ดับแล้ว 45 ศพ ประท้วงต่อเนื่อง 12 วันในอิหร่าน อินเทอร์เน็ตล่มทั้งเมือง

ดับแล้ว 45 ศพ ประท้วงต่อเนื่อง 12 วันในอิหร่าน อินเทอร์เน็ตล่มทั้งเมือง

9 ม.ค. 2569 04:43 น.

ดับแล้ว 45 ศพ ประท้วงต่อเนื่อง 12 วันในอิหร่าน อินเทอร์เน็ตล่มทั้งเมือง

การประท้วงใหญ่ในประเทศอิหร่านยืดเยื้อมาถึงวันที่ 12 ติดต่อกัน อินเทอร์เน็ตล่มในหลายเมือง ขณะที่การชุมนุมประท้วงวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามทั่วประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายเมืองในประเทศอิหร่านตกอยู่ในสภาวะถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิงเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค. 2569) ขณะที่การประท้วงเรื่องสภาวะทางเศรษฐกิจซึ่งต่อเนื่องมา 12 วันแล้ว ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำของอิหร่าน

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้อินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด แต่ที่ผ่านมาทางการอิหร่านมักจะใช้วิธีปิดระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อตอบโต้การประท้วงเป็นประจำ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน NetBlocks หน่วยงานเฝ้าติดตามเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต รายงานว่า พบสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้องในเมืองเคอร์มานชาห์ทางตะวันตกของประเทศ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามผู้ประท้วง

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ซึ่งมีฐานอยู่ในนอร์เวย์ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านได้สังหารผู้ประท้วงไปแล้วอย่างน้อย 45 ศพ รวมถึงเด็ก 8 คน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม

บรรดาเจ้าของร้านค้าต่างขานรับคำเรียกร้องจากกลุ่มการเมืองชาวเคิร์ด 7 กลุ่ม ให้มีการหยุดงานประท้วง เมื่อวันพฤหัสบดี โดยมีการปิดร้านค้าในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด และในเมืองอื่น ๆ อีกหลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน โดยการประท้วงแผ่ขยายไปถึงทั้ง 31 จังหวัดแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี และยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลง

ในจังหวัดฟาร์สทางตอนใต้ ผู้ประท้วงโค่นรูปปั้นของพลเอก คาเซม โซไลมานี่ อดีตผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังคุดส์ (Quds Force) แห่งกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

IHR ระบุว่า วันพุธที่ผ่านมาถือเป็นวันที่นองเลือดที่สุดของการประท้วง 12 วันที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตถึง 13 ศพ มีผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน และมีผู้ถูกจับกุมไปแล้วมากกว่า 2,000 ราย

อย่างไรก็ตาม สื่อภายในประเทศอิหร่านและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้น

นี่นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในอิหร่านในรอบกว่า 3 ปี แม้ว่าขนาดของการชุมนุมจะยังไม่เท่ากับการประท้วง “ผู้หญิง ชีวิต อิสรภาพ” (Woman, Life, Freedom) ในปี 2565 แต่ก็สร้างแรงกดดันให้แก่คณะผู้นำทางการเมืองและความมั่นคงของอิหร่านเป็นอย่างมาก

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ออกมาเรียกร้องเมื่อวันพฤหัสบดีให้มีการใช้ความอดทนอดกลั้นในการรับมือกับการชุมนุม ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรงหรือการบังคับข่มขู่ใด ๆ พร้อมกระตุ้นให้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุด รวมถึงใช้ “การเสวนา การมีส่วนร่วม และการรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน”

ชนวนเหตุของการประท้วง ซึ่งก็คือการอ่อนค่าลงอย่างกะทันหันของสกุลเงินในประเทศและสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำโดยทั่วไป ได้ทำให้รัฐบาลเผชิญกับความยากลำบากในการแก้ไขความคับข้องใจของผู้ประท้วง เนื่องจากค่าเงินยังคงเสื่อมค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลประกาศยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนแบบอุดหนุนสำหรับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งที่ชาวอิหร่านแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยราคาอาหารเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นร่วม 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน และราคายาเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน

รัฐบาลระบุว่าการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าประเทศนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกินขีดความสามารถของรัฐบาล และแม้จะพยายามจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันและการโก่งราคา แต่รัฐบาลก็มีเครื่องมือในการแก้ปัญหาเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น โดยรัฐบาลกล่าวโทษว่าความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการคว่ำบาตรอันรุนแรงที่ชาติตะวันตกบังคับใช้ต่ออิหร่านเพื่อตอบโต้โครงการนิวเคลียร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

9 ม.ค. 2569 03:06 น.

มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

ทางการรัฐมินนิโซตาไม่พอใจ หลัง FBI รับช่วงต่อการสืบสวนคดีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต และปิดกั้นพวกเขาจากการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในคดีนี้

มีการเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ม.ค. 2569 ว่า สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้เข้าควบคุมการสอบสวนเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิง นาง เรเน นิโคล แมคคิน กู๊ด วัย 37 ปี จนเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ในแถลงการณ์ของสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งรัฐมินนิโซตา (BCA) ระบุว่า ในตอนแรกพวกเขาได้รับการประสานให้ช่วยสอบสวนเหตุยิงดังกล่าว ก่อนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจะ “เปลี่ยนแผน” และแจ้งว่าคดีนี้จะนำการสอบสวนโดย FBI เพียงหน่วยงานเดียว ทำให้ BCA ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าถึงสำนวนคดี, พยาน, พยานหลักฐาน และต้องถอนตัวจากการสอบสวน “อย่างไม่เต็มใจ”

ทางด้านเทศบาลเมืองมินนีแอโพลิสได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลกลางที่ตัด BCA ออกจากการสอบสวนนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และเรียกร้องให้มี “กระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใส ที่มีหน่วยงานสืบสวนระดับรัฐเข้าร่วมด้วย”

การเปลี่ยนท่าทีของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับรัฐบาลกลางเกิดขึ้นในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ยังคงเดินหน้ายืนยันความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ที่ตัดสินใจยิง นางกู๊ดจนเสียชีวิต โดยอ้างว่า ผู้ตายมีพฤติการณ์ที่เป็น “การก่อการร้ายในประเทศ” และอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากเธอจะขับรถพุ่งเข้าใส่

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์กลับขัดแย้งกับวิดีโอเหตุการณ์ที่มีการแชร์ต่ออย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ โดยภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า นางกู๊ดถอยรถของเธอและปล่อยให้รถของเจ้าหน้าที่ ICE อย่างน้อยหนึ่งคันขับผ่านไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจะสั่งให้เธอลงจากรถ จากนั้นเธอพยายามจะเลี้ยวรถและขับจากไป

แต่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับกระหน่ำยิงใส่เธอหลายนัด โดยที่ตัวเขายังสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และเดินออกไปโดยที่ดูแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ในขณะที่รถของ นางกู๊ดพุ่งชนเสาไฟและรถคันอื่นที่จอดอยู่

สมาชิกพรรคเดโมแครตออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ที่รัฐบาลทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา กล่าวในการแถลงข่าวว่า “มินนิโซตาต้องมีส่วนร่วมในการสอบสวนครั้งนี้” โดยเกรงว่า การสอบสวนของรัฐบาลกลางจะให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่ยุติธรรม”

“ที่ผมพูดแบบนั้นก็เพราะคนที่มีอำนาจได้ด่วนตัดสินไปแล้ว ตั้งแต่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี ไปจนถึง คริสตี โนเอม พวกเขามายืนยันและบอกสิ่งที่เป็นเท็จและไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาตัดสินตัวตนของคุณแม่วัย 37 ปี ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ” นายวอลซ์กล่าว

เขากล่าวว่า โนเอมได้สวมบทบาทเป็นทั้ง “ผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาตไปแล้วเมื่อวานนี้”

อย่างไรก็ตาม นางโนเอมระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า BCA ไม่ได้ถูกตัดออกจากการสืบสวน แต่ระบุว่าเป็นเรื่องของขอบเขตอำนาจศาล และเธอยังคงเดินหน้าปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง โดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ลงมือยิงเป็นผู้มีประสบการณ์ และหลังเกิดเหตุเขาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ในวันพฤหัสบดีเช่นกัน กลุ่มผู้นำทางศาสนาหลายสิบคนจากหลากหลายความเชื่อ พร้อมด้วยประชาชนหลายร้อยคน ได้มารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองมินนีแอโพลิส เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน และร่วมกันตะโกนสโลแกนว่า “ICE ออกไปเดี๋ยวนี้” ตลอดการจัดงาน

ทั้งนี้ เหตุยิงนางกู๊ด เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลทรัมป์ประกาศเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ในรัฐมินนิโซตา ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงตามเมืองใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งนางกู๊ดถูกยิงเสียชีวิต ทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองพุ่งสูงขึ้น

ทางการในมินนีแอโพลิสต้องประกาศยกเลิกการเรียนการสอนทั่วเมืองเมื่อวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

9 ม.ค. 2569 01:24 น.

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีชาติยุโรปกับเดนมาร์กว่า ปกป้องเกาะกรีนแลนด์ได้ไม่ดีพอ พร้อมย้ำความสำคัญที่เกาะแห่งนี้มีต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อ 8 ม.ค. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ และของโลก จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่อาจเกิดขึ้นจากรัสเซียหรือจีน พร้อมระบุว่ายุโรปและเดนมาร์ก ทำงานได้ไม่ดีนักในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว

แวนซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ฟ็อกซ์นิวส์ ว่า ยุโรปกับเดนมาร์กไม่เพียงแต่ลงทุนน้อยเกินไปในการป้องกันดินแดนกรีนแลนด์ แต่ยังล้มเหลวในการยอมรับข้อโต้แย้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในประเด็นนี้ด้วย

ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพุธว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังหารือกัน “อย่างจริงจัง” เกี่ยวกับข้อเสนอในการยื่นขอซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก หลังจากที่หนึ่งวันก่อนหน้านี้ได้มีการแสดงความเห็นว่า การใช้กำลังทางทหารเพื่อผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน

ด้านเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต (NATO) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์จะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรนาโต ขณะเดียวกันทั้งทางการเดนมาร์กและกรีนแลนด์ต่างย้ำหลายครั้งว่าเกาะแห่งนี้ “ไม่ได้มีไว้ขาย”

ทั้งนี้ กรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ทำให้พื้นที่นี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าตรวจตราเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

สหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารมากกว่า 100 นายประจำการเป็นการถาวรอยู่ที่ฐานทัพพิทูฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่สหรัฐฯ ตั้งมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่เดิมกับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ได้มากเท่าที่ต้องการ

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงแร่หายาก (Rare earth) ยูเรเนียม และเหล็ก เริ่มเป็นที่สนใจของนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเข้าถึงง่ายขึ้นเพราะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก อันเป็นผลจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าที่นี่อาจมีน้ำมันและก๊าซสำรองมหาศาลด้วย

“ผู้คนไม่ตระหนักเลยว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันขีปนาวุธทั้งหมดนั้น บางส่วนต้องพึ่งพากรีนแลนด์” นายแวนซ์กล่าว “หากมีใครสักคนยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์มายังทวีปของเรา หรือยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใส่ยุโรป กรีนแลนด์คือส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการป้องกันขีปนาวุธนั้น”

“ดังนั้นคุณต้องถามตัวเองว่า ‘พวกยุโรปและเดนมาร์กได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยให้กรีนแลนด์ และทำให้แน่ใจว่ามันจะสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงของโลกและการป้องกันขีปนาวุธต่อไปได้หรือไม่?’ และคำตอบก็คือ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ทำ”

อนึ่ง ความกังวลเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์หวนกลับมาอีกครั้ง หลังการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งกองกำลังหน่วยรบพิเศษได้บุกเข้าไปจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดและอาวุธที่นครนิวยอร์ก

ทรัมป์เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์มาแล้วในปี 2562 ตอนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ได้รับคำตอบว่าเกาะนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจัดการหารือกับเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

8 ม.ค. 2569 23:19 น.

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

(ภาพจาก AFP PHOTO / CHINA’S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY)

ทางการจีนยืนยันว่า เฉิน จื้อ ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ถูกส่งตัวมาถึงจีนแล้ว และว่าเตรียมออกหมายจับบุคคลสำคัญคนอื่นๆ ในกลุ่มของนายเฉินด้วย

ทางการปักกิ่งยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ม.ค. 2569 ว่า นายเฉิน จื้อ อดีตมหาเศรษฐีผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชา ถูกส่งในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากกัมพูชามายังประเทศจีนแล้ว หลังจากที่เขาถูกสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของจีน เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ขณะที่เฉินถูกตำรวจติดอาวุธควบคุมตัวลงจากเครื่องบิน หลังจากเขาถูกส่งตัวจากกัมพูชา โดยในวันเดียวกันนี้ ทางการกัมพูชาได้สั่งชำระบัญชี (สั่งปิด) ธนาคาร Prince Bank ที่เขาก่อตั้งขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

นายเฉิน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ที่สหรัฐฯ ระบุว่า เป็นฉากหน้าของปฏิบัติการฉ้อโกงออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ปรากฏตัวในสภาพถูกใส่กุญแจมือและถูกคลุมศีรษะขณะถูกเจ้าหน้าที่ติดอาวุธในชุดดำคุมตัวลงจากเครื่องบิน ณ สนามบินในกรุงปักกิ่ง

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีน บรรยายว่านายเฉิน เป็นหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทั้งการพนันและฉ้อโกงรายใหญ่ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า นายเฉินจะถูกตั้งข้อหาใดบ้าง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า ทางการกำลังร่วมมือกันเพื่อปราบปรามขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามชาติ

“จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชา เพื่อปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า การจับกุมตัวนายเฉินคือ ความสำเร็จครั้งสำคัญในความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างจีนและกัมพูชา

ทางการจีนระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า พวกเขาจะออกหมายจับสมาชิกคนสำคัญกลุ่มแรก ในองค์กรอาชญากรรมของเฉิน จื้อ และจะจับกุมผู้หลบหนีคดีให้ได้

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า นายเฉินจะถูกดำเนินคดีในจีนข้อหาอะไร แต่ศาลจีนเคยมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาแล้ว และเมื่อปีก่อนก็มีการตัดสินโทษผู้ต้องหามากกว่า 10 ราย จากความผิดฐานเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มอาชญากรที่ดำเนินการในพื้นที่ชายแดนเขตโกก้างของเมียนมา

ด้านนายเจคอบ แดเนียล ซิมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและนักวิชาการรับเชิญประจำศูนย์เอเชียของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฉ้อโกงหลายสิบแห่งในกัมพูชา “ส่วนใหญ่” ดำเนินการโดยได้รับ “การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง” จากรัฐบาล

“การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการกดดันรัฐบาลกัมพูชามานานหลายเดือน เนื่องจากกัมพูชายังคงให้ที่พักพิงและสนับสนุนอาชญากรรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนี้” ซิมส์บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี และความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกดดันจากนานาชาติต่อ “กลุ่มชนชั้นนำที่ร่ำรวยจากการทุจริตและมีส่วนพัวพันกับมิจฉาชีพ” ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องของรัฐบาล และระบุว่าทางการกำลังดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

8 ม.ค. 2569 22:20 น.

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ เข้ากันได้ดีอย่างมากกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับพวกเขาเป็นนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยระหว่างนั้น นายทรัมป์แย้มว่า สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี

“เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดูแลเวเนซุเอลาไปนานเพียงใด” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะนานกว่านั้นมาก”

“เราจะฟื้นฟูประเทศนั้นด้วยวิธีที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลา “เรากำลังจะใช้ประโยชน์จากน้ำมัน และเรากำลังจะเข้าไปดูแลทรัพยากรน้ำมัน เรากำลังทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเราจะมอบเงินให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างมากในตอนนี้”

ทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ดีมาก กับรัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร มาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จนกระทั่งนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังมอบทุกอย่างที่เราเห็นว่าจำเป็นให้แก่เรา” ทรัมป์กล่าวโดยอ้างถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯ เผยแผนการที่จะกลั่นและจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาจำนวนสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักเอาไว้ในเวเนซุเอลาภายใต้มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ

แต่นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจไม่มอบอำนาจในเวเนซุเอลาให้กับฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันเคยถือว่าเป็นผู้ชนะที่ชอบธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

นอกจากนั้น ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะผ่อนท่าทีต่อโคลอมเบีย โดยเชิญนาย กุสตาโว เปโตร ผู้นำของโคลอมเบียให้เดินทางเยือนวอชิงตัน หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย และเรียกผู้นำรายนี้ว่าเป็น “คนป่วย”

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ผู้ซึ่งโทรมาอธิบายถึงสถานการณ์ยาเสพติดและความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เราเคยมีต่อกัน ผมซาบซึ้งในสายที่โทรเข้ามาและน้ำเสียงของเขา และตั้งตารอที่จะได้พบกับเขาในอนาคตอันใกล้นี้”

ทางด้านเปโตรบรรยายถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งแรกกับทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างฉันมิตร ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเปโตรกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และดูเหมือนจะช่วยสลายความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารในทันทีลงได้

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า ตัวแทนจาก 3 บริษัทน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ อันได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, โคโนโกฟิลลิปส์ และ เชฟรอน จะเข้าร่วมการประชุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

8 ม.ค. 2569 18:30 น.

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจหลังเลือกตั้ง 69 “นักวิชาการ” วิเคราะห์ สูตร 5 ดาว เป็นไปได้สูงสุด ส่วนสูตรแกนนำ “เพื่อไทย” “ประชาชน” ต้องลุ้นตัวแปรสำคัญ

เลือกตั้งทั่วไปปี 2569 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางกติกาเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของสมการอำนาจหลังวันเลือกตั้ง คำถามสำคัญ จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “พรรคใดจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด” แต่รวมไปถึงว่า “ใครเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล” และการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

จากบริบทดังกล่าว ทำให้สังคมและแวดวงการเมืองเริ่มจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเกิดกระแสการพูดถึงและคาดการณ์ “สูตรการจับขั้วรัฐบาล” ว่า ภายหลังการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคการเมืองใดจะจับมือกับพรรคใด และสมการอำนาจทางการเมืองจะถูกจัดวางในรูปแบบใด

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามในประเด็นดังกล่าวกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่าอาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด 5รูปแบบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลและกระแสทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ดังนี้

สูตรที่ 1 พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กอื่น ๆ ร่วมสนับสนุน ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร มองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ราว 350 ที่นั่ง ซึ่งอาจถูกขนานนามว่าเป็น “สูตรห้าดาว”

สูตรที่ 2 พรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กเป็นพรรคร่วม อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคาดว่าจะได้เสียงรวมเพียงประมาณ 190 ที่นั่ง ซึ่งต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง และไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล

สูตรที่ 3 “สูตรพันธมิตร” พรรคประชาชน จับมือร่วมกับ พรรคเพื่อไทย สูตรนี้คาดว่ามีเสียงประมาณ 230ที่นั่ง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หากไม่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากพรรคอื่น ทั้งนี้ พรรคประชาชาติได้หยิบยกแนวคิดการเข้าร่วมกับสองพรรคดังกล่าวขึ้นมาพูดถึง โดยหากรวมกันอาจมีโอกาสได้เสียงถึงกึ่งหนึ่ง แต่ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้ไม่มากนัก

สูตรที่ 4 “สูตรสหพรรคล้อมแดง” คือการรวมตัวของทุกพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะถูกทิ้งไว้เป็นฝ่ายค้าน แม้พรรคประชาชนอาจได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลมีแนวโน้มจะตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย สูตรนี้อาจรวบรวมเสียงได้มากกว่า 300 ที่นั่ง ถือว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ยังน้อยกว่าสูตรที่ 1

สูตรที่ 5 “สูตรรุมกินโต๊ะแดง” เป็นการจับมือกันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยปล่อยให้พรรคขนาดเล็กไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย แม้พรรคประชาชนจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มเป็นของพรรคภูมิใจไทย

ส่วนของการคาดการณ์จำนวนที่นั่ง หากเรียงลำดับจากพรรคอันดับหนึ่ง คาดว่าพรรคประชาชนจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ราว 150 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนประมาณ 120 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยอยู่อันดับสาม คาดว่าจะได้ราว 110 ที่นั่ง ส่วนพรรคกล้าธรรมอาจได้ที่นั่งเป็นอันดับสี่ อยู่ที่ประมาณ 50 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์คาดว่าจะตามมาเป็นอันดับห้า ด้วยจำนวนราว 30 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือจะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคอื่น ๆ ซึ่งแต่ละพรรคมีแนวโน้มจะได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน ราว 8–10 ที่นั่ง

รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า บรรดาทั้ง 5 สูตรนั้น สูตรที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ สูตรที่ 1 เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่น ๆ สนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะถึง พรรคใหญ่ทั้งสามพรรคอย่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีคะแนนเสียงที่ทิ้งห่างกันไม่มาก โดยอาจมีช่องว่างของแต่ละพรรคไม่เกิน 40 ที่นั่ง เนื่องจากโอกาสที่ทั้งสามพรรคจะมีคะแนนเสียงมากกว่า 250 ที่นั่งขึ้นไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “แลนด์สไลด์” แทบจะเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุด คะแนนของทั้งสามพรรคก็จะวนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 100 กว่าที่นั่ง

สำหรับ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า คะแนนเสียงมีแนวโน้มจะไหลไปยังพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองพรรคให้ความสำคัญกับการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต โดยหากพิจารณาในแง่ของเครือข่ายตระกูลการเมือง จะพบว่าพรรคภูมิใจไทยมีตระกูลการเมืองสังกัดมากที่สุดถึง 86 ตระกูล ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีประมาณ 70 ตระกูล ส่งผลให้ทั้งสองพรรคมีโอกาสครองที่นั่ง สส.แบบแบ่งเขตเป็นจำนวนมาก แม้บางพรรคอาจสูญเสีย สส. ไปราว 30% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แต่จำนวนที่นั่งโดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็นเพียงการสลับตัวบุคคลหรือเครือข่ายทางการเมืองเท่านั้น

ขณะที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ยังคงมองว่า พรรคประชาชนได้เปรียบ เนื่องจากพรรคมีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และมีลักษณะเป็นพรรคการเมืองดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกออนไลน์ การระดมประเด็น และการขับเคลื่อนการเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนมีความโดดเด่นในระบบ สส.แบบบัญชีรายชื่อ

สำหรับประเด็นเรื่อง “นักการเมืองงูเห่า” ที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย มองว่า น่าจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมคะแนนเสียงไม่น่าจะอยู่ในภาวะปริ่มน้ำ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบหรือสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อคะแนนเสียงไม่ปริ่มน้ำ พรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งเพียง 1–2 เสียงจะมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์นักการเมืองงูเห่าได้ยาก

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจมีโอกาสเกิดกรณีนักการเมืองงูเห่าได้มากกว่า แต่ก็ไม่น่าจะส่งผลหรือมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากนักการเมืองงูเห่าจะมีบทบาทได้ก็ต่อเมื่อคะแนนเสียงอยู่ในภาวะปริ่มน้ำเท่านั้น หากคะแนนเสียงมีความได้เปรียบชัดเจน การเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ

ส่วนประเด็นการจับขั้วพรรคการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบไว้ยังคงทำให้การเมืองดำเนินไปในรูปแบบเดิม เนื่องจากกติกาทางการเมืองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าวได้สร้างกลไกทางการเมืองขึ้นสองระดับ ได้แก่ กลไกในสนามเลือกตั้ง และกลไกในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งสองกลไกไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง กล่าวคือ ผลการเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนหรือกำหนดผลของการจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป

โดยหากย้อนดูการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งไม่เคยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่พรรคพลังประชารัฐกลับเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงสูงสุด แต่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในที่สุด นอกจากนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี สส. ประมาณ 60–70 คน ยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้อีกด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งถูกออกแบบให้แยก “ผลการเลือกตั้ง” ออกจาก “การจัดตั้งรัฐบาล” อย่างชัดเจน และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในปัจจุบัน

ส่วนสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดนอกเหนือจากผลการเลือกตั้ง คือเรื่องประชามติ เนื่องจาก “กับดักของการเลือกตั้งล่วงหน้า” อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ส่งผลให้มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่มาก และอาจทำให้ผลการทำประชามติไม่ผ่านในที่สุด

รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า สิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเร่งดำเนินการ คือการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจำเป็นต้องไปใช้สิทธิถึงสองครั้ง คือในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสร้างภาระและอาจเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้สามารถดำเนินการทำประชามติผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น ทางไปรษณีย์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางที่มีความปลอดภัยรูปแบบอื่น ๆ แต่จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ได้ออกระเบียบรองรับในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน และความเสี่ยงที่บัตรลงคะแนนอาจตกหล่นหรือล่าช้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และควรมุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง

“ทรัมป์” สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

"ทรัมป์" สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

8 ม.ค. 2569 16:10 น.

“ทรัมป์” สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ รวม 66 แห่ง รวมถึงสนธิสัญญาพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศและองค์กรสิทธิสตรี ชี้ทำลายอำนาจอธิปไตยและใช้เงินภาษีไม่คุ้มค่า ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนสหรัฐฯ กำลังทิ้งโอกาสและการคุมทิศทางเศรษฐกิจโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการถอนตัวจากหน่วยงานระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) หลายสิบแห่ง โดยระบุว่าองค์กรเหล่านี้ “ดำเนินงานขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ”

ในบันทึกข้อความถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ทรัมป์ได้ระบุรายชื่อองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของ UN จำนวน 35 แห่ง และหน่วยงานภายใต้ UN อีก 31 แห่ง ที่สหรัฐฯ เตรียมจะถอนตัว หนึ่งในนั้นคือ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นสนธิสัญญา “รากฐาน” และเป็นข้อตกลงแม่ของความตกลงปารีสปี 2015

มานิช บัพนา ประธานและซีอีโอของ Natural Resources Defense Council ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ กำลังจะเป็นประเทศแรกที่เดินออกจาก UNFCCC ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกยังคงเป็นสมาชิก พร้อมชี้ว่า ทุกประเทศสมาชิกตระหนักว่าการมีที่นั่งบนโต๊ะเจรจานานาชาติไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงศีลธรรมต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่คือการกุมอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและโอกาสระดับโลก

นอกเหนือจากประเด็นสภาพภูมิอากาศ สหรัฐฯ ยังเตรียมถอนตัวจาก UN Women ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเสริมสร้างศักยภาพสตรี รวมถึง UNFPA หรือกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ที่ดูแลเรื่องการวางแผนครอบครัวและสุขภาพมารดาในกว่า 150 ประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ตัดงบประมาณไปก่อนหน้านี้แล้ว

บันทึกข้อความระบุว่า การถอนตัวหมายถึงการยุติความร่วมมือและการสนับสนุนเงินทุนเท่าที่กฎหมายจะเอื้ออำนวย ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์ได้สั่งตัดงบประมาณสนับสนุนแบบสมัครใจแก่หน่วยงาน UN เกือบทั้งหมดไปแล้ว

ทำเนียบขาวแถลงว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งหมด โดยอ้างว่าองค์กรเหล่านี้ส่งเสริม “นโยบายสภาพภูมิอากาศที่สุดโต่ง การปกครองโลก และโครงการเชิงอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ”

“การถอนตัวจะช่วยหยุดการใช้เงินภาษีของชาวอเมริกันไปกับวาระแบบโลกาภิวัตน์ และนำงบประมาณไปจัดสรรในแนวทางอื่นที่สนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า” แถลงการณ์ระบุ

นับตั้งแต่เริ่มวาระที่ 2 เมื่อปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายต่อต้านพหุภาคีนิยมอย่างต่อเนื่อง เช่น ยุติการมีส่วนร่วมกับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การระงับเงินสนับสนุน UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานบรรเทาทุกข์ปาเลสไตน์ การลาออกจากองค์การยูเนสโก และประกาศแผนถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

นอกจากนี้ รายชื่อองค์กรที่สหรัฐฯ เตรียมถอนตัว ยังรวมถึงการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD), เวทีพลังงานระหว่างประเทศ (IEF) และคณะกรรมาธิการสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติ.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียประกาศภาวะ "ไฟป่าขั้นหายนะ" รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

8 ม.ค. 2569 14:21 น.

ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียเตรียมเผชิญภาวะไฟป่าระดับ “หายนะ” ในวันที่ 9 ม.ค. นี้ หลังคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมเกือบทุกรัฐทั่วประเทศ ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส นักอุตุนิยมวิทยาเตือนเป็นสถานการณ์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟป่า “Black Summer” เมื่อ 6 ปีก่อน

ทางการออสเตรเลียประกาศยกระดับเตือนภัยไฟป่าสู่ระดับสูงสุดในหลายพื้นที่ หลังสำนักอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง ในเกือบทุกรัฐและเขตปกครองทั่วประเทศ ยกเว้นรัฐควีนส์แลนด์ โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

รัฐวิกตอเรียประกาศภาวะ “ห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาด” สำหรับวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) พร้อมยกระดับความเสี่ยงไฟป่าสู่ระดับ “Catastrophic” หรือระดับหายนะ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในระบบเตือนภัย 4 ระดับ ส่งผลให้โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็กกว่า 450 แห่งต้องปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ทิม วีบุช กรรมาธิการจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐวิกตอเรีย เตือนว่า ระดับความเสี่ยงหายนะหมายความว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นอาจ “ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้” พร้อมเร่งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรีบอพยพออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

สถานการณ์ความร้อนเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา โดยมีสถิติที่น่าสนใจ เช่นที่เมืองเมลเบิร์น เผชิญวันที่ร้อนที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอุณหภูมิแตะ 40.9 องศาเซลเซียส ส่วนที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมืองชายฝั่งบางแห่งอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ขณะที่นครซิดนีย์คาดว่าความร้อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดในวันเสาร์ที่ 42 องศาเซลเซียส

แองกัส ไฮนส์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า วันศุกร์นี้จะเป็นช่วง “พีค” ที่สุดของมวลความร้อน ซึ่งจะมาพร้อมกับกระแสลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีฝนแต่มี “พายุฝนฟ้าคะนองแห้ง” ซึ่งเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ลุกลาม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ความร้อนที่กินเวลายาวนานและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ “Black Summer” ซึ่งไฟป่าได้โหมกระหน่ำไปทั่วชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียตั้งแต่ปลายปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ทำลายพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลัง และปกคลุมเมืองต่างๆ ด้วยควันพิษ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์กำลังเร่งมือควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นหลายจุด โดยมีการระดมเครื่องบินโปรยน้ำกว่า 10 ลำ เข้าสกัดกั้นไฟป่าใกล้เมืองโวดองกา เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่เขตชุมชน.

ที่มา BBC

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

8 ม.ค. 2569 13:16 น.

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการดุเดือดไล่ล่าและสั่งยึดเรือบรรทุกน้ำมัน “กองเรือผี” 2 ลำ ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน โดยสามารถสกัดจับเรือ “มาริเนรา” ที่พยายามพรางตัวติดธงรัสเซียหนีการจับกุมนานกว่า 2 สัปดาห์ และเรือ “เอ็ม โซเฟีย” ขณะลักลอบขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาไปเอเชีย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างรัฐบาลทรัมป์และรัสเซีย ท่ามกลางมาตรการปิดล้อมทางทะเลขั้นสูงสุด และการส่งสัญญาณเตือนจากวอชิงตันว่าความอดทนต่อเครมลินในปมสงครามยูเครนและพันธมิตรเวเนซุเอลากำลังจะสิ้นสุดลง

กองทัพสหรัฐฯ สามารถยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างดุเดือดในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน

เริ่มจากเรือน้ำมัน มาริเนรา (Marinra) หรือชื่อเดิม เบลลา-1 (Bella-1) ถูกยึดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ บริเวณน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และสหราชอาณาจักร หลังจากถูกกองเรือสหรัฐฯ ไล่ล่าข้ามมหาสมุทรมานานกว่า 2 สัปดาห์ กองบัญชาการทหารประจำภาคพื้นยุโรปของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้อยู่ในระยะไกล

ปฏิบัติการยึดเรือลำนี้สร้างความตึงเครียดอย่างมาก เนื่องจากระหว่างที่ถูกไล่ล่า ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือจาก เบลลา-1 เป็น มาริเนรา และเปลี่ยนไปติดธงรัสเซียเพื่อขอความคุ้มครอง โดยมีรายงานว่ามีเรือดำน้ำของรัสเซียแล่นอยู่ใกล้ๆ ในพื้นที่นั้นด้วย แต่ไม่มีการปะทะกันโดยตรง กระทรวงกลาโหมอังกฤษยืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินสอดแนมและเรือรบช่วยสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ครั้งนี้

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาอีกลำหนึ่งในน่านน้ำลาตินอเมริกา เมื่อวานนี้ โดยกองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ ชื่อ เอ็ม โซเฟีย (M Sophia) ซึ่งติดธงปานามาและอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ถูกสกัดกั้นก่อนรุ่งสาง ขณะกำลังปฏิบัติการในน่านน้ำสากลของทะเลแคริบเบียน และถูกระบุว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันไร้สัญชาติ (Stateless) ในกองเรือผี (Ghost Fleet) ที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร จากการลักลอบขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือกำลังมุ่งหน้าไปส่งน้ำมันที่เอเชีย คาดว่าเป็นจีน โดยใช้โหมดเดินเรือล่องหน หรือปิดเครื่องส่งสัญญาณติดตาม

กองกำลังทางเรือของรัสเซียกำลังเดินทางไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันมาริเนรา เมื่อถูกกองกำลังสหรัฐฯ ยึดได้ในวันพุธ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ผลักดันให้ยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน

เกิดอะไรขึ้น?

สหรัฐฯ ได้ทำการปิดล้อมทางทะเลต่อเวเนซุเอลาในเดือนธันวาคม ขณะที่พยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมอย่างไม่คาดคิดในวันที่ 3 ม.ค. คำสั่งห้ามเรือที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดเข้าหรือออกจากท่าเรือของเวเนซุเอลาถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมากและคุกคามการค้าขายน้ำมันที่สำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดเรือเบลลา-1 เนื่องจากไม่ได้ติดธงชาติที่ถูกต้อง เรือลำเดียวกันนี้เคยถูกคว่ำบาตรในเดือนกรกฎาคม 2024 จากข้อกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเรือลำนี้ได้ออกเดินทางจากอิหร่าน

เรือไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนเรือและหลบหนีไปยังน่านน้ำสากลในทิศทางยุโรป

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ไล่ล่าเรือลำนี้เป็นเวลาสองสัปดาห์ แม้ว่าทีมปฏิบัติการพิเศษทางทหารของสหรัฐฯ จะปฏิบัติภารกิจจับกุมมาดูโร พันธมิตรที่แข็งแกร่งของรัสเซีย และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดก็ตาม ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า รัสเซียได้ขออย่างเป็นทางการให้สหรัฐฯ ยุติการไล่ล่า ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

ขณะแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือเบลลา-1 เป็นมาริเนรา จดทะเบียนใหม่ในฐานข้อมูลเรือของรัสเซีย และวาดธงชาติรัสเซียลงบนตัวเรือ

มีรายงานว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำไปคุ้มกันเรือลำดังกล่าวในวันอังคาร (6 ม.ค.)  แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป

ก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง สหรัฐฯ ก็ไล่ตามเรือทันในน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และอังกฤษ สำนักข่าว RT ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย ได้เผยแพร่สิ่งที่อ้างว่าเป็นภาพจากดาดฟ้าเรือมาริเนรา ที่แสดงให้เห็นเรือของอเมริกาพยายามเข้าสกัดกั้นเรือลำดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย

กองบัญชาการยุโรปของสหรัฐฯ กล่าวว่า การยึดเรือครั้งนี้สนับสนุนความพยายามของทรัมป์ “ในการกำหนดเป้าหมายเรือที่ถูกคว่ำบาตรซึ่งคุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของซีกโลกตะวันตก”

กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวว่าได้ให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้

“นี่คือเรือของกองเรือลับของเวเนซุเอลาที่ขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร” คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ โดยเสริมว่าการยึดเรือได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาล และลูกเรืออาจถูกดำเนินคดี

นี่ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันเพียงลำเดียวที่ปฏิบัติการในน่านน้ำเวเนซุเอลาแล้วเปลี่ยนธงเป็นธงรัสเซียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การที่รัสเซียนำธงของตนเองมาติดบนเรือบรรทุกน้ำมันบางลำที่เคยอยู่ในกองเรือลับนั้น เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของเรือเหล่านั้นออกมาสู่สายตาชาวตะวันตกอย่างโจ่งแจ้ง

เครก เคนเนดี นักวิจัยจากศูนย์เดวิสเพื่อการศึกษาด้านรัสเซียและยูเรเซีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การตัดสินใจของรัสเซียในการจดทะเบียนเรือลำนี้ อาจเป็นการพยายามสร้างอำนาจต่อรองโดยการหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน้ำมันของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลา

“การยึดเรือที่ติดธงรัสเซียในทะเลหลวง คือการไม่เคารพการอ้างสิทธิ์อำนาจศาลแต่เพียงผู้เดียวของรัสเซียเหนือเรือลำนั้น” เคนเนดีกล่าว พร้อมเสริมว่ารัสเซียอาจคิดว่าสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นไปตรวจค้นเรือที่ติดธงรัสเซีย

เคนเนดีกล่าวว่า แต่รัสเซียคำนวณผิดพลาดว่าทรัมป์จะดำเนินการไปได้มากแค่ไหน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ในช่วงก่อนรุ่งสาง ซึ่งขณะนี้ทั้งสองกำลังถูกดำเนินคดีในนิวยอร์ก

“นี่คือความพยายามของรัสเซียที่จะใช้การแทรกแซงการปิดล้อมของสหรัฐฯ มาเป็นข้อต่อรอง” เคนเนดีกล่าว “แล้วมันก็ส่งผลเสียต่อรัสเซียเอง”

ทฤษฎีอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าอาจมีบางสิ่งที่มีค่าสำหรับรัสเซียอยู่ภายในเรือลำนั้น แม้ว่าเรือจะไม่มีน้ำมัน แต่เส้นทางที่เรือเคยใช้ระหว่างอิหร่านและเวเนซุเอลาถูกสงสัยว่าเป็นเส้นทางสำหรับการค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาวุธด้วย

เพื่อเพิ่มความเสี่ยง รัสเซียได้ส่งกำลังทางเรือ รวมถึงเรือดำน้ำ ไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวในสัปดาห์นี้ ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานดังกล่าวออกมาก่อนที่กองกำลังสหรัฐฯ จะขึ้นไปบนเรือเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อวอชิงตันประกาศว่าเรือถูกยึดเนื่องจาก “ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”

รัสเซียตอบสนองอย่างไร?

รัสเซียมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ค่อนข้างเงียบงัน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเรียกร้องให้ “ปฏิบัติต่อลูกเรือชาวรัสเซียบนเรืออย่างมีมนุษยธรรมและมีศักดิ์ศรี”

กระทรวงคมนาคมรัสเซียประณามการยึดเรือดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเดินเรือ กระทรวงฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 เสรีภาพในการเดินเรือมีผลบังคับใช้ในน่านน้ำทะเลหลวง และไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้เขตอำนาจศาลของรัฐอื่น”

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในช่วงหลังเหตุการณ์ทันทีนั้น ไม่มีเสียงของเจ้าหน้าที่รัสเซียออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งโดยปกติแล้วพวกเขามักจะรีบวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่เป็นปรปักษ์ของสหรัฐฯ

หนึ่งในไม่กี่คนที่ออกแถลงการณ์คือ วุฒิสมาชิกอันเดรย์ คลิชัส ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การปล้นสะดมทางทะเลอย่างโจ่งแจ้ง” ในโพสต์บนช่องเทเลแกรมของเขา

ดูเหมือนว่าปูตินพยายามลดความขัดแย้งกับทรัมป์นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แม้จะมีความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ปูตินก็ยอมรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความเต็มใจของทรัมป์ที่จะเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย และพยายามเน้นย้ำถึงความร่วมมือมากกว่าความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองประเทศ

คอนสแตนติน คาลาเชฟ นักวิเคราะห์อิสระกล่าวกับสำนักข่าวออสโตโรจโน มีเดียว่า “ทรัมป์ผิดหวังอย่างชัดเจนที่ความขัดแย้งในยูเครนยังไม่ยุติลง และการยึดเรือบรรทุกน้ำมันสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณว่าความอดทนของเขามีขีดจำกัด”

อย่างไรก็ตาม เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ “เปิดเผย ซื่อสัตย์ และดีมาก” กับปูติน เมื่อถูกถามว่าการยึดเรือบรรทุกน้ำมันจะทำให้ความตึงเครียดกับรัสเซียรุนแรงขึ้นหรือไม่.

ที่มา The Guardian / The Moscow Times

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ "ปรินซ์แบงก์" ของ "เฉิน จื้อ" หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

8 ม.ค. 2569 13:07 น.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) มีคำสั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและยุติการให้บริการทันที หลัง “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่ม Prince Holding Group ถูกสหรัฐฯ ฟ้องในคดีฉ้อโกงหลายพันล้านดอลลาร์ และเพิ่งถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันนี้ (8 ม.ค.) สั่งให้ ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

ตามแถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ โดยผู้ฝากเงิน สามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

“ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา 

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.