อนุทิน สบายใจขึ้น หลังคุมน้ำมันได้ ยันช่วงสงกรานต์ไม่ขาดมือ-ไม่ต้องต่อคิว

อนุทิน สบายใจขึ้น หลังคุมน้ำมันได้ ยันช่วงสงกรานต์ไม่ขาดมือ-ไม่ต้องต่อคิว

อนุทิน สบายใจขึ้น หลังคุมน้ำมันได้ ยันช่วงสงกรานต์ไม่ขาดมือ-ไม่ต้องต่อคิว

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นายกฯ บอกสบายใจขึ้น หลังควบคุมสถานการณ์น้ำมัน ให้ปชช.มีใช้เพียงพอ พยักหน้ารับสงกรานต์ไม่ต้องต่อคิวเติมน้ำมัน 

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” กรณีปัญหาน้ำมันสบายใจแล้วหรือยังที่ได้ชี้แจงในเวทีดังกล่าว ว่า มันสบายใจขึ้นเพราะควบคุมสถานการณ์ได้ และเกิดความมั่นใจว่าปริมาณน้ำมันที่ให้บริการประชาชนในประเทศยังมีเพียงพออยู่ ตรงนั้นคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าได้แถลงแล้วสบายใจขึ้น ไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่าคิดว่าประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราก็ใช้ตัวเลขในการอธิบาย ตอนนี้ได้มีการสร้างหน้าจอแสดงผลสรุปข้อมูลตัวเลข (แดชบอร์ด) ทุกวัน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่าน้ำมันในแต่ละวันออกจากโรงกลั่นไปที่คลังเท่าไหร่ และออกจากที่คลังไปที่จ็อบเบอร์เท่าไหร่ และส่งไปที่ปั๊มน้ำมันแต่ละแห่งทั่วประเทศเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีการกักตุนแน่นอน 

เมื่อถามว่า ที่นายกฯบอกว่ารัฐบาลสามารถเข้าไปดูเรื่องน้ำมันสำรองได้ในช่วงสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลสามารถขอความร่วมมือเอกชนได้หรือไม่ ไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นตามกลไก นายอนุทิน กล่าวว่า น้ำมันสำรองที่เขาเก็บไว้ในกรณีที่ไม่มีน้ำมันดิบเข้ามา แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าอยู่ดีๆเราจะเอามาใช้ได้ในทุกสถานการณ์ มันไม่ใช่ เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงเรื่องราคา นายกฯ กล่าวว่า ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าราคาต่ำมากก็จะเป็นการเอื้อให้มีการนำน้ำมันออกไปต่างประเทศและมีการช่องโกงเกิดขึ้น หรือสมัยก่อนที่ประเทศมาเลเซียน้ำมันถูกกว่าประเทศไทย คนไทยเติมน้ำมันเพียงพอที่จะไปส่งสินค้าที่มาเลเซียและเติมให้เต็มถังจากมาเลเซียกลับมาไทย แต่ตอนนี้มันกลับหัวกลับหางกัน ราคาในประเทศไทยถูกกว่ามาเลเซีย รถขนส่งจากมาเลเซียมาเติมจากประเทศไทยกลับไป ซึ่งตรงนี้ทำให้คนไทยได้เข้าถึงน้อยลง ฉะนั้นเราต้องมีการปรับราคาขึ้นให้ใกล้เคียงกัน 

เมื่อถามว่าจากนี้ประชาชนจะต้องตกใจซ้ำรอยการขึ้นราคาครั้งละ 6 บาทอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงอย่างไรเราต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งสิ่งที่เราได้ทำไปเราไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดการไปขึ้นราคาช่วยผู้ประกอบการมีกำไรมากขึ้น แต่เราต้องใช้สินค้าพลังงานตามราคาตลาดโลก ซึ่งการที่รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันไว้อยู่เราต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยสนับสนุน ซึ่งเราทำอย่างนี้ในระยะยาวไม่ได้ เราต้องทำให้ราคาน้ำมันเกิดความสุมดุลและให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนให้น้อยที่สุด จึงจำเป็นต้องช่วยกันทุกฝ่าย เราก็รณรงค์ให้ประชาชนหาวิธีประหยัดพลังงาน กองทุนที่ไปอุ้มก็ไม่ต้องไปรับภาระหนักเพื่อที่เราจะได้นำกองทุนไปช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ และกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มมากขึ้น 

เมื่อถามว่าข้อสั่งการของนายกฯบอกว่าปริมาณน้ำมันต้องเข้าสู่ระบบของทุกปั๊มหมื่นกว่าปั๊มภายในสิ้นสัปดาห์นี้ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ก็ให้ผู้ว่าฯสรุป ซึ่งผู้ว่าฯบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ตามปั๊มหลักดีขึ้นมามากแล้ว การมีน้ำมันให้บริการประชาชนก็ครอบคลุมแล้ว ตนเลยย้ำให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดได้แก้ปัญหาในแต่ละจังหวัดให้มากที่สุด ให้ปั๊มน้ำมันมีน้ำมันบริการประชาชนให้มากที่สุด ทุกจังหวัดถ้าเขาแก้ได้เวลาประชาชนสัญจรไปมาก็จะมีปั๊มน้ำมันให้เติม 

เมื่อถามว่าแต่ว่าต่างจังหวัดบางพื้นที่ยังมีปัญหาอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราฟีดน้ำมันออกจากคลังไปเท่าไหร่ เราได้รับแจ้งจากผู้ที่ได้รับน้ำมันทั่วประเทศ ตอนนี้ตัวเลขกลับมาใกล้เคียงกันแล้ว  เสียอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันขณะเดินทางไปนิดหน่อย แต่ปริมาณน้ำมันไม่ได้หาย  เมื่อถามถึงสถานการณ์การต่อคิวเติมน้ำมันช่วงสงกรานต์ จะไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้าตอบว่า “ครับ”

สีหศักดิ์ มอง MOU 43 ยังจำเป็น เล็งคุยกัมพูชาหาเครื่องมือใหม่แทนMOU 44

สีหศักดิ์ มอง MOU 43 ยังจำเป็น เล็งคุยกัมพูชาหาเครื่องมือใหม่แทนMOU 44

สีหศักดิ์ มอง MOU 43 ยังจำเป็น เล็งคุยกัมพูชาหาเครื่องมือใหม่แทนMOU 44

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“สีหศักดิ์” ชี้ MOU 43 ยังจำเป็น แต่พร้อมฟังความเห็น สว. ส่วนยกเลิก MOU 44 ต้องชงครม. -คุยกัมพูชา 

วันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานสะท้อนมาว่า ต้องการเครื่องมือในการปฏิบัติงาน หาก MOU ดังกล่าวถูกยกเลิก ว่า หลักการยกเลิก MOU ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องแจ้งไปยังฝ่ายกัมพูชา และหากไม่มี MOU แล้ว จะใช้แนวทางอะไรก็ต้องคุยควบคู่กันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม MOU 43 ยังเห็นว่ามีความจำเป็นอยู่ แต่ก็ต้องไปดูอีกที ย้ำว่าขณะนี้ยังเห็นความจำเป็น แต่ก็ต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ด้วย

เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 28 มี ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ว่า วิกฤตสถานการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก และเป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน รวมถึงเป็นวิกฤตที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำคือพวกเราพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ทราบเลยว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่นั้นเต็มความสามารถ ในการดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลางให้ปลอดภัยมากที่สุด 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก พลังงานที่สำคัญคือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ที่ผลิตผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งปัจจัยการผลิตไม่สามารถออกมาขายให้ทั่วโลกได้ นำมาสู่ผลกระทบที่กระทบกับคนทั้งโลกคือด้านพลังงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี จึงใช้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกในการดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชน ในการเข้าไปดูแลเพื่อติดตามสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้มีข้อสั่งการว่า ให้ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลประชาชนให้เต็มที่ จากการที่สถานการณ์ไม่ได้จบลงในเวลาอันรวดเร็ว 1 เดือนผ่านไปเป็นที่ชัดเจนว่าสงครามและวิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือเราจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดทุก 

เอกนิติ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเราเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด เราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงได้ตัดสินใจเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยให้ลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยเห็นราคาน้ำมันไทยต่ำกว่าประเทศมาเลเซียเลย แต่ทุกคนต้องปรับตัว รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ เราต้องเตรียมความพร้อม 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สิ่งต่อมาที่กระทบคือหลังจากที่ราคาน้ำมันอาจจะต้องปรับตัวขึ้นบ้างให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเมื่อราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตหลายส่วน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้คนมาเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน และฉวยโอกาสขึ้นราคา ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกเกณฑ์ในการควบคุมภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ ยังกระทบให้ค่าขนส่งสูงขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงใช้ งบประมาณทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป จึงใช้กองทุนที่มี มาดูแลประชาชน งบกลางเท่าที่มีอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อมาดูแลไม่ให้กลไกราคากระทบต้นทุนมากเกินไป 

เอกนิติ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนี้ คนสามารถรองรับวิกฤตได้มีความสามารถไม่เท่ากันคนที่มีเงินก็อาจจะดูแลตัวเองได้มากขึ้นกว่าคนอื่นที่ไม่ได้มีรายได้มาก รัฐบาลเองมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่นั่นคือเงินภาษีของประชาชนเราก็มีอยู่อย่างจำกัด เราถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าในการดูแลประชาชน เราจึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นในการดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย จึงตัดสินใจใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล และเมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา เราก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่า และย้ำว่าเราจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤตครั้งนี้ และวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกเราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แต่เรามีกลุ่มคนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้รถ หรือไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบ ถ้าเราเอาเงินทั้งหมดไปอุ้มหรือไปแทรกแซงราคาน้ำมัน กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนใช้รถ และใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังมีกลุ่มคนที่เขาไม่ได้ใช้ ฉะนั้น ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 

กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ประชา สัมพันธ์เชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี กรณีที่ อบต.จัดตั้งเป็นเทศบาลตำบลและเทศบาลเมือง จำนวน 297 แห่ง ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 นาฬิกา ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่ออยู่ 

ทั้งนี้ ห้ามผู ้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งทั้ง 297 แห่ง ในระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน (28 มีนาคม 2569) จนถึงเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง (29 มีนาคม 2569) ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้ง ้ปรับ ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู ้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444 

กกต.

อิสระ สอน สส. ไม่ต้องกินน้อย แค่เลิกโกงก็พอ

อิสระ สอน สส. ไม่ต้องกินน้อย แค่เลิกโกงก็พอ

อิสระ สอน สส. ไม่ต้องกินน้อย แค่เลิกโกงก็พอ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันนี้ 28 มีนาคม 2569 รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณี งบอาหาร สส. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ชัดการที่ สส. แห่กันลงไปกินข้าวโรงอาหารหรือห่อข้าวมาเอง เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แถมอาจทำให้อาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) มากขึ้นไปอีก โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “งบอาหาร สส.: แก้ปลายเหตุ หรือระบบดีนะ? ช่วงหลายวันนี้ มีการพูดถึงประเด็นงบประมาณอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จนหลายพรรคนำอาหารมาทานเอง หรือพาเหรดกันลงไปซื้อข้าวร้านในโรงอาหารรัฐสภา ในมุมหนึ่ง หากทำได้ทุกวัน ตลอด 4 ปี ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติระบบยังคงต้อง “เตรียมอาหารให้ครบตามจำนวน” ในวันประชุมอยู่ดี งบประมาณจึงยังใช้เท่าเดิม เพิ่มเติมคือ อาหารเหลือ = food waste นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ที่เราคุ้นเคยในการเมืองไทย เพราะต้นเหตุไม่ใช่ “ใครเอาข้าวมาจากบ้าน” แต่คือ “ระบบ“

อันที่จริงการจัดอาหารให้กับ สส. หรือคนมาประชุมที่ข้ามมื้อ ก็ไม่ได้ผิดอะไรและทำกันทั่วโลก แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น โดยหลักการ งบอาหารของสส. อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าล้านบาท/ปี แต่การใช้จริงอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท ยังไม่รวมงบอาหารกรรมาธิการอีก ปีละ 20 กว่าล้าน ถ้าผมจำไม่ผิด ปกติเขาจัดอาหารให้ 3 มื้อ (เช้า-กลางวัน-เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาท/คน และหากมีการประชุมเกิน 20.00 น. ก็จะเพิ่มเป็น 5 มื้อ คือ มื้อค่ำและมือดึก อีก 250 บาท ใครจะกินหรือไม่กิน เขาก็ต้องจัดเต็ม max เผื่อไว้ เหลือแล้วจะทิ้ง แจก บริจาค ก็ว่ากัน

