“นาซา” สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ “ป่วยหนัก”

"นาซา" สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ "ป่วยหนัก"

9 ม.ค. 2569 15:03 น.

“นาซา” สั่งยุติภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติก่อนกำหนด หลังพบนักบินอวกาศ “ป่วยหนัก”

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เปิดเผยว่า จะยุติภารกิจของลูกเรือ 4 คนบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือน หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งประสบภาวะทางการแพทย์ที่ “รุนแรง” แม้ไม่เปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดอาการด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว แต่ยืนยันว่าผู้ป่วยมีอาการทรงตัวและไม่เข้าข่ายการอพยพฉุกเฉิน

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ว่า จำเป็นต้องส่งตัวนักบินอวกาศชุด “Crew-11” จำนวน 4 ราย ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) กลับสู่โลกเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากปัญหาสุขภาพของนักบินอวกาศรายหนึ่ง

จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา และคณะเจ้าหน้าที่แถลงว่า นักบินอวกาศคนดังกล่าวมี “อาการป่วยที่รุนแรง” แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานและไม่ใช่การอพยพฉุกเฉิน โดยอาการของผู้ป่วยในขณะนี้ยังคงทรงตัว ทั้งนี้  นาซาปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อนักบินอวกาศและรายละเอียดของโรค โดยอ้างเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนาซาได้สั่งยกเลิกการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ (Spacewalk) อย่างกะทันหัน โดยระบุเพียงว่ามี “ข้อกังวลทางการแพทย์” ก่อนจะมีการประกาศยุติภารกิจในที่สุด

ดร. เจมส์ โพล์ค หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของนาซาระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 65 ปีของหน่วยงาน และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการส่งคนไปประจำการบนไอเอสเอส เมื่อปี 2000 ที่ต้องมีการเดินทางกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลทางการแพทย์

สำหรับรายชื่อลูกเรือชุด Crew-11 ประกอบด้วย ซีน่า คาร์ดแมน นักบินอวกาศนาซา, ไมค์ ฟิงเก้ นักบินอวกาศนาซา, คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และโอเลก ปลาโตนอฟ นักบินอวกาศจากรัสเซีย

แผนการรับมือบนสถานีอวกาศลูกเรือชุดนี้เริ่มปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยเดินทางด้วยแคปซูล Crew Dragon ของสเปซเอ็กซ์ และเดิมมีกำหนดกลับในเดือนหน้า หลังจากการส่งตัวชุดนี้กลับ จะเหลือนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 1 ราย และชาวรัสเซีย 2 ราย ประจำการอยู่บนไอเอสเอสต่อไป

ดร. ซีเมียน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์อวกาศ ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนลูกเรืออาจส่งผลให้การทดลองและการซ่อมบำรุงบางอย่างต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากนักบินที่เหลือต้องให้ความสำคัญกับการ “ดูแลรักษาบ้าน” หรือตัวสถานีอวกาศให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเพื่อรอการส่งชุดใหม่ไปเสริมทีม

ทั้งนี้ นาซาคาดว่าจะมีการอัปเดตกำหนดการเดินทางกลับโลกที่ชัดเจนภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า.

ที่มา BBC

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

9 ม.ค. 2569 14:32 น.

ทีวีอิหร่านเผยภาพรถถูกจุดไฟเผาตามท้องถนน ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ยังลุกลาม

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ภาพเหตุไฟลุกไหม้บนท้องถนนหลายจุดในกรุงเตหะราน ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ที่ยืดเยื้อ

ภาพที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น แสดงให้เห็นรถยนต์หลายคันถูกไฟเผาไหม้บนถนนในช่วงเวลากลางคืน ขณะที่มีเสียงผู้ชุมนุมตะโกนและเดินขบวนไปตามท้องถนน โดยสื่อของรัฐไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนผู้ร่วมชุมนุมหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น

รายงานระบุว่า การประท้วงเกิดขึ้นหลังจาก เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมาร ซึ่งพำนักอยู่ในต่างประเทศ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านออกมาชุมนุมกดดันรัฐบาล ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศ

สำนักงานข่าว Human Rights Activists News Agency ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบ มีการชุมนุมประท้วงมากกว่า 390 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 31 จังหวัดทั่วประเทศอิหร่าน

รายงานระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 42 ราย ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,270 คน โดยองค์กรดังกล่าวอาศัยเครือข่ายนักเคลื่อนไหวภายในอิหร่านเป็นแหล่งข้อมูลในการรายงานข่าว และมีประวัติความแม่นยำในการรายงานเหตุความไม่สงบครั้งก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม การประเมินขนาดและความรุนแรงของการประท้วงในครั้งนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสื่อของรัฐอิหร่านให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมอย่างจำกัด ขณะที่วิดีโอที่เผยแพร่ทางออนไลน์มีเพียงภาพสั้นๆ แสดงให้เห็นผู้คนบนท้องถนน หรือเสียงปืนดังเป็นระยะ

ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวในอิหร่านยังเผชิญข้อจำกัดในการทำข่าวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการต้องขออนุญาตเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตยังยิ่งทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการรายงานสถานการณ์เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ทำให้จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บหรือผู้ถูกจับกุมจากเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าว

ทั้งนี้ สื่อของรัฐอิหร่านอยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งห้ามสื่อภายในประเทศให้ความร่วมมือหรือส่งต่อภาพข่าวให้กับสื่อต่างประเทศ โดยหากฝ่าฝืนทางการสามารถสั่งปิดสำนักงานสื่อในอิหร่านได้ทันที.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

9 ม.ค. 2569 13:37 น.

รัสเซียถล่มเคียฟหนัก ดับ 4 ศพ หลังปฏิเสธแผนกองกำลังรักษาสันติภาพตะวันตก

รัสเซียเปิดฉากระดมโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก หลังรัสเซียปฏิเสธแผนสันติภาพล่าสุดที่เสนอโดยชาติตะวันตก พร้อมขู่ทหารยุโรปที่จะเข้ามาประจำการในยูเครนถือเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” ขณะที่เมืองลวีฟถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง

ตำรวจกรุงเคียฟของยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้อาคารอพาร์ตเมนต์หลายแห่งเกิดเพลิงไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 24 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัย เหตุโจมตีเกิดขึ้นไม่นานหลังจากรัสเซียปฏิเสธแผนการจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพภายหลังสงคราม ซึ่งยูเครนและชาติพันธมิตรตะวันตกเพิ่งเห็นพ้องกัน

ตามแผนดังกล่าว ชาติยุโรปจะส่งกองกำลังเข้าประจำการในยูเครนหลังการหยุดยิง เพื่อรับประกันความมั่นคง อย่างไรก็ตาม รัสเซียซึ่งอ้างว่าการรุกรานยูเครนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 มีเป้าหมายเพื่อสกัดการขยายตัวของนาโต ย้ำไม่ยอมรับการมีอยู่ของกองกำลังตะวันตกในยูเครน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย มาเรีย ซาคาโรวา เตือนว่า กองกำลังเหล่านี้จะถือเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” และโจมตียูเครนพร้อมพันธมิตรสหรัฐฯ และยุโรปว่าเป็น “แกนแห่งสงคราม”

ในกรุงเคียฟ การโจมตีด้วยโดรนหลายระลอกคร่าชีวิตประชาชน 4 ราย โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินที่ถูกสังหารขณะเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ก่อนพื้นที่จะถูกโจมตีซ้ำ นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า หลายย่านไฟฟ้าดับจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของศัตรูอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ฝั่งรัสเซีย ผู้ว่าการแคว้นเบลโกรอดระบุว่า การโจมตีของยูเครนทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนขาดไฟฟ้าและความร้อน และเกือบ 200,000 คนไม่มีน้ำใช้ หลังโครงสร้างสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย

กองทัพยูเครนประกาศเตือนภัยขีปนาวุธทั่วประเทศตั้งแต่เช้ามืดวันศุกร์ (9 ม.ค.) หลังยืนยันว่ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียขึ้นบิน ด้านกองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า เมืองลวิฟทางตะวันตกถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงใกล้เที่ยงคืน ด้วยความเร็วราว 13,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทางการท้องถิ่นระบุว่าระดับกัมมันตรังสียังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานทูตสหรัฐฯ ในยูเครนเตือนถึงความเป็นไปได้ของการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่ยูเครนยังเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในหลายภูมิภาคท่ามกลางฤดูหนาวอันหนาวจัด

ด้านการทูต นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ ยอมรับว่า ข้อตกลงหยุดยิงยัง “ห่างไกล” จากความเป็นจริง เนื่องจากจุดยืนของรัสเซีย โดยมอสโกเรียกแผนรับประกันความมั่นคงหลังสงครามว่า “อันตรายและทำลายล้าง” ขณะเดียวกัน ประเด็นดินแดนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ รัสเซียยืนกรานควบคุมภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ซึ่งยูเครนปฏิเสธ และกองทัพรัสเซียอ้างว่ายึดหมู่บ้านเพิ่มได้อีกแห่งในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสก์ ท่ามกลางการรุกคืบอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

9 ม.ค. 2569 13:01 น.

จนท. สหรัฐฯ ยิงคนเจ็บ 2 รายในเมืองพอร์ตแลนด์ หลังเหตุ จนท. ยิงหญิงดับในมินนิอาโพลิส

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน จากเหตุยิงปะทะที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยตำรวจพอร์ตแลนด์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บเป็นชายและหญิง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่ทราบอาการแน่ชัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังเหตุวิสามัญฯ หญิงรายหนึ่งในเมืองมินนิอาโพลิส จนจุดฉนวนประท้วงไล่รัฐบาลทรัมป์ทั่วประเทศ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ยืนยันว่าเกิดเหตุยิงกันที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง เมื่อเวลา 14:19 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ระหว่างการเรียกตรวจรถยนต์ต้องสงสัยในย่านเฮเซลวูด เมืองพอร์ตแลนด์

แถลงการณ์จากกระทรวงฯ ระบุว่า เป้าหมายของการปฏิบัติการครั้งนี้คือชายชาวเวเนซุเอลาซึ่งเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และมีความเชื่อมโยงกับ “Tren de Aragua” แก๊งอาชญากรข้ามชาติที่พัวพันกับขบวนการค้าประเวณีและเหตุยิงกันในพอร์ตแลนด์ก่อนหน้านี้ โดยในจังหวะที่เจ้าหน้าที่แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น คนขับรถได้ “ใช้รถเป็นอาวุธ” พยายามพุ่งชนเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลั่นไกเพื่อป้องกันตัว

หลังถูกยิง รถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะได้รับแจ้งเหตุและพบรถคันดังกล่าวจอดห่างออกไปหลายช่วงตึก ภายในรถพบชายและหญิง ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นสามีภรรยากัน ได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน เจ้าหน้าที่ต้องรีบใช้สายรัดห้ามเลือด  และนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ขณะนี้ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เนื่องจากเพิ่งเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ ยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในมินนิอาโพลิส เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา

ด้านนายกเทศมนตรีพอร์ตแลนด์ คีธ วิลสัน จากพรรคเดโมแครต ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ยุติการปฏิบัติการทั้งหมดในเมืองทันทีจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น โดยระบุว่า “ยุคสมัยที่เราจะเชื่อคำพูดของรัฐบาลกลางได้เพียงฝ่ายเดียวนั้นมันผ่านพ้นไปนานแล้ว” และกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามสร้างความแตกแยกในชุมชน

ตำรวจเมืองพอร์ตแลนด์ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงในครั้งนี้ และขณะนี้ FBI ได้เข้ามาเป็นผู้นำในการสอบสวนคดีแล้ว

ลู เฟรเดอริก สมาชิกวุฒิสภารัฐออริกอน เตือนว่าหากรัฐบาลกลางไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้าร่วมสอบสวน ประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในผลการสอบสวนอย่างแน่นอน ขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ในพอร์ตแลนด์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานการจับกุมผู้ประท้วงที่พกพาอาวุธมีดไปข่มขู่ผู้อื่นเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาด้วย.

ที่มา BBC

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว “มาดูโร”

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว "มาดูโร"

9 ม.ค. 2569 12:21 น.

เวเนซุเอลาเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง หลังสหรัฐฯ รวบตัว “มาดูโร”

รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาภายใต้การนำของ “เดลซี โรดริเกซ” เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมืองชุดแรก เพื่อสร้างความปรองดองในชาติและแสดงเจตจำนงที่ดีต่อสหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดคุกอื้อฉาว “เอล เฮลิคอยด์” ทันที ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้าน “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” เตรียมบินพบทรัมป์สัปดาห์หน้า

รัฐบาลเวเนซุเอลาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็น “นักโทษการเมือง” โดยความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกจู่โจมสายฟ้าแลบในกรุงคารากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) เพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดที่นครนิวยอร์ก

กระทรวงการต่างประเทศสเปนยืนยันว่า มีชาวสเปน 5 รายได้รับอิสรภาพแล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือ โรซิโอ ซาน มิเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนักเคลื่อนไหวชื่อดังที่ถูกจับกุมเมื่อต้นปี 2024 ในข้อหาทรยศต่อชาติและสมคบคิดลอบสังหารมาดูโร ซึ่งเธอเป็นนักวิจารณ์ตัวยงที่ถูกคุมขังมานานเกือบสองปี

จอร์จ โรดริเกซ  ประธานสภาแห่งชาติและพี่ชายของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า การปล่อยตัวครั้งนี้ทำไปเพื่อ “ความสามัคคีของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนหรือรายชื่อทั้งหมด แต่คาดว่าจะมีผู้ได้รับอิสรภาพเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคำประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งให้ปิดคุก “เอล เฮลิคอยด์” (El Helicoide) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ทางการเมืองและขึ้นชื่อเรื่องการทรมานนักโทษด้วยการทุบตีและช็อตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชน Provea เตือนว่าการปิดคุกแห่งนี้ไม่ควรทำให้สังคมละเลยสถานกักกันอื่นๆ ที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่ทั่วประเทศ

ด้าน มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยตัวพันธมิตรของเธอมาโดยตลอด มีกำหนดการจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

จากการสัมภาษณ์ในรายการ Hannity ทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า มาชาโดได้เสนอที่จะมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่เขา ซึ่งทรัมป์ระบุว่า “นั่นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

เบื้องหลังการกวาดล้างทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลของมาดูโร โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2024 ที่มีการโต้แย้งอย่างหนัก ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้การจับกุมเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง ขณะที่อัยการสูงสุดของมาดูโรปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีนักโทษการเมืองในประเทศ มีเพียงผู้กระทำความผิดจริงตามกฎหมายเท่านั้น

การเริ่มปล่อยตัวนักโทษในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ และเป็นท่าทีที่รัฐบาลรักษาการแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดอนาคตใหม่ของเวเนซุเอลา.

ที่มา BBC

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

9 ม.ค. 2569 10:59 น.

กองขยะเท่าตึก 10 ชั้น ถล่มที่เมืองเซบู ดับ 1 สูญหาย 38 ราย

เกิดเหตุกองขยะขนาดยักษ์ ความสูงราวตึก 10 ชั้น ที่บ่อฝังกลบขยะบีนาลิว ในเขตบีนาลิว เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เกิดถล่มเมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 มกราคม ส่งผลให้ขยะจำนวนมหาศาลถล่มทับอาคารสำนักงาน โครงเหล็ก และพื้นที่ทำงานใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอย่างน้อย 1 ราย สูญหายอย่างน้อย 38 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดที่เกิดเหตุเป็นสถานบริหารจัดการขยะภายใต้การดูแลของบริษัท Prime Waste Solutions Cebu แรงสั่นสะเทือนจากการถล่มทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่เมื่อออกมาดูจึงพบว่าส่วนหนึ่งของกองขยะได้พังครืนลงมา ทับร่างของคนงานและโครงสร้างเหล็กของอาคารจนพังยับเยิน

สรุปความเสียหายเบื้องต้น พบผู้เสียชีวิต ยืนยันแล้ว 1 ราย เป็นชาวเมืองคอนโซลาซิออน ผู้สูญหายอยู่ระหว่างการค้นหา 38 ราย มีรายงานผู้บาดเจ็บหลายรายถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแล้ว

เทเรซา อเลกาโด นายกเทศมนตรีเมืองคอนโซลาซิออน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์นี้ เนื่องจากคนงานในบ่อขยะดังกล่าวร้อยละ 70-80 เป็นผู้อยู่อาศัยในเมือง พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (DENR) ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อข้อร้องเรียนด้านความปลอดภัยที่เคยแจ้งไปก่อนหน้านี้

ด้าน โจเอล การ์กาเนรา ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาเมืองเซบู ระบุว่าสาเหตุเบื้องต้นไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศ เนื่องจากขณะเกิดเหตุสภาพอากาศแจ่มใส แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากปริมาณขยะที่ถูกสะสมไว้สูงเกินไปจนโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหวและถล่มลงมาในที่สุด นายการ์กาเนรา กล่าวว่า กองขยะดังกล่าวน่าจะ “สูงประมาณตึก 10 ชั้น”

ขณะนี้ ทีมกู้ภัยพร้อมรถพยาบาลและเครื่องจักรหนักได้ระดมกำลังลงพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้กองขยะอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงของชั้นขยะที่เหลือซึ่งอาจถล่มซ้ำลงมาได้.

ที่มา Cebu Daily News

สุดระทึก มือมืดขว้างลูกระเบิดใส่ส.ส. หญิงฮอนดูรัส โกลาหลทั้งสภา (คลิป)

สุดระทึก มือมืดขว้างลูกระเบิดใส่ส.ส. หญิงฮอนดูรัส โกลาหลทั้งสภา (คลิป)

9 ม.ค. 2569 10:24 น.

สุดระทึก มือมืดขว้างลูกระเบิดใส่ส.ส. หญิงฮอนดูรัส โกลาหลทั้งสภา (คลิป)

เกิดเหตุระทึกในประเทศฮอนดูรัส เมื่อมีผู้ขว้างวัตถุระเบิดใส่ ส.ส.หญิงฝ่ายค้านกลางอาคารรัฐสภา ก่อนการประชุมเพียงไม่กี่นาที เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพและควบคุมพื้นที่ 

โลกโซเชียลแห่แชร์คลิปภาพวินาทีที่ลูกระเบิดถูกโยนเข้ามาใส่ส.ส. หญิงจากพรรคชาตินิยม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านของฮอนดูรัส เพียงไม่กี่นาทีก่อนการเปิดประชุมรัฐสภา โดยระเบิดโดนใส่หลังเธอเต็มๆ แต่เคราะห์ดีที่อานุภาพระเบิดไม่รุนแรง ทำให้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ที่กรุงเตกูซิกัลปา เมืองหลวงของประเทศฮอนดูรัส เมื่อมีบุคคลไม่ทราบฝ่ายขว้างอุปกรณ์ระเบิดใส่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ ลุยส์ เรดอนโด ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมเพื่อรายงานผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

เหตุระเบิดทำให้เกิดความแตกตื่นในอาคารรัฐสภา เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยต้องเร่งอพยพสมาชิกรัฐสภาและบุคลากรออกจากพื้นที่ทันที

ขณะนี้ทางการฮอนดูรัสอยู่ระหว่างการสอบสวน เพื่อหาผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ แม้เบื้องต้นจะไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่เหตุรุนแรงครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศอย่างมาก.

ที่มา : Agencia EFE

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮอนดูรัส

เดนมาร์ก–กรีนแลนด์เร่งเจรจาทำเนียบขาวด่วน หลังทรัมป์พูดชัด “อยากฮุบกรีนแลนด์”

เดนมาร์ก–กรีนแลนด์เร่งเจรจาทำเนียบขาวด่วน หลังทรัมป์พูดชัด "อยากฮุบกรีนแลนด์"

9 ม.ค. 2569 09:00 น.

เดนมาร์ก–กรีนแลนด์เร่งเจรจาทำเนียบขาวด่วน หลังทรัมป์พูดชัด “อยากฮุบกรีนแลนด์”

ผู้แทนทางการทูตของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ประจำสหรัฐฯ เปิดฉากเคลื่อนไหวเชิงรุก พบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวและสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ หวังกดดันรัฐบาลอเมริกัน เบรกแนวคิดยึดครองกรีนแลนด์ของทรัมป์

แหล่งข่าวจากรัฐบาลเดนมาร์กระบุว่า เยสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำกรุงวอชิงตัน และ จาค็อบ อิสบอเซธเซน ผู้แทนสูงสุดของกรีนแลนด์ประจำสหรัฐฯ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือกรณีที่ทรัมป์รื้อฟื้นแนวคิดการซื้อหรือยึดกรีนแลนด์ จนถึงขั้นอาจใช้กำลังทางทหาร 

นอกจากการเข้าพบเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารแล้ว ผู้แทนเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยังได้พบกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ หลายรายตลอดสัปดาห์นี้ เพื่อขอแรงสนับสนุนในการโน้มน้าวให้ทรัมป์ ยุติท่าทีแข็งกร้าวต่อกรีนแลนด์

ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า ซึ่งถูกจับตาว่าอาจเป็นเวทีสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดทางการทูต

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times โดยย้ำจุดยืนว่า สหรัฐฯ ควรเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ทั้งเกาะ แทนการอาศัยสนธิสัญญาที่มีอยู่เดิม โดยระบุว่าการเป็นเจ้าของ จะให้อำนาจและศักยภาพบางอย่างที่จะไม่มีวันได้จากแค่การเช่าหรือการทำสนธิสัญญา

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และเดนมาร์กมีสนธิสัญญาตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากทั้งเดนมาร์กและรัฐบาลท้องถิ่นกรีนแลนด์

ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนท่าทีของทรัมป์ โดยเรียกร้องให้ผู้นำยุโรปจริงจัง กับคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมชี้ว่าประเด็นกรีนแลนด์เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคง

ฝั่งรัฐบาลเดนมาร์กแสดงความหวังต่อการเจรจากับสหรัฐฯ โดย ทรอลส์ ลุนด์ โพลเซน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์ก ระบุว่า การหารือกับรูบิโอคือบทสนทนาที่จำเป็น และเกิดขึ้นตามคำร้องขอร่วมกันของรัฐบาลเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์

กรีนแลนด์ ซึ่งกว่า 80% ของพื้นที่อยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล มีประชากรราว 56,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองอินูอิต และถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคอาร์กติกของมหาอำนาจโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กรีนแลนด์

นาซ่ายุติภารกิจ ISS ก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศป่วยหนัก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นาซ่ายุติภารกิจ ISS ก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศป่วยหนัก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

9 ม.ค. 2569 08:30 น.

นาซ่ายุติภารกิจ ISS ก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศป่วยหนัก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นาซ่าเตรียมนำนักบินอวกาศ 4 นาย จากสถานีอวกาศนานาชาติ กลับโลกก่อนกำหนดราว 1 เดือน หลังพบนักบินอวกาศรายหนึ่งมีอาการป่วยหนัก นับเป็นการกลับโลกก่อนกำหนดครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 2000

นาซ่ายังไม่เปิดเผยชื่อของนักบินอวกาศที่ป่วย หรือรายละเอียดของอาการดังกล่าว โดยให้เหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวด้านสุขภาพ แต่ยืนยันว่า ขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการทรงตัว และยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพฉุกเฉิน

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน นาซ่าได้สร้างความประหลาดใจด้วยการ ยกเลิกภารกิจเดินอวกาศ (spacewalk) ที่มีกำหนดในวันพฤหัสบดี โดยอ้างถึงความกังวลทางการแพทย์ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจยุติภารกิจทั้งหมด

การประกาศนำลูกเรือกลับโลกก่อนกำหนด ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดย จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารสูงสุดของนาซ่า ระหว่างการแถลงข่าว พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงาน ซึ่งแม้จะให้ข้อมูลอย่างจำกัด แต่นาซ่าย้ำว่าอาการป่วยดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในอวกาศ การป่วยครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตไทม์ไลน์การเดินทางกลับโลกภายใน 48 ชั่วโมง

สำหรับนักบินอวกาศชุดนี้ใช้ชื่อภารกิจว่า Crew-11 ประกอบด้วย ซีนา คาร์ดแมน และ ไมค์ ฟินคี จากสหรัฐอเมริกา คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศจากญี่ปุ่น และโอเลก พลาตอนอฟ จากรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม นาซ่าระบุว่า จะมีนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 1 คน และนักบินอวกาศรัสเซียอีก 2 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่บน ISS ต่อไปชั่วคราว เพื่อดูแลระบบพื้นฐานของสถานี

ด้านนพ.เจมส์ โพล์ก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพและการแพทย์ของนาซ่า เปิดเผยว่า นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 65 ปีของนาซ่า ที่ต้องยุติภารกิจอวกาศก่อนกำหนดเนื่องจากปัญหาทางการแพทย์

โดย Crew-11 เดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ด้วยยาน SpaceX Crew Dragon และเดิมมีกำหนดปฏิบัติภารกิจราว 6 เดือน ก่อนส่งไม้ต่อให้ลูกเรือชุดใหม่ในเดือนหน้า

แม้สถานีอวกาศจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐาน ระบบสื่อสารที่ปลอดภัย และสามารถให้แพทย์บนโลกประเมินอาการนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ได้ แต่การลดจำนวนลูกเรืออย่างกะทันหันอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจสำคัญ

ดร.ซิเมียน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์อวกาศจาก Open University ระบุว่าISS เป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนมาก ถูกออกแบบให้ต้องมีลูกเรือขั้นต่ำในการดูแลระบบต่าง ๆ ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ลูกเรือที่เหลืออยู่บนสถานีอาจต้องลดการทดลองทางวิทยาศาสตร์, โฟกัสเฉพาะงานซ่อมบำรุงและรักษาความปลอดภัยของสถานี และรอจนกว่าลูกเรือชุดใหม่จะเดินทางมาถึง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นาซ่า

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบร่างมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบร่างมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

9 ม.ค. 2569 05:21 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบร่างมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม เพื่อหวังจะสกัดไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลาโดยที่รัฐสภาไม่อนุญาตอีก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค. 2569) วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่ร่วมกันร่างโดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารต่อเวเนซุเอลาเพิ่มเติม หลังทรัมป์สั่งโจมตีและจับตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า

มาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 52 เสียง และคัดค้าน 47 เสียง โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนลงคะแนนเห็นชอบ พร้อมด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกันอีก 5 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ทอดด์ ยัง, ลิซา เมอร์คอวสกี, จอช ฮอว์ลีย์ และซูซาน คอลลินส์

มติดังกล่าวซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสมาชิก ทิม เคน จากพรรคเดโมแครต กำหนดให้ทรัมป์ต้องขออนุญาตก่อนที่จะโจมตีหรือใช้กำลังทหารต่อเวเนซุเอลา โดยหากวุฒิสภาให้การรับรองร่างมตินี้ในขั้นตอนสุดท้าย ร่างดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและต้องได้รับการลงนามโดยทรัมป์จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่นายทรัมป์จะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่การลงมติครั้งนี้ก็ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีอย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้โดยระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนมตินี้ ไม่ควรได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

“การลงมติครั้งนี้ขัดขวางการป้องกันตนเองและความมั่นคงของชาติอเมริกันอย่างร้ายแรง โดยเป็นการริดรอนอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยระบุด้วยว่า ร่างมติอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเวียดนามที่สภาคองเกรสออกมาเพื่อหยุดยั้งประธานาธิบดีจากการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัตินั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการบุกจู่โจมเมื่อวันเสาร์ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายค้ายาเสพติด” นายทรัมป์ก็ออกมาระบุว่า เขาไม่ได้บอกฝ่ายนิติบัญญัติล่วงหน้าเพราะ “สภาคองเกรสชอบทำข้อมูลรั่วไหล”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งโต้แย้งว่าการบุกจู่โจมเวเนซุเอลานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องจมดิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian