เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

วันที่  26 ก.ค. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘ล้มโครงการ 30 บาท’ ผม ในนามหัวหน้าพรรคประชาชน ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และพรรคประชาชนยืนยันว่าไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิประกันสุขภาพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและกว้างขวาง 

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน ช่วยให้ประชาชนไม่ว่ามีฐานะทางการเงินอย่างไร สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าระบบบัตรทองของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ที่หากไม่ริเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งผู้ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และกระทบต่อผู้รับบริการ ซึ่งคือประชาชน 

พรรคประชาชนเห็นว่าการแก้ไขเรื่องนี้ที่ต้นตอมีความจำเป็น เราจึงสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ ‘กฎหมายบัตรทอง’ โดยจุดยืนของพรรคประชาชนคือ

– แก้ไขกฎหมายเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน 

– พรรคประชาชนจะ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น 

สำหรับกระบวนการในการปรับแก้กฎหมาย พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ. ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เราพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะตลอดจนข้อกังวลจากทุกฝ่าย และยินดีทำงานร่วมกันเพื่อให้การปฏิรูประบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สุดท้ายนี้ ผมและพรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ไม่มีแนวคิดล้มบัตรทอง และเราจะ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ ‘หลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นคน’ ผมย้ำว่าทางพรรคมองเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ‘คนไข้ – บุคลากรทางการแพทย์ – โรงพยาบาล’ อยู่รอดและอยู่ได้ไปด้วยกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เท้ง

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.07 น.

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่อย่างนั้นย่ามใจ ติง พูดคุยสันติสุข ถูกฝาถูกตัวหรือไม่ ยกบางรัฐบาลไม่เจรจา เสี่ยงใช้วิธีก่อเหตุซ้ำเพื่อเรียกร้องอีก แนะ ยกเลิกนโยบายสองสัญชาติ ลดระดับเปิด-ปิดด่านชายแดน กดดันเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.69 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ระบุอย่าใช้คำว่าไล่ล่าและขอให้ใช้กลไกพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ หลัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศจะไล่ล่าผู้ที่ก่อเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นายว่า การก่อเหตุครั้งนี้เป็นการกระทำอุกอาจมาก มีการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ให้เหมือนพวกเดียวกัน มีการใช้ระเบิด ที่สำคัญ ก่อเหตุตอนกลางวัน ถือว่า โหดเหี้ยมมาก ตนขอประณามผู้ก่อเหตุ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวกำลังพล พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ที่ตนสงสัยคือ เหตุใด รมว.กลาโหมจึงพูดแบบนี้ เพราะเป็นผู้ใหญ่สูงสุดในกองทัพ ต้องมีแอกชั่นที่เข้มแข็ง งานนี้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไล่ล่าให้ถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ใครนึกจะฆ่าใครก็ทำได้อย่างนั้นหรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนร้ายมีอาวุธ มีระเบิด เป็นกองกำลังของผู้ก่อการร้ายซึ่งหลบอยู่ในพื้นที่ การพูดของ รมว.กลาโหมคนนี้ไม่ต่างอะไรกับการบั่นทอนกำลังใจทหารในพื้นที่ ถ้าตนเป็นลูกน้องก็เสียขวัญกำลังใจ เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัย  ซึ่งรมว.กลาโหมไม่ควรพูดแบบนี้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ควรเอาทหารนำการเมือง เพราะการเมืองเราไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ต้องใช้ทหารเพราะแน่นอนกว่า แต่การที่จะเอาทหารนำ หากมีผู้นำแบบ รมว.กลาโหมคนปัจจุบันจะไหวหรือไม่ ตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่การที่ รมว.กลาโหมพูดแบบนี้เหมือนไม่มีความรับผิดชอบ มาบอกว่า ให้เจรจา แล้วคนที่เขาตายไปแล้ว ตายแบบไม่มีความผิดอะไรเลยจะทำอย่างไร ทั้งที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ อย่าคิดแค่
มีงบประมาณและเยียวยาครอบครัวเขาแล้วจบแค่นั้น ไม่เช่นนั้นผู้ก่อความไม่สงบจะยิ่งย่ามใจกันใหญ่ ทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีการไล่ล่า จะเปิดเจรจาอย่างเดียว ต่อไปมันจะเสี่ยงลามไปในหลายพื้นที่นอกเหนือจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอให้มีการยกเลิกนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับบุคคลสองสัญชาติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเปิดช่องให้มาก่อความไม่สงบในประเทศไทยและหนีออกไปอยู่อีกประเทศหนึ่งที่ตัวเองถืออีกสัญชาติ ต้องให้เลือกเอาสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง สมัยเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตนเคยพูดในสภาว่า ประเทศเพื่อนบ้านต้องมีความจริงใจ ต้องให้ข้อมูลเราด้วยว่าใครเข้าออก ไทยต้องกดดันประเทศเพื่อนบ้านมากกว่านี้ หากไม่เช่นนั้นด่านชายแดนที่เป็นด่านชั่วคราวควรปิดไปเลยหรือไม่ และถ้าเป็นด่านถาวรก็ควรลดระดับมาเป็นด่านชั่วคราวและให้ทหารคุม มีการเปิดปิดเป็นเวลา เหมือนกับที่เราทำกับกัมพูชา ในเมื่อเขามาทำร้ายคนของเรา ก็ไม่ต้องค้าขายกัน ซึ่งรุนแรงกว่า แต่กรณึนี้มีความแตกต่างกันในรายละเอียด อาจจะเริ่มต้นจากการปรับระดับก่อน เพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านให้ความร่วมมือ แต่ถ้ายังไม่ได้รับความร่วมมือก็ปิดด่านไปเลย ไม่ให้ค้าขายกัน ซึ่งยอมรับว่าจะได้รับผลกระทบทั้งสองประเทศ 

‘ไม่ใช่ว่า ผมจะยุให้ปิดด่าน แต่ให้ปรับระดับของด่าน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เรื่อยๆ มาปล่อยเป็นด่านถาวรไม่ได้ ต้องเปิดปิดเป็นเวลา ทหารคุมเข้ม และยกเลิกนโยบายสองสัญชาติ ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลมีความจริงใจที่จะดูแลพวกเขา ไม่เช่นนั้นจะเกิดความแตกแยกในพื้นที่จริงๆ ประชาชนจะรู้สึกว่า เขาถูกทิ้งหรือไม่ ไม่มีความจริงใจกับเขาหรือไม่ ต้องแก้ตรงนี้ และเมื่อเหตุการณ์สงบ ก็ใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา’นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช ระบุว่า ในส่วนของการกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนเห็นว่า ทำกันมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ตนยังเป็น สว.  ผ่านมา 20 กว่าปี คำถามคือ เราเจรจาถูกกลุ่ม ถูกคน ถูกฝาถูกตัวหรือไม่ และกลุ่มพวกนี้ใช่กลุ่มที่เราจะเจรจาหรือไม่ ซึ่งยังไม่ทราบเลย เพราะมันอาจจะแตกกลุ่มออกมา เป็นพวกหัวรุนแรง แต่การที่ลงมือแบบนี้ เรายอมได้หรือ ปล่อยได้หรือ และตามหลักสากลรัฐบาลหลายประเทศไม่เจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้ใจและเพิ่มข้อเรียกร้อง เพื่อตัดวงจรความรุนแรง ไม่ให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งการเจรจาอาจเสี่ยงที่จะทำให้คนกลุ่มเหล่านี้ก่อเหตุอีกเมื่อต้องการเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน ต้องมีการจูงใจให้ประชาชนมามีส่วนร่วม มีค่าหัวในการนำจับผู้ก่อเหตุ รวมถึงต้องทำงานกันแบบบูรณาการกันในจังหวัด ตำรวจต้องเข้ามาช่วย จะปล่อยให้ทหารจัดการอย่างเดียวไม่ได้ และทุกภาคส่วน ทั้งพลเรือน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องช่วยกัน นอกจากนี้ ต้องสาวให้ถึงตัวบงการใหญ่ ไม่อย่างนั้นจะไม่จบ ผู้ก่อเหตุเหล่านี้ต้องมีผู้หนุนหลัง เพราะมีทั้งอาวุธ ระเบิด ต้องมีคนสนับสนุนอาวุธเหล่านี้ 

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดป่าพระธรรมวิสุทธิมงคล

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 26 ก.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มาอุดร ส่ง สส.หรั่ง ธุระพล พรรคภูมิใจไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายหรั่ง ธุระพล (สส.หรั่ง) สส.อุดรธานี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ที่วัดป่าพระธรรมวิสุทธิมงคล บ้านหนองสระใคร ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี โดยนายหรั่ง ธุระพล อายุ 69 ปี สส. เขต 3 จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัว เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก!! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50% ผอ.กต.จว.-นอภ.ธวัชบุรี ยันสถานการณ์เรียบร้อยดีทุกหน่วย พร้อมสำรองไฟสว่างครบ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 คณะสื่อมวลชนสัญจร เดินทางไปสังเกตการเลือกตั้ง นายกฯ อบจ. ร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 วัดสระหลวงวนาราม ตำบลยางใหญ่ ตำบลจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด โดยนางพรรณวิภา สังฆทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด (ผอ.สนง.กกต.จว.ร้อยเอ็ด)  ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากมีการทำฝนเทียมแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งไม่เป็นที่กังวลต่อการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน พบว่าแม้ฝนจะตก แต่ประชาชนยังทยอยออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งหน่วยเลือกตั้งนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 605 คน พบว่าทยอยมาใช้สิทธิ์เกือบ 50% แล้ว คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับเป้าหมาย 60 % พร้อมย้ำว่าแม้ฝนจะตกแต่ยังไม่มีรายงานว่ามีเหตุขัดข้องในหน่วยเลือกตั้งใดเกิดขึ้น

สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่วัดสระหลวงวนาราม เป็นหนึ่งหมู่บ้านใน’โครงการหมู่บ้านรณรงค์ไม่ขายเสียง’ของ กกต. ซึ่งเป็นโครงการที่เพิ่งเปิด ขณะนี้มีจำนวน 300-400 หมู่บ้าน โดยจะทยอยเปิดไปเรื่อยๆ โดยจะมีการทำประชาคมในหมู่บ้านเพื่อร่วมลงนามกล่าวคำปฏิญาณว่าจะไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจากที่ได้เฝ้าสังเกตสถานการณ์ ถือว่าพื้นที่นี้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในช่วงการนับคะแนนเพื่อป้องกันเหตุพายุจนทำให้เกิดไฟดับ ที่อาจเกิดข้อครหานั้น นางพรรณวิภา กล่าวว่า หน่วยเลือกตั้งจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องของระบบไฟ ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการนับคะแนนได้ ตามระเบียบกฎหมาย ก็สามารถประกาศงดการนับคะแนนไว้ก่อนได้ แต่เท่าที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมายังไม่มีการประกาศงดการนับคะแนนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด สำหรับการเลือกตั้งในวันนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปกติ ยังไม่มีเหตุที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษจากที่เราป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ต่อจากนั้น คณะได้เดินทางมาที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 9 ศาลาวัดปรางค์กู่ บ้านปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อดูความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง หลังจากที่ฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก โดยมี นายจิรศักดิ์ ศรีบุญลือ นายอำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เผยกับสื่อมวลชนว่า ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ของอำเภอ ธวัชบุรี จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันตั้งแต่เช้า เนื่องจากอยู่ระหว่างช่วงฤดูการทำนา จึงรีบออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาใช้สิทธิ์และเมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนก็จะเดินทางไปที่ทุ่งนาของตนเอง และยังมีประชาชนบางส่วนที่เข้าไปทำงานในเมืองจะกลับมาใช้สิทธิ์ในช่วงเวลา 15.00 น เป็นต้นไป คาดว่าจะเดินทางมาใช้สิทธิทัน เพราะระยะทางการเดินทางจากตัวเมือง มายังหน่วยเลือกตั้งแห่งนี้มีระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก

เมื่อถามว่าฝนตกเช่นนี้มีจุดใดที่รายงานเกิดปัญหาเหตุน้ำท่วมหรือไม่ หรือแจ้งเหตุกรณีที่ประชาชนไม่สามารถมาใช้สิทธิ์ได้ นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า ในพื้นที่ของเรายังไม่ได้รับการรายงาน และวันประชุมคณะกรรมการประจำหน่วยนั้น เราได้แจ้งเหตุป้องกันไปด้วย ส่วนการนับคะแนนในแต่ละหน่วยหลังจากปิดการลงคะแนน เวลา 17.00น. เราได้แจ้งความประสงค์เรื่องอุปกรณ์แสงสว่างเพื่อนำมาใช้สำหรับการนับคะแนน และทางศูนย์หรือหน่วยเลือกตั้งที่ตนได้รับมอบหมายได้เตรียมเรื่องไฟฟ้าไว้ทั้งหมดแล้ว และคาดว่าจะไม่มีปัญหาอุปกรณ์เรื่องแสงสว่างในการนับคะแนน

เมื่อถามว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ออกมาใช้สิทธิ์กันกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่าง 45-55% แต่เป้าหมาย คือ พยายามให้มีบัตรเสียน้อยที่สุดไม่เกิน 2% เนื่องจากช่วงนี้อยู่ระหว่างปิดการเรียนการสอน และมีประชาชนในพื้นที่ธวัชบุรี ออกไปทำงานต่างจังหวัดส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ช่วงเช้าที่ตนออกตรวจมีความเรียบร้อย ส่วนใหญ่ประชาชนออกไปใช้สิทธิ 50% หลังจากที่ออกตรวจ 6-7 หน่วย

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องการนับคะแนนในส่วนของอำเภอหรือไม่ นายจิรศักดิ์  ยืนยันว่า ไม่กังวล เนื่องจากเราได้ซักซ้อมกันหลายวันแล้ว และมีคณะกรรมการที่ตรวจสอบอยู่ด้วยนั้น  การนับคะแนน เราได้เตรียมอุปกรณ์แสงไฟเพื่อกันเหตุฉุกเฉินกรณีไฟดับเรียบร้อยแล้ว

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

สมชัย สอนมวย กกต. บอก หากฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋วเครื่องบิน ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เวทีเปิดพยาน คดีฮั้ว สว. โชว์หลักฐานตั๋วเครื่องบิน ที่ขบวนการฮั้ว ซื้อให้ผู้ผ่านเข้ารอบประเทศ จากภูเก็ต เข้า กรุงเทพ

หาก กกต. ฉลาด ติดต่อกับ สายการบินขอชื่อ ผู้ซื้อ ผู้จ่ายเงิน หากซื้อเป็นกลุ่มให้แก่ผู้สมัครจากภูเก็ต แปลว่า มีขบวนการฮั้ว มีการทำผิด กฎหมายเลือก สว. ชัดเจน”

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมกันประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานกรมการข้าว

ความสุขที่ไม่ต้องรอทริปใหญ่ OZO ชวนออกเดินทางแบบ Micro Trip เติมเต็มช่วงเวลาสั้นๆ ให้กลายเป็นความทรงจำดีๆ

ความสุขที่ไม่ต้องรอทริปใหญ่ OZO ชวนออกเดินทางแบบ Micro Trip เติมเต็มช่วงเวลาสั้นๆ ให้กลายเป็นความทรงจำดีๆ

ความสุขที่ไม่ต้องรอทริปใหญ่ OZO ชวนออกเดินทางแบบ Micro Trip เติมเต็มช่วงเวลาสั้นๆ ให้กลายเป็นความทรงจำดีๆ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

ความสุขไม่ต้องรอทริปใหญ่ เพราะบางครั้งวันหยุดสั้นๆ ก็เพียงพอสำหรับการเติมพลัง และค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการตื่นมารับลมทะเล เดินเล่นในย่านที่ไม่เคยรู้จัก แวะร้านกาแฟเล็กๆ ของคนท้องถิ่น หรือค้นพบร้านอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนั้นๆ

เสน่ห์ของการเดินทางในวันนี้จึงอาจไม่ใช่การเก็บครบทุกแลนด์มาร์ก แต่คือการได้ใช้เวลาอย่างมีความหมายกับจุดหมายปลายทาง ผ่านผู้คน อาหาร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นในแบบที่เป็นตัวเอง แนวคิดนี้สะท้อนรูปแบบการเดินทางแบบไมโครทริป (Micro-trip) ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นของคนยุคนี้ เมื่อผู้คนเลือกออกเดินทางระยะสั้นแต่บ่อยครั้งขึ้น เพื่อพักผ่อน เติมพลัง และเชื่อมต่อกับเมืองอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม
โอโซ่ (OZO) แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ตระดับอัปเปอร์มิดสเกล (Upper Midscale) ในเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ Micro Trip ในแบบของ OZO ที่เริ่มต้นจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสัมผัสจังหวะชีวิตของแต่ละจุดหมายปลายทาง ผ่านความสะดวกสบาย การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และกิจกรรมรอบโรงแรมที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นริมชายหาด สำรวจคาเฟ่ชุมชน ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น หรือค้นพบมุมใหม่ของเมืองในแบบของตัวเอง

ภายใต้แนวคิด “Unpack. Good. Vibes.” โรงแรมโอโซ่ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ช่วยให้ทุกทริปเกิดขึ้นได้อย่างง่ายและลงตัว ตั้งแต่ห้องพักที่ให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และพร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ทำเลที่เชื่อมต่อกับสีสันของแต่ละจุดหมาย ไปจนถึงบรรยากาศที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าพักรู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับทุกช่วงเวลาของการเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาพิเศษหรือวันหยุดยาว OZO จึงตอบโจทย์ Micro Trip ผ่านประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถพักผ่อน ค้นพบสิ่งใหม่ และเพลิดเพลินกับจุดหมายปลายทางได้อย่างเต็มที่ แม้ในระยะเวลาที่สั้นลง

สำหรับ Micro Trip ที่อยากเติมพลังริมทะเลพร้อมออกไปสัมผัสสีสันของจุดหมาย โอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) เป็นจุดเริ่มต้นที่ลงตัว ด้วยทำเลห่างจากหาดกะตะเพียง 150 เมตร ให้ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินเล่นริมชายหาด สนุกกับการโต้คลื่น หรือออกไปสำรวจคาเฟ่และมุมถ่ายรูปในย่านกะตะ รวมถึงชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวกังหันลมและเดินเล่นที่ตลาดนัดกะตะ เมื่อกลับเข้าสู่โรงแรม ผู้เข้าพักยังสามารถผ่อนคลายได้ที่สระว่ายน้ำ สแปลช (SPLASH) ที่มีสไลเดอร์สำหรับเด็กให้คุณหนูตัวเล็ก ก่อนเติมเต็มวันด้วยอาหารอิตาเลียนที่ เปรโก้ (Prego) หรืออาหารและเครื่องดื่มริมสระที่อีท (EAT) และเธิร์สต์ พูลบาร์ (THIRST)

สำหรับทริปที่ต้องการหยุดพักจากความเร่งรีบและใช้เวลาช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศของเกาะ โอโซ่ เฉวง สมุย (OZO Chaweng Samui) ชวนให้ผู้เข้าพักเริ่มต้นวันบนหาดเฉวง ก่อนออกไปค้นพบอีกหลากหลายมุมของสมุย ทั้งหมู่บ้านชาวประมงบ่อผุด ร้านกาแฟริมทะเล และถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยอาหารและงานคราฟต์ท้องถิ่น เมื่อกลับถึงที่พัก ความผ่อนคลายยังคงดำเนินต่อที่บีช บาร์ (Beach Bar) ซึ่งเหมาะสำหรับการชมพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรด ก่อนพักผ่อนในห้องพักที่ออกแบบให้หลับสบาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปสัมผัสเสน่ห์ของสมุยในวันถัดไป

สำหรับโอโซ่ นอร์ธ พัทยา (OZO North Pattaya) คือจุดเริ่มต้นของวันหยุดที่เต็มไปด้วยความสนุกและความหลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบสีสันของเมือง อาหารอร่อย และการใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนหรือครอบครัว ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้หาดพัทยาเหนือและเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก พร้อมเชื่อมต่อกับสถานที่น่าสนใจรอบเมือง ทั้งศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา ชุมชนนาเกลือ ตลาดลานโพธิ์ คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่น หลังจากออกไปสำรวจเมือง ผู้เข้าพักสามารถกลับมาสนุกต่อที่สระว่ายน้ำ สแปลช (SPLASH) หรือจะใช้เวลาร่วมกันที่ บิ๊ก ชิลล์ (BIG CHILL) พื้นที่พักผ่อนสำหรับทุกวัย หรือจะเลือกผ่อนคลายพร้อมอาหารและเครื่องดื่มที่อีท (EAT) และเธิร์สต์ พูลบาร์ (THIRST) ก่อนจบวันด้วยการพักผ่อนบนเตียงนอนอันเป็นเอกลักษณ์ของโอโซ่

นอกจากจุดหมายปลายทางในประเทศไทยแล้ว OZO ยังชวนผู้เดินทางออกไปสัมผัสประสบการณ์ Micro Trip ในประเทศมาเลเซีย ผ่านสองจุดหมายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเสน่ห์ของเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงความสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัวสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลเมืองเก่า งานศิลปะ และวัฒนธรรม โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในทุกมุมถนน ตั้งแต่ตรอกซอกซอยที่ประดับด้วยสตรีทอาร์ต คาเฟ่ท้องถิ่น และร้านอาหารชื่อดัง ไปจนถึงการเดินเล่นบนถนนอาร์เมเนียน (Armenian Street) สัมผัสวิถีชีวิตริมทะเลที่ชุมชนชิวเจ็ตตี้ (Chew Jetty) หรือชมทิวทัศน์ของเมืองจากปีนังฮิลล์ (Penang Hill) เมื่อกลับมายังโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นวิวเมืองจอร์จทาวน์แบบพาโนรามา พร้อมเติมเต็มวันด้วยมื้ออร่อยที่ห้องอาหารอีท (EAT)

สำหรับครอบครัวที่มองหาวันหยุดสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสำหรับทุกวัย โอโซ่ เมดินี (OZO Medini) ประเทศมาเลเซีย เป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับการพักผ่อนร่วมกัน ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว ทั้งเลโกแลนด์® มาเลเซีย รีสอร์ต (LEGOLAND® Malaysia Resort) ปูเตรีฮาร์เบอร์ (Puteri Harbour) และเอ็กซ์พาร์ก (X Park) เด็กๆ จะสามารถสนุกกับกิจกรรมได้ตลอดวัน ขณะที่ผู้ใหญ่ก็สามารถใช้เวลาผ่อนคลายริมสระว่ายน้ำ ออกกำลังกายที่ฟิตเนส โทน (TONE) หรือรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องอาหารอีท (EAT) ก่อนกลับสู่ห้องพักที่ช่วยเติมเต็มการพักผ่อนของทั้งครอบครัว
เมื่อมองทุกจุดหมายรวมกัน OZO ไม่ได้เสนอรูปแบบการเดินทางสำเร็จรูปแบบเดียวสำหรับทุกคน แต่เปิดพื้นที่ให้นักเดินทางได้เลือกประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความชอบของตัวเอง บางคนอาจมีความสุขกับการตื่นเช้ามาเดินริมทะเล ขณะที่บางคนอยากใช้เวลาทั้งวันกับอาหาร งานศิลปะ หรือเสียงหัวเราะของครอบครัว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การเข้าพักในแต่ละครั้งกลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว และเป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำความรู้จักจุดหมายเดิมผ่านมุมมองใหม่

ในภาพที่กว้างขึ้น OZO เป็นหนึ่งในประสบการณ์การเข้าพักที่หลากหลายของ ONYX Hospitality Group ซึ่งมุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงที่พัก อาหาร และเรื่องราวของแต่ละจุดหมายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้นักเดินทางได้รับมากกว่าการเข้าพักเพียงหนึ่งคืน และสามารถต่อยอดประสบการณ์เหล่านั้นผ่าน ONYX Rewards โปรแกรมสมาชิกที่มอบสิทธิประโยชน์และการดูแลในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทริปของสายคาเฟ่ คนรักทะเล นักชิม ผู้หลงใหลศิลปะ หรือครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาร่วมกัน OZO เชื่อว่าการเดินทางที่มีความหมายไม่จำเป็นต้องไกลหรือยาวเสมอไป แต่คือการได้ค้นพบสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดี ๆ ที่สะท้อนแนวคิด “More of What You Love” ผ่านประสบการณ์การเข้าพักที่เต็มไปด้วยพลังบวกในแบบฉบับของ OZO ภายใต้แนวคิด “Unpack. Good. Vibes.”

สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมงานเสวนาครั้งสำคัญ “การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลจีโนมิกส์ประเทศไทยและสภาพแวดล้อมการวิจัยที่เชื่อถือได้ (Trusted Research Environment)” จัดโดยสมาคมวิชาการชีวสารสนเทศ และสำนักงานวิจัยแห่งชาติ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 21 (Thailand Research Expo 2026) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เพื่อประกาศความสำเร็จโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 พร้อมเปิดพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างก้าวกระโดด

ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวิชาการชีวสารสนเทศ เปิดเผยผลสำรวจความต้องการใช้ประโยชน์ข้อมูล Genomics Thailand จากนักวิจัยกว่า 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยพบว่า นักวิจัยกว่าร้อยละ 70 มีความตื่นตัวและประสงค์จะเข้าถึงข้อมูลเพื่อต่อยอดงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ และพันธุศาสตร์ประชากร ทว่ายังติดปัญหาเรื่องกระบวนการขอเข้าใช้ข้อมูล ขาดความเข้าใจในสถานะของโครงการ รวมถึงความกังวลด้านความซับซ้อนของกฎหมายและการขาดแคลนกำลังคนในการประมวลผล ซึ่งผู้ใช้งานเกือบ 100% เห็นพ้องว่าไทยจำเป็นต้องมีระบบนิเวศการวิจัยที่ปลอดภัยหรือระบบ TRE เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูล แต่ร้อยละ 70 ยังไม่รู้จักระบบนี้ดีพอ จึงเสนอแนะให้เร่งจัดทำคู่มือการใช้งานแบบ Step-by-step จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ และสร้างเครือข่ายจับคู่ระหว่างแพทย์และนักชีวสารสนเทศเพื่อสลายข้อจำกัดด้านทักษะ ขณะที่ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เน้นย้ำผ่านการบันทึกภาพถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายนักวิจัยแบบรวมกลุ่ม (Hub of Talents) บูรณาการผู้เชี่ยวชาญข้ามสายงานทั้งแพทย์ นักชีววิทยา นักสถิติ และโปรแกรมเมอร์ โดยชี้ว่าเป้าหมายปลายทางต้องไม่จำกัดอยู่แค่เพียงความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่ต้องนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในหน่วยบริการสุขภาพภาครัฐ และต่อยอดเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ด้าน ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. กล่าวว่า สวรส. ในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller)” ได้สรุปผลสำเร็จของโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 (Phase 1) ที่สามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของคนไทยได้ครบตามเป้าหมาย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ (มะเร็ง, โรคหายาก, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), โรคติดเชื้อ, เภสัชพันธุศาสตร์) นำไปสู่การค้นพบรูปแบบความหลากหลายทางพันธุกรรมใหม่ของคนไทยกว่า 65 ล้านตำแหน่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในฐานข้อมูลระดับโลก เช่น gnomAD พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น เพิ่มอัตราการวินิจฉัยโรคหายากสำเร็จถึง 37% ผลักดันการตรวจยีน BRCA1/2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเข้าสู่สิทธิประโยชน์บัตรทอง และพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชัน RARE for 9 และ ExtRA Model ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในภูมิภาค ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการถอดรหัสพันธุกรรมลงเกือบครึ่ง และประกาศนโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ภายใต้มาตรฐานสากล “5 SAFEs” คือ โครงการที่ปลอดภัย (Safe Project), บุคลากรที่เชื่อถือได้ (Safe People), สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (Safe Setting), ข้อมูลที่ถูกปกปิดตัวตน (Safe Data) และผลลัพธ์ที่ปลอดภัย (Safe Output) เพื่อสร้างความมั่นใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

สำหรับแผนระยะที่ 2 (พ.ศ. 2570-2575) สวรส. ตั้งเป้าขยายผลการถอดรหัสพันธุกรรมเพิ่มเป็น 200,000 ราย มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการรักษาสู่การทำนายและป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมยกระดับด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Long-read whole genome sequencing และ Multi-omics เพื่อความสมบูรณ์ของภาพรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทย ตลอดจนต่อยอดสู่การวางแผนดูแลสุขภาพของประชาชนที่แม่นยำ ลดอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนวัตกรรมของประเทศ

ในมิติโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัย ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย สวทช. ในฐานะ “ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor)” ระบุว่า สวทช. ได้เตรียมระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) มาตรฐานสากล ISO27001 รองรับการประมวลผลขนาดใหญ่โดยมีการปกปิดตัวตน (De-identification) อย่างรัดกุม สอดรับกับแนวคิดของ ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. ที่ได้เผยโฉมนวัตกรรม Trusted Research Environment (TRE) สภาพแวดล้อมการวิจัยที่เชื่อถือได้ เปลี่ยนผ่านจากยุคคัดลอกไฟล์ข้อมูล มาสู่การสร้างพื้นที่เสมือนที่เป็นกลาง มีความเสถียร และปลอดภัย ให้นักวิจัยเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอาสาสมัครผู้ป่วยชาวไทยขั้นสูงสุด

ขณะที่ คุณนัฐเวศย์ ศรีวิชัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม Hub of Talents Bioinformatics Data Catalog คลังรวบรวมเมตาดาต้า (Metadata) กว่า 66 ชุดข้อมูล ให้นักวิจัยสืบค้นการมีอยู่ของข้อมูลได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ

ช่วงท้ายของเวทีเสวนา คณะผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อเร่งรัดการใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างยั่งยืน โดย ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ตั้งเป้าบูรณาการข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) เข้ามาเติมเต็มข้อมูลจีโนมิกส์ ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร เสนอแนวทางสร้างมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลคลินิกของโรงพยาบาลให้เป็นระบบเดียวกัน อ.นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คณะกรรมการพิจารณาการเข้าถึงข้อมูล ยืนยันจุดยืนพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลบนพื้นฐานความปลอดภัยและประโยชน์ต่อสังคม ด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข ได้ฉายภาพความสำเร็จในการเชื่อมโยงข้อมูลป้องกันการแพ้ยารุนแรง (Stevens-Johnson Syndrome) ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้นับหมื่นราย พร้อมกระตุ้นให้ไทยเร่งรักษาความเป็นผู้นำด้านจีโนมิกส์ในอาเซียน

ขณะที่ ดร.นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ร่วมเคลียร์ปมกฎหมาย โดยชี้ว่า PDPA คือสะพานเชื่อมความไว้วางใจและเป็นกรอบการทำงานที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งปิดกั้นการวิจัย และปิดท้ายด้วย ดร.ยสวัต ป้อมเย็น จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สะท้อนมุมมองการวิเคราะห์และค้นหาการกลายพันธุ์ที่นำไปสู่การรักษาเป้าหมาย (Actionable Variants) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งชาวไทย และเสนอไอเดียจัดกิจกรรม “แฮกกาธอน (Hackathon)” นำชุดข้อมูลบนระบบ TRE มาให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้ประลองไอเดีย ซึ่งถือเป็นการสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่วงการจีโนมิกส์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือของ สวรส. และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการหลอมรวมองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคการแพทย์แม่นยำอย่างยั่งยืน

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน ‘Legacy of Thai Textiles & Fashion’ ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน 'Legacy of Thai Textiles & Fashion' ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน ‘Legacy of Thai Textiles & Fashion’ ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์ กำหนดจัดกิจกรรมการจัดแสดงผลงานนิทรรศการและการเสวนาวิชาการภายใต้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม Legacy สาขาแฟชั่น ในหัวข้อการส่งเสริมภูมิปัญญาและหัตถศิลป์แห่งผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย สู่งานฝีมือในโลกยุคปัจจุบัน (Promoting The Art of Thai Wisdom Reinterpreting Traditional Craftsmanship for today) โดยกำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระราชปณิธานด้านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ตลอดจนการพัฒนางานหัตถศิลป์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและนานาชาติ และสร้างกระแสความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Legacy: Creative Continuity & Creativity” หรือ “ภูมิปัญญาที่ได้รับการต่อยอดโดยความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมการรังสรรค์และการสวมใส่ชุดไทย ตลอดจนภูมิปัญญาการถักทอผ้าไทย มิได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ หากยังได้รับการสืบสาน พัฒนา และต่อยอดอย่างสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถก้าวทันโลกยุคใหม่โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้อย่างงดงาม  

ปัจจุบัน องค์ความรู้ด้านชุดไทยและผ้าไทยได้รับการฟื้นฟูและนำมาต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัยโดยนักออกแบบ ช่างทอผ้า ช่างฝีมือ สมาชิกชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เล็งเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาภูมิปัญญาไทยมิให้เลือนหาย พร้อมพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน จนได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ในฐานะแฟชั่นร่วมสมัยที่สะท้อนรากฐานทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของไทยผ่านแนวคิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ งานนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ พร้อมสืบสานพระราชปณิธานผ่านแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการยกระดับผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้พบกับนิทรรศการแฟชั่นและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จาก 10 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่ม ธ.มณโฑ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู, กลุ่ม ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา, กลุ่ม T.Chattuwan จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์, บริษัท ไทยซิลค์วิลเลจ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่, อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน, กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี และ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการชุมชน นักออกแบบ สไตลิสต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น จัดแสดงผลงานกว่า 100 ชิ้นงาน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านการออกแบบร่วมสมัย ครอบคลุมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสทางการและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อนความหมายของ Legacy ในฐานะการสืบสานและต่อยอดคุณค่าหลักของมรดกทางวัฒนธรรม โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม พร้อมส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนของศิลปินแห่งชาติ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์ผืนผ้าไทย ที่ร่วมทำงานกับ 10 ชุมชนต้นแบบจากทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดภูมิปัญญาการทอผ้าที่สำคัญ นำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนไว้อย่างครบถ้วน ผลงานจากโครงการ Legacy จึงนับเป็นตัวอย่างของการเชิดชูมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าไทยให้ดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน ด้วยการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรม ความงดงาม และศักยภาพในการต่อยอดสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักออกแบบ และผู้ประกอบการชั้นนำ อาทิ คุณสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”, คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH และ คุณเจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA พร้อมด้วยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ตลอดทั้ง 3 วัน ผู้เข้าชมจะได้เพลิดเพลินกับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย จากผลงานของชุมชนต้นแบบและนักออกแบบในโครงการ พร้อมการเดินแบบจากนายแบบ นางแบบ และศิลปินชื่อดัง อาทิ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ และ แบงค์-ศรราม เอนกลาภ รวมถึงศิลปินและบุคคลมีชื่อเสียงอีกมากมาย ที่จะร่วมถ่ายทอดพลัง Soft Power ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่และภาคภูมิใจในผ้าไทย

งาน “Legacy of Thai Textiles & Fashion” ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าและศักยภาพของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย สร้างการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอกย้ำบทบาทของแฟชั่นไทยที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และส่งเสริมความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ในอดีต ภาพจำของคำว่า “นิวเคลียร์” มักถูกผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและเรื่องราวของการสู้รบ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้เข้ามาแทรกซึมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราในแทบทุกอณูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องในโอกาสที่ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ INST2026 เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงภารกิจล่าสุด และทิศทางการนำวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์มาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

 รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. มีบทบาทสำคัญอย่างไร ในการเปลี่ยนผ่านภาพจำของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศไทย?

รศ.ดร.ธวัชชัย เผยว่า สทน. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การออกกฎหมาย กำกับดูแล ควบคุมการใช้งาน ไปจนถึงกำหนดนโยบายความปลอดภัย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการขยายศักยภาพการให้บริการฉายรังสีเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเกษตร

“ผมอยากย้ำว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน สทน. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน”

ทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป สทน. ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไว้อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย เล่าว่า สทน. มุ่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย การเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาหาร และสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการแพทย์

เรามุ่งยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน สทน. เป็นหน่วยงานหลักในการผลิต ‘สารเภสัชรังสี’ ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ตรวจและรักษามะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งไทรอยด์ สิ่งนี้ช่วยลดการนำเข้าน้ำยาราคาแพงจากต่างประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี และสามารถรองรับผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ได้มากกว่า 30,000 รายต่อปี ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านอาหาร เกษตร และสมุนไพร

การฉายรังสีในอาหารได้รับมาตรฐานการรองรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ UN ในการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และยืดอายุการเก็บรักษา โดยเฉพาะอาหารดิบและอาหารพื้นถิ่น เช่น แหนม หม่ำ ปูดอง ปลาส้ม เป็นต้น ซึ่งหลังจากฉายรังสีแล้วจะช่วยยืดอายุสินค้าจากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และ OTOP สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มกำไร โดยมีต้นทุนการฉายรังสีเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ สทน. กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการจัดตั้ง ‘ศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’ เพิ่มเติม 4 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการในต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้เปลี่ยนผ่านสู่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ โดยเปลี่ยนจากการใช้ไอโซโทปรังสีเดิม (เช่น โคบอลต์-60) มาเป็นการใช้ ‘เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน’ ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดการสร้างรังสีได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีตกค้าง โดย สทน.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนในการพัฒนาต้นแบบเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อสร้างนวัตกรรมภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนวัตกรรมเพื่อการเกษตร สทน. ทำการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยใช้การฉายรังสีเพื่อเร่งอัตราการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง ทนน้ำเค็ม-น้ำกร่อย และทนต่อโรค เช่น พริกพันธุ์ทนโรคแอนแทรคโนส และข้าวพันธุ์ทนน้ำท่วม/น้ำเค็ม นอกจากนี้ยังคิดค้น สารอุ้มน้ำทางการเกษตร หรือ โอเอซิส เป็นนวัตกรรมเจลดูดซับน้ำสูงผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านการฉายรังสีเพื่อสร้างโครงสร้างอุ้มน้ำ เมื่อนำไปผสมในดินจะช่วยเก็บกักน้ำในฤดูฝนและค่อยๆ คายน้ำให้รากพืชในฤดูแล้ง หลังจากทดลองในอ้อยแล้วพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้สูงถึง 40% และเพิ่มอัตราการรอดของต้นยางพาราในปีแรกได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติภายใน 2 ปี แตกต่างจากสารเคมีสังเคราะห์ที่ทิ้งไมโครพลาสติกสะสมในดิน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่อง “พลังงานแห่งอนาคต” สทน. มีการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า “ในยุคที่ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นจากอุตสาหกรรมไฮเทคและระบบ AI ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านพลังงาน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิชาการ (Technical Organization) สนับสนุนทางเทคนิคใน 2 ทิศทางหลัก

  1. โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR (ฟิชชั่น) ตามร่างแผนพลังงานของประเทศ มีเป้าหมายบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2,400 เมกะวัตต์ (ประมาณ 8-10 โรง) เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่อง รองรับ Data Center และระบบ AI
  2. ความหวังพลังงานสะอาด (พลังงานฟิวชั่น) สทน. เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มี ‘เครื่องโทคาแมก’ (Tokamak) ซึ่งนักวิจัยไทยสามารถประกอบและพัฒนาระบบจนเดินเครื่องได้สมบูรณ์ ก้าวขึ้นเป็น ‘ASEAN Hub’ ในการทดลองสภาวะพลาสมาความร้อนสูง 5 ล้านองศาเซลเซียส ปฏิกิริยาฟิวชั่นให้พลังงานมหาศาล ปลอดภัย และไม่มีกากกัมมันตรังสี ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้จริงในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การที่ประเทศจะพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง เรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างชาติทั้งหมดหรือไม่?

“บทเรียนสำคัญของเราคือ ประเทศต้องสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและพลังงาน เปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้อ’ เป็น ‘ผู้สร้าง’ สทน. มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทุกระดับผ่านหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และส่งนักวิจัยร่วมทำงานระดับโลก เพื่อพิจารณาความพร้อมในการผลิตหรือบำรุงรักษาเชื้อเพลิงเองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ 100% ประเทศไทยใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยอย่างปลอดภัยมายาวนานกว่า 63 ปี ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของ ปส. ซึ่งเป็นหลักประกันว่าเรามีศักยภาพและระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่จะเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนครับ” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ บนเวที INST2026

ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 (INST2026) ศักยภาพของ สทน. ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้แทนระดับนานาชาติ

Prof. Dr. Muhammad Rifai (BRIN, อินโดนีเซีย) มองว่า สทน. (TINT) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในอาเซียน และยกย่องการเปิดตัวเครื่อง Tokamak ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันพัฒนาพลังงานฟิวชั่นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 

Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin (ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency) ประทับใจในบรรยากาศทางวิชาการที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมอย่างคึกคักของนักศึกษาไทย และเสนอแนะว่าหากได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการดึงดูดวิทยากรระดับโลก จะยิ่งช่วยยกระดับงานวิจัยของเครือข่ายภูมิภาคเอเชียภายใต้ IAEA สู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง 

WANG Yibo (Senior Engineer, ประเทศจีน) ระบุว่าการประชุมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองแนวโน้มการพัฒนานิวเคลียร์ล่าสุด และช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความหวังที่จะเห็นความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

รศ.ดร.ธวัชชัย ทิ้งท้ายว่า “สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของ สทน. จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ “นิวเคลียร์” จะไม่ใช่เพียงวิทยาการในห้องทดลอง แต่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสาธารณสุขให้กับคนไทย ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติของภูมิภาคอาเซียน พร้อมส่งมอบสังคมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป”