หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่! 

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงกระทรวงการคลัง

ตามที่กระทรวงการคลัง มีการแจ้งยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ยอดรวม 18.8 ล้านคน

ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้าน คน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ในยอดนี้มีคนจนเก่าอยู่ 7.2 ล้านคน มีคนจนใหม่เพิ่มมาอยู่ 2.2 ล้านคน

สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องคิดคือ ยอดคนจนเดิมตัวเลขกลมๆคือ 13 ล้านคน แสดงว่ามีคนจนเก่าหายไป 5.8 ล้านคน(13ล้านหักลบด้วย7.2 ล้านคน) สิ่งที่ต้องถามว่าคนจนเก่า 5.8 ล้านคนนี้ ทำไมถึงหายไป

หายไปเพราะเขามีฐานะดีขึ้น หรือหายไปเพราะเกณฑ์เข้มงวดขึ้น หรือหายไปเพราะมีข้อบกพร่องของเกณฑ์ รวมทั้งฐานข้อมูลต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติ

ทั้งๆที่วันนี้ทุกอย่างแพงขึ้น น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น วัตถุดิบอาหารต่างๆแพง ตัวเลข 5.8 ล้านคนที่หายไป มันจึงไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริงทางสังคม

ผมเสนอทางออก การที่จะให้คนจนกลุ่มนี้ไปอุทธรณ์สิทธิ์ มันไม่ง่ายเลย อาจทำให้เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าให้คนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งไม่ง่าย

เป็นไปได้ไหมครับว่า อย่างน้อยๆคืนสิทธิ์ให้คนเก่า ที่เขาเคยได้รับไปก่อน ส่วนคนใหม่ที่ท่านให้ลงทะเบียนนั้น ก็ว่าไปตามเกณฑ์หรือการอุทธรณ์

ที่ผมต้องออกมาปกป้อง คนเก่าที่เคยได้รับสิทธิ์นั้น อย่าลืมว่าชีวิตเขา ดำรงอยู่ได้ เพราะว่าเขาเคยได้รับสิทธิ์นี้ และได้รับความช่วยเหลือมาก่อนแล้ว ถ้าถูกตัดสิทธิ์ที่เคยได้รับ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผมคิดว่าชีวิตเขาลำบากแน่นอน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ชู Thailand FastPass ดึงฐานผลิตโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่ากลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ การหารือพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ4แห่งได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น  อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง เพื่อรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนโดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าว่ารัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น 

“นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชา เหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอ จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่านักธุรกิจไทยที่มาลงทุนในจีนมีข้อเสนอทฝากนายกฯไปหารือกับ นายกฯของจีนในวัน 20 ก.ค.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ ธุรกิจไทยที่มาประกอบกิจการในจีน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร โรงไฟฟ้า และธุรกิจบริการ เช่น เครือโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งจากการพบปะกับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ หลายสิบรายที่เป็นเจ้าของกิจการในจีน ต่างยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีเช่นกัน ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมชลประทานเดินหน้าติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) มีผลการดำเนินงานร้อยละ 16.86 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายของปีงบประมาณ

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ประกอบด้วย งานดินขุดดำเนินการแล้วจำนวน 390,484 ลบ.ม. งานปั้นคันกั้นน้ำและงานก่อสร้างทำนบดิน ทั้งสองกิจกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ขณะที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างและระบบระบายน้ำ รวมถึงงานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน 4 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนงานจ้างก่อสร้างผิวทาง ระยะทาง 3.9 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อเข้าดำเนินงาน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝนได้ประมาณ 12,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5,000 ไร่ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้โดยเร็วที่สุด อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาส! กรมการข้าว โดย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่ยุคใหม่ ด้วยการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมการปลูก “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) จากแปลงทดลองสู่แปลงเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทางรอด” ของชาวนาไทยในการก้าวสู่ตลาดโลกยุคใหม่

นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เปิดเผยว่า กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก ข้าวไทยที่ติด “ฉลากคาร์บอน” จะกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ทั้งนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์) ในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรฝ่ายเดียว แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมได้ การสนับสนุนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ คือการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน เพราะ “ทุกจานที่เราทาน คือการมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน” เปลี่ยนผืนนาให้เป็นสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติต่อไป
#ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี #กรมการข้าว #ข้าวคาร์บอนต่ำ #LowCarbonRice #เกษตรยั่งยืน #ลดโลกร้อน #ชาวนาไทย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/heZX8Ad06Hg

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 ปีพุทธศักราช 2569  “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” จัดโดย กองทัพเรือ ร่วมกับ สภากาชาดไทย บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี เพื่อพัฒนาการดนตรีคลาสสิกของไทยให้เทียบเท่าอารยประเทศ และหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย  เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต เฝ้าฯ รับเสด็จ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานความสำคัญว่า ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกาย โดยตั้งพระราชหฤทัย และพระราชปณิธานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรไทยทุกคน กองทัพเรือจึงร่วมกับสภากาชาดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต มาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยในปีนี้ตั้งใจจัดเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยผ่านบทเพลงต่าง ๆ อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงคลาสสิก โดยคีตกวีชื่อก้องโลก เพื่อถ่ายทอดความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันอันมั่นคงที่พสกนิกรไทยถ่ายแด่พระแม่ของแผ่นดินตราบนิจนิรันดร์

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

กองทัพเรือน้อมนำพระราชเสาวนีย์มาเป็นหลักในการเรียงร้อยบทเพลงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และรำลึกตลอดเวลาว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้วงดุริยางค์แห่งราชนาวีบรรเลงเพลงคลาสสิก เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนไทยได้รับฟัง และเพื่อพัฒนามาตรฐานการบรรเลงดนตรีให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ จากพระราชเสาวนีย์ดังกล่าวจึงเป็นหลักชัยสำคัญที่กำหนดทิศทางให้กองทัพเรือมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการบรรเลงดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนสภากาชาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สนทนากับ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย

การแสดงครั้งนี้ กองดุริยางค์แห่งราชนาวีประพันธ์บทเพลงใหม่ คือ Eternal Light of Grace แสงสิรินิรันดร์ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระแม่แห่งแผ่นดิน และในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการนำการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน พระรามข้ามสมุทร มาร่วมแสดงด้วย โดยผสมผสานศิลปะการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยเข้ากับการบรรเลงบทเพลงไทยโดยวงค์ดุริยางค์แห่งราชนาวีร่วมกับวงดนตรีไทย เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมของไทยไว้ให้อยู่ยืนยาว

ฐาปน-ปภัชญา สิริวัฒนภักดี ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยมี ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยรับมอบ

พล.ร.อ. ธันยกร เสนาลักษณ์ ราชองครักษ์ และภริยา

ผู้อำนวยการดนตรีและผู้อำนวยเพลงในการบรรเลงครั้งนี้คือ นาวาเอก ชุมพล วาราชนนท์ และผู้อำนวยเพลงอีกรายคือ ว่าที่นาวาโท สายันห์ จันทร์มุนี ส่วนหัวหน้าวงคือ ว่าที่เรือตรี บดินทร์ ภูฆัง สำหรับศิลปินรับเชิญซึ่งเป็นนักร้องชื่อดัง ได้แก่  ชัชชัย สุขาวดี, กิตตินันท์ ชินสำราญ, พีระพัฒน์ เถรว่อง, ปรางทิพย์ แถลง, หนึ่งธิดา โสภณ และ ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน 

อดีตสามผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์, พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย และ พล.ร.อ. เชิงชาย ชมเชิงแพทย์

สาระกิต-ปรานี ชุติกุล และ ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ม.ร.ว.จิยากร อาภากร เสสะเวช,กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา และ จุฑามาศ-ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร

ผู้ควบคุมกำกับการแสดงโขนรามเกียรติ์คือ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ส่วนนักแสดงโขนมาจากสำนักสำนักการสังคีต

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ - รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ – รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

วงดุริยางค์ราชนาวี

วงดุริยางค์ราชนาวี

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

ปรางทิพย์ แถลง

ปรางทิพย์ แถลง

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026  ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดการแข่งขัน International Dance Festival (IDF 2026) ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้นำโดย ดร. หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับเครือข่ายด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ออสเตรเลี่ยน ทีชเช่อร์สออฟ ด๊านซ์ซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล  สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์ จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด และไหตี่เลา ประเทศไทย ร่วมผลักดันการจัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ เพื่อแสดงศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

การแข่งขันมีผู้เข้าร่วมจาก 8 ประเทศ รวม 203 รายการ จาก 40 สถาบัน ครอบคลุมการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ บัลเลต์ ระบำแจ๊ส ระบำร่วมสมัย ระบำประจำชาติร่วมสมัย และฮิปฮอป 

ภายในงานมีการมอบ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุด จาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายฮาราดะ มาซารุ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่  ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางกรวรรณ สุ่มมาตร์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ดร.วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ร่วมมอบรางวัล

สำหรับผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ เด็กหญิง ชนิสรา ธรณธรรม โดยมี ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบรางวัล 

ผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นางสาว ธนาภรณ์ วีรเดช  โดยมี นางกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบรางวัล

นอกจากการแข่งขัน เยาวชนยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ ครูออมมิ ณัฐนรี พิพิธสุขสันต์ นักบัลเลต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในวงการนาฏศิลป์โลก ครูเจน อดิเทพ บัวน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบำร่วมสมัยระดับนานาชาติ และ ครูอาร์ต อัศกร ศิริสุจริตธรรม นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับการแสดงผู้มีประสบการณ์ในวงการเต้นระดับนานาชาติ อีกด้วย 

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการใช้ศิลปะการเต้นเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความกล้าแสดงออก และทักษะสู่เวทีสากล พร้อมทั้งส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะการแสดงและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นอย่างดียิ่ง

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

มันส์จนหยดสุดท้าย! มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ผนึกกำลังพันธมิตร ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณวีรดา ชัยกิตติรัตนา ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มนักเรียนนักศึกษา พร้อมด้วยสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (TESF), คณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (กกมท.) และกระทรวง อว. ร่วมกันฉลองความสำเร็จ ปิดฉากการแข่งขัน “กีฬาอีสปอร์ตชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1” ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างยิ่งใหญ่และสุดเดือด งานนี้เหล่านิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศยกทัพมาปล่อยของ โชว์สกิลเพลย์ขั้นเทพกันแบบไม่มีใครยอมใคร ทำเอาเวทีระดับประเทศลุกเป็นไฟ พร้อมแจ้งเกิดสตาร์ดวงใหม่วงการอีสปอร์ตไทยอย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับงานนี้ ทรูได้สนับสนุนและเสริมแกร่งการจัดการแข่งขันด้วยโครงข่ายทรู 5G ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และบรอดแบนด์คุณภาพสูง เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างเสถียร รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดทัวร์นาเมนต์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางแพลตฟอร์ม TrueID และสื่อพันธมิตร ครอบคลุมผู้ชมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทรูยังได้มอบสิทธิประโยชน์สุดคูลผ่านบริการ YOU (YOU by True) เอาใจวัยรุ่นยุคดิจิทัลให้ท่องโลกออนไลน์และเสพคอนเทนต์กันแบบฟินๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เด็กมหาวิทยาลัยยุคนี้สุดๆ

ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง True, TESF, กระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการผลักดันกีฬาอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผนึกพันธมิตร ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (AEROTHAI) เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเปิดตัว SkyBridge แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งทางอากาศอัตโนมัติเพื่อการสาธารณสุข ก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ร่นระยะทางและเวลาขนส่งยา/เวชภัณฑ์ผ่านพื้นที่สูงในช่วงวิกฤต เตรียมขยายผลพื้นที่ห่างไกลอีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ

สนามกีฬาพญาผานอง อ.ปัว จ.น่าน นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ด้วยความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์

พร้อมด้วย นางสาวณัฐยาน์  ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 นพ.ภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน พญ.อัญชลี วงศ์ใน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะผู้บริหารและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วม

โครงการนี้ นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทย ในการนำเทคโนโลยียานบินไร้คนขับ (Drone) ทางการแพทย์ที่มีระยะทางบินไกลกว่าในอดีต และ “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) แพลตฟอร์มแรกและหนึ่งเดียวที่บูรณาการเข้ากับกระบวนการสาธารณสุขอย่างสมบูรณ์ รองรับโดรนหลากแบรนด์ พร้อมใช้ AI ขับเคลื่อนข้อมูลการบินและระบบความปลอดภัยเต็มฟังก์ชัน บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย  ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคิกออฟปฏิบัติการจริงครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ภายใต้ “ปัวโมเดล” ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขา เส้นทางลัดเลาะตามไหล่เขาและหน้าผา ชุมชนกระจายตัว และบางช่วงของปีมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ หรือน้ำป่าที่อาจทำให้เส้นทางภาคพื้นดินถูกตัดขาด สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์ม SkyBridge ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกความท้าทายในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศประเทศไทยโดยเฉพาะ ตอบโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทั้งในพื้นที่ห่างไกล ภูเขาสูงชัน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เส้นทางคมนาคมทางบกถูกตัดขาด เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ “ระยะทางและเวลา” ไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต

หัวใจสำคัญของ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์” คือ การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ของประเทศ ที่มีความอัจฉริยะ ปลอดภัย แม่นยำ ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนโดย “True SkyBridge” แพลตฟอร์มต้นแบบที่ True Innovation Center พัฒนาใช้เชื่อมโยงโรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ผ่านระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพด้วยความรวดเร็ว ทันท่วงที ปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำศักยภาพเครือข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและประเทศ

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพตามแนวพระราชดำริ โดยมุ่งให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและมีคุณภาพ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เฉพาะ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รวมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 จึงได้จัดโครงการฯ ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยใช้อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ในพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ป่าเขา ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่ม ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วย การลำเลียงยา/เวชภัณฑ์หรือสิ่งจำเป็นทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ทดสอบการบินในพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปแล้ว พบว่าช่วยลดระยะเวลาและข้อจำกัดในการขนส่งทางทะเลได้อย่างมาก อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน รวมทั้งช่วยเสริมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ระบบการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านเทคนิค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กสทช., CAAT, AEROTHAI และหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนได้จริง หลังจากนี้จะขยายผลในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ อีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการทั้งในภาวะปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่อไป” นายนรินทร์กล่าว

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทรู ได้เปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบริหารจัดการภารกิจการขนส่งทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง การตรวจวัดคุณภาพสิ่งนำส่งทางการแพทย์และติดตามการบินแบบเรียลไทม์ การบริหารและควบคุมฝูงบิน ระบบความพร้อมและความปลอดภัยของยานบินไร้คนขับ ไปจนถึงระบบเอกสารอัตโนมัติ บันทึกเวลาและพิกัดตลอดเส้นทางการบิน ทำให้การจัดส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ ในทุกเที่ยวบินเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู อีกทั้งยังเป็นระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนหลังได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต

โดยวันนี้ได้บินสาธิต 2 เส้นทาง ภายใต้ “ปัวโมเดล” ประกอบด้วย “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม (NCD’s Continuity Model)” ส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ใช้เวลา 7 นาที สร้างผลลัพธ์ความเร็วและช่วยประหยัดเวลาได้ 50% และ “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต (Disaster Response Model)” ขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยัง สนามบาสเกตบอล โรงเรียนบ้านน้ำปัว และ บินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงช่วยประหยัดเวลามากถึง 70%

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

กลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งลอยออกมาจากโรงครัวของ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ก่อนถึงเวลาอาหารกลางวันเพียงไม่นาน

เมนูวันนี้คือ “ยำไข่เจียว” เมนูโปรดของเด็กๆ ที่แม่ครัวบอกว่า “ทำเมื่อไร ต้องหมดก่อนเมนูอื่นทุกครั้ง” เพราะเด็กๆหลายคนยกจานมาขอเติมเป็นรอบที่สองจนกลายเป็นภาพชินตา

แต่สิ่งที่ทำให้ยำไข่เจียวจานนี้พิเศษ ไม่ใช่เพราะฝีมือการปรุงเท่านั้น หากเป็นไข่ไก่ทุกฟองที่ไม่ได้ซื้อมาจากตลาด แต่เป็นผลลัพธ์จากสองมือเล็กๆ ของเด็กนักเรียน ที่ผลัดเวรกันให้อาหารแม่ไก่ เก็บไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน และจดบันทึกผลผลิตทุกวัน

สำหรับเด็กที่นี่…อาหารกลางวันจึงไม่ได้เริ่มต้นที่โรงครัว แต่เริ่มต้นตั้งแต่ในโรงเรือนไก่

ดาบตำรวจหญิง มาลินณา สังข์แก้ว ครูใหญ่ รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน บอกว่า “เราไม่ได้สอนให้เด็กเลี้ยงไก่ แต่เราสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบ และเห็นคุณค่าของอาหารทุกฟองที่อยู่บนจาน”

ตลอดกว่า 26 ปี ที่โรงเรียนเข้าร่วม “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” โรงเรือนเลี้ยงไก่หลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตไข่สำหรับอาหารกลางวัน แต่เป็น “ห้องเรียน” ที่สอน “ประสบการณ์ชีวิต” ผ่านการลงมือทำจริง เด็กทุกคนต้องรู้จักแบ่งหน้าที่ ทั้งดูแลแม่ไก่ บริหารจัดการผลผลิต จดบันทึก และเรียนรู้ว่าของทุกอย่างมีต้นทุน การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน กลายเป็นต้นแบบสถานศึกษา “กองทุนเข้มแข็ง ต่อยอดแหล่งอาหารครบมิติ สร้างวิถีพึ่งพาตนเอง” ครองสถิติ รร.ที่มีเงินกองทุนสะสมร่วม 7 แสนบาท สูงที่สุดในโครงการฯ

คนที่คลุกคลีกับเด็กๆ มากที่สุด คือ ดาบตำรวจหญิงนันท์นภัส แววเพ็ชร ครูผู้ดูแลโครงการ เล่าว่า “ช่วงแรกเด็กหลายคนยังกลัวไก่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กกลับรอคอยวันที่จะได้เข้าเวรให้อาหาร เก็บไข่ และช่วยกันบันทึกผลผลิต เพราะพวกเขารู้ว่า ไข่ทุกฟองที่เก็บได้ จะกลายเป็นอาหารกลางวันของเพื่อนทั้งโรงเรียน”

แม้บางช่วงอาจต้องเผชิญกับอาการร้อนจัดที่กระทบกับการให้ผลผลิตของแม่ไก่ ช่วงฤดูแล้งที่ติดขัดเรื่องน้ำ หรือช่วงปิดเทอมที่ต้องผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยดูแลไก่ แต่ทุกคนก็ก้าวข้ามผ่านมาได้

อีกหนึ่งภาพสะท้อนว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จที่สุด กลับไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่เป็นบ้านหลังเล็กๆ ของชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากรั้วโรงเรียน 

ที่หลังบ้านของ ลูกเกด จิน้อย ศิษย์เก่า รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน ที่วันนี้ได้ต่อยอดสู่การเลี้ยงแม่ไก่ไข่ปลดระวางจากการเลี้ยงของเด็กๆ ที่โรงเรียน ซึ่งยังคงให้ผลผลิตไข่ไก่ดี มาเลี้ยงต่อที่บ้านกลายเป็นคลังอาหารที่สามารถเก็บไข่ไก่ทานในครอบครัวได้ทุกวัน จากเมื่อก่อนที่เธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยเดินเข้าโรงเรือนในฐานะนักเรียน และได้ทำหน้าที่ดูแลแม่ไก่เช่นเดียวกัน “เมื่อก่อนเราเก็บไข่ที่โรงเรียน วันนี้กลับมาเก็บไข่ที่บ้านของตัวเอง ใช้ความรู้ที่มีมาต่อยอด สร้างอาหารยั่งยืนในบ้านของเรา” 

ประโยคธรรมดานี้ ไม่ได้สะท้อนแค่การส่งต่อแม่ไก่ แต่คือ การส่งต่อโอกาสจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และปัจจุบันลูกสาวของเธอก็กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ และได้ทำหน้าที่ดูแลแม่ไก่เหมือนที่แม่เคยทำเมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน

ผู้ใหญ่บ้าน พงศกร นิลเพ็ชร เล่าว่า หลังจากโรงเรียนปลดแม่ไก่ไข่ ชาวบ้านก็รับไก่ไปเลี้ยงต่อที่บ้าน จากแม่ไก่ที่เคยสร้างอาหารกลางวันให้เด็ก วันนี้กลายเป็นแหล่งอาหารของแต่ละครอบครัว “ชาวบ้านมีไข่สดไว้กินทุกวัน ช่วยลดรายจ่าย นี่แหละคือความยั่งยืน” ผู้ใหญ่บ้านพูดพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับ น้องฟ้าลัดดา ทองอยู่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เพิ่งเสร็จจากภารกิจเก็บไข่ไก่ร่วมกับเพื่อนๆ เมื่อถูกถามว่าชอบอะไรที่สุดในโครงการฯ นี้ เธอตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “หนูดีใจที่ได้ช่วยเลี้ยงไก่ เพราะไข่ที่เก็บได้ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนก็ได้กิน“ คำตอบนี้ทำให้เข้าใจความหมายของโครงการนี้มากกว่าตัวเลขใดๆ

ตลอด 37 ปี โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ที่ CPF และมูลนิธิซีพี ร่วมกันส่งมอบโอกาสให้กับโรงเรียน 1,018 แห่ง ใน 74 จังหวัด สร้างแหล่งอาหารให้เด็กกว่า 229,000 คน พร้อมปลูกฝังทักษะอาชีพและการพึ่งพาตนเองให้เติบโตไปพร้อมกัน 

ภาพของเด็กๆ ที่กำลังรอคิวตัก “ยำไข่เจียว” ด้วยรอยยิ้ม ทำให้รู้ว่าอาหารจานนี้ ไม่ได้มีเพียงความอร่อยเพียงเพราะฝีมือแม่ครัว แต่อร่อยเพราะเด็กทั้งโรงเรียน คือคนที่ช่วยกันสร้างมันขึ้นมา