ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ฤาพรรคส้ม คือ “พระราชาที่แก้ผ้า” ในนิทานเด็ก

กาลครั้งหนึ่ง
มีพระราชาพระองค์หนึ่ง
ผู้ไม่ต้องการเป็นเพียงกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมือง
พระองค์ต้องการเป็น
“กษัตริย์ผู้ทรงศีลธรรมเหนือใครทั้งหมด”
ไม่ใช่แค่ถูกต้อง
แต่ต้อง ถูกกว่า
ไม่ใช่แค่ดี
แต่ต้อง ดีกว่า
และที่สำคัญ
ต้องไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
วันหนึ่ง ช่างตัดเสื้อสองคนเดินทางเข้ามา
พวกเขาไม่ได้เสนอผ้าที่สวยที่สุด
แต่เสนอผ้าที่ ฉลาดที่สุด
ผ้าที่มองไม่เห็นสำหรับคนโง่
ผ้าที่ไม่ปรากฏแก่ผู้ล้าหลัง
และจะมีตัวตนเฉพาะต่อผู้ที่
“ตื่นรู้ คู่ควร และอยู่ฝั่งประวัติศาสตร์” เท่านั้น
พระราชายิ้ม
เพราะผ้านี้
ไม่เพียงปกปิดร่างกาย
แต่ปกปิดคำถามทั้งหมด

● ด้อมศรัทธาแห่งราชสำนัก
เมื่อข่าวผ้าวิเศษแพร่สะพัด
ไม่ได้มีแค่ขุนนาง
แต่เกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นรอบราชสำนัก
พวกเขาเรียกตนเองว่า
“ผู้เข้าใจผ้า”
หน้าที่ของพวกเขา
ไม่ใช่ดูว่าผ้ามีจริงหรือไม่
แต่คือการคอยสอดส่องว่า
ใคร “ไม่เห็น”
ใคร “ลังเล”
ใคร “ตั้งคำถามผิดจังหวะ”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้ใช้ได้จริงไหมเวลาอากาศหนาว?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณคิดแคบเกินไป”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้กันฝนได้หรือเปล่า?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอจะเข้าใจ”
และเมื่อมีใครพูดว่า
“ข้าไม่เห็นอะไรเลย”
ด้อมจะรุมล้อม บูลลี่ เอาทัวร์ลง
ไม่ใช่เพื่ออธิบาย
แต่เพื่อพิพากษาทางศีลธรรม
“เพราะเจ้าเป็นสลิ่ม”
“เพราะเจ้าแก่”
“เพราะเจ้าจน”
“เพราะเจ้าโง่”
“เพราะเจ้าล้าหลัง”
“เพราะเจ้าอยู่ผิดฝั่ง”
ด้อมไม่ได้ปกป้องพระราชา
แต่ปกป้อง ความหมายของผ้า
เพราะถ้าผ้าไม่มีอยู่จริง
ตัวตนของพวกเขาก็จะพังทลายไปพร้อมกันด้วย

● วันที่พระราชาเสด็จออกขบวน
เมื่อถึงวันสำคัญ
พระราชาทรง “สวมผ้า”
แล้วเสด็จออกขบวนกลางเมือง
ด้อมศรัทธาเดินนำหน้า
ตะโกนชื่นชมความงาม
ชี้ให้ดูในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น
ประชาชนจำนวนมาก
ไม่ได้เห็นผ้า
แต่เห็น “แรงกดดัน”
แรงกดดันที่บอกว่า
ถ้าไม่เห็น = มีปัญหา
ถ้าไม่ปรบมือ = น่าสงสัย
ถ้าไม่ร่วมชื่นชม = อันตราย
เมืองทั้งเมืองจึงเงียบ
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากถูกเลือกเป็นเหยื่อรายต่อไป
จนกระทั่ง
เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”

● สิ่งที่นิทานไม่เคยเล่า แต่เกิดขึ้นจริง
หลังเด็กพูด
สิ่งแรกที่ขยับ
ไม่ใช่พระราชา
แต่คือด้อม
พวกเขาไม่ได้ถามว่าเด็กพูดจริงหรือไม่
แต่ถามว่า
“เด็กคนนี้เป็นใคร”
“พ่อแม่สอนมายังไง”
“อยู่ฝั่งไหนของเมือง”
ทันทีที่ความจริงปรากฏ
ด้อมไม่ปกป้องผ้าอีกต่อไป
แต่ปกป้อง ระบบที่ทำให้ผ้าไม่ถูกตั้งคำถาม

● ถอดรหัสนิทาน : พรรคส้มคืออะไรในเรื่องนี้?
พรรคส้มคือ ตัวพระราชา
และพรรคส้มก็คือ “ผ้า” ที่เป็นตัวแทนของ ลัทธิศาสนาการเมือง
หรือสิ่งที่ถูกอ้างว่า
งดงาม
บริสุทธิ์
เหนือการเมืองแบบเก่า
แต่ไม่สามารถ
สวมใส่ในโลกของการบริหารจริง
รับมือกับต้นทุนของรัฐ
หรือรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม
ได้เลย
ด้อมส้มคือใคร?
คือระบบคุ้มกันความหมาย
ที่ทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นบาป
และการไม่เชื่อกลายเป็นความผิดทางศีลธรรม
ถ้าใครถามว่า “ทำได้จริงไหม”
เขาจะถูกกล่าวหาทันทีว่าไม่เข้าใจอุดมการณ์
ถ้าใครถามว่า “ถ้าพังใครรับผิดชอบ”
เขาจะถูกบอกว่าคิดแบบเก่า
ถ้าใครไม่เห็นด้วย
เขาจะถูกตัดสินว่าไม่ดีพอจะ “เห็นผ้า”
พรรคส้มไม่ได้อันตรายเพราะความคิดใหม่
แต่อันตรายเพราะ
ถูกห่อหุ้มด้วยลัทธิศาสนาการเมือง
ที่ทำให้ความคิดนั้น
ห้ามแตะ
ห้ามถาม
และห้ามพิสูจน์

● หลังเด็กพูดแล้ว…ใครยังเลือกปรบมืออยู่
หลังจากเด็กพูดว่า
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”
ความจริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอีกต่อไป
ไม่มีผ้าให้ถก
ไม่มีอุดมการณ์ให้ตีความ
ไม่มีศีลธรรมชั้นสูงให้ซ่อนตัว
เหลือเพียงคำถามเดียวคือ
ใครยังเลือกจะปรบมืออยู่ ทั้งที่รู้แล้วว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
คนกลุ่มนี้
ไม่ใช่ผู้ถูกหลอกอีกต่อไป
แต่คือ
ผู้สมรู้ร่วมคิดกับความเท็จ
เพราะความเท็จนั้น
ทำให้ตนเอง รู้สึกดีกว่า คนอื่น
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะคิดผิด
แต่กลัวว่าจะเสียสถานะ
กลัวว่าจะต้องยอมรับว่า
ตัวเองเคยเชื่อ เพราะอยากเชื่อ

หลังเด็กพูดแล้ว
ความเงียบจึงไม่ใช่ความบริสุทธิ์
แต่คือการเลือกข้าง
การปรบมือ
จึงไม่ใช่ความหวัง
แต่คือการปกป้องอัตตา
และการตะโกนดังกว่าเดิม
ไม่ใช่พลัง
แต่คืออาการของคนที่รู้แล้วว่า
ถ้าหยุดพูด
ทุกอย่างจะพังลงตรงหน้า

นิทานไม่ได้จบที่พระราชา
แต่มันจบที่ประชาชน
ว่าหลังจากเห็นความจริงแล้ว
ยังจะใช้ชีวิตอยู่กับการแสร้งเชื่อ
หรือจะยอมเสียหน้า
เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง
เพราะการยอมรับว่า “เคยหลง”
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงคือ
การรู้แล้วว่าไม่มีผ้า
แต่ยังเลือกจะปรบมือ
เพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกโง่ในอดีต

ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ของผม
ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อชนะใคร
แต่มันถูกเขียนขึ้น
เพื่อให้คนที่ยังเหลือสติ
หยุดปรบมือ
แล้วถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์สักครั้งว่า
เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้าความจริง
หรือกำลังยืนเฝ้าอัตตาของตัวเองกันแน่
เพราะประเทศนี้
ไม่อาจถูกปกครองด้วยผ้าที่ไม่มีอยู่จริง
และสังคม
ไม่อาจเดินต่อได้
ถ้าคนส่วนหนึ่ง
เลือกจะโกหกตัวเอง
ดังขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อกลบเสียงของเด็กคนเดียว
ที่กล้าพูดความจริง
“ซีรีส์ชำแหละพรรคส้ม”
แค่ทำหน้าที่เหมือนเด็กในนิทานเท่านั้นเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

หมายเหตุ : ในทางสังคมศาสตร์ พฤติกรรมของพรรคส้มและด้อมส้ม เรียกว่า Moral Policing
Moral Policing คือพฤติกรรมหรือกลไกทางสังคมที่ คนหรือกลุ่มคนตั้งตนเป็น “ผู้ตรวจศีลธรรม” แล้วคอยเฝ้าระวัง ตัดสิน ลงโทษ หรือกดดันผู้อื่นให้คิด–พูด–เชื่อ–ยืนอยู่ในกรอบศีลธรรมแบบเดียวกับตน
โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายหรืออำนาจรัฐ ก็สามารถทำให้คน “เงียบ ยอม หรือถอย” ได้

● แก่นแท้ของ Moral Policing
ไม่ใช่การถกเถียงว่า อะไรถูกหรือผิด
แต่คือการทำให้ ความเห็นต่าง = ความผิดทางศีลธรรม
มันทำงานผ่านคำถามแบบนี้
“คุณเป็นคนดีพอจะพูดเรื่องนี้หรือยัง?”
“คุณยืนอยู่ฝั่งไหน?”
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอ”
เมื่อคำถามถูกตั้งแบบนี้
การโต้แย้งด้วยเหตุผลจะ เป็นไปไม่ได้ทันที

● Moral Policing ทำงานอย่างไร (กลไก 4 ขั้น)?
1. ตั้งกรอบศีลธรรมสูงส่ง
ใครเห็นด้วย = คนดี / คนตื่นรู้ / คนก้าวหน้า
ใครไม่เห็นด้วย = ล้าหลัง / เห็นแก่ตัว / มีปัญหาทางศีลธรรม
2. แปลงความเห็นเป็น ตัวตน
ไม่ใช่ “คุณคิดต่าง”
แต่เป็น “คุณเป็นคนแบบนี้” (ตีตราว่าเป็น สลิ่ม)
3. ลงโทษทางสังคม
บูลลี่
ทัวร์ลง
ประจาน
ตัดออกจากวงสนทนา
โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิดจริงหรือไม่
4. ทำให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะเงียบ
คนที่เห็นเหตุการณ์จะไม่กล้าพูด
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากโดนลงโทษ
นี่แหละคือเหตุผลที่กระแสสังคม “ดูเหมือนเห็นพ้อง” ทั้งที่จริง ๆ แค่ กลัว

● จุดอันตรายของ Moral Policing
มันทำลาย 3 อย่างพร้อมกัน
1. เหตุผล
เพราะคำถามเชิงนโยบายถูกแทนที่ด้วยการตัดสินตัวตน
2. การเรียนรู้ร่วมกัน
เพราะการตั้งคำถามกลายเป็นบาป
3. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
เพราะคนเริ่มตัดสินกันด้วยศีลธรรมเดียวกับที่ใช้ตัดสินศัตรู

● Moral Policing ต่างจากการวิจารณ์เชิงศีลธรรมอย่างไร?
การวิจารณ์ศีลธรรมที่ปกติ = ถกเถียง การกระทำ
Moral Policing = พิพากษา ความเป็นคน
วิจารณ์ปกติ:
“นโยบายนี้มีผลเสียแบบนี้ เพราะเหตุผลนี้”
Moral Policing:
“คนที่สนับสนุนนโยบายนี้ เป็นคนไม่ดี / ไม่รู้ / ไม่ตื่น”

● สรุป
Moral Policing คืออำนาจที่ไม่ต้องมีตำแหน่ง
แต่ทำให้คนจำนวนมากกลัวจะคิดต่าง
มันไม่ต้องการให้คุณ “ผิด”
แค่ต้องการให้คุณ เงียบ
และเมื่อสังคมเงียบเพราะกลัว
ศีลธรรมก็ไม่ใช่เครื่องมือของความดีอีกต่อไป
แต่กลายเป็น อาวุธของการควบคุม
~ สุวินัย ภรณวลัย

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.35 น.

ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดสำหรับสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นกระแสร้อนแรงที่ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั่วทั้งเมืองในขณะนี้

ล่าสุดวันนี้ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชัยวัฒน์ สุรวิชัย นักวิชาการและปัญญาชนคนสำคัญ อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยมีข้อความระบุว่า “หน้าเก่าพรรคเดิมคนเดิม เรียงหน้าออกมา กล่าวหา กกต. โดย นำเสนอด้านเดียว ไม่นำเสนอภาพรวมของการเลือกตั้งทั้งหมด ,ไม่แยกแยะ ” ให้ทำเรื่องผิด” ยึดกฏหมาย อต่เหมารวม ให้ “นับคะแนนใหม่หมด ” ใช้ อะไรคิด? , ความจริง ควรออกมาเตือนเยาวชนพรรคตน ที่คิดอคติ ทำผิด”

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

หลังจากโพสต์ดัของ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อมุมมองของชัยวัฒน์อย่างเผ็ดร้อน เช่น

“เห็นด้วยกับพี่เลยแล้วเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายตามด้วยการประท้วงทั่วประเทศถามว่ากำลังคิดจะทำอะไรหรือยั่วให้เกิดการปฏิวัติ”

“เข้าข่ายขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย มีหวังโดนยุบพรรคอีก และคงโดนคดีกันอีก”

“เฒ่าทารก…”

“???”

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย คือ นักวิชาการและปัญญาชนคนสำคัญ ที่มีบทบาทในแวดวงการเมืองไทยมานาน เป็นที่รู้จักในฐานะ อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา และยังคงเคลื่อนไหวในฐานะนักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง สนับสนุนการปฏิรูปประชาธิปไตย การสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล และส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองให้ประชาชน. 

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Chaiwat Suravichai

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, เฟซบุ๊ก Chaiwat Suravichai

‘ประชาคมแพทย์’ ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

'ประชาคมแพทย์' ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

‘ประชาคมแพทย์’ ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.19 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากโดมถล่ม…สู่บททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดเหตุหลังคาโดมขนาดใหญ่ภายในศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบทักษะของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริเวณบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พังถล่มลงมาในช่วงที่มีสภาพอากาศแปรปรวนและลมพายุค่อนข้างแรง โครงสร้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างของ Sino-Thai Engineering and Construction หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซิโน-ไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แต่ภาพโครงสร้างขนาดใหญ่พังถล่มก็สร้างความกังวลในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญเหตุโครงสร้างก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในระยะหลัง

คำชี้แจงของบริษัท บริษัทซิโน-ไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า โครงสร้างดังกล่าวออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรม เหตุการณ์เกิดจากแรงลมพายุที่รุนแรงผิดปกติ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง สาระสำคัญของคำชี้แจงคือการยืนยันว่าเหตุเกิดจาก “ปัจจัยทางธรรมชาติ” มากกว่าความบกพร่องด้านคุณภาพการก่อสร้าง

บททดสอบ…หรือลางร้ายของว่าที่ผู้นำ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านผู้นำ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โครงสร้างพังเพราะอะไร แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า — ภาวะผู้นำจะรับมืออย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในอดีตเคยมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับซิโน-ไทยผ่านครอบครัว แม้จะยืนยันว่าได้แยกบทบาททางธุรกิจมานานแล้วก็ตาม นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง บางคนมองว่านี่คือ “บททดสอบ” บางคนมองว่านี่คือ “ลางร้าย” แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ — จะจัดการอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า การตรวจสอบจะโปร่งใสและเป็นอิสระจริง

ประเด็นที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่คำถามที่ควรถามคือถ้ามีผู้บาดเจ็บ หรือมีผู้เสียชีวิตล่ะ?โครงสร้างสาธารณะไม่ได้มีไว้ตั้งโชว์มันมีไว้รองรับชีวิตผู้คนถ้าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กำลังฝึกงานอยู่ถ้ามีแรงงานกำลังปฏิบัติงานถ้ามีประชาชนอยู่ในพื้นที่ผลลัพธ์อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงการบริหารประเทศไม่ใช่การรอให้เกิดโศกนาฏกรรมก่อนแล้วค่อยปฏิรูปภาวะผู้นำที่แท้จริงคือการมองเห็น “ความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด” แล้วจัดการมันก่อน

ภาวะผู้นำวัดกันที่อะไร ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำมีทางเลือกอยู่สามแบบ

1. เงียบ และปล่อยให้บริษัทชี้แจงเอง
2. รีบออกมาปกป้องก่อนผลสอบจะชัด
3. แสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องการตรวจสอบอิสระและมาตรฐานความปลอดภัย

ตัวเลือกที่สามเท่านั้นที่สร้างความเชื่อมั่นระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำอธิบายว่า “ลมแรง” แต่คือความมั่นใจว่า ถ้ามีความบกพร่อง จะมีความรับผิดชอบ ถ้ามีช่องโหว่ จะมีการแก้ไข และถ้ามีความเสี่ยง จะไม่ปล่อยให้เกิดซ้ำ

บทสรุป

เหตุการณ์นี้อาจไม่ใช่ลางร้ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กมันคือช่วงเวลาที่ผู้นำต้องพิสูจน์ว่าเมื่อมาตรฐานสาธารณะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเลือกยืนข้างอะไรเพราะภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้วัดตอนวันที่ไม่มีปัญหาแต่วัดในวันที่ยังไม่มีใครเสียชีวิตแล้วคุณตัดสินใจทำอะไรกับความเสี่ยงนั้น.

แอดมิน ประชาคมแพทย์ 12 กพ.2569

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยกเลิก MOU 44 ก้าวที่ใช่ของอนุทิน-สีหศักดิ์” 

พูดกันมาเยอะแล้วสำหรับข้อดีข้อเสียของ MOU 44 โดยเฉพาะการไม่สมควรยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ผ่ากลางเกาะกูดเข้ามาอยู่ในเอกสารทางการใด ๆ ของราชการไทย แม้จะเพียงเพื่อเป็นกรอบเจรจาก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่จะขอย้ำถึงเหตุผลชี้ขาดคือพฤติกรรมของกัมพูชาเองที่เสมือนฉีกทิ้ง MOU 44 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565
แต่ก่อนจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรามาทบทวนหลักการของ MOU 44 ก่อนสักนิด

ว่ากันอย่างกระชับที่สุด

นวัตกรรมสำคัญของ MOU 44 คือการแบ่งเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) ออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง แล้วเขียนล็อคไว้อย่างแน่นหนาว่าให้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ส่วนบนเส้น 11 และกำหนดให้พื้นที่ใต้เส้น 11 เป็นเขตพัฒนาร่วม (JDA) เพื่อเจรจาร่วมกัเงื่ผลิตและแบ่งผลประโยชน์ในปิโตรเลียม เงื่อนไขบังคับคือการเจรจาทั้ง 2 ส่วนจะต้องทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) อย่างไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ (as an indivisible package)

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา 2 ด้านพร้อมกันไป

หนึ่ง – ให้ทั้งไทยและกัมพูชามีโอกาสได้ใช้ปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยในขณะที่ยังเจรจาตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเลกันได้ไม่ครบทั้งหมด

สอง – แก้ปัญหาเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยบริเวณเกาะกูด การเจรจาแบ่งเขตแดนเฉพาะส่วนนี้ต้องจบลงพร้อมกับการเจรจาแบ่งปิโตรเลียม

ข้อหนึ่งเป็นความต้องการของทั้งไทยและกัมพูชา ที่ต่างก็ต้องการใช้ปิโตรเลียมเหมือนกัน ส่วนข้อสองต้องกล่าวว่าเป็นปัญหาเฉพาะของไทย ที่แม้ชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของเราแน่ ๆ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และดำเนินการแสดงสิทธิชัดเจนทุกประการตั้งแต่ปี 2516 แต่ก็ยังคงไม่สบายใจที่มีเส้นไหล่ทวีปนอกกฎหมายของกัมพูชามารบกวน หากทำให้หายไปเสียได้ก็ดี

ฝ่ายไทยแสดงอาการลิงโลดมากที่กัมพูชายอมลงนามใน MOU 44

แต่เอาเข้าจริง กัมพูชากลับมีเจตนารมณ์แน่วแน่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2538 ในการเจรจากับไทยครั้งแรกยุคระบอบฮุนเซน

กัมพูชาจะเอาแต่ได้ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมิตรประเทศที่ดี

จะไม่ยอมเสียอะไรสักอย่าง

ผลประโยชน์จากปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยก็จะเอา โดยจะขอแบ่ง 50:50 เต็มพื้นที่ OCA รวมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เฉพาะแค่เขต JDA พื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรที่กำหนดไว้ใน MOU 2544 เท่านั้น และเกาะกูดก็ยังจะเอาอยู่ หรืออย่างน้อยก็จะยังคงคาการอ้างสิทธิไว้อยู่ จึงจะไม่ยอมเจรจาให้เสียเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนแม้แต่น้อย

หลักฐานปรากฏชัดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565

วันนั้น ประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายกัมพูชา) เข้าเยี่ยมคารวะและหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) สารัตถะของการหารือได้มีการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำปิโตรเลียมใต้อ่าวไทยในเขต OCA ทั้งหมดขึ้นมาใช้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน โดย “ละทิ้ง” การเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเอาไว้ก่อน กำหนดให้สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์เป็น “50:50” ในวันเดียวกันนั้นมีการเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง JTC ของทั้ง 2 ประเทศในกรุงเทพฯ คณะทำงานฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นร่างข้อตกลงเป็นฉบับภาษาอังกฤษมีเนื้อหา 3 ข้อให้กับคณะทำงานฝ่ายไทยเพื่อพิจารณาให้เป็นผลการประชุมของ JTC ด้วย

ร่างข้อตกลงมีสั้น ๆ หน้าเดียว 3 ข้อ แต่ที่สำคัญคือข้อ 1 และข้อ 2

เฉพาะข้อ 1 เปิดเผยธาตุแท้กัมพูชาอย่างชัดเจน และเสมือนเป็นการฉีกทิ้ง MOU 44 ในทางปฏิบัติ เพราะกำหนดให้ไทยกับกัมพูชาดำเนินการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมภายในพื้นที่ OCA ทั้งหมด (the entire area of OCA) โดยให้ละทิ้งประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน (…leave the issue of maritime boundary delimitation for later)

ส่วนข้อ 2 ระบุให้แบ่งผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม 50:50 ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมอยู่ใกล้ฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2560

เท่ากับเป็นการทำลายหัวใจของ MOU 44 เพราะจะไม่มีการแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนืออีกต่อไป มีแต่การแบ่งผลประโยชน์เต็มพื้นที่ OCA ทั้งหมด ซึ่งกินอาณาบริเวณมากกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และประชิดติดเกาะกูด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเท่านั้น

ถามว่าที่กัมพูชากล้าเสนอหักดิบข้อตกลงเดิมเช่นนี้ เพราะได้รับสัญญาณจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายไทยไม่ว่าในระดับใดด้วยหรือเปล่า เพราะก็ไม่เป็นที่ปิดบังหรอกว่าหน่วยงานไทยบางหน่วยที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ในฝ่ายการเมืองบางคน รวมทั้งภาคเอกชนบางส่วน ก็มีแนวคิดใกล้เคียงกันประมาณนี้ คือต้องการแยกเจรจาเฉพาะเรื่องพัฒนาปิโตรเลียมให้นำขึ้นมาใช้โดยพักเรื่องเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน หรือสรุปคำถามนี้ให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าฝ่ายไทยรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ช่วงปี 2557 – 2566 รวมทั้งเอกสารประกอบแวดล้อมต่าง ๆ พอจะบอกเล่าความจริงเป็นคำตอบได้ในระดับสำคัญ แต่จะยังไม่ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บในวันนี้

เอาเป็นว่ากระทรวงการต่างประเทศยืนหยัดคัดค้านเต็มที่

โดยทำหนังสือเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ว่าไม่ควรรับข้อเสนอของกัมพูชา ยกเหตุผลหลายประกอบด้วยภาษาที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น

เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลพื้นฐานว่านี่ไม่ใช่ของใหม่อะไร หากเป็นไปตามข้อเสนอเดิมของกัมพูชาตั้งแต่ครั้งประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2538 อันเป็นครั้งแรกในยุคที่ฮุนเซนเถลิงอำนาจขึ้นมาแล้ว เป็นความต้องการสูงสุด (Maximum Claim) ก่อนจะปรับท่าทีลดลงมาตามเนื้อหาที่ปรากฎใน MOU 2544 ในอีก 6 ปีถัดมา

ในเหตุผลข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศเสนอไว้อย่างหนักแน่นว่า…

“…ในการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจะต้องสามารถอธิบายให้กับประชาชน นักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคประชาสังคมได้ และรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบด้วย รวมทั้งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

หน่วยงานเจ้าของเรื่องให้ความเห็นหนักแน่นแบบนี้ รัฐบาลไหนจะกล้าไม่เชื่อบ้างล่ะ ?

ประกอบกับช่วงเวลานั้นก็ใกล้เลือกตั้งทั่วไปมากแล้ว

ร่างข้อตกลงเถยจิตของกัมพูชาจึงพับไป

ประเด็นนี้ต้องขอชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงานในช่วงปี 2559 – 2560 ที่ยืนหยัดต่อสู้แนวคิดพักการเจรจาเรื่องเขตแดนไว้ก่อนมาหลายปีก่อนหน้าการเสนอความเห็นครั้งสุดท้ายต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566

ณ วันนี้ MOU 44 ถึงมีไว้ก็เหมือนไม่มี

ข้อดีที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เค้นมันสมองคิดค้นออกแบบไว้เมื่อ 25 ปีไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ถือเป็น “ก้าว(แรก)ที่ใช่” ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุลและรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วที่พูดชัดถ้อยชัดคำเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะยกเลิก MOU 44 จะไม่ยอมเสียเขตแดนทางทะเล และจะไม่แบ่งปิโตรเลียม

นายกรัฐมตรีอนุทิน ชาญวีรกุลยังมี “ก้าว(สอง)ที่ใช่” ตามมาอีกในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการยกเลิก MOU 44 ในรัฐบาลหน้า

ผมขอเสนอ “ก้าว(สาม)ที่ใช่” ด้วยการให้ท่านกรุณาเขียนบรรจุไว้ให้ชัดเจนในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภาในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือมุมมองและความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาในการอภิปราย

นรเศรษฐ์ โดดป้องสาวเสื้อแดงชลบุรี หลังโดน กกต แจ้งความ ปมคดีเปิดหีบเลือกตั้ง

นรเศรษฐ์ โดดป้องสาวเสื้อแดงชลบุรี หลังโดน กกต แจ้งความ ปมคดีเปิดหีบเลือกตั้ง

นรเศรษฐ์ โดดป้องสาวเสื้อแดงชลบุรี หลังโดน กกต แจ้งความ ปมคดีเปิดหีบเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.33 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียลทันที หลังจากกรณีหญิงสวมเสื้อแดงเปิดหีบบัตรเลือกตั้งในพื้นที่เขต 1 จังหวัดชลบุรี จนนำไปสู่การดำเนินคดี ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากทนายความสิทธิมนุษยชนชื่อดังที่เตรียมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

วานนี้ (11 ก.พ. 2569) นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความและนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงกรณีดังกล่าวอย่างดุเดือดว่า “คดีที่ ผอ.กกต. เขต 1 ชลบุรี แจ้งความดำเนินคดีกับ คุณเฟิร์นกับพวก ได้เจอกันแน่นอนครับ อย่าใช้กฎหมาย นิติสงคราม มาข่มขู่ประชาชน”

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม

หลังจากโพสต์ของ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม โดยมีทั้งส่วนที่ให้กำลังใจและส่วนที่ตั้งคำถามถึงการทำงานของหน่วยงานรัฐ เช่น

“ขอบคุณทนายมากๆ ครับ”

“แจ้งความเป็นเรื่องปกติ ลองไม่แจ้งสิ 157 ไปหาแน่” (ความเห็นเชิงวิเคราะห์ข้อกฎหมาย)

“หน่วยงานรัฐฟ้อง ปชช. ที่ปกป้องสิทธิ์ตัวเอง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี”

“ถ้าวันนี้เราปล่อยผ่าน วันหน้าคงจะแก้ยากละครับ”

“ขอเลขบัญชีครับ ผมจะช่วยค่ารถ ฝากด้วยครับ”

“ชลบุรีมีอะไรดีครับ”

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก นรเศรษฐ์ นาหนองตูม

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, เฟซบุ๊ก นรเศรษฐ์ นาหนองตูม

ลึกลับในสนามข่าว : 12 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 12 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 12 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…หลังผลการเลือกตั้งออก “สาวกานต์ – สุดารัตน์พิทักษ์พรพัลลภ” ว่าที่ ผู้แทนฯอุบลราชธานี เขต 7 พรรคภูมิใจไทย ก็ยิ้มแป้น หายเหนื่อยหายเมื่อยเป็นปลิดทิ้งเพราะเจ้าตัวดีใจแบบตะโกนว่า “อุบลฯเขต 7 เราทำได้แล้วลบคำสบประมาทได้แล้ว ความภูมิใจมากๆคือ พื้นที่เขต 7 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทยเยอะที่สุด เป็นอันดับ 1 ของจังหวัด ขอบพระคุณพี่น้องประชาชน ที่เชื่อมั่น เชื่อใจกานต์ คนนี้ ไปไหนไปกัน ขอบคุณอีกกี่ครั้งก็ยังไม่พอ ขอบคุณพระเจ้าเทวดาฟ้าดิน ขอบคุณครอบครัว ขอบคุณทีมงาน ขอบพระคุณทุกๆ คน ที่เห็นถึงความตั้งใจและความจริงใจ ของหนู ที่สำคัญขอบพระคุณพี่น้อง เขต 7 ที่รักหนูที่หนูเป็นหนูค่ะ”….สาวกานต์ยังฝากบอกถึงคนเห็นต่างด้วยว่า “ขอบพระคุณทุกคำดูถูก ขอบพระคุณที่ผลักดันให้เราสู้ขอบคุณตัวเองที่ผ่านเรื่องราวมรสุม 108 เชื่อเสมอว่าดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา พี่น้องจะเป็นผู้ตัดสินเอง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญ อุปสรรค สารพัด หนักหนามาก ทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมรับว่า สู้มาก อดทนมากมายจริงๆ กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน… มันไม่ง่ายเลย”…” แต่ตอนนี้ สาวกานต์ก็พร้อมแล้ว จะลุยงานเพื่อท้องถิ่นอย่างเต็มที่แล้ว ตามสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส”…nn

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

nn…หลังการเลือกตั้งผ่านพ้น ผลไม่เป็นทางการก็คงทราบกันไปแล้ว แน่ๆ อย่างที่รู้ “พรรคภูมิใจไทย”แลนด์สไลด์ถล่มทลาย งานนี้ หัวหน้าพรรครักชาติ“ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ก็ออกมาคอมเมนต์ถึงรัฐบาลใหม่ว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจน ภูมิใจไทยคือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบแลนด์สไลด์ ถล่มทลายหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล”มานั่งตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง โดยรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขื้นใน อนาคตภายใต้การนำของภูมิใจไทย คราวนี้เดิมพันสูงกว่าเดิมหลายเท่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ต้องสร้างปรากฏการณ์ “ว้าว” ให้สังคม ด้วยการแก้ปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน โดยเฉพาะ “ปัญหาความมั่นคง-ปัญหาชายแดน” ที่ต้องใช้ความเด็ดขาด รวมถึง “วิกฤตเศรษฐกิจปากท้อง” หัวใจหลักและความหวังของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่มาเร่งแก้ไขด่วน!!!!… “เฮียชัยวุฒิ”บอกว่า ถ้า “รัฐบาลหนูทอง”ทำไม่ได้ตามที่ประกาศไว้ กระแสแลนด์สไลด์ที่เคยได้มา อาจกลายเป็นกงจักรที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองในอนาคตได้ เพราะประชาชนคาดหวังกับครม. และรัฐบาลใหม่ไว้เยอะ….“ประชาชน คาดหวังกับครม. ชุดใหม่ อยากให้เป็น “รัฐบาลหนูทอง” เป็นคณะรัฐมนตรีที่ประชาชนเห็นแล้ว ร้องว้าว!!!!ชื่นชม ยอมรับ ไม่อ่อม!!! เป็นความหวังของชาวบ้านได้มุ่งแก้ปัญหาความมั่นคง ปัญหาชายแดน เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้ได้ เขาคาดหวังกับ รัฐบาลครม.หนูทองไว้มาก ดังนั้น ก็ขอฝากไว้ด้วย”…หนึ่งในหลายคอมเมนต์ที่รบ.ใหม่ต้องรับฟัง แต่ที่สะดุดหูคือ เฮียชัยวุฒิใช้ศัพท์เจน Z ให้สัมภาษณ์ กระชากวัยมากเลยจ้า…nn

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

‘สุชาติ’ยืดอกขอนับใหม่ ล้างตาคะแนนเขต1ชลบุรี ล้นกกต.ชี้ขาดพฤหัสฯนี้ ส้มส่อแห้วข้อมูลตัดแปะ

‘สุชาติ’ยืดอกขอนับใหม่ ล้างตาคะแนนเขต1ชลบุรี ล้นกกต.ชี้ขาดพฤหัสฯนี้ ส้มส่อแห้วข้อมูลตัดแปะ

‘สุชาติ’ยืดอกขอนับใหม่ ล้างตาคะแนนเขต1ชลบุรี ล้นกกต.ชี้ขาดพฤหัสฯนี้ ส้มส่อแห้วข้อมูลตัดแปะ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุชาติ’ยืดอกขอนับใหม่ ล้างตาคะแนนเขต1ชลบุรี ล้นกกต.ชี้ขาดพฤหัสฯนี้ ส้มส่อแห้วข้อมูลตัดแปะ

ลุ้น 10 โมง พฤหัสฯนี้ กกต.ถกทางออก ดราม่าขอนับคะแนนที่เขต 1 “ชลบุรี” ย้ำการร้องต้องมีหลักฐานชัด ไม่ใช่อ้างฟัง“เขาเล่าว่า”ด้าน“สุชาติ ชมกลิ่น” ผู้ชนะ โชว์สปิริตร้องกกต.นับคะแนนใหม่ หลังด้อมส้ม ตีรวนไม่เลิก ขณะที่ “สนธิญา” ยื่นหนังสือให้กำลังใจ กกต. จี้เอาผิดผู้ป่วนเลือกตั้ง ส่วนด้อมส้มสาวเสื้อแดงบุกล้วงหีบบัตร อาการหนักมีลุ้นนอนคุก

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดชลบุรี เขต 1หมายเลข 1 ลงนามในหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ดำเนินการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การยื่นหนังสือดังกล่าวมีขึ้นภายหลังปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและการนับคะแนนซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและข้อเคลือบแคลงในหมู่ประชาชน นายสุชาติระบุว่า ตนตระหนักถึงความกังวลของประชาชน และเห็นว่าความโปร่งใสตรวจสอบได้ และความเป็นธรรม คือหัวใจสำคัญของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ในฐานะผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งดังกล่าว นายสุชาติยืนยันความพร้อมให้ความร่วมมือกับ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบคอบ ชัดเจน และปราศจากข้อสงสัย พร้อมแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนให้มีการนับคะแนนใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย

โอกาสนี้ นายสุชาติ ได้กล่าวขอบคุณประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 ทั้ง 8 ตำบล จังหวัดชลบุรี ที่มอบความไว้วางใจ พร้อมย้ำว่าจะเคารพกระบวนการตามกฎหมาย และยึดประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยเป็นสำคัญ

‘สนธิญา’ให้กำลังใจกกต.

เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้กำลังใจ กกต. ในการตรวจสอบจับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยระบุว่า ตนเห็นด้วยกับ กกต. กรณีจังหวัดชลบุรี เขต 1 ที่ให้ใช้เวลาถึง 2 วันในการตรวจสอบให้สะเด็ดน้ำจึงจะสามารถสรุปว่าจะมีการตรวจนับคะแนนใหม่หรือไม่ และตนเห็นด้วยกรณีหน่วยเลือกตั้งใดก็ตามที่มีปัญหาในขณะนี้และมีหลักฐานเพียงพอ ให้เปิดนับคะแนนใหม่เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจสอบด้วยเพื่อความโปร่งใส ตนขอให้กำลังใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะหากวันนี้การเลือกตั้งไม่สามารถนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้ ประเทศก็จะมีปัญหา

ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนเองไม่รู้จักนายสุชาติ ชมกลิ่นม ในฐานะผู้สมัครสส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว ตนเองไม่รู้จักใครในจังหวัดชลบุรี จึงเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 หน่วยทั่วประเทศ อยู่ในกำกับการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจและ กกต. ตนเองจึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกรณีที่เข้าไปในหน่วยเลือกตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ส่วนกรณีที่มีปัญหา ณ ขณะนี้ไม่ว่ากี่เขตก็ตาม ขอให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายที่จะต้องสืบเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้ความจริง ตนเองเห็นด้วยกับ กกต.จังหวัดชลบุรี ที่ใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะต้องตรวจสอบให้สะเด็ดน้ำก่อนจะสรุปว่าจะเปิดนับคะแนนใหม่หรือไม่ เห็นด้วยว่ากรณีหน่วยใดก็ตามที่มีปัญหาและมีหลักฐานเพียงพอก็ให้เปิดหีบเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความโปร่งใส ไม่เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เชื่อว่าคนไทยมีเหตุผลมากพอที่จะรับฟัง เท่าที่ทราบปัญหามีเพียง 18-20 หน่วยเลือกตั้งใน 10-18 จังหวัด แต่หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศมีเกือบแสนหน่วยทั่วประเทศ ทั้งยังเชื่อว่าภายใน 60 วันนี้ กกต.จะสอยผู้ผ่านรับเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 30-50 คน” นายสนธิญา ระบุ

เตือนปชน.อย่าล้ำเส้นก.ม.

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า คะแนนของพรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่ 190 กว่าเสียง เมื่อไรที่มีการทุจริต มีการโกง มีการตรวจสอบย้อนหลัง พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่สามารถอยู่ได้เช่นเดียวกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิวัติยึดอำนาจ และขอให้พรรคประชาชนโปรดพิจารณา อย่าเข้าไปสนับสนุนปัญหาในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการร้องยุบพรรคประชาชนฝากถึงพรรคประชาชน ตนเป็นคนยื่นกรณี 44 สส.ที่ขณะนี้ป.ป.ช.ส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หากศาลฎีการับคำร้องและให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และมีคนยื่นร้องไม่ให้ยุติปฎิบัติหน้าที่ ตนเองในฐานะผู้ยื่นจะขอคัดค้านเพราะจะถือว่าต้องยึดแนวปฏิบัติของศาลฎีกา ทั้งหมดอาจจะไม่ถูกใจประชาชนทั่วประเทศก็ขอน้อมรับ แต่นี่เป็นการเดินตามครรลองการปกครองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

คนทำผิดต้องรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว พระครูปลัดธีระ หรือ พระปีนเสาไฟ ได้ถามนายสนธิญา สนับสนุนเผด็จการหรือสนับสนุนประชาธิปไตย เพราะตอนนี้ประชาชนไม่ไว้วางใจ กกต.คุณสนับสนุน กกต. ให้กระทำผิดหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า กราบเรียนว่าตนเอง เรียกร้องตามสิทธิและเสรีภาพเหมือนกับท่านที่มาแสดงความคิดเห็น หากเราไม่มี กกต.ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้ง เราคงจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หาก กกต.ดำเนินการผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบและติดคุก และตนเองจะเป็นผู้ดำเนินการเอง

พระครูปลัดธีระ จึงถามย้ำว่าสนับสนุนเผด็จการหรือประชาธิปไตย นายสนธิญา ตอบว่าขณะนี้ยังไม่เห็นว่าตรงไหนเผด็จการ แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไขในแต่ละประเด็นตามกระบวนการกฎหมายเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่าย พระครูปลัดธีระ กล่าวต่อว่า ตอนนี้เป็นปัญหาคุณธรรมศีลธรรม ประชาชนมองว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม คุณอย่ากล่าวหาพรรคการเมืองเพราะประชาชนเห็นถึงความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม นายสนธิญา จึงชี้แจงว่าหากตนเองเป็นเผด็จการจะไม่มาร้องให้เกิดความเป็นธรรมและให้มีการเลือกตั้งใหม่

กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุม ตัวแทนนักศึกษา และภาคประชาชน ที่มาปักหลักเรียกร้องการนับคะแนนใหม่ตั้งแต่ช่วงเช้า เกิดความไม่พอใจ และด่าทอนายสนธิญา จนนายสนธิญาต้องเดินออกจากวงสัมภาษณ์และเข้าไปยื่นหนังสือกับ กกต. หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันชูป้ายกระดาษและเรียกร้องให้ กกต.นับคะแนนใหม่ พร้อมทั้งระบุว่า อย่าทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ยังมีประชาชนรายหนึ่งที่ใส่เสื้อสีแดง ได้ตะโกนอย่างเสียงดังด้วยความไม่พอใจว่าต้องนับใหม่ทั้งประเทศ ถ้าไม่ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ งบประมาณก็มาจากภาษีประชาชน จะมีปัญหาอะไร อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

ทะลุวังร้องนับใหม่

ก่อนหน้านี้ เวลา 10.00 น.แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 50 คน จัดกิจกรรมบริเวณหน้าอาคาร B ประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นำโดยนายนภสินธิ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ สายน้ำ แกนนำกลุ่มทะลุวัง ทยอยเดินทางมาชุมนุม โดยได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.เรียกร้อง 5 ข้อ

ประกอบด้วย 1.ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศอย่างเปิดเผยและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้เนื่องจากมีความผิดปกติที่กระจายตัวเป็นวงกว้างและระบบการตรวจสอบไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกต่อไป 2.ริเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อว่าปล่อยปละละเลยจนมีการทุจริตเลือกตั้ง3.ให้เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งรายหน่วยทันทีเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ 4.หากนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศแล้วยังมีเขตไหนที่พบความผิดปกติเช่นมีบัตรเลือกตั้งหายหรือมีบัตรเขย่งเกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ กกต.จะต้องประกาศให้เขตเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ5.เมื่อแก้ไขปัญหาแล้วให้คณะกรรมการกกต.ทั้ง 7 คนลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด

นายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ แกนนำฯกล่าวว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังพวกเราไม่สามารถยอมรับความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนครั้งนี้ได้

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์รองเลขาธิการกกต.ผู้รับเรื่องกล่าวว่าทุกเรื่องที่มีข้อสงสัยและร้องเรียนจะมีการตรวจสอบให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ลายจุด/เต้007มาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตำรวจนครบาลจัดชุดควบคุมฝูงชนรวม 2 กองร้อย เข้ามารักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย ที่กกต.เพื่อรับมือกับผู้ชุมนุม และเวลา เวลา 09.30 น. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ เดินทางเข้ามายื่นหนังสือเรียกร้องให้เอาคะแนนของพรรคทางเลือกใหม่คืนมาและให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายมงคลกิตติ์ได้วิดพื้นโชว์ 50 ครั้งเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดานักศึกษาที่มาเฝ้าชุมนุมที่กกต. รวมถึงบรรดาประชาชนและข้าราชการที่มาติดต่องานราชการที่อาคารบีจำนวนมาก พร้อมขอถ่ายเซลฟี่เป็นที่ระลึก

“กกต.มีอำนาจในการยกเลิกการเลือกตั้งและของบประมาณ ในไม่กี่วัน และกกต.ชุดนี้ควรลาออกเพราะเชื่อว่านิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ จะมาขับไล่กกต.กันภายในสัปดาห์นี้ทั้งหมดเชื่อว่ามากันหมดแน่นอน ส่วนการนับคะแนนใหม่ไม่มีประโยชน์เพราะบัตรมันมั่วไปหมดแล้ว ฉะนั้นจัดการเลือกตั้งใหม่ดีกว่าพรรคที่สุจริตเท่านั้นที่ไม่กลัวการเลือกตั้ง ส่วนพรรคที่กลัวการเลือกตั้งคือพรรคที่ทุจริต”นายมงคลกิตติ์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เดินทางมายื่นหนังสือเรื่องปัญหาการจัดการเลือกตั้ง 2569 เมื่อเดินทางมาถึงได้พบกับ พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. นายสมบัติจึงสอบถามถึงกระบวนการนับคะแนนรวมไปถึงพื้นที่ที่มีปัญหาซึ่งทางกกต.ชี้แจงเพียงว่าทุกคำถามสามารถตอบได้แต่จะต้องเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลส่วนงานนั้นๆ ซึ่งขณะนี้เรากำลังรวบรวมข้อเท็จจริงทุกกรณี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงห่วงใยการนับคะแนนเลือกตั้งในหลายเขตที่มีการประชุม เพราะเกรงว่าจะลุกลามบานปลายขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จึงขอให้กกต.รีบแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ฝ่ายนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.กล่าวว่า รับไม่ได้กับการชี้แจงของกกต.เกี่ยวกับการเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี

สาวเสื้อแดงมีลุ้นคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีสาวเสื้อแดง เข้าไปเปิดหีบเลือกในเขต 1 จ.ชลบุรีโดยพลการนั้น บรรดาแกนนำที่ชุมนุมเฝ้าหีบบัตร ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการสั่งการแต่นางเข้าไปเอง

มีรายงานข่าวระบุว่าขณะนี้พลเมืองดีได้แจ้งความดำเนินคดีกับสาวเสื้อแดงรายดังกล่าว ในความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โทษ จำคุก 1-10 ปี และ/หรือปรับ 20,000-200,000 บาท รวมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกกต. ถึงกลไก องคาพยพตั้งแต่ก่อนและหลังเลือกตั้ง ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้กกต.ไต่สวน สืบสวน ทำความเห็นส่งศาลรัฐธรรมนูญูวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

มีรายงานว่าเฉพาะในเขต 1 ชลบุรีนั้น หลักฐานของผู้ร้องให้นับคะแนนใหม่นั้น บางอย่างที่มายังไม่ชัด แต่จะนับคะแนนใหม่หรือไม่ กกต. ขอเวลา 2 วัน

แจงพัดลมคนละพื้นที่

สำนักงานกกต.ชี้แจงชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่าหน่วยเลือกตั้งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี ขณะนับคะแนน มีการดับไฟ ข้อเท็จจริงเกิดในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ไฟฟ้าในจุดนับคะแนนแสงสว่างไม่เพียงพอ แต่มีไฟฟ้าจากหมู่บ้านส่งเข้ามาช่วยให้สามารถนับคะแนนได้ปกติ ยืนยันว่าไฟไม่ได้ดับ

ชงกกต.ใหญ่ชี้ขาดชลบุรีเขต1

เย็นวันเดียวกัน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นางสุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 ร่วมแถลงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร เปิดเผยว่าสำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องที่ขอให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่แล้ว โดยจะรวบรวมข้อร้องเรียนทั้งหมดเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย นอกจากนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมชี้แจงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ กรณีมีข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน พร้อมเปิดช่องทางให้ยื่นคำร้องตามกระบวนการอย่างเป็นทางการ

ในส่วนของการประกาศผลคะแนนขณะนี้สำนักงาน กกต.จังหวัดได้ทยอยจัดทำและเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยผ่านเว็บไซต์ของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริงและพบผู้ร้องเรียนแล้ว คาดว่าจะสรุปผลเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาภายในวันพรุ่งนี้

ร้องแล้ว133เรื่อง

ด้านนางสุทธดา ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าการรับคำร้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองว่า ผู้มีสิทธิสามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึง 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 99 เรื่อง และเป็นกรณี “ความปรากฏ” ที่สำนักงานตรวจพบเพิ่มเติมอีก 14 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 113 เรื่อง โดยในจำนวนนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้สั่งรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้ว 39 เรื่อง

ทั้งนี้ การยื่นคำร้องต้องจัดทำเป็นหนังสือและยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ไม่สามารถแจ้งทางโทรศัพท์หรือส่งไปรษณีย์ได้ โดยต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งวันเวลา สถานะผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง การให้ทรัพย์สิน การหาเสียงหลอกลวง หรือเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง

ในขั้นตอนการพิจารณา เจ้าหน้าที่จะตรวจความครบถ้วนของคำร้องภายใน 3 วัน หากเอกสารไม่สมบูรณ์จะให้แก้ไข ส่วนคำร้องที่ถูกต้องจะมีคำสั่งรับเรื่องและส่งให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดำเนินการ ซึ่งใช้ระยะเวลาไต่สวน 90 วันก่อนส่งความเห็นตามลำดับชั้นถึงส่วนกลางและเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยต่อไป โดยภาพรวมกระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลาหลายช่วง รวมกว่า 6-8 เดือนตามขั้นตอนกฎหมาย

ไม่ใช่จะนับคะแนนใหม่หมด

สำหรับลักษณะข้อกล่าวหาที่พบมากที่สุด นางสุทธดา ระบุว่า เป็นความผิดตามมาตรา 73 เกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์เพื่อจูงใจ มี 31 เรื่องและข้อหาการหาเสียงโดยหลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมตามมาตรา 73 (5) มากที่สุด 68 เรื่อง

ส่วนกรณีคำร้องเกี่ยวกับการนับคะแนนหรือรวมคะแนน ผู้ร้องต้องยื่นในระหว่างที่การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ หรือก่อนประกาศผลในหน่วยเลือกตั้ง หากยื่นภายหลังอาจเกินกำหนด แต่หากมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ สำนักงานยังสามารถรับไว้พิจารณาในลักษณะ “ความปรากฏ” ได้เป็นรายกรณี ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคำร้องจะนำไปสู่การสั่งนับคะแนนใหม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

นางสุทธดา ยังเตือนว่า การยื่นคำร้องต้องเป็นข้อเท็จจริง หากพบว่าเป็นการร้องเท็จหรือกลั่นแกล้งเพื่อให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเสียหาย หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องอาจมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นกัน พร้อมขอให้ประชาชนใช้สิทธิด้วยความสุจริต และส่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างเป็นธรรม

‘ไม่ต้องต่อสายชวนเข้าร่วมรัฐบาล’ ‘มาร์ค’ย้ำจุดยืน ปชป.ขอยึดเงื่อนไขเดิม ‘อนุทิน’อุบสูตรจัดตั้งรบ. โวหน้าตาครม.ดีกว่าเดิม

‘ไม่ต้องต่อสายชวนเข้าร่วมรัฐบาล’ ‘มาร์ค’ย้ำจุดยืน ปชป.ขอยึดเงื่อนไขเดิม ‘อนุทิน’อุบสูตรจัดตั้งรบ. โวหน้าตาครม.ดีกว่าเดิม

‘ไม่ต้องต่อสายชวนเข้าร่วมรัฐบาล’ ‘มาร์ค’ย้ำจุดยืน ปชป.ขอยึดเงื่อนไขเดิม ‘อนุทิน’อุบสูตรจัดตั้งรบ. โวหน้าตาครม.ดีกว่าเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไม่ต้องต่อสายชวนเข้าร่วมรัฐบาล’ ‘มาร์ค’ย้ำจุดยืน ปชป.ขอยึดเงื่อนไขเดิม ‘อนุทิน’อุบสูตรจัดตั้งรบ. โวหน้าตาครม.ดีกว่าเดิม

“อนุทิน” อุบสูตรตั้งรัฐบาล รอ “กกต.” รับรองผล 100% ก่อน การันตีหน้าตาครม.ดีกว่าเดิมไม่ตอบควบกลาโหม บอกยังเร็วไป เรียกประชุมพรรค 12 กุมภาพันธ์นี้ ด้าน “มาร์ค” นำถก“กก.บห.-ว่าที่สส.” ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์พรรค-ยกร่างกม.ลั่นไม่ต้องต่อสายให้ร่วมรบ. ย้ำจุดยืน-เงื่อนไขเดิม “ธรรมนัส” เป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล แต่มั่นใจเดินมาถูกทาง มองกระแสนับคะแนนใหม่จัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าวนั่งนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม ว่า ขณะนี้ยังนับคะแนนไม่เสร็จเลย ยังนับได้ร้อยละ 92-93 เมื่อถามว่า การประชุมพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 12 ก.พ.มีวาระอะไรพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เป็นเพียงการเชิญผู้ที่ได้ทราบผลว่า ชนะอย่าง ไม่เป็นทางการ มาหารือว่า เป็นอย่างไรบ้าง มีข้อบกพร่อง และอะไรที่ควรปรับปรุงบ้าง

‘หนู’อุบสูตรตั้งรบ./รอคะแนนชัดเจน

เมื่อถามว่า การจับขั้วรัฐบาลจะเห็นรูปร่างในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราตั้งใจจะไม่ดำเนินการใดๆจนกว่ากกต.จะยืนยันว่า นับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว 100% จึงจะดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสีพรรคที่จะจับขั้วไว้ในใจแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากดูจำนวนสส.ของพรรคที่ชัดเจนก่อน ตอนหัว ค่ำวันที่ 8 ก.พ. ก็จะดีใจว่า สส.เขต 180 แต่ไปๆ มาๆ ตอนนี้เหลือ 173-174 ขณะนี้จึงยังไม่นิ่ง

เมื่อถามว่า มีสูตรการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในหัวบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้พยายามทำให้สมองปลอดโปร่งก่อน เพราะยังมีความเป็นนายกฯ ที่ต้องบริหารราชการแผ่นดินในช่วงนี้ จะเอาเวลาไปคิดแต่เรื่องของตัวเองพรรคตัวเองได้กี่คน อย่างเดียวไม่ได้ ทั้งยังมีสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ที่ยังเกิดประปราย แต่โชคดีที่หน่วยงานความมั่นคงให้ความร่วมมือ และพลเรือนร่วมด้วยเป็นอย่างดี จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าแม้จะเป็นช่วงเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังไม่หยุดทำหน้าที่ให้แก่ประชาชน

ประกาศครม.ใหม่หน้าตาดีกว่าเดิม

เมื่อถามว่า จำนวนสส.ที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ คิดว่าอยู่ที่เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องค่อยๆศึกษา ตนชอบศึกษาจากข้อมูลที่ศึกษามาในอดีตว่า อะไรที่จะทำให้การทำงานราบรื่น หรือทำให้เกิดอุปสรรคและความเสี่ยง ตนยังมีเวลานั่งคิดจนกว่า กกต.จะประกาศ เมื่อถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าหน้าตารัฐบาลที่จะออกมาจะดีเหมือนรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมีแต่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ถ้าประชาชนเชื่อว่า บุคลากรที่มีอยู่ในรัฐบาลปัจจุบันมีความสามารถเป็นที่ชื่นชมของพวกท่าน ตนจะถอยให้กลับมาแย่กว่านี้ไม่ได้ มีแต่ทำให้ดียิ่งขึ้นไป ถือเป็นความตั้งใจของตนอยู่แล้ว คะแนนเสียงจากประชาชนให้มาขนาดนี้ ตนทำอะไรเล่นๆเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ เพราะตนมีคะแนนเสียงเหล่านี้คอยกดหัวกดบ่าอยู่ ต้องตอบสนองต่อความมั่นใจและความเมตตาของประชาชน

‘ภท.’เรียกประชุมว่าที่สส.12ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไม่เป็นทางการ พรรคสามารถคว้าจำนวน สส.มาได้มากที่สุด 193 คน แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 174 ที่นั่ง แบบบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง มาเป็นอันดับ 1 และหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล และแกนนำต่างร่วมแสดงความยินดีและขอบคุณประชาชนไปเมื่อค่ำวันที่ 8 ก.พ. แล้วนั้น ในวันที่12 ก.พ. เวลา 13.00 น. พรรคภท.ได้เรียกประชุมว่าที่สส. และแกนนำพรรค เพื่อแสดงความยินดี พูดคุยแนวทางการทำงานงานระเบียบ ข้อปฏิบัติต่างๆของว่าที่สส.ใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะประกาศผลรับรองอย่างเป็นทางการ

‘ธนกร’ย้ำชนะเพราะผลลัพธ์จับต้องได้

นายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้เกียรติทหาร จริงใจและเด็ดขาดกับการจัดการปัญหาชายแดน โครงการคนละครึ่งพลัส ก็ถูกใจประชาชน อีกทั้ง สส.ของพรรคภูมิใจไทยต่างดูแลพื้นที่แบบเข้าถึง เข้าใจ ทำให้คะแนนเสียงไม่ผันผวนตามกระแสเหมือนกับพรรคอื่น สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือหัวใจสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ขณะที่พรรคประชาชนชัดเจนมาตลอดว่ามุ่งแต่คิดจะแก้โครงสร้างของประเทศ ที่สำคัญ สโลแกนมีส้มไม่มีเทา แต่พอเอาเข้าจริงก็มีแต่ข่าวเทาๆ ในพรรคหลุดออกมา ตามสื่อ ความเชื่อมั่นในสายตาประชาชนจึงพังทลาย ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ล้วนเกิดจากประชาชนมองเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มากกว่าถ้อยคำที่สวยหรู การเมืองที่ยืนอยู่บนความรับผิดชอบ เป็นมืออาชีพ และจริงใจ ทั้งนี้ เรื่องการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่นั้นสามารถเรียกร้องได้ ถือเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะพิจารณา พรรคภูมิใจไทยไม่ขอก้าวล่วงและพร้อมน้อมรับดุลยพินิจของ กกต. แต่การเรียกร้องนั้นก็ควรจะมีขอบเขตด้วย ไม่ควรจะไปยุยงปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวายอีก หลัการสำคัญที่กกต.ต้องดำเนินการคือเขตเลือกตั้งไหนมีปัญหาก็ต้องไปตรวจสอบเขตนั้นตามกฎหมาย ทุกอย่างควรว่าไปตามกฎหมาย และพรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้งก็ไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวไปไกลถึงขนาดคิดล้มการเลือกตั้ง”
นายธนกร กล่าว

‘มาร์ค’นำถก‘กก.บห.-ว่าที่สส.ใหม่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นางรัดเกล้า อินทวงศ์สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ปชป. และว่าที่ สส. พรรค ร่วมประชุมพรรคเพื่อกำหนดท่าทีของพรรคฯ หลังการเลือกตั้ง บรรยากาศ เป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ว่าที่ สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน มาร่วมประชุมพรรค พร้อมสะพายกระเป๋า โกเท่ห์ผู้แทนลุ่มน้ำ ขณะที่ สส.ใหม่ของพรรค ทั้งนางกนกพร เดชเดโช เขต 4 จ.นครศรีธรรมราช นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ เขต 3 จ.ตรัง นายสมชาติ ประดิษฐพร เขต 4 จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมประชุมพรรคอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่บางส่วนประชุมผ่านระบบซูม เช่นนายจูรี นุ่มแกัว เขต 2 จ.สงขลา นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค นายพศิน ปิตุเตชะ เขต 3 จ.ระยอง นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เขต 9 จ.สงขลา เป็นต้น

วางยุทธศาสตร์-เตรียมลต.ท้องถิ่น

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวเริ่มการประชุม โดยได้ขอบคุณที่ผู้สมัคร สส.ได้หาเสียงอย่างเต็มที่และแสดงความยินดีกับว่าที่ สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการประชุมวันนี้จะมีการกำหนดแนวทางขับเคลื่อนพรรคต่อไปไม่ใช่เฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่จะมีการวางรากฐานของพรรค หารือถึงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการทุจริตในนับคะแนนเลือกตั้ง การตรวจสอบสแกรมเมอร์ทุนเทา ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค รวมไปถึงการมอบหมายบุคคลและตั้งคณะทำงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการบริหารจัดการพรรค การกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มต่างๆ เช่นเยาวชน การจัดทำยกร่างกฎหมายตามนโยบายของพรรค เพื่อเตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และการเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นรวมไปถึง ยุทธศาสตร์พรรค พร้อมกล่าวถึงผลการเลือกตั้ง ที่ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 3.6 ล้านคะแนนใกล้เคียงกับคะแนนที่พรรคได้ในปี 2562

ไม่ต้องต่อสายมา-กางเงื่อนไขร่วมรบ.

นายอภิสิทธิ์ แถลงหลังประชุม กก.บห.ว่า ประเด็นเกี่ยวกับแนวทางของการเตรียมความพร้อมในการทำงานต่อไปว่า ในงานนิติบัญญัติได้ตั้งบุคคลที่จะเข้ามาเร่งในเรื่องการจัดทำกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ นอกจากนั้น จะได้มีการปรับโครงสร้างการทำงาน และการบริหารงานภายใน เนื่องจากคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบัน ยังไม่ได้ทำอะไรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเพราะ ต้องทำเรื่องการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เมื่อถามถึง ท่าทีของกรรมการบริหารพรรคในการกำหนดแนวทางการเข้าร่วมรัฐบาลหากพรรคอันดับหนึ่งติดต่อมานั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งพรรคก็ได้แสดงจุดยืนและท่าทีอย่างชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไข ในการว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ไปในช่วงของการหาเสียงแล้วก็ยึดตามนั้นทุกประการ ไม่ต้องรอสาย ส่วนกรณีที่ระบุว่าไม่ต้องรอสายเป็นการปิดโอกาสเลยหรือไม่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าก็เป็นไปตามเงื่อนไข ว่าเราไม่ร่วมกับพรรคไหน ถ้าจะไปร่วมก็ต้องมีเรื่องของนโยบาย รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆที่เราได้พูดไปแล้ว เมื่อถามกรณีที่หลายฝ่ายกังวลการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชนใน สภานั้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ถ้าบริหารด้วยความโปร่งใสก็ไม่ต้องกลัว

กกต.ต้องประกาศผลภายใน60วัน

สำหรับกรอบเวลาจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จภายในกี่วันนั้นนายอภิสิทธิ์ระบุว่า ฟังจากนายกรัฐในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีเสียงมากที่สุดท่านอยากให้กระบวนการของการรับรองผลของการเลือกตั้งชัดเจนก่อน ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญเบื้องต้นคือ กระบวนการของ กกต.ซึ่งมีเวลา 60 วัน ตามกฎหมาย ยิ่งมีข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาใน ช่วง 60 วัน หรือสั้นกว่านั้น ถึงแม้เราก็อยากให้เร็วแต่ก็อยากให้ชัดเจนด้วย เพราะ กกต.ก็ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพราะในที่สุดก็เอาผิดคนได้น้อยมาก ทั้งที่มีการพูดจาหนาหูกันหลายพื้นที่ว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ครั้งนี้หนักกว่ามีการกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงและกระบวนการของกกต.เองส่งผลรุนแรงกว่า ทำให้คนมีคนตั้งคำถามเรื่องระบบได้ จึงอยากให้เร่งความชัดเจนในเรื่องนี้

‘ธรรมนัส’เป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งในส่วนพรรคกล้าธรรมค่อนข้างที่จะนิ่งว่า ได้จำนวน 58 ที่นั่ง ยกเว้น สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะมีการปรับคะแนนใหม่อย่างไร ส่วนกระแสการเรียกร้องให้นับคะแนนเสียงใหม่ ตนได้โพสต์ Facebook ส่วนตัว ว่าข้องใจนับใหม่ได้พร้อมเสมอครับ หากนับใหม่ก็พร้อมเสมอ เพราะจะได้ตรวจสอบประชากรแฝงที่มาอาศัยอยู่ในจังหวัดพะเยาด้วยว่า มีสิทธิ์เลือกตั้งจริงหรือไม่ การนับคะแนนเสียงใหม่ เป็นเรื่องของกกต.ที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ ส่วนเรื่องพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล ย้ำว่า ขณะนี้ยังมีการพูดคุยและยิ่งมีเรื่องของการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ก็ต้องเลื่อนออกไป รอให้สถานการณ์คลี่คลายและมีความชัดเจนก่อน แต่จากประสบการณ์ทางการเมือง หากมีปัญหาในส่วนนี้ คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้าออกไปอีกนาน แต่หากนับตามกรอบรัฐธรรมนูญในระยะเวลา 60 วัน หากนับคะแนนเสียงได้เกิน 95%เปิดประชุมสภาฯได้เลย

เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรม พร้อมเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เป็นนักการเมือง ต้องเป็นได้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ตนมั่นใจว่า เดินมาถูกทางแล้วและเป็น สส.ต้องดูแลพื้นที่เป็นสำคัญ

‘ไอติม’ลุ้นหน.พรรคคนใหม่’ปชน.

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส.ว่า ในช่วงเดือนมี.ค.และ เม.ย.2569 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส.และผู้สมัคร สส.ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส.ไม่ถึง 200 คน จะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส.เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้ หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อกว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน การเลือกตั้งครั้งนี้จะถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับการบริหารพรรคในอนาคตซึ่งทำแบบนี้มาทุกการเลือกตั้งคาดว่าในการสัมมนาจะมีแบบแผนในการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

‘แก้วตา’จี้’เท้ง’ไขก๊อกพ่ายเลือกตั้ง

กลายเป็นไวรัลข้ามคืนเมื่ออดีต สส.สาวค่ายส้ม แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ โพสต์ไอจีสตอรี่รัวๆ ตลอดทั้งคืนวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งสารถึง เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน หลังจบศึกเลือกตั้ง 2569 ด้วยความพ่ายแพ้ งานนี้ไม่มีคำว่าพี่น้อง เพราะเจ้าตัวซัดยับตั้งแต่คำว่า ไร้ภาวะผู้นำ ไปจนถึงขั้นจี้ให้ลาออกซะเถอะ โดยสตอรี่ของเธอทำเอาชาวเน็ตต้องแคปไว้รัว ๆ อย่างหน้าแรกเป็นคลิปในรายการข่าวช่องดัง พร้อมแคปชั่นว่า “ลาออกเถอะ ไร้ภาวะผู้นำ”

‘รังษี’พร้อมร่วมรบ.ลุยแก้สแกมเมอร์

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ย้ำทิศทางการทำงานทางการเมือง ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย ว่า พรรคยังคงเดินหน้าทำงานด้านการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ พร้อมรับภารกิจแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ รวมถึงปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.รังษี กล่าวว่า หากได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำงานในภาครัฐตนพร้อมลุยทันที ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ การตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน

“ถ้ามอบความรับผิดชอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ เรื่องความมั่นคง ผมรับทันที ผมพร้อมทำงานจริง”

หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจย้ำว่า พรรคไม่ต้องการเข้าไปมีอำนาจเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องการเข้าไป “แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นธรรม

ในด้านเอกภาพภายในพรรค พล.อ.รังษีระบุว่าแม้พรรคจะมี สส. เพียง 3 คน แต่ทุกคนยึดแนวทางเดียวกัน และการตัดสินใจสำคัญอยู่ภายใต้กรอบของหัวหน้าพรรคอย่างชัดเจน

“ผมคุยกันรู้เรื่องแล้ว เรื่องสำคัญอยู่ที่หัวหน้าพรรค ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน”

พร้อมแสดงความมั่นใจว่าสามารถกำกับดูแล สส.ของพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารและการทำงานกับบุคลากรจำนวนมาก

ยันเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน

สำหรับกรณีที่อยู่ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจโดยตั้งใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน และไม่ผูกขาดตำแหน่งทางการเมืองไว้กับตนเอง

“ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่อยากเอา สส. แก่ ที่ไม่ปล่อยให้รุ่นใหม่ได้ทำงาน”

พร้อมย้ำว่าหากต้องการยึดอำนาจ ตนสามารถลงลำดับต้นได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะต้องการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบทีม

“ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค แบบเผด็จการ ผมลงเบอร์หนึ่งไปแล้ว แต่ผมไม่เอา ผมเอาเรื่องงานเป็นหลัก”

พล.อ.รังษีระบุด้วยว่าพรรคเศรษฐกิจพร้อมทำงานกับทุกฝ่ายบนหลักการที่ชัดเจน โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ความมั่นคงชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในระยะยาว

เชิดชู‘ชวน หลีกภัย’ สร้างประวัติศาสตร์ สส.17 สมัยรวม 56 ปี

เชิดชู‘ชวน หลีกภัย’ สร้างประวัติศาสตร์ สส.17สมัยรวม56ปี

เชิดชู‘ชวน หลีกภัย’ สร้างประวัติศาสตร์ สส.17สมัยรวม56ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชิดชู‘ชวน หลีกภัย’ สร้างประวัติศาสตร์ สส.17สมัยรวม56ปี

เปิดสถิติเลือกตั้ง’69 พรรคประชาธิปัตย์ยังรักษาเก้าอี้สส.ในภาคใต้ ไว้ได้ ขณะที่ “นายชวน หลีกภัย” ทำสถิติ เป็นสส.ติดต่อกัน และไม่เคยสอบตกเลยนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ได้สส.เขต 10 คน และสส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ได้ที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อ 12 คน ซึ่ง 1 ใน 12 คนมีชื่อนายชวน หลีกภัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อในลำดับที่ 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าสภาฯเป็นสมัยที่ 18 อย่างแน่นอนแล้ว ถือเป็นสถิติประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสส.ต่อเนื่องยาวนานที่สุด 17 สมัย รวม 56 ปี

ย้อนกลับไปดูเส้นทางการเมืองของนายชวนตลอด 56 ปีที่ผ่านมา ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรก เป็นสส. จังหวัดตรัง 11 สมัย เริ่มตั้งแต่ปี 2512 ถึงปี 2539 สส.แบบบัญชีรายชื่อ 7 สมัย ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา รวมถึงสมัยล่าสุดปี 2569 นอกจากนี้ ในการทำงานเส้นทางการเมือง นายชวนยังดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ได้แก่ นายกรัฐมนตรี 2 สมัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย รวมถึงผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ 3 สมัย

ตลอดเส้นทางการเมืองกว่า 50 ปี นายชวนได้รับการยกย่องเป็นนักการเมือง ที่มีภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ยึดมั่นระบบรัฐสภา เป็นผู้เดินทางสายกลาง ไม่ก้าวร้าวรุนแรง และมีภาพพจน์ความซื่อสัตย์ สุจริต มัธยัสถ์ มีชีวิตความ เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นายชวน ได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคใต้เป็นนักการเมืองที่ได้รับสมญานามว่า ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง

ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2481 ที่ตำบลท้ายพรุ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 9 คนของนายนิยมและ นางถ้วน หลีกภัย บิดาเป็นครูประชาบาล มารดาเป็นชาวสวนยาง และค้าขาย หลังจบการศึกษาจากระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาที่ จ.ตรัง แล้ว นายชวนได้เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนศิลปศึกษาหรือโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม ก่อนสมัครเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในพ.ศ. 2501 ขณะยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิด มีชื่อรุ่นว่า นิติศาสตร์ 01 มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น นายสมัคร สุนทรเวช นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2505 ก่อนสอบได้เป็นเนติบัณฑิตไทย พ.ศ. 2507

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.แถลงการณ์จี้ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องศาลยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้าน ก่อนครบเส้นตาย 90 วัน ชี้บททดสอบการเมืองสุจริต-ป้องศักดิ์ศรีตลาดทุนไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม “อภิสิทธิ์”เปิดหน้าชน “ทุนเทาสแกมเมอร์” เรียกร้องหน่วยงานรัฐ อย่าปล่อยให้เวลา 90 วันสูญเปล่า ต้องเร่งขยายผลถึงสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ด้านกลุ่มเหยื่อสแกมเมอร์บุกร้องปปง.คัดค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายกว่า 1หมื่นล้าน หวั่นกระทบสิทธิการเฉลี่ย คืนทรัพย์ ด้านรองเลขาฯย้ำพิจารณาตามพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ออกแถลงการณ์ระบุว่าถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ด้วยพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามเรื่อง ธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น ตามที่ได้เสนอต่อปปง.เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ปชป.จี้ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์

และขอชื่นชม การปฏิบัติการของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับสำนักงาน ปปง.ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)นำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์ 9.2 พันล้านบาทโดยมีระยะเวลาในการยึด อายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งจากวันนี้ เหลือเวลาเพียงไม่เกิน 18 วันเท่านั้น ในการดำเนินการส่งอัยการฟ้องเพื่อนำสู่การฟ้องศาล เพื่อยึดทรัพย์เหล่านี้ให้ตกเป็นของรัฐอย่างชัดเจน

พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับข้อมูลว่าปปง.จะมีการประชุมในบ่ายวันนี้จึงขอเสนอความเห็น ดังนี้

1.การดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ของ ปปง. ตั้งแต่ช่วงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลักฐานความผิดในข้อหา อั้งยี่-ซ่องโจร-ฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย พบเส้นทางฟอกเงินมีโอนต่อเป็นทอดๆ มาถึงบัญชีเหล่านี้ ดังที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะให้เป็นที่ทราบกันแล้วทั่วโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลและทุกหน่วยงาน รวมทั้ง ปปง.ต้องดำเนินการขั้นต่อไปอย่างจริงจัง

ชี้บททดสอบการเมืองสุจริต

เรื่องนี้จะเป็นการทดสอบ“การเมืองสุจริต”ของรัฐบาลไทย และเป็นการรักษาศักดิ์ศรี และ ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ประเทศไทยจะต้องไม่ยอมให้กลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของการกระทำผิดของกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาจากผู้กระทำความผิดในประเทศรอบๆ อย่างจริงจัง

2.จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผู้กระทำความผิดและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเช่นกลุ่ม Capital Asia Investment (CAI) ยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI สรุปสำนวนคดีส่งป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ม.157 ข้าราชการฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีรวม 6 ราย ไปแล้วด้วย จึงถือว่าเป็นกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง

ป้องศักดิ์ศรีตลาดทุนไทยในสายตาโลก

3.จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ยังพบแหล่งสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มบุคคลที่ถูกยึดอายัดทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถูกยึด อายัดและตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ครบถ้วนตามเรื่องที่ พรรคฯได้นำเสนอตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนและกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเตรียมเสนอให้ขยายวงหลักทรัพย์ และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป

การดำเนินการในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาล ปปง.และทุกหน่วยงานภาครัฐ จะได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็น การสู้ภัยสแกมเมอร์และปกป้องศักดิ์ศรีของตลาดทุนไทย และประเทศไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป

‘อภิสิทธิ์’เปิดหน้าชน‘ทุนเทา’

เวลา 12.22 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่าพรรคได้ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทุนเทาสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้นวันนี้คือวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียง 17 วัน นับตั้งแต่ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาตรการยึดอายัดทรัพย์ไว้เพราะว่าตามกฎหมายจะมีเวลา 90 วัน ในการดำเนินการเรื่องนี้

อย่าปล่อยให้เวลา90วันสูญเปล่า

สิ่งที่เราอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่าปล่อยให้ระยะเวลา 90 วันผ่านพ้นไปจนสุดท้ายไม่มีมาตรการที่เป็นการยึดอายัดทรัพย์ชั่วคราว ไม่ได้ส่งผลอะไรประกอบกับในช่วงที่ผ่านมายังเห็นว่ามีบุคคลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเช่นสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมด้วยและไปเกี่ยวข้องกับโครงการอื่นเช่นกันซึ่งเรามองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควรในการที่จะยึดอายัดทรัพย์หรือป้องกันไม่ให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปจนถึงเรื่องการที่จะทำให้สามารถขยายผลไปยังบุคคลต่างๆ ได้

“ตอนนี้ก็เป็นรัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจหน้าที่โดยตรงไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานเช่น ก.ล.ต. แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งรัดเรื่องนี้เพราะถ้าปล่อยระยะเวลาที่ผ่านไปแล้วยิ่งมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลรักษาการและอีกยาวเลยในที่สุด มาตรการทั้งหลายในการปราบปรามก็จะไม่เกิดผล จึงอยากให้เร่งทำตรงนี้แล้วก็ขยายผลต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เหยื่อสแกมเมอร์ร้องค้านถอนอายัด

วันเดียวกัน เวลา 11.00 น.ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมผู้เสียหายจากคดีแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กว่า 30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการปปง.เพื่อคัดค้านการเพิกถอนทรัพย์สินที่อายัดไว้มูลค่า 10,000 กว่าล้านบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์โดยมีนายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการปปง.และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับหนังสือ

สำหรับการยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อคัดค้านการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ”นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา และถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับภูมิภาคในอาเซียนซึ่งกลุ่มผู้เสียหายมีความกังวลต่อกระแสข่าวเรื่องความพยายามแทรกแซงกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรมพร้อมทั้งให้กำลังใจเลขาธิการปปง.และคณะกรรมการธุรกรรมในการดำเนินคดีดังกล่าว

หวั่นกระทบสิทธิการเฉลี่ยคืนทรัพย์

นายยศวินทร์ เปิดเผยว่า วันนี้นำรายชื่อผู้เสียหายกว่า 180 คน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวม ประมาณ 500 ล้านบาท มายื่นประกอบคำคัดค้านโดยผู้เสียหายแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ตามลักษณะพฤติการณ์การหลอกลวง เช่น หลอกลงทุน หลอกให้รักแล้วชักชวนลงทุน ข่มขู่ หลอกกดลิงก์ หลอกให้ร่วมลงทุนในกลุ่มซื้อขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงกรณีเงินเกษียณและคดีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในลักษณะต่างๆ จากการติดตามเส้นทางการเงินและกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าเงินส่วนใหญ่มีปลายทางไปยังประเทศกัมพูชา เชื่อว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอีกทั้งกังวลว่าหากมีการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ อาจทำให้ผู้เสียหาย ไม่ได้รับการเฉลี่ยคืนทรัพย์สินตามสิทธิ

“นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางให้ใช้หลักการแบ่งกลุ่มผู้เสียหายตามแผนประทุษกรรม แทนการพิสูจน์เส้นทางการเงินรายบุคคลเพื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิและเฉลี่ยทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหายได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารติดตามกระบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายจำนวนมาก”นายยศวินทร์ ย้ำ

รองเลขาฯย้ำพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ด้าน นายวิทยา กล่าวว่าคดีดังกล่าว คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในภาพรวมหลายคดี มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์รายสำคัญ โดยหลังมีคำสั่งอายัดต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์ชี้แจงแสดงหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมช่วงบ่ายวันนี้ จะพิจารณาว่าคำชี้แจงของผู้ถูกอายัดทรัพย์มีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังได้ และเป็นไปตามหลักกฎหมาย อาจมีมติให้เพิกถอนการอายัด แต่หากไม่สามารถชี้แจงได้ คณะกรรมการจะมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อประกาศคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย

การทำงานของปปง.ตั้งแต่เริ่มต้นได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อนเสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาโดยกฎหมายปปง.ให้อำนาจยึดอายัดทรัพย์เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน และผู้ถูกอายัด มีหน้าที่ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์สิน

“ทั้งนี้การชี้แจงส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านทนายความ และเกี่ยวข้องทั้งเจ้าของทรัพย์ที่ถูกอายัด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนในการซื้อหุ้นบางจากตามที่เป็นข่าวซึ่งรายละเอียดเชิงลึกไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นความลับในสำนวน”นายวิทยากล่าว พร้อมย้ำว่าการพิจารณาต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และต้องรับฟังคำชี้แจงตามหลักกฎหมาย