​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป

“ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ.กล่าวและว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

ครูจีนเฮ! คุรุสภาจับมือสมาคมครูจีน จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภาคภาษาจีน เปิดรับสมัครรุ่นแรก ภายใน 27 มี.ค. และรุ่นต่อไปภายในเดือน เม.ย.69
 
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) โดยมีดร.วรรณา ลอลือเลิศ นายกสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาสภา เข้าร่วมในพิธี โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย)ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน ประเทศไทย จึงมีความต้องการครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพสูง การร่วมมือกับสมาคมครูจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา การแปลบทเรียนและสื่อประกอบ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจะช่วยให้ครูจีนที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิชาชีพครูตามบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า  ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนากำลังเปิดรับสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 “การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้วิชาชีพของครูให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรุ่นที่ 001 ภาคภาษาจีน จะอบรมระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่จะเข้าอบรมต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้คุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมอบรม เข้าดูขั้นตอนการสมัครและตรวจสอบสิทธิได้ที่ https://www.ksp.or.th/service/license_search.php แล้วสมัครเข้าใช้งานผ่านคุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th/_/login จากนั้นกดเลือกที่ “หลักสูตร 7Module” เลือกคอร์สอบรมภาคภาษาจีน และกดสมัครคอร์สภาษาจีนเพื่อชำระเงิน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/kurupatana.ac.th/ksptpdi-7-module/ชาวไทย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@kurupatana.ac.th

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์

23 มีนาคม 2569 เวลา 09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ภายใต้แบรนด์โกลเด้น เพลซ ซึ่งดำเนินงาน

โดย บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเริ่มทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ให้บริการกาแฟและเครื่องดื่มประเภทต่างๆที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความโดดเด่นของโกลเด้น คอฟฟี่ คือ เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบเปียก และผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้กลิ่นที่หอมละมุน คงรสชาติความเป็นกรดคล้ายผลไม้อย่างชัดเจน และมีการพัฒนาคิดค้นเมนูใหม่ๆ

โดยผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละสาขาอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยส่วนผสมหลักจากโครงการหลวง อาทิ เมล็ดกาแฟ  น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำผึ้งจากดอยคำ รวมทั้งยังจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่าง ๆ  ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ขนมไทยโบราณ และอาหารพร้อมทาน 

ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน”  ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 21 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน “Learn & Earn Health Market : ตลาดนัดการเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสต่อยอดอาชีพ และส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านแนวคิด เรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn & Earn)

ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมและสาธิตอาชีพด้านเกษตรธรรมชาติระยะสั้น , ตลาดนัดสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติจากเครือข่ายทั่วประเทศ , กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ และอาหารไทย , นิทรรศการองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ , เวที Health & Nature Talks แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (วันเสาร์) และ 09.00 – 15.00 น. (วันอาทิตย์) ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติที่ผ่านการเวลามาอย่างยาวนาน จนเกิดเป็นองค์ความรู้และสอดแทรกอยู่ในสังคมและวิถีชีวิตไทยอย่างไม่สามารถแยกออกได้ สุ้มเสียงและท่วงทำนองของดนตรีไทยแต่ละประเภทมีที่มา เอกลักษณ์ และโอกาสในการใช้งานแตกต่างกันไป ทั้งวงมโหรี วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ เสียงระนาดและเครื่องดนตรีหลายชิ้นในวงปี่พาทย์อาจคุ้นหูหลายคน ที่มักได้ยินในงานพิธีกรรมต่างๆ และการแสดง เช่น ละคร โขน เป็นต้น แต่เมื่อกล่าวถึง ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อและไม่เคยได้รับฟัง

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นการแสดงดนตรีที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการผสมผสานแนวคิดอย่างยุโรป แต่บรรเลงและขับร้องอย่างดนตรีไทยแท้ เฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงดนตรีเพื่อต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือนราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสังคมทำให้เสียงของปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แผ่วลงจนแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง กระทั่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูและสืบสานสำเนียงเสียงทุ้มนุ่มละมุนนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อให้คนในชาติได้สัมผัสและชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมนี้ 

วิธีการอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ดีที่สุดคือการที่มหาวิทยาลัยนำเอาวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มาบรรจุอยู่ในหลักสูตรของคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นรายวิชา นิสิตที่เรียนดุริยางคศิลป์ไทยทุกคนต้องเรียนและฝึกซ้อมเพื่อนำไปแสดงในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าว

กรรชิตย้อนความทรงจำราว 40 ปีก่อนเมื่อครั้งเป็นนิสิตรุ่นที่ 2 ของภาควิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า ตอนนั้น นิสิตต้องเข้าค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ผมต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย 3 เดือน ทุกเช้าอาจารย์จะตีฆ้องโหม่งตอนตี 5 ให้ตื่นมาซ้อมเพลงและต่อเพลงจนถึง 7 โมงครึ่ง แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวมาเรียนหนังสือ เย็นลงก็กลับไปซ้อมดนตรีต่อเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงที่หอประชุมจุฬาฯ

แม้ปัจจุบันจะไม่มีค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แต่นิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าด้านดุริยางคศิลป์ไทยก็ยังคงฝึกฝนการบรรเลงดนตรีอย่างจริงจังเพื่อการแสดงในวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 109 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีนักดนตรีและผู้ขับร้องกว่า 150 ชีวิต ร่วมในรายการแสดงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่หาฟังและชมได้ยากยิ่ง

ปี่พาทย์เป็นวงดนตรีไทยที่มีมาแต่โบราณ ส่วน ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ นั้น เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ.2441 ภายหลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคณะผู้ติดตามการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญในราชสำนัก 2 ท่านโดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปะหลายแขนง รวมถึงดนตรีไทย นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่ทำให้พระองค์ได้รับการรับการยกย่องว่าเป็น นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ส่วนเจ้านายอีกท่าน คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ผู้ที่มีความสนใจในศิลปวิทยา และได้รับมอบหมายให้ควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดง ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมหุ่น กรมรำโคม 

ทั้ง 2 ท่านได้ชมการแสดงโอเปร่า ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เล่นเอง ร้องเอง ฉากเปลี่ยนตามท้องเรื่อง ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากละครไทย ที่ตัวละครจะรำ แสดงท่าทาง แต่ไม่ได้ร้องเอง เมื่อกลับมาเมืองไทย ทั้งสองท่านจึงดำริที่จะทำละครไทยตามลักษณะการแสดงอย่างโอเปร่าฝรั่งบ้าง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชวงศ์และขุนนางต่างประเทศมาเข้าเฝ้าฯ เพื่อเจริญพระราชไมตรีบ่อยครั้ง ทางราชสำนักจำเป็นต้องจัดการแสดงต้อนรับราชอาคันตุกะอยู่เสมอ

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำริว่าวงปี่พาทย์ไทยที่มีอยู่ไม่เหมาะกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่จัดขึ้นภายในอาคาร จึงทรงปรับวงปี่พาทย์ของไทยเสียใหม่ โดยตัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมและดังออก เช่น ไม้ตีระนาดให้เปลี่ยนจากไม้แข็งเป็นไม้ทุ้ม เอาปี่ที่มีเสียงแหลมออกใช้ขลุ่ยแทน กลองทัดเปลี่ยนเป็นกลองตะโพน และทรงคิดเครื่องดนตรีใหม่ คือ ฆ้องหุ่ย 7 ใบ ที่ทำให้เกิดเสียงทุ้มน่าฟังในจังหวะที่เหมาะสม เพิ่มความไพเราะให้กับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” กรรชิต กล่าวและว่า เสียงทุ้มละมุนและนุ่มนวลคือเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่มาจากองค์ประกอบของเครื่องดนตรี ได้แก่ ระนาดเอก (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มไม้ (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มเหล็ก (ตีด้วยไม้นวม), ฆ้องวงใหญ่ (ตีด้วยไม้นวม), ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, กลองตะโพน , ฆ้องหุ่ย 7 เสียง, ตะโพน, ซออู้, ฉิ่ง และกรับพวง นอกจากมีการปรับเสียงวงปี่พาทย์ให้รื่นหูสำหรับราชอาคันตุกะแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์ละครรูปแบบใหม่อีกด้วย 

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์คิดการแสดงและดนตรีแบบใหม่ โดยนำเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท จันทกินรี มาเล่าใหม่ ตัวละครจะไม่ได้รำอย่างเดียวแล้ว แต่มีการขับร้องบทละครเองด้วยเหมือนการแสดงโอเปร่า

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้มีความสนใจด้านการละครฟ้อนรำและการขับร้องเป็นทุนเดิม ท่านมีคณะละครที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษสายราชสกุลกุญชร และท่านก็ได้สร้างโรงละครโดยตั้งชื่อว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ จึงทำให้การบรรเลงปี่พาทย์และการแสดงละครร้องแบบโอเปร่าที่จัดแสดงในโรงละครแห่งนี้ได้ชื่อตามโรงละครไปด้วยว่า ละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดย กรรชิต อธิบายว่าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นับได้ว่าเป็นของหลวง มักเล่นในเวลาที่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ในโอกาสต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป ผู้รู้และเล่นดนตรีและละครดึกดำบรรพ์จึงอยู่ในวงจำกัด

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคเฟื่องฟูของการดนตรี พระองค์ทรงจัดตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวง มีกรมโขน กรมมหรสพ กรมปี่พาทย์ ต่อมาเมื่อวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ไม่ค่อยได้บรรเลงกันเท่าไร คนเล่นก็น้อยลงไปเรื่อยๆ การที่ต้องเล่นเอง ร้องเอง นักแสดงหน้าตาดี ร้องได้ ฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก คุณสมบัติครบเครื่องอย่างนี้ หาคนที่พอเหมาะสมก็ยาก นานวันเข้า เมื่อไม่ได้เล่น คนก็ลืมไป

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ เป็นยุคสงครามโลก ข้าวยากหมากแพง ผู้คนย่อมคิดเรื่องปากท้องก่อนเรื่องงานดนตรีและศิลปะ และยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองและสมัยรัฐนิยมที่มีการควบคุมการเล่นดนตรีไทย ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จึงสร่างซาลงไปมาก

เสียงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และการแสดงละครดึกดำบรรพ์เงียบหายไปหลายทศวรรษ จนกระทั่งปี พ.ศ.2528 เมื่อจุฬาฯ ก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์มาได้ 3 ปีเสียงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในช่วงนั้นใกล้กับวาระโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในปี พ.ศ. 2530 ทางมหาวิทยาลัยจึงคิดจะทำเรื่องศิลปวัฒนธรรมถวายในโอกาสครบ 60 พรรษา จึงริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เปิดการแสดงครั้งแรกใน พ.ศ.2530 มีการแสดง 2 วัน โดยสมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรในวันแรก และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรในวันที่สอง

จากปี พ.ศ. 2530 จนปัจจุบัน จุฬาฯยังคงจัดการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นประจำทุกปีในวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย

การอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นขึ้นกับ ปัจจัยหลัก” กรรชิตกล่าว อย่างแรก จะต้องมีคนเล่นดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์จึงได้บรรจุวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นหลักสูตรให้นิสิตในคณะได้เรียน และเมื่อจบการศึกษาแล้วก็สามารถนำไปถ่ายทอดต่อที่อื่น ประการที่สอง ต้องมีผู้สนับสนุน มีงบประมาณ มีหน่วยงานนำไปสานต่อ และสุดท้าย ต้องมีผู้ฟัง

กรรชิตกล่าวถึงรูปแบบการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่จัดแสดงในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีนี้ มีการแสดงประกอบด้วย 3 รายการ ได้แก่ 1.การบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ “เพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์” โดยนิสิตจากวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจากคณะครุศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ 2.การอ่านทำนองเสนาะเนื่องในโอกาสครบ 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์ การขับร้อง-บรรเลงเพลงโอ้ลาว สามชั้น และระบำนพรัตน์ โดยวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และ 3.การขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่อง “พระผู้ให้” บทเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก นอกจากการบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แล้ว รายการแสดงสุดพิเศษ คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องและพระราชทานให้อาจารย์ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินของมหาวิทยาลัย ประพันธ์และบรรจุเพลง โดยพระองค์ท่านจะทรงดนตรีและทรงขับร้องร่วมกับวงสายใยจามจุรี ผสมผสานกับวงดนตรีสากลสโมสรนิสิต (CU Band) วงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ร่วมด้วยการแสดงประกอบพระราชนิพนธ์ โดยภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย นับเป็นการปิดท้ายรายการปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประจำปีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

ณ วันนี้ เสียงดนตรีจากวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ แต่จะอีกนานเท่าไรจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไรคุณกรรชิตกล่าวอย่างมีความหวังว่า โลกปัจจุบัน ความคลาสิกกลับมาได้รับนิยม จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จะกลับมาอยู่ในกระแสนิยมอีกครั้ง

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน - ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พม. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมในพิธี ที่พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 จังหวัดเชียงใหม่

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสืบสานและเผยแพร่วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่และเกิดคุณค่าในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

นายกันตพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้ “เป้าหมายเดียวกัน” คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของประเทศไทย

นายกันตพงศ์ เปิดเผยว่า สำหรับภายในงาน ได้รวบรวมอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของ 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ กะเหรี่ยง ขมุ ถิ่นหรือมัลปรัย ม้ง อิ้วเมี่ยนหรือเย้า ลัวะหรือละว้า ลาหู่หรือมูเซอ ลีซูหรือลีซอ อ่าข่าหรืออีก้อ และมละบริ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตลอด 3 วัน ทั้งนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง การจำลองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมเสวนา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงกิจกรรม “จับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนบนพื้นที่สูงได้เชื่อมโยงตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการ “กาแฟของพ่อ ผ้าทอของแม่” ที่ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม เครื่องเงิน กาแฟ อาหาร และเครื่องดื่มพื้นถิ่น รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง

“งานมหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569 แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสืบทอดวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และต่อยอดอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เกิดคุณค่าทางสังคม และเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของประเทศต่อไป” นายกันตพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย ‘MDGT’ รุ่นล่าสุด

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย 'MDGT' รุ่นล่าสุด

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย ‘MDGT’ รุ่นล่าสุด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด (KEMREX) ผู้นำด้านนวัตกรรมฐานรากเข็มเหล็ก จัดงานภายใต้แนวคิด “Beyond 300 Million : Genuine Trust, Solid Foundation” ณ KEMREX Hall @ Sukhumvit 101 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ พิธีรับมอบกรมธรรม์ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) วงเงินความคุ้มครอง 300 ล้านบาท จาก Allianz Ayudhya ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัท พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัวนวัตกรรมรถติดตั้งเข็มเหล็ก “MDGT” ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานหน้างานก่อสร้าง

การรับมอบกรมธรรม์ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณนนท์วริศ สมฤทธิ์ฐิติกุล ตัวแทนจาก Allianz Ayudhya เป็นผู้ส่งมอบ โดยการยกระดับวงเงินความคุ้มครองของบริษัทอย่างต่อเนื่องจาก 100 ล้านบาท สู่ 200 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาทในปัจจุบัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยระดับโลกต่อมาตรฐานผลิตภัณฑ์และระบบการดำเนินงานของ KEMREX ซึ่งมีประวัติการดำเนินงานที่โดดเด่นและ ไม่เคยมีประวัติการเคลมความเสียหายจากผลิตภัณฑ์ (Zero Claim History)

ภายในงานยังมีการเสวนาเกี่ยวกับมาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ นักวิจัยจากสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส ร่วมให้ข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับการทดสอบความแข็งแรงและมาตรฐานความปลอดภัยของระบบฐานราก เพื่อยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบตามหลักวิศวกรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือการเปิดตัว “MDGT” นวัตกรรมรถติดตั้งเข็มเหล็กที่พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง KEMREX และ บริษัท สุธีแทงเกอร์ แอนด์ สเปเชียลทรัคส์ จำกัด (บริษัทในเครือสุธีกรุ๊ป) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถบรรทุกเฉพาะทางและรถแทงเกอร์สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดย คุณประดิษฐ์ ธรรมมนุญกุล ผู้บริหารจากบริษัท สุธีแทงเกอร์ แอนด์ สเปเชียลทรัคส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายถึงสมรรถนะของรถติดตั้งที่ถูกออกแบบ “โดยคนไทย เพื่อหน้างานไทยโดยเฉพาะ” ซึ่งสามารถรองรับการทำงานที่สูงขึ้น เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหน้างานได้มากถึง 30%

คุณประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด กล่าวว่า “การรับมอบกรมธรรม์ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ วงเงินความคุ้มครอง 300 ล้านบาทในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของ KEMREX ขณะเดียวกัน การเปิดตัวรถติดตั้งเข็มเหล็ก MDGT ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ครอบคลุมถึงเครื่องมือและกระบวนการติดตั้งทั้งหมด เพื่อยกระดับมาตรฐานงานฐานรากของไทย และสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและลูกค้าในทุกโครงการ”

บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ ‘งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม’ ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ

บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ 'งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม' ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ

บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ ‘งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม’ ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ หรือพระองค์จักรฯ (เดิมคือหม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์) ทรงถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด นับตั้งแต่รัชกาลที่ 9 ยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระอนุชาธิราช

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ

พระองค์จักรฯ ทรงเป็นพระสหายในรัชกาลที่ 9 และทรงถวายงานต่าง ๆ ทั้งในด้านเกษตรกรรม งานบริหารประเทศตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งานในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานองคมนตรี และงานมูลนิธิชัยพัฒนา จวบจนพระองค์จักรฯ สิ้นพระชนม์ เมื่อปี พ.ศ. 2536

พล.ต.ม.จ.นวพรรษ์ ยุคล

หม่อมอัญวิดา-พล.ต.ม.จ.นวพรรษ์ ยุคล ณ อยุธยา

พล.ต.ม.จ.นวพรรษ์-หม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา และ ม.ร.ว.เบญจมาศ ไกรฤกษ์

พระองค์จักรฯ ทรงพระปรีชาในหลากหลายด้าน แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หลงใหลในเสียงเพลงต่างรู้จักพระองค์เป็นอย่างดีในฐานะนักประพันธ์เพลง จนกล่าวว่าเพลงพระองค์จักรฯ มีความไพเราะและนับได้ว่าเป็นอมตะ โดยแบ่งได้เป็นเพลงที่ทรงนิพนธ์คำร้องถวายในบทเพลงพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 9 อาทิ แสงเทียน, ยามเย็น, สายฝน, เทวาพาคู่ฝัน, แก้วตาขวัญใจ, ลมหนาว, แสงเดือน, ยิ้มสู้, พรปีใหม่, Lullaby, Still on my mind เป็นต้น

พล.ต.ม.จ.นวพรรษ์-หม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา และ ม.ร.ว.ภวรี สุชีวะ

ม.ร.ว.เบญจมาศ ไกรฤกษ์

และยังทรงนิพนธ์บทเพลงให้วงสุนทราภรณ์อีกนับ 100 เพลง อาทิ ชะตาฟ้า พร่ำรัก ฝากรัก จากรัก สวนรัก ขยี้ใจ ดาวดล เกาะสวรรค์ กล่อมสาวงาม เธอนะเธอ หลงคอย รำวงชาวทะเล เป็นต้น และยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์และเพลงประกอบอุปรากร อาทิ นันทาเทวี ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล คณะอัศวินการละคร และเพลงร่มเกล้า ในภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ แห่งละโว้ภาพยนตร์

ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ กับลูกสาว นันทมาลี ภิรมย์ภักดี

ท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน,อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน และศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ 

ครอบครัวไกรฤกษ์ ม.ร.ว.เบญจาภา-ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์, ทิพยนิภา สมะลาภา และครอบครัวลูกชายคนกลาง เพิ่มศักดิ์- อชิรญา-คนธี-สุธีสันต์-ภัททิย ไกรฤกษ์

นอกจากนั้น ยังทรงนิพนธ์เพลงประจำคณะ และเพลงมหาวิทยาลัย อาทิ มาร์ชเกษตรศาสตร์ รำวงเกษตร รำวงรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บันเทิง และจุฬาฯ แซมบา เป็นต้น

คุณหญิงกษมา วรวรรณ

อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์

ศักดิ์ทิพย์ กับลูกสาว ทิพยนิภา สมะลาภา

เมื่อค่ำวันที่ 21 มีนาคม 2569 ทายาทของพระองค์จักรฯ จัดงาน The Lyrics and melodies of Prince Chakrabandh Pensiri ณ บ้านทับเลน Agalin Garden Room สำโรงเหนือ เพื่อรำลึกถึงบทเพลงพระนิพนธ์ในพระองค์จักรฯ และหาเงินสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

กุณฑิกา ไกรฤกษ์

นันทมาลี ภิรมย์ภักดี,คลาวเดีย จักรพันธุ์ และเพิ่มศักดิ์-อภิชญา ไกรฤกษ์

ทิพยนิภา สมะลาภา,เพิ่มศักดิ์-ม.ร.ว.เบญจมาศ ไกรฤกษ์

คลาวเดีย จักรพันธุ์

ในงานนี้ พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จร่วมงานพร้อมหม่อมอัญวิญา ยุคล ณ อยุธยา และยังมีแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่มากมายไปร่วมงานด้วย อาทิ อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ท่านผู้หญิงมณฑินี  มงคลนาวิน คุณหญิงกษมา วรวรรษ ณ อยุธยา คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน อรนุช โอสถานนท์ กังสดาร-ศ. (เกียรติคุณ) วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา อติพร เสนะวงศ์ ทญ. พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์  เป็นต้น

ส่วนนักร้องคือทายาทพระองค์จักรฯ เช่น ม.ร.ว. มาลินี จักรพันธ์ุ, ม.ร.ว. เบญจาภา ไกรกฤษ์, ทิพยนิภา สมะลาภา, เพิ่มศักดิ์-คนที-สุธีสันต์-ภัททิย ไกรกฤษ์, คลาวเดีย จักรพันธ์ุ ณ อยุธยา, วรณัน ภิรมย์ภักดีล อรพิม ปลื้มอารมณ์, น.พ. ภาสนันต์ สุคันธนาค และนักร้องกิตติมศักดิ๋ เช่น วิสาขา ภูมิรัตน, รวมพร เกตุทัต, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา และ อภิชาติ อินทรวิศิษฎ์ พร้อมนักดนตรีกิตติมศักดิ์ คือ วินท์ โอสถานนท์ และ พงศธร สุรภาพ สำหรับเจ้าของสถานที่จัดงานสุดแสนโรแมนติกคือ อำนาจ คีตพรรณา สถาปนิกชื่อดังของไทย

วิธีรับมือสิวอักเสบแบบเร่งด่วน ลดบวม แดง เจ็บ ให้ไวที่สุด

วิธีรับมือสิวอักเสบแบบเร่งด่วน ลดบวม แดง เจ็บ ให้ไวที่สุด

วิธีรับมือสิวอักเสบแบบเร่งด่วน ลดบวม แดง เจ็บ ให้ไวที่สุด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สิวอักเสบ ยิ่งบีบยิ่งเจ็บ ยิ่งปกปิดก็ยิ่งเห็นชัด และแน่นอนว่าไม่มีใครอยากปล่อยให้มันบวมอยู่บนหน้าไปอีกหลายวัน แต่มีหลายคนพลาดตั้งแต่นาทีแรกเพราะเผลอบีบ เผลอแต้มยามั่วๆ หรือใช้สกินแคร์แรงเกินไป จนจากสิวเม็ดเล็กๆ กลายเป็นรอยดำหรือรอยแผลเป็น ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถรักษาสิวอักเสบให้ยุบลงไวได้แบบไม่ต้องลองผิดลองถูก บทความนี้จึงจะพาไปดูวิธีรับมือกับสิวอักเสบแบบเร่งด่วนไปจนถึงข้อควรระวังที่หลายคนมองข้าม เพื่อให้คุณจัดการสิวอักเสบได้แบบไม่ทำร้ายผิวค่ะ

สิวอักเสบคืออะไร ทำไมถึงบวม แดง และเจ็บมากกว่าสิวทั่วไป

ก่อนจะหาวิธีลดบวมให้ไว เรามาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่าสิวอักเสบไม่ได้เป็นแค่สิวเม็ดใหญ่ธรรมดาๆ แต่มันคือกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในรูขุมขน เมื่อมีการอุดตันร่วมกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes ทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาจัดการ ผลลัพธ์คือ บวม แดง ร้อน และเจ็บ หากเทียบกับสิวอุดตันจะมีความแตกต่างดังนี้

●      สิวอุดตัน (Comedones) คือการอุดตันของไขมันและเซลล์ผิวในรูขุมขน ยังไม่มีการอักเสบชัดเจน อาจเห็นเป็นสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำ กดแล้วไม่ค่อยเจ็บ

●      สิวอักเสบ (Inflammatory acne) คือขั้นต่อมาหลังการอุดตัน เมื่อเกิดการติดเชื้อและกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเห็นเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองใต้ผิว

ความต่างที่เห็นได้ชัดคือระดับการอักเสบค่ะ สิวอุดตันอาจยังแต่งหน้ากลบได้ แต่สิวอักเสบจะทั้งนูน ทั้งแดง กดแล้วสะดุ้ง ซึ่งถ้าดูแลไม่ดีอาจทิ้งรอยดำหรือแม้แต่หลุมสิวได้ เพราะฉะนั้นการรักษาสิวอักเสบต้องเน้นลดการอักเสบก่อน ไม่ใช่รีบเคลียร์ผิวอย่างเดียว

ทำไมสิวอักเสบถึงกดแล้วเจ็บ

หากกดสิวแล้วเจ็บอาจเป็นเพราะสิวอักเสบชนิดลึก เช่น Nodular acne หรือ Cystic acne มีการอักเสบอยู่ลึกในชั้นหนังแท้ (Dermis) ใกล้ปลายประสาทรับความรู้สึก เมื่อเนื้อเยื่อบวมจากของเหลวและเซลล์อักเสบ แรงดันภายในผิวจะเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดอาการปวด ตึง และเจ็บมากกว่าสิวทั่วไป

อีกปัจจัยหนึ่งคือตำแหน่ง เช่น บริเวณกราม คาง หรือแก้มส่วนล่าง ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ทำให้สิวมีแนวโน้มอักเสบรุนแรงและเจ็บมากกว่า ดังนั้น ถ้าสิวเม็ดไหนปวดมาก กดไม่ลง ไม่มีหัวชัดๆ นั่นอาจไม่ใช่สิวที่ควรบีบเองนะคะ ยิ่งกระตุ้น ยิ่งเสี่ยงอักเสบลุกลามและทิ้งรอย

สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกว่าสิวกำลังอักเสบ

ล้างหน้าอย่างอ่อนโยน ลดการกระตุ้นการอักเสบ

เลือกคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ค่า pH ใกล้เคียงผิว (ประมาณ 5.5) ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารระคายเคืองสูง ล้างด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อนจัด เพราะความร้อนจะกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้รอยแดงชัดขึ้น และที่สำคัญคือห้ามถูแรง ห้ามสครับ ห้ามขัด เพราะแรงเสียดสีจะยิ่งกระตุ้น inflammatory response ทำให้สิวอักเสบบวมเร็วกว่าเดิมได้

ประคบเย็นช่วยลดบวมได้จริงไหม

ช่วยได้ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่มีหนอง การประคบเย็น (แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดห่อเจลเย็นหรือผ้าชุบน้ำเย็น บิดหมาด) ประมาณ 5-10 นาที จะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวม และบรรเทาความเจ็บจากแรงดันใต้ผิว เนื่องจากความเย็นช่วยลดการไหลเวียนเลือดเฉพาะจุดชั่วคราว จึงลดอาการแดงได้บ้าง แต่ไม่ใช่วิธีรักษาสิวอักเสบโดยตรง เป็นเพียงการบรรเทาอาการระยะสั้นๆ และอย่าวางน้ำแข็งลงบนผิวตรงๆ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิด cold burn ได้ค่ะ

หยุดพฤติกรรมที่ทำให้สิวเห่อหนักขึ้น

●      เอามือจับหน้าโดยไม่รู้ตัว

●      กด บีบ คลำสิวเล่น

●      แต้มยาหลายตัวพร้อมกันแบบไม่ดูส่วนผสม

●      นอนดึก เครียดจัด

●      แต่งหน้าหนาแล้วไม่ล้างให้สะอาด

ทุกอย่างข้างต้นล้วนกระตุ้นการอักเสบเพิ่มขึ้นได้ค่ะ โดยเฉพาะการบีบสิวที่ยังไม่มีหัวเพราะจะดันการอักเสบลึกลงไปในชั้นผิว เสี่ยงเกิดรอยดำหรือแผลเป็นได้

วิธีลดบวม แดง เจ็บ แบบเร่งด่วน ทำได้เองที่บ้าน

เลือกใช้ยาทาสิวประเภทไหนช่วยลดอักเสบเร็ว

การเลือกยาทาให้เหมาะกับชนิดของสิวสำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะสิวอักเสบที่มีอาการแดง บวม หรือมีหนอง ซึ่งกลุ่มที่นิยมใช้และมีข้อมูลทางการแพทย์รองรับ ได้แก่

●      Benzoyl Peroxide (BP) ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes และลดการอักเสบ เหมาะกับสิวอักเสบที่เริ่มมีหัวหรือกำลังบวมแดง

●      Topical Antibiotics เช่น Clindamycin ใช้ในกรณีที่มีการอักเสบมาก ควรใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์เพื่อลดปัญหาดื้อยา

●      Adapalene (กลุ่ม Retinoid รุ่นใหม่) ช่วยลดการอุดตันและควบคุมการอักเสบในระยะยาว เหมาะกับคนที่เป็นสิวซ้ำๆ

สิ่งสำคัญในการแต้มสิวคือแต้มเฉพาะจุด ไม่ต้องทาทั่วหน้า และเริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อนเสมอ แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ เจ็บมาก ไม่มีหัว และบวมแข็ง อาจไม่ตอบสนองกับยาทาทั่วไปเร็วเท่าที่หวัง กรณีนี้บางคนอาจต้องพบแพทย์เพื่อพิจารณาวิธีรักษาอื่น เช่น การฉีดสิวค่ะ

ควรแต้มสิวบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผล

หลายคนคิดว่าแต้มสิวบ่อยๆ จะหายเร็วขึ้น แต่จริงๆ คือไม่ใช่เลย โดยทั่วไปยาทาสิวส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้วันละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวยา การแต้มถี่เกินไปอาจทำให้ผิวแห้ง ลอก แสบ และกระตุ้นการอักเสบเพิ่มได้ แต่ถ้าใช้แล้วแสบมาก ผื่นขึ้น หรือแดงจนลุกลาม ควรหยุดใช้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญค่ะ

อะไรบ้างที่ไม่ควรเอามาแต้มสิว

สิ่งที่ไม่ควรเอามาแต้มสิวอักเสบ เช่น

●      ยาสีฟัน

●      แอลกอฮอล์เข้มข้น

●      น้ำมะนาว

●      สมุนไพรที่ไม่ผ่านการทดสอบการระคายเคือง

●      สเตียรอยด์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

แม้บางอย่างทาแล้วจะรู้สึกว่าสิวแห้งเร็ว แต่จริงๆ แล้วอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น เกิดรอยดำหลังการอักเสบตามมาได้ค่ะ

ถ้าอยากให้สิวหายไวขึ้น ควรเลี่ยงอะไรบ้าง

อาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบ

เรื่องอาหารกับสิวอักเสบยังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลปัจจุบันพบว่าอาหารบางอย่างอาจกระตุ้นกระบวนการอักเสบและการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับต่อมไขมัน เช่น

●      อาหารที่มีน้ำตาลสูง / ค่า Glycemic Index สูง (ขนมหวาน น้ำหวาน เบเกอรี่)

●      นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด

●      อาหารแปรรูป ไขมันทรานส์

กลไกหนึ่งที่พูดถึงบ่อยคือการกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินและ IGF-1 ซึ่งมีผลต่อการผลิตน้ำมัน (sebum) และการอุดตันของรูขุมขน ไม่ได้แปลว่าต้องงดทุกอย่างแบบเคร่งครัด แต่ถ้าช่วงไหนสิวอักเสบกำลังเห่อ ลองลดของหวาน ของมันจัดๆ ลงชั่วคราว แล้วเน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีนคุณภาพดี จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวไวขึ้นค่ะ

การแต่งหน้าระหว่างเป็นสิวอักเสบ

เข้าใจเลยค่ะว่าเป็นสิวอักเสบแล้วอยากปกปิด โดยเฉพาะวันทำงานหรือมีนัดสำคัญ แต่งได้ไหม? ได้ค่ะ แต่ต้องเลือกให้ถูก เช่น

●      เลือกเครื่องสำอางที่ระบุว่า non-comedogenic

●      หลีกเลี่ยงรองพื้นที่หนาและอุดตันง่าย

●      อย่าใช้แปรงหรือพัฟสกปรก

●      ล้างหน้าให้สะอาดแบบ Double cleansing อย่างอ่อนโยน

สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการโบกคอนซีลเลอร์ซ้ำๆ จนต้องกดถูผิวแรงๆ เพราะแรงเสียดสีจะกระตุ้นการอักเสบเพิ่ม

การพักผ่อนและความเครียดมีผลแค่ไหน

มีผลมากกว่าที่คิดค่ะ เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมันและส่งเสริมกระบวนการอักเสบในร่างกาย หากนอนดึกติดต่อกันหลายคืน ภูมิคุ้มกันผิวก็อาจอ่อนแอลง ผลคือสิวอักเสบอาจหายช้าลงหรือขึ้นซ้ำที่เดิมบ่อยขึ้น เพราะฉะนั้นควรปรับการใช้ชีวิตให้สมดุลขึ้น เช่น นอนให้ได้ 6- 8 ชั่วโมง ลดหน้าจอก่อนนอน หรือออกกำลังกายเบาๆ อาจดูไม่เกี่ยวกับสิวโดยตรงแต่ในภาพรวมแล้วช่วยให้การอักเสบในร่างกายลดลงได้ค่ะ

การรับมือกับสิวอักเสบให้ได้ผลอยู่ที่การลดการอักเสบอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น ทั้งดูแลผิวอย่างอ่อนโยน เลือกใช้ตัวยาที่เหมาะสม เลี่ยงพฤติกรรมกระตุ้น และปรับไลฟ์สไตล์ให้สมดุล เมื่อคุมการอักเสบได้เร็ว โอกาสเกิดรอยดำหรือแผลเป็นก็ลดลงตามไปด้วยค่ะ แต่หากสิวมีลักษณะบวมรุนแรง เจ็บมาก ขึ้นซ้ำบ่อย หรือทิ้งรอยชัด ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป จะได้ดูแลผิวได้ตรงจุดและปลอดภัยในระยะยาวค่ะ

‘แนวหน้า’ คว้ารางวัล ‘คนดีประเทศไทย’ สาขาสื่อสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย

‘แนวหน้า’ คว้ารางวัล ‘คนดีประเทศไทย’ สาขาสื่อสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย

‘แนวหน้า’ คว้ารางวัล ‘คนดีประเทศไทย’ สาขาสื่อสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) : มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) ร่วมกับ สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย โดย นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธาน และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดงานมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เพื่อยกย่องบุคคลต้นแบบใน 2 สาขาสำคัญ ได้แก่ สาขาประชาชน ช่วยเหลือสังคม และสาขาสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 16 อาคาร CP All Academy สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)

การมอบรางวัลในปีนี้ คณะกรรมการพิจารณามีมติคัดเลือกให้ หนังสือพิมพ์แนวหน้า เข้ารับ รางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขาสื่อสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย เพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องความมุ่งมั่นของทีมข่าว หนังสือพิมพ์ ในการนำเสนอข่าวเพื่อหล่อหลอมเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ทั้งในด้านการศึกษาและการสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการพัฒนาและสร้างโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนไทยที่เป็นอนาคตของชาติมาอย่างต่อเนื่อง

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ยังคงมุ่งย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริม “คนดี” ในทุกมิติของสังคม ทั้งประชาชนผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม และสื่อมวลชนที่มีบทบาทในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาคนและการสร้างอนาคตของประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นถึงบทบาทของสื่อมวลชนในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอข่าวสาร แต่เป็นพลังสำคัญในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงความรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคมในอนาคต

“การให้ความรู้ คือการให้โอกาสที่ไม่มีวันหมดอายุ สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงความรู้ไปสู่เยาวชน และช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายศิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติม

รางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขา “สื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย” ได้มอบให้แก่สื่อมวลชนและผู้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพจากหลากหลายแพลตฟอร์ม ที่มีบทบาทในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์ ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ รายการทางช่อง YouTube และ Influencer สะท้อนถึงพลังของการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

รางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขาประชาชน ช่วยเหลือสังคม 4 รางวัล ได้แก่ นายธีระศักดิ์ วงศ์สูงเนิน พนักงานรถไฟ พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา, นายสมใจ ด้วงช้าง พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา, นายพงศ์นริศร์ ภาสินีนนท์ พลเมืองดีให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และนายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา พลเมืองดีช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ จากภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รางวัล “คนดีประเทศไทย ประจำปี 2569” สาขาสื่อมวลชน สื่อสารสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย 24 รางวัล ได้แก่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์แนวหน้า, คอลัมน์ การศึกษา – วัฒนธรรม ผู้จัดการออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา มติชนออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา ข่าวสดออนไลน์, คอลัมน์ Education  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา บ้านเมืองออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา สยามรัฐออนไลน์, คอลัมน์ การศึกษา-กทม. สยามธุรกิจออนไลน์, คอลัมน์ ข่าวการศึกษา-ศาสนา เดลินิวส์ออนไลน์, คอลัมน์ คลังศึกษา สำนักข่าวเดอะไทยเพรส, คอลัมน์ ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอทคอม, คอลัมน์ การศึกษา Workpoint Today, คอลัมน์ Education The MATTER, คอลัมน์ Knowledge The Reporters, เว็บไซต์ Eduzones, เพจอีจัน, เพจ Admission Premium, เพจ นี่หรือนักศึกษา, เพจ TheStudyTH , เพจ Dek-D.COM – เด็กดีดอทคอม, Youtube ช่อง ATIME Do Dee รายการใต้โต๊ะวิทยา และTIKTOK : Su Backpacker ครูสุอาสา

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ ยังคงให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “DNA ความดี 24 ชั่วโมง” ที่มุ่งปลูกฝังและส่งเสริมการทำความดีในทุกระดับของสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาและเยาวชน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นเวทีแห่งการจุดประกายโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังแห่งการเรียนรู้สู่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเยาวชนในวันนี้ คืออนาคตของประเทศในวันหน้า และการศึกษา คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน