ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

7 ม.ค. 2569 10:35 น.

ชาวออสเตรเลียปวดหัว ฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกสวนหลังบ้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา

เมืองออสเตรเลียถูกฝูงค้างคาวแม่ไก่นับพัน ยึดต้นไม้ ส่งเสียงดัง แถมถ่ายมูลเกลื่อน นายกเทศมนตรีถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อบ้านคืน เพราะไม่มีใครอยากอยู่อาศัย

เมืองยิมพี ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ต้องเจอกับฝันร้าย เมื่อมีฝูงค้างคาวแม่ไก่บุกเข้ามายึดพื้นที่ชุมชน โดยต้นยูคาลิปตัสทั่วเขตที่อยู่อาศัย กลายเป็นรังของพวกมัน ขณะที่บรรยากาศยามเช้าและค่ำถูกกลบด้วยเสียงแหลมโหยหวน จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ชาวเมืองทนไม่ไหว

ภาพของค้างคาวแม่ไก่จำนวนมากบินว่อนและเกาะห้อยหัวอยู่ตามกิ่งต้นยูคาลิปตัส กลายเป็นภาพคุ้นตาในเมืองยิมพีไปแล้ว โดยค้างคาวขนาดใหญ่สีเข้มเหล่านี้เกาะเรียงรายบนลำต้นสีขาวและใบไม้สีเขียวอ่อน ถ่ายมูลตามสวนหลังบ้านของชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค้างคาวแม่ไก่เป็นสัตว์คุ้มครอง เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของออสเตรเลียในฐานะผู้ช่วยผสมเกสรและกระจายเมล็ดพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้ โดยสภาท้องถิ่นยิมพีระบุว่า จำนวนค้างคาวในพื้นที่เพิ่มขึ้นเกินควบคุม และความพยายามก่อนหน้านี้ในการจำกัดจำนวนยังไม่ประสบความสำเร็จ

ด้านนายเกลน ฮาร์ตวิก นายกเทศมนตรีเมืองยิมพี เรียกร้องให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ ซื้อคืนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากฝูงค้างคาว เพราะบ้านเหล่านี้แทบไร้มูลค่าไม่มีใครอยากซื้อบ้านที่ต้องเจอกับมูลค้างคาวและเสียงดังตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นระบุเพียงว่า กำลังสนับสนุนสภาท้องถิ่นในการจัดการปัญหาค้างคาว แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะสนับสนุนโครงการซื้อบ้านคืนหรือไม่ เพราะปัญหาค้างคาวแม่ไก่อาจจะไม่เข้าข่าย.

ที่มา : ABC NEWS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ค้างคาวแม่ไก่

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

7 ม.ค. 2569 08:59 น.

เวเนซุเอลาเผยมีจนท.ความมั่นคงดับ 24 นาย จากการโจมตีของสหรัฐฯ ชี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

เวเนซุเอลาเผยยอดตายพุ่งอย่างน้อย 56 ราย หลังสหรัฐฯใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกเข้าจับกุมผู้นำประเทศ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 24 นาย ด้านอัยการระบุอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอย่างน้อย 24 นาย เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 56 ราย

รายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวยังทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตในกลุ่มพลเรือนได้อย่างชัดเจนในขณะนี้

ด้านอัยการสูงสุดของเวเนซุเอลา ทาเร็ก วิลเลียม ซาบ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนหลายสิบนาย เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และสำนักงานอัยการจะเปิดการสอบสวน โดยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม อย่างไรก็ตาม ซาบไม่ได้ระบุชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงเฉพาะชาวเวเนซุเอลาหรือรวมถึงชาวต่างชาติด้วย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลคิวบาแถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจคิวบาอย่างน้อย 32 นาย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในเวเนซุเอลา เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารครั้งเดียวกัน

กองทัพเวเนซุเอลายังเผยแพร่วิดีโอสดุดีเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตผ่านอินสตาแกรม โดยในวิดีโอปรากฏภาพใบหน้าของผู้เสียชีวิต ซ้อนทับกับภาพขาวดำของทหาร เครื่องบินรบสหรัฐบินเหนือกรุงการากัส และยานเกราะที่ถูกทำลายจากแรงระเบิด

นอกจากนี้ ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร อัยการสูงสุดเวเนซุเอลายังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา ซีเลีย ฟลอเรส โดยไม่มีเงื่อนไขด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

7 ม.ค. 2569 05:30 น.

ทรัมป์หารือทางเลือกในการเข้าครองกรีนแลนด์ ไม่ตัดใช้กำลังทหาร

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผย โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกับเจ้าหน้าที่เรื่องทางเลือกในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ โดยไม่ตัดเรื่องการใช้กำลังทหารออกไป

เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหารด้วย โดยย้ำว่า การเข้าครอบครองกรีนแลนด์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับความมั่นคงของชาติ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้กล่าวย้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ “จำเป็น” ต้องได้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของชาติสมาชิกนาโตอย่าง เดนมาร์ก มาครอบครองโดยอ้างเหตุผลทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน บรรดาพันธมิตรในยุโรปต่างออกมาแสดงพลังสนับสนุนเดนมาร์กภายหลังถ้อยแถลงของสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก ได้ออกมาเตือนเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีใด ๆ จากสหรัฐฯ จะถือเป็นจุดจบของนาโต

ตามการเปิดเผยของทำเนียบขาว “ประธานาธิบดีและทีมงานกำลังหารือถึงทางเลือกต่าง ๆ เพื่อผลักดันเป้าหมายนโยบายต่างประเทศที่สำคัญนี้ และแน่นอนว่า การใช้กองทัพสหรัฐฯ ย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสมอ”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พันธมิตรยุโรป 6 ประเทศได้ร่วมกันออกแถลงการณ์สนับสนุนเดนมาร์ก

“กรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ และมีเพียงเดนมาร์กกับกรีนแลนด์เท่านั้นที่จะตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้” ผู้นำจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน และเดนมาร์ก ระบุในแถลงการณ์

เหล่าประเทศยุโรปผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมยังเน้นย้ำว่า พวกเขามีความกระตือรือร้นในเรื่องความมั่นคงแถบอาร์กติกไม่แพ้สหรัฐฯ แต่สิ่งนี้จะต้องบรรลุผลสำเร็จผ่านความร่วมมือ “ร่วมกัน” ของพันธมิตรนาโต ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้ พวกเขายังเรียกร้องให้มีการ “ยึดถือหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ อันได้แก่ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ภายหลังการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งกองกำลังหน่วยรบพิเศษได้บุกเข้าไปจับกุมประธานาธิบดี นีโกลัส มาดูโร เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดและอาวุธที่นครนิวยอร์ก

เพียงหนึ่งวันหลังจากการบุกจับกุมดังกล่าว เคที มิลเลอร์ ภรรยาของหนึ่งในที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ก็โพสต์รูปแผนที่กรีนแลนด์สีธงชาติอเมริกาลงโซเชียลมีเดีย พร้อมกับคำว่า “เร็ว ๆ นี้” (SOON) และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สตีเฟน มิลเลอร์ สามีของเธอก็ออกมากล่าวว่า “จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ คือกรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN นายมิลเลอร์บอกด้วยว่า “สหรัฐฯ คือมหาอำนาจของนาโต การที่สหรัฐฯ จะรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก เพื่อปกป้องและคุ้มครองนาโต รวมถึงผลประโยชน์ของนาโตนั้น เห็นได้ชัดว่ากรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

เมื่อถูกถามย้ำว่า สหรัฐฯ จะปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อผนวกดินแดนหรือไม่ มิลเลอร์ตอบว่า “ไม่มีใครคิดจะสู้กับสหรัฐฯ เพื่อแย่งชิงอนาคตของกรีนแลนด์หรอก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

7 ม.ค. 2569 04:10 น.

อังกฤษ-ฝรั่งเศส ตกลงส่งทหารคุ้มครองยูเครน หากปิดดีลสันติภาพได้แล้ว

อังกฤษ กับฝรั่งเศส และชาติพันธมิตรยุโรป ตกลงจะส่งกองกำลังนานาชาติไปช่วยคุ้มกันยูเครน ในกรณีที่มีการทำข้อตกลงสันติภาพได้สำเร็จแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ชาติพันธมิตรสำคัญของยูเครนในยุโรปและแคนาดา ตกลงจะรับประกันด้านการป้องกันระหว่างประเทศในหลากหลายระดับให้แก่ยูเครน โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอเพื่อยุติการรุกรานของรัสเซีย ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

ในการประชุมที่กรุงปารีส บรรดาผู้นำจากกลุ่มประเทศยุโรปและแคนาดา รวมถึงตัวแทนจากสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหภาพยุโรปและนาโต (NATO) ระบุว่า พวกเขาจะจัดหาอุปกรณ์และการฝึกอบรมให้แก่ทหารในแนวหน้าของยูเครน พร้อมทั้งสนับสนุนทางอากาศ ทางบก และทางทะเล เพื่อป้องปรามการโจมตีจากรัสเซียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การประชุมมีความคืบหน้าอย่างดีเยี่ยม โดยมีการลงนามใน “ปฏิญญาแสดงเจตจำนง” ว่าด้วยการวางกำลังทหารในยูเครนในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

“นี่คือส่วนสำคัญของความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าของเราที่จะยืนหยัดเคียงข้างยูเครนในระยะยาว” สตาร์เมอร์กล่าว “สิ่งนี้จะช่วยปูทางไปสู่กรอบการทำงานทางกฎหมาย ซึ่งจะเปิดทางให้กองกำลังจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และพันธมิตร สามารถปฏิบัติการบนแผ่นดินยูเครนได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยเหนือท้องฟ้าและน่านน้ำของยูเครน รวมถึงฟื้นฟูกองทัพของยูเครนขึ้นมาใหม่สำหรับอนาคต”

นอกจากนั้น กลุ่มพันธมิตรจะเข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบและติดตามการหยุดยิงที่นำโดยสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในระยะยาวเพื่อการป้องกันประเทศของยูเครน และจะร่วมกันจัดทำสัญญาที่มีผลผูกพันเพื่อสนับสนุนยูเครนในกรณีที่ถูกรัสเซียโจมตีอีกในอนาคต

แต่เซอร์ สตาร์เมอร์ เตือนด้วยว่าหนทางที่ยากลำบากที่สุดยังรออยู่ข้างหน้า เนื่องจากการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนยังคงดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่ของรัสเซียยังไม่มีความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แต่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเครมลินยืนยันข้อเรียกร้องของรัสเซียอีกครั้ง และยืนกรานว่าจะไม่มีการหยุดยิงจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมในทุกด้าน ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ไม่ยอมรับการวางกำลังทหารจากกลุ่มประเทศ NATO บนแผ่นดินยูเครนโดยเด็ดขาด

ผู้นำสหราชอาณาจักรกล่าวเสริมด้วยว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัสเซียยอมประนีประนอม และ “ปูตินยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าเขาพร้อมสำหรับสันติภาพ”

ในกรณีที่มีการหยุดยิง เขาระบุว่าสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส “จะจัดตั้งศูนย์กลางทางทหาร (military hubs) กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของยูเครน เพื่ออำนวยความสะดวกในการวางกำลังทหาร และสร้างโรงจัดเก็บอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารที่มีระบบป้องกัน เพื่อสนับสนุนความต้องการด้านการป้องกันประเทศของยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cna

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

7 ม.ค. 2569 02:24 น.

หิมะตกหนักป่วนยุโรป ดับแล้ว 6 ศพ ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

หิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก กำลังสร้างความปั่นป่วนแก่การจราจรในหลายประเทศยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 ว่า หิมะที่ตกหนักและสภาพอากาศที่หนาวจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเป็นวงกว้างในหลายประเทศของยุโรป ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากสาเหตุเกี่ยวกับสภาพอากาศแล้ว 6 ศพ

ที่ฝรั่งเศส พบผู้เสียชีวิต 3 ศพในอุบัติเหตุรถยนต์ 2 เหตุการณ์ในจังหวัดล็องด์ (Landes) ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์ “แบล็กไอซ์” หรือ น้ำแข็งเคลือบผิวถนน และมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ศพ ในอุบัติเหตุรถยนต์ 2 เหตุในพื้นที่รอบกรุงปารีส

ขณะเดียวกัน มีรายงานพบผู้หญิงเสียชีวิต 1 ศพในกรุงซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย หลังจากมีหิมะตกลงมาหนาถึง 16 นิ้ว (40 เซนติเมตร) ทั่วเมืองเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนต้นไม้ที่รับน้ำหนักหิมะไม่ไหวและหักโค่นลงมาทับเธอ

นอกจากนั้น เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิกทั่วยุโรป ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายพันคนต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินในกรุงปารีสและกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยคาดว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวันพุธ (7 ม.ค.)

ทางการกรุงปารีสระบุว่า สนามบินรัวซี-ชาร์ล เดอ โกล (Roissy-Charles de Gaulle) จะยกเลิกเที่ยวบินถึง 40% เป็นเวลาหลายชั่วโมงในช่วงเช้าวันพุธ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถกวาดหิมะออกจากรันเวย์ได้ ส่วนสนามบินออร์ลี (Orly) มีแผนที่จะยกเลิกเที่ยวบิน 1 ใน 4 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนสนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม จะยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 400 เที่ยวในวันพุธ โดยเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจำนวนมากดำเนินการโดยสายการบิน KLM ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งออกมาเตือนว่าน้ำยาละลายน้ำแข็ง สำหรับเครื่องบินเกือบจะหมดลงแล้ว โดยเป็นผลจากสภาพอากาศที่ “รุนแรงเกินรับมือ” กับความล่าช้าในการจัดส่ง

นายฟิลิปป์ ตาบาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส กล่าวว่าคาดจะมีหิมะตกลงมาเพิ่มอีกในคืนวันอังคารและวันพุธ เขาได้เรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รถใช้ถนนให้มากที่สุดและขอให้ทำงานจากที่บ้าน

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฝรั่งเศสระบุว่า จะมีการประกาศเตือนภัยระดับสีส้มใน 38 เขต เพื่อเฝ้าระวังหิมะและ“แบล็กไอซ์” ในวันพุธ ขณะที่การให้บริการรถไฟหลายเส้นทางในบางส่วนของประเทศได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

การเดินทางโดยรถไฟก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยในช่วงเช้าวันอังคารบริการรถไฟทั้งหมดในเนเธอร์แลนด์ต้องหยุดชะงักลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังเกิดปัญหาระบบไอทีขัดข้อง แม้รถไฟบางขบวนจะเริ่มกลับมาวิ่งได้หลังเวลา 09:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ยังมีปัญหายืดเยื้อตลอดทั้งวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

7 ม.ค. 2569 01:23 น.

จีนสั่งห้ามส่งออก สินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ปมคำพูดหนุนไต้หวัน

จีนสั่งห้ามส่งออกสินค้าบางรายการให้ญี่ปุ่น ตอบโต้คำพูดนายกฯ แดนอาทิตย์อุทัยที่บอกว่า อาจใช้กำลังทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ม.ค. 2569 ว่า รัฐบาลจีนสั่งห้ามส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) บางชนิดกับสินค้าอื่น ๆ ที่อาจนำไปใช้ในทางการทหารได้ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ยังคงตึงเครียด หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า อาจใช้กำลังทหาร หากจีนบุกโจมตีไต้หวัน

กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า การห้ามส่งออกดังกล่าวครอบคลุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items) หรือสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร โดยคำสั่งมีผลบังคับใช้ในทันที

แม้ว่าทางกระทรวงจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบมีอะไรบ้าง แต่บัญชีรายชื่อสินค้าที่ใช้ได้สองทางที่กระทรวงเผยแพร่ออกมานั้น รวมถึงแร่หายาก, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ส่วนประกอบด้านอวกาศและการบิน, โดรน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ตลอดจนรายการอื่น ๆ

แร่หายากถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงระบบอาวุธขั้นสูงอย่างเครื่องบินขับไล่ F-35 ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อจำกัดล่าสุดนี้จะส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นเป็นวงกว้างเพียงใด

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น สองมหาอำนาจแห่งเอเชีย ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า การที่จีนรุกรานไต้หวันจะถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น” ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลโตเกียวตัดสินใจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร

รัฐบาลจีนอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวันว่าเป็นดินแดนของตน แม้ว่าจะไม่เคยมีอำนาจปกครองเกาะแห่งนี้เลยก็ตาม และได้ประกาศกร้าวว่าจะผนวกเกาะไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งให้ได้ โดยจะใช้กำลังหากจำเป็น

คำพูดของนางทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง และนับแต่นั้นเป็นต้นมา จีนได้ออกมาตรการทางเศรษฐกิจหลายระลอกเพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นถอนคำพูด รวมถึงการสั่งลดเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่น การเตือนพลเมืองไม่ให้ไปท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อที่นั่น และการระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนยืนยันว่า คำสั่งห้ามส่งออกล่าสุดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อตอบโต้ “คำพูดที่ผิดพลาด” ของนางทาคาอิจิ และเพื่อ “ปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ”

“ถ้อยแถลงเหล่านี้ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง ละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง และมีลักษณะรวมถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” โฆษกกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร

โฆษกเตือนอีกว่า องค์กรหรือบุคคลใดจากประเทศใดก็ตามในประเทศจีนที่ละเมิดคำสั่งห้ามส่งออกนี้ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

6 ม.ค. 2569 23:21 น.

ทรัมป์คาด บ.น้ำมันสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการ ในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน

โดนัลด์ ทรัมป์ คาด บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาดำเนินการในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน หลังส่งทหารโจมตีและโค่นอำนาจประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสื่อว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาดำเนินการ และขยายปฏิบัติการในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน หลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในชาติอเมริกาใต้แห่งนี้ และจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภริยาไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่า “จะต้องมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งบริษัทน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินเหล่านั้น และจากนั้นพวกเขาจะได้รับเงินคืนจากเราหรือผ่านทางรายได้ที่เข้ามา”

ผู้นำสหรัฐฯ คาดการณ์ด้วยว่า การผลิตน้ำมันจะสามารถเร่งความเร็วขึ้นได้โดยใช้เวลาน้อยกว่า 18 เดือน แต่ต้องใช้เงินมหาศาล และเขายังแสดงความทะเยอทะยานอย่างชัดเจนที่ต้องการให้บริษัทน้ำมันของอเมริกาขยายขอบเขตการดำเนินงานในเวเนซุเอลา

“การมีเวเนซุเอลาในฐานะผู้ผลิตน้ำมันเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เพราะมันช่วยให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ” ทรัมป์กล่าวอ้าง

ขณะที่สำนักข่าว CBS รายงานว่า ตัวแทนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าพบกับรัฐบาลทรัมป์ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ บรรดานักวิเคราะห์ได้ให้ข้อมูลกับ BBC ว่า อาจต้องใช้เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และอาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษ เพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมาเท่าเดิม

นักวิเคราะห์แสดงความกังขาว่า แผนการของทรัมป์จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุปทานน้ำมันโลก และเรื่องราคาน้ำมัน ได้จริงหรือไม่ โดยพวกเขาให้ความเห็นว่า บริษัทต่าง ๆ จะมองหาความมั่นใจก่อนว่ามีรัฐบาลที่มั่นคงจัดตั้งขึ้นแล้ว และถึงแม้จะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริง โครงการเหล่านั้นก็อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลผลิต

เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่ได้รับการยืนยันแล้วประมาณ 3.03 แสนล้านบาร์เรล มากที่สุดในโลก แต่กำลังการผลิตน้ำมันของประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา

แต่นอกจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการเพิ่มกำลังผลิตของเวเนซุเอลาแล้ว น้ำมันของเวเนซุเอลายังเป็นประเภทน้ำมันดิบหนัก (heavy oil) ซึ่งกลั่นได้ยากกว่า และปัจจุบันมีบริษัทสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวคือ เชฟรอน (Chevron) ที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในประเทศนี้

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างเรื่องยาเสพติดและภัยคุกคาม สร้างความชอบธรรมในการจับกุมตัวนายมาดูโร เขายังอ้างด้วยว่าเวเนซุเอลา “ยึดและขโมยน้ำมันของอเมริกาไป”

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีก็ออกมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวผ่าน X โดยระบุว่า “เวเนซุเอลาได้เวนคืนทรัพย์สินน้ำมันของอเมริกา และจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ได้ใช้ทรัพย์สินที่ขโมยไปนั้นเพื่อสร้างความร่ำรวยและสนับสนุนกิจกรรมก่อการร้ายค้ายาเสพติดของพวกเขา”

อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเวเนซุเอลา โดยเป็นการขุดเจาะน้ำมันภายใต้ข้อตกลงการให้สัมปทาน

เวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐในพ.ศ. 2519 และต่อมาในพ.ศ. 2550 ประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ ได้เพิ่มการควบคุมของรัฐเหนือสินทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดซึ่งเป็นของต่างชาติ รวมถึงบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ดำเนินกิจการอยู่ในเวเนซุเอลาด้วย

ในพ.ศ. 2562 คณะตุลาการของธนาคารโลกได้ตัดสินให้เวเนซุเอลาชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8.7 พันล้านดอลลาร์แก่บริษัท โคโนโกฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) เพื่อเป็นการชดเชยจากการดำเนินการในปี 2550 แต่เวเนซุเอลายังไม่จ่ายเงินดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย

แต่ทาง เบน ชู จาก BBC Verify กล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเวเนซุเอลา “ขโมย” น้ำมันอเมริกานั้นดูจะสรุปแบบรวบรัดเกินไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตัวน้ำมันเองนั้นไม่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของใครอื่นเลยนอกจากของประเทศเวเนซุเอลาเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

6 ม.ค. 2569 22:04 น.

ผู้นำยุโรปแห่หนุนเดนมาร์กปมกรีนแลนด์ หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

การเข้าแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา โหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับแผนการของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อกรีนแลนด์อีกครั้ง ทำให้กลุ่มผู้นำยุโรปต้องออกมาย้ำการสนับสนุนเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2569 ผู้นำชาติยุโรปหลายคนออกมาเน้นย้ำการสนับสนุนที่พวกเขามีให้ประเทศเดนมาร์ก หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจอีกครั้งว่า เขาต้องการให้ “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

ผู้นำจากฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน รวมถึงเดนมาร์ก ระบุว่า อธิปไตย, บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้นั้นถือเป็น “หลักการสากล และเราจะไม่หยุดยั้งที่จะปกป้องสิ่งเหล่านี้”

การที่สหรัฐฯ ส่งทหารโจมตีเวเนซุเอลาและบุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภริยาถึงบ้านพักในกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องแผนการต่อไปของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเขาจะตัดสินใจเรื่องกรีนแลนด์อย่างไร เนื่องจากนายทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกว่า ต้องการดินแดนแห่งนี้

นายทรัมป์ระบุว่า กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ เพราะมีแหล่งแร่หายากที่ยังไม่ถูกนำมาใช้จำนวนมาก และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเปิดเส้นทางการเดินเรือใหม่ ๆ

นอกจากนั้น กรีนแลนด์ยังตั้งอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับการยิงขีปนาวุธระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันวอชิงตันก็มีฐานทัพทหารตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่แล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเกี่ยวกับเวเนซุเอลา นายทรัมป์กลับพูดติดตลกว่า “เราจะค่อยไปกังวลเรื่องกรีนแลนด์ในอีกประมาณสองเดือนข้างหน้า” ทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งว่าผู้นำสหรัฐฯ จะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไป โดยที่ผ่านมา นายทรัมป์ไม่เคยตัดตัวเลือกเรื่องการใช้กำลังทหารในการเข้ายึดกรีนแลนด์

ความกังวลดังกล่าวทำให้ผู้นำยุโรปออกแถลงการณ์ร่วมกันในวันอังคารว่า “ความมั่นคงในอาร์กติกยังคงเป็นสิ่งที่ยุโรปให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงระหว่างประเทศและความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก”

“นาโต (NATO) ได้แสดงท่าทีชัดเจนไปแล้วว่า ภูมิภาคอาร์กติกคือสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ และพันธมิตรในยุโรปกำลังยกระดับการดำเนินการขึ้น” แถลงการณ์ระบุ “เราและพันธมิตรอื่น ๆ อีกหลายประเทศได้เพิ่มการเข้าไปมีส่วนร่วม, กิจกรรม และการลงทุน เพื่อรักษาความปลอดภัยของอาร์กติกและเพื่อป้องปรามปฏิปักษ์”

พวกเขายังได้เน้นย้ำว่าเดนมาร์ก ซึ่งรวมถึงกรีนแลนด์ด้วย เป็นส่วนหนึ่งของนาโต “ดังนั้น ความมั่นคงในอาร์กติกจะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือกัน โดยประสานงานกับพันธมิตรนาโตซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา ผ่านการยึดถือหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ อันได้แก่ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการละเมิดพรมแดนมิได้”

“สิ่งเหล่านี้คือหลักการสากล และเราจะไม่หยุดยั้งที่จะปกป้องหลักการเหล่านี้”

แถลงการณ์ดังกล่าวลงนามโดย นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งอังกฤษ, นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก, ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี, นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ แห่งโปแลนด์ และนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน

เหล่าผู้นำยุโรปเน้นย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่สำคัญอย่างยิ่งในความพยายามนี้ “กรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ จึงเป็นเรื่องของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ และเป็นหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้นที่จะตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์” เหล่าผู้นำยุโรประบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน “สงครามยูเครน”

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน "สงครามยูเครน"

6 ม.ค. 2569 16:50 น.

คิม จองอึน ตรวจงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพใน “สงครามยูเครน”

คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อสดุดีทหารที่พลีชีพในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พร้อมควงลูกสาว “คิม จูแอ” ร่วมคณะ นักวิเคราะห์ชี้เป็นการเดินเกมเชิงสัญลักษณ์เพื่อย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย และแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการพบปะกันของผู้นำเกาหลีใต้และจีนในกรุงปักกิ่ง

สำนักข่าวกรองกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วยนางรี ซอลจู ภริยา และ “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจในต่างแดน โดยเฉพาะในสมรภูมิสงครามรัสเซีย-ยูเครน

นายคิม จองอึน ได้กล่าวระว่างการตรวจเยี่ยมว่า โครงการนี้คือ “มหาอนุสาวรีย์แห่งยุคสมัย” ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของบุตรแห่งเกาหลี และเป็นการแสดงความกตัญญูนิรันดร์ของพรรคแรงงานต่อทหารผู้เสียสละ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างฐานรากทางอุดมการณ์เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความอมตะของเกาหลีเหนือ

อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตฮวาซอง (Hwasong) หรือ “เมืองใหม่” ของกรุงเปียงยาง ประกอบด้วยสุสานทหารที่เสียชีวิต อาคารพิพิธภัณฑ์ และอนุสาวรีย์รำลึก โดยเริ่มวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2025

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางตรวจเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับการประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีอีแจมยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนต่อความกังวลต่อความสัมพันธ์จีน-เกาหลีใต้ เกาหลีเหนืออาจกังวลว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีใต้และจีน อาจส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของตนในกลุ่มพันธมิตรสามเส้า (จีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ)

ขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นพ่อ แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียจนถึงขั้นส่งทหารไปช่วยรบนั้น เป็นความสำเร็จส่วนตัวของคิม จองอึน นอกจากนั้น การพา “คิม จูแอ” มาร่วมงานสำคัญด้านความมั่นคงนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของพันธมิตรเกาหลีเหนือ-รัสเซีย ให้เป็นมรดกทางการเมืองที่จะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป

นอกจากการเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือยังได้ยิงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “ฮวาซอง-11 เอ็มเอ”  ซึ่งถูกมองว่าเป็นการโชว์แสนยานุภาพเพื่อข่มขวัญทั้งในประเด็นสถานการณ์เวเนซุเอลา และเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเวทีประชุมที่ปักกิ่ง

นายโอ คยองซอบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งชาติเกาหลี (KINU) ให้ความเห็นว่า ท่าทีนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อผู้นำอย่างสูงสุด ก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 และการปรากฏตัวของคิม จูแอ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของคิม จองอึน ในฐานะ “บิดาแห่งชาติ” ที่กำลังวางรากฐานอนาคตให้คนรุ่นใหม่.

ที่มา JoongAng Daily

“อี แจ-มยอง” บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ “เกาหลีใต้-จีน” โชว์เซลฟี่คู่ “สีจิ้นผิง”

"อี แจ-มยอง" บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ "เกาหลีใต้-จีน" โชว์เซลฟี่คู่ "สีจิ้นผิง"

6 ม.ค. 2569 15:37 น.

“อี แจ-มยอง” บุกปักกิ่งเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ “เกาหลีใต้-จีน” โชว์เซลฟี่คู่ “สีจิ้นผิง”

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 6 ปี มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์สู่ “ยุคใหม่” หลังยุคอดีตผู้นำยุนซอกยอลทำสัมพันธ์ดิ่งเหว ด้าน “สีจิ้นผิง” อ้าแขนรับหวังดึงเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรคานอำนาจญี่ปุ่น ขณะที่ชาวเน็ตจับตาภาพประวัติศาสตร์ สองผู้นำเซลฟี่ชื่นมื่นด้วยสมาร์ทโฟนแบรนด์จีน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอีแจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เริ่มต้นภารกิจเยือนจีนเป็นเวลา 4 วัน โดยได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 2019 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างชื่นมื่น ประธานาธิบดีอีแจ-มยองได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง โดยใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Xiaomi รุ่นที่ผู้นำจีนเคยให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว พร้อมโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า “คุณภาพรูปดีจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?” ซึ่งถูกมองว่าเป็นท่าทีประนีประนอมเพื่อละลายพฤติกรรมระหว่างสองประเทศ

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงย้ำถึงประวัติศาสตร์ร่วมกันในการต่อต้านลัทธิทหารของญี่ปุ่น และขอให้เกาหลีใต้ “ยืนอยู่บนฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรณีที่ นายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าอาจส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าช่วยไต้หวันหากถูกจีนโจมตี

นักวิเคราะห์มองว่า จีนกำลังพยายามดึงเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ให้ห่างออกจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอีแจ-มยองยังคงต้อง “เดินบนเส้นลวดทางการทูต” เนื่องจากเขามีแผนจะเยือนญี่ปุ่นเพื่อพบกับนายกฯ ทากาอิจิ ในช่วงปลายเดือนนี้เช่นกัน

นอกเหนือจากข้อตกลงด้านเทคโนโลยีและการค้า ประธานาธิบดีอีแจมยองพยายามผลักดันใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “ซอฟท์ พาวเวอร์” โดยเรียกร้องให้จีนยกเลิกมาตรการ “จำกัดความบันเทิงเกาหลี” ที่ไม่เป็นทางการมานานนับทศวรรษ เพื่อให้เค-ป๊อป และซีรีส์เกาหลีกลับมาทำตลาดในจีนได้อีกครั้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ “ขยายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นลำดับขั้นตอน”

ส่วนด้านความมั่นคงคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีใต้ขอความร่วมมือจากจีนในการกดดันเกาหลีเหนือให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ หลังจากเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐฯ จับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

แม้ความสัมพันธ์จะดูดีขึ้น แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งเชิงลึก โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ประจำการกองกำลังในเกาหลีใต้ และแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ ที่จีนมองว่าเป็นภัยคุกคาม รวมถึงข้อพิพาทเรื่องการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ “การหารือที่สร้างสรรค์” เพื่อหาทางออกต่อไป

ประธานาธิบดีอีแจ-มยองทิ้งท้ายก่อนเดินทางกลับว่า การเยือนครั้งนี้คือ “จุดเริ่มต้นใหม่” ที่จะช่วยอุดรอยร้าวและยกระดับความสัมพันธ์เกาหลีใต้-จีนให้ก้าวไปสู่อีกขั้น.

ที่มา BBC