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ

คำถามคือ เราจะออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้หรือไม่? 1. เปลี่ยนจาก “จัดเลี้ยงรวม” เป็น “สิทธิรายบุคคล” ให้เป็นบัตรวงเงิน (ไม่เกิน 1,000 บาท/วัน) ใช้กับผู้ประกอบการที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ ใช้เท่าที่ทาน เหลือคืนหลวง เป็นการลดงบประมาณ ลด food waste และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่วนใครไม่ประสงค์รับสิทธิ์ตลอดอายุ 4 ปีของสมาชิกภาพ ก็ให้ทำแบบแจ้งความประสงค์ไว้เลย และเปลี่ยนไม่ได้ตลอด 4 ปี ทีนี้ จะได้เห็นแล้วว่าที่ลงไปซื้ออาหารโรงอาหารกัน สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนแจ้งจริงๆ กี่คน

2. อีกมิติที่สำคัญคือ ความโปร่งใส งบอาหารควรถูกเปิดเผยแบบรายวัน/รายมื้อ ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่า ใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการอย่างไร

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ

3. ต้นทุนที่สูง ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว ผมเคยคุยกับอดีตผู้ประกอบการของรัฐสภา เขาต้องจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุม (สัปดาห์ละ 2 วัน) และต้องยอมรับว่า พฤติกรรมการนำอาหารไปทานนอกห้องอาหาร มีอยู่ตลอด มากหรือน้อยแล้วแต่สมัย นอกจากเพิ่มปริมาณอาหารที่ต้องจัดแล้ว ยังเกิดปัญหาภาชนะที่สูญหายเป็นประจำ แน่นอน ผู้ประกอบการก็ต้องคิดราคาสูงให้ครอบคลุม

4. การ ”ห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่“ จึงต้องทำจริงไม่ว่า จะยิ่งใหญ่ มากบารมีแค่ไหน การให้บริการอาหารต้องจบในห้องอาหาร และไม่ขยายอาหารไปถึงห้องทำงาน รวมถึง ”ทีมงาน” เพราะในทางคณิตศาสตร์ ส.ส. 500 คน × ทีมงาน 8 คน = 4,000 คน งบหัวละ 1,000 บาท กลายเป็น “9 เท่า” โดยไม่รู้ตัว

5. มองให้ใหญ่กว่า 50 ล้านบาท งบส่วนนี้ จะว่ามากก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่หัวใจของปัญหา หากเราจริงจังกับการทุจริต เงินทอนโครงการทั่วประเทศ และการซื้อเสียงตัวเลขที่ประหยัดได้ จากวงเงินงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาท จะมากกว่า 50 ล้านบาทนี้หลายเท่าตัว

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ

หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ต้องถึงเอาข้าวมาจากบ้าน เริ่มจากการพร้อมใจไม่โกง ทั้ง 500 คน ไม่ทำให้การเมืองเป็น “ธุรกิจ” เพราะเมื่อไม่ต้องลงทุน 30–50 ล้านบาทเพื่อเข้าสู่สภา แรงจูงใจในการถอนทุนคืนจากงบหลวงก็จะลดลง

และนั่นอาจเป็นการประหยัดงบประมาณที่ทรงพลังที่สุดของประเทศนี้กว่าข้าวกระเพราโรงอาหารรัฐสภา การประหยัดเงินหลวงทำได้ง่าย ไม่ต้อง ”กินน้อยลง” แค่ต้อง ”โกงน้อยลง“ ไม่ต้อง “ทานน้อยลง” ขอแค่ “ไม่ต้องทอน” พอ!!! #อิสระเสรีวัฒนวุฒิ #billissara #สถาบันพระปกเกล้า #KPI”

หลังจากโพสต์ของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมแนวคิด เช่น

“งบประมาณควรถูกใช้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ส่วนจานในศูนย์อาหารก็ไม่ควรเอาออก ควรมีภาชนะไปใส่ถ้าจะเอาออกมากินข้างนอก สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะ1ในสถาบันรัฐสภา สามารถเสนอได้นะครับ impact น่าจะมากกว่าสอบถามจากประชาชนปัญหาคือถ้ายังคงมีจัดเลี้ยง ทำอย่างไรให้คุ้มค่า อาหารที่ไม่ถูกรับประทาน จะแจกจ่ายอย่างไรให้กลุ่มเปราะบางหรือด้อยโอกาส การจัดจ้างทำอาหารต้องโปร่งใส ที่ย◌ากอีกคือทำอย่างไรให้สาธารณะพอใจ ถึงแม้การดำเนินการดังกล่าวจะมีระเบียบรองรับ

“อย่าเป็นอภิสิทธิ์ชนมากเกินไปนะ”

“ควรทำมาตั้งนานแล้วครับท่านฯ”

“ความคิดของท่านยอดเยี่ยมมากค่ะ”

“กินแบบชาวบ้านปกติของการกินๆเพื่ออยู่ๆเพื่อทำงานประหยัดเป็นแบบอย่างรุ่นต่อรุ่น”

“สุดยอดเลยครับท่าน”

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ
อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ
อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ
อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ Issara Sereewatthanawut

วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง

วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง

วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

วันนี้ 28 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ากลางสภาฯ เมื่อ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของ สส. บางกลุ่ม ที่ปฏิเสธการรับประทานอาหารที่สภาจัดเตรียมไว้ให้ แล้วลงไปซื้อกินเองที่โรงอาหาร จนถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ มากกว่าการแก้ปัญหางบประมาณจริง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สส. ในสภาเขาเป็นอะไรกันครับเนี่ย อาหารที่เตรียมไว้ให้กินดันไม่กิน ดันลงไปซื้อกินที่โรงอาหาร อาหารที่เขาจัดเอาไว้ให้กับ สส. เป็นงบประมาณที่จ่ายไปแล้ว ต่อให้คุณไม่กิน เงินก็จ่ายไปแล้ว อาหารก็ยิ่งเหลือ ประชาชนเขาเรียกร้องให้ปรับลดงบลงมาให้เหมาะสม สมเหตุสมผล ไม่ใช่มาดราม่าบ้าบออะไรแบบนี้ สภาเขาจัดอาหารไว้แล้ว ก็ไปกินครับ รีบกินแล้วรีบกลับเข้าห้องประชุม รีบไปทำงาน แล้วงบประมาณอาหารในปีหน้า ก็ค่อยปรับลดให้เหมาะสม ไม่ใช่มาเล่นขายของแบบนี้”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

หลังจากโพสต์ของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และเน้นสร้างภาพลักษณ์ในโซเชียลมีเดีย เช่น

“สร้างภาพมาก ได้คอนเทนต์ไปอีก”

“ซื้อกินสร้างภาพบางคนห่อมากิน”

“ไม่เน้นแก้ปัญหาวิกฤต เน้นสร้างภาพ”

“เห็นด้วยครับ แนวทางของพรรคประชาชนเสนอ ถือว่า Make Sence ที่สุดแล้ว”

“เน้นคอนเท้น ให้แบกๆฟินขึ้นสมอง”

“จริงค่ะ แก้ปัญหาผักชีโรยหน้าไปวันๆ”

“ถูกครับ อันนี้ จะซื้อกินเองก็ต่อเมื่อมติยกเลิกไปแล้วเท่านั้น และจะไม่มีการจัดอาหารมาให้ สส แต่นี่เล่นลงไปซื้อทานเอง ที่จัดเตรียมมา ทิ้ง? หรอ หรือข้างล่างมันแค่มีกล้อง”

“สัมปทานอาหารรายหัว สส.ยังอยู่ แม้ใครจะซื้อกินเอง หรือห่อข้าวมากิน ก็ไม่ได้ลดรายจ่ายอะไรเลย”

“สร้างภาพค่ะ555”

“แฟนคลับเขาฟินตั้งแต่ท่าน สส. คนดีให้ความสำคัญเรื่องนี้เสมอการเลือกประธานสภาแล้วครับ สำคัญยิ่งกว่าวิกฤติสงคราม วิกฤติราคาน้ำมัน และยิ่งฟินขึ้นไปอีก เมื่อมาถึงจุดไคลแม็กซ์ คือฉากข่าวเห็น ท่าน สส.คนดีเหล่านี้นั่งรับประทานอาหารในโรงอาหารแบบดูสมถะ”

“แต่เบื้องหลัง อาหารที่จัดไว้จะถูกเททิ้งเทขว้างยังไง แฟนคลับเหล่านี้ไม่สนใจหรอกครับ เพราะคนมันกำลังปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง พลังงานหล่อเลี้ยงการประมวลผลในสมองถูกใช้ไปหมดแล้วกับความบรรเทิงทางอารมณ์นี้ เหมือนคนที่ดูละครหลังข่าว ดูให้ฟิน ๆ ไปงั้น ไม่คิดอะไรเยอะ”

“ก็นึกว่าผมคิดแบบนี้อยู่คนเดียว”

“ถูกต้องเลยค่ะ งบประมาณอาหารยังไม่ถูกตัดคุณจะซื้อมากินก็ไม่ได้เกิดประโยชน์”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

อนุทิน ขอโทษ ยอมรับบริหารน้ำมันปั่นป่วน

อนุทิน ขอโทษ ยอมรับบริหารน้ำมันปั่นป่วน

อนุทิน ขอโทษ ยอมรับบริหารน้ำมันปั่นป่วน

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.15 น.

“อนุทิน” น้อมรับผิด! ขอโทษปมบริหารน้ำมันปั่นป่วน เตรียมอัดฉีด “คนละครึ่งพลัส” พยุงค่าครองชีพ

วันนี้ 28 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวที MEET The Press “1 เดือน วิกฤตโลก แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงสถานการณ์พลังงานที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก และ ในช่วงหนึ่งของการแถลง อนุทินกล่าวขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการต่อกรณีการบริหารจัดการราคาน้ำมันที่สร้างความปั่นป่วน โดยชี้แจงว่าช่วง 15 วันแรก รัฐบาลพยายามตรึงราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบและให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว “ผมต้องขออภัย ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนกับความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น จากการบริหารราคาน้ำมัน เราก็ตัดสินใจ ใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อน กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีการปรับตัว”

อนุทิน

นายกรัฐมนตรีระบุว่าในช่วงแรกประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะไม่ยืดเยื้อ แต่ปัจจุบันแนวโน้มเปลี่ยนไป ทำให้รัฐบาลต้องปรับแผนบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร และภาคขนส่ง

รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนลดใช้น้ำมันวันละ 1 ลิตรต่อครัวเรือน ซึ่งจะช่วยประหยัดงบกองทุนน้ำมันได้วันละ 600 ล้านบาท และยืนยันว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

อนุทิน
อนุทิน

ราชทัณฑ์ขานรับประหยัดพลังงาน ชวนเยี่ยมผู้ต้องขังผ่าน LINE ลดการเดินทาง

ราชทัณฑ์ขานรับประหยัดพลังงาน ชวนเยี่ยมผู้ต้องขังผ่าน LINE ลดการเดินทาง

ราชทัณฑ์ขานรับประหยัดพลังงาน ชวนเยี่ยมผู้ต้องขังผ่าน LINE ลดการเดินทาง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการควบคุม ดูแล และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้ต้องขังควบคู่กับการลดการใช้พลังงาน จึงส่งเสริมการเยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งการเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของญาติผู้ต้องขัง แต่ยังช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดการปล่อยพลังงานและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานของประเทศ อีกทั้งยังคงสามารถส่งต่อความรัก ความ ห่วงใยถึงผู้ต้องขังได้อย่างต่อเนื่อง

โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติผู้เข้าเยี่ยมต้องเป็ นญาติที่มีชื่อในบัญชีผู้เข้าเยี่ยมไว้ และมีการลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน LINE Official ของเรือนจำ พร้อมส่งเอกสารยืนยันตัวตน (บัตรประชาชน/หลักฐานความสัมพันธ์) จากนั้นรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติจึงจะสามารถเลือกวัน–เวลา เข้าเยี่ยมตามรอบที่กำหนด ในส่วนของกฎและระเบียบ ต้องแต่งกายสุภาพ และอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ห้ามบันทึกภาพ/วิดีโอ หรือไลฟ์สด ห้ามเผยแพร่ลิงก์หรือรหัสเข้าเยี่ยมให้ผู้อื่น ห้ามใช้คำหยาบหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เป็นไปตามความเหมาะสมและความพร้อมของเรือนจำ/ทัณฑสถานนั้นๆ เป็นสำคัญ

กรมราชทัณฑ์

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านเพจ Facebook ของเรือนจำหรือทัณฑ สถานได้โดยตรง หรือแอด LINE Official Account กรมราชทัณฑ์ @thaidoc สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2967-2222 กด 0 กรมราชทัณฑ์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดพลังงานลดการเดินทาง และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“ซาบีดา” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน


     
ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม  (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตในอดีต

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 
เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต