอบครัว แต่เราก็ต้องเดินไปข้างหน้า”

อีกทั้ง ทรงเผยถึงพระอารมณ์ในขณะนี้ว่า ทรงรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากทรงผ่านช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะภายหลังเสด็จกลับจากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หรือ State Visit ทรงหาเวลาเสด็จไปพักผ่อนส่วนพระองค์ และทรงทำกิจกรรมที่โปรด เพื่อฟื้นฟูพระวรกายและพระอารมณ์ ทั้งเสด็จไปดิสนีย์แลนด์ คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือ และทรงงานศิลปะ 

“สิ่งที่ทำอย่างแรก นอกจากนอนนิ่งๆ อาบแอร์แล้ว ก็คือการไปดิสนีย์แลนด์ ไปพักผ่อนในแต่ละเมือง ไปคอนเสิร์ต ซึ่งจิตใจดีขึ้นเยอะมาก…มีความสุขมากขึ้น และกลับมาเป็นท่านหญิงคนเดิม รวมถึงทำให้ตัวเองสวยขึ้นในทุกๆ วัน จากข้างในมาข้างนอก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงรับสั่งถึงหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  เล่มที่ 7 ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล
 

“ต้องการทำหนังสือที่เข้าได้กับทุกคน นี่คือไอเดียหลัก ไอเดียรองรับทำหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทย โดยใช้ทุกภูมิศาสตร์ไทยไล่เรียงจนคนเข้าใจมากขึ้น และทุกคนเห็นคุณค่า ท่านหญิงขอบพระคุณคนทอผ้าทุกคน ศิลปินทอผ้า ที่เข้าอกเข้าใจเราอย่างดี และเปิดใจมาก ถ้าเกิดทุกท่านไม่เปิดใจให้ คนรุ่นหลังจะได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ขอขอบคุณทุกๆ คน


อยากฝากหนังสือที่เหมาะกับช่างทอผ้าคือต้นน้ำ เก็บหม่อน เลี้ยงไหม ทำสี ตามวิถีตามภูมิภาค แต่เราต้องการนักออกแบบ ซึ่งมีนักออกแบบที่เป็นแฟชั่น อินทีเรีย และนักออกแบบมากมาย อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปสู่กระบวนการศึกษาของเด็กนักเรียนทุกคน เพราะเพราะเป็นหนังสือที่คนไทยทำ ถ้าอ่านและวิเคราะห์แล้วสามารถไปไกลได้อีกมาก


การทำหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะท่านหญิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี เพราะต้องการให้ครูไปสอนนักเรียนแบบทำการบ้านก่อน ไม่ใช่สอนทั้งดุ้น แต่ต้องอ่าน ตีความ พัฒนา ใช้มันสมองในการสอนนักเรียน ย่อยข้อมูล เพื่อให้เด็กนำไปจินตนาการต่อด้วยตนเอง เป็นเทรนด์บุ๊กที่อยากเห็นความท้าทายของช่างทอผ้าทุกคน ซึ่งพูดทุกปี แต่ปีนี้อยากเห็นเป็นพิเศษ”


​ผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027” ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ได้ระหว่างนี้- 14 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ สามารถอ่านและดาวน์โหลด E-book ฟรีได้ที่ https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม มอบรางวัลอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ดีเด่น ประจำปี 2568  (The Prime Minister’s Industry Award 2025) ให้แก่ บมจ. เรียล สมาร์ท โดยมี ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ รับมอบ ในฐานะที่ บมจ. เรียล สมาร์ท เป็นองค์กรที่มีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจบริการแห่งอนาคต..
  • นรินทร์ กัลยาณมิตร เป็นประธานเปิด “ศูนย์การแพทย์แม่นยำ” รพ.น่าน โดยมี นพ.ภุชงค์ ชื่นชม และ นพ.กนก พิพัฒน์เวช ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคที่ซับซ้อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่ทันสมัย และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ที่ทันสมัยในระดับภูมิภาค..
  • ชื่นชม นักดนตรีของ วงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) ในการแสดงคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ รวมใจภักดิ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 16 จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมูลนิธิส่งเสริมดนตรีสากลเยาวชน โดยมีแม่งานคือ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมคณะกรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมยินดีกับ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร’ รับรางวัล ‘คนดีศรีจังหวัดปราจีนบุรี 2569’ เชิดชูต้นแบบผู้บุกเบิกสมุนไพรไทย อุทิศตนเพื่อสังคมด้วยคุณธรรมและความพอเพียง..
  • ยินดีกับ เมก้า ศรีอรทัยกุล ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2569 ประเภทนักธุรกิจด้านอัญมณีและเครื่องประดับ..
  • ยามว่าง ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ ชวน เสกสรร เสริมพงศ์, ปวิช ใจชื่น, สุนันท์ พูลธนกิจ, พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ มาสังสรรค์ออกรอบกัน..
  • สุวิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง วันเกิดตอนเช้าทำบุญและร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการแล้ว ตอนเย็นอยู่บ้านปาร์ตี้กับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  • ภัทรลดา สง่าแสง หลังจบหลักสูตร Digital CEO # 9 ได้ upskill ด้าน digital & AI พร้อมลงสมัครเป็น ประธานกรรมการด้านการทำบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ในทีม 1 หมายเลข 2 ร่วมชูวิสัยทัศน์ นักบัญชีของไทย ต้องพัฒนาให้ไกลไปด้วยกัน ผ่านหลากหลายนโยบายที่สำคัญของทีม 1 เช่น ศูนย์รวมเทคโนโลยีและAI สำหรับผู้ทำบัญชีผู้สอบบัญชีและผู้สอบบัญชีภาษีอากร นำทีมโดย วินิจ ศิลามงคล พร้อมด้วย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์, วารุณี ปรีดานนท์ (สุชิตวาส), นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์, ราชิต ไชรัตน์, สุเทพ พงษ์พิทักษ์, รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย 15 สค. เชิญชวนสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีออกเสียงเลือกตั้งกาทีม 1 ยกทีม ซึ่งเป็นการเลือกแบบ e-voting ครั้งแรก..
  • สวด ผศ.วิลาศ หันนาคินทร์ มารดา ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์  ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง 13-19 ส.ค.18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 20 ส.ค.17.00 น. เมรุหน้า..
  • มิตรสหาย ร่วมอาลัยและเสียใจกับ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สูญเสียมารดา ภญ.จุไรรัตน์ รักวาทิน ในวัย 84 ปี..

น้องใหม่