มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

22 เม.ย. 2569 23:44 น.

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

เอ็มมานูเอล มาครง เผยว่า ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ศพ หลังถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีในภาคใต้ของเลบานอนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้มีทหารฝรั่งเศสเสียชีวิตไปแล้ว 1 นาย

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส แถลงว่า ทหารฝรั่งเศสซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) เสียชีวิตเป็นศพที่ 2 แล้ว จากบาดแผลที่เขาได้รับหลังถูกนักรบของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อสัปดาห์ก่อน

นักรบติดอาวุธโจมตีหน่วยลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ระเบิดบริเวณถนนในหมู่บ้านกานดูริยาห์ (Ghanduriyah) ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อ 18 เม.ย. ทำให้ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 นาย โดย 2 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส

มาครงกล่าวในวันพุธว่า สิบตรี อานิเซต์ ฌิราร์แด็ง หนึ่งในทหารที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวกลับมารักษาที่ฝรั่งเศสเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ก่อนจะเสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวในวันพุธ

“เขาเสียชีวิตเพื่อฝรั่งเศส” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าประเทศชาติขอ “ยกย่องความมุ่งมั่นที่เป็นแบบอย่างของกองทัพของเราภายใน UNIFIL ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเพื่อรับใช้ฝรั่งเศสและสันติภาพในเลบานอน”

ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุในแถลงการณ์ว่า ขอให้ “ระมัดระวังในการด่วนสรุปความผิดและความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ จนกว่าการสอบสวนของกองทัพเลบานอนจะเสร็จสิ้น เพื่อหาสาเหตุและพฤติการณ์ที่แท้จริงทั้งหมด”

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (16 เม.ย.) หลังจากที่อิสราเอลและเลบานอนเปิดการเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

22 เม.ย. 2569 22:38 น.

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผลการสืบสวนชี้ว่า เหตุเครื่องบิน F-15K ชนกันกลางอากาศเมื่อ 5 ปีก่อน มีสาเหตุจากนักบินพยายามถ่ายรูปและวิดีโอระหว่างบินเป็นที่ระลึกการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วย ซึ่งนิยมทำกันในตอนนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 เม.ย. 2569 ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินของเกาหลีใต้ (Board of Audit and Inspection) เปิดเผยว่า อุบัติเหตุเครื่องบินขับ F-15K ชนกันกลางอากาศที่เมืองแทกู เมื่อปี 2564 มีสาเหตุมาจากการที่นักบินพยายามถ่ายภาพและวิดีโอระหว่างปฏิบัติภารกิจ

แม้ว่าในเหตุการณ์นี้นักบินจะรอดชีวิตโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่การพุ่งชนครั้งนั้นส่งผลให้เครื่องบินได้รับความเสียหาย และกองทัพต้องเสียค่าซ่อมบำรุงสูงถึง 880 ล้านวอน (ราว 19.2 ล้านบาท) โดยนักบินคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันออกจากกองทัพไปแล้ว ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 88 ล้านวอน (ราว 1.9 ล้านบาท)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากนักบินคนนี้ต้องการถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกในการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วยของเขา ซึ่งรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบระบุว่า การถ่ายรูปในเที่ยวบินสำคัญเป็น “แนวปฏิบัติที่ทำกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักบินในขณะนั้น” และนักบินคนดังกล่าวได้แจ้งความประสงค์ที่จะถ่ายรูปไว้ตั้งแต่ช่วงการรายงานก่อนบินแล้ว

ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขารับหน้าที่เป็นนักบินเครื่องลูกฝูง หรือ วิงแมน (Wingman) บินตามเครื่องบินหลัก และในขณะที่กำลังบินกลับฐาน เขาได้เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวถ่ายภาพ เมื่อนักบินเครื่องหลักเห็นเช่นนั้น จึงสั่งให้นักบินอีกคนบนเครื่องของตนถ่ายวิดีโอเครื่องลูกฝูงลำนี้ไว้ด้วย

จากนั้น นักบินเครื่องลูกฝูงได้เร่งเครื่องเชิดหัวขึ้นและพลิกเครื่องเพื่อให้กล้องจับภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น แต่การกระทำกะทันหันนี้ทำให้เครื่องบินทั้งสองลำเข้าใกล้กันมากเกินไป แม้นักบินเครื่องหลักจะพยายามลดระดับเพดานบินลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่เครื่องบิน F-15K ทั้งสองลำก็ชนกันในที่สุด ส่งผลให้ปีกซ้ายของเครื่องหลักและหางเสือของเครื่องลูกฝูงได้รับความเสียหาย

กองทัพอากาศเกาหลีใต้ได้สั่งพักงานวิงแมนคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาเขาได้ลาออกจากกองทัพไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์ ทางกองทัพพยายามเรียกค่าเสียหายจากเขาเป็นเงิน 880 ล้านวอนเพื่อครอบคลุมค่าซ่อมแซมทั้งหมด แต่นักบินได้ยื่นอุทธรณ์ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้

วิงแมนยอมรับว่าการเคลื่อนที่ที่กะทันหันของเขาเป็นเหตุให้เกิดการชนจริง แต่โต้แย้งว่านักบินเครื่องหลักเองก็ “ให้ความยินยอมโดยนัย” เนื่องจากทราบดีว่ามีการถ่ายทำกันอยู่

สุดท้าย คณะกรรมการตรวจสอบมีคำตัดสินให้นักบินจ่ายค่าปรับเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนที่กองทัพเรียกร้อง โดยให้เหตุผลว่ากองทัพอากาศควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย เนื่องจากขาดกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้กล้องส่วนตัวของนักบิน

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังคำนึงถึงประวัติการทำงานที่ดีของนักบิน และความสามารถในการประคองเครื่องกลับสู่ฐานได้อย่างปลอดภัยหลังเกิดเหตุ ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจบานปลายไปมากกว่านี้

อนึ่ง ในรายงานไม่ได้ระบุว่ามีการดำเนินการทางวินัยใด ๆ ต่อตัวนักบินคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

22 เม.ย. 2569 21:55 น.

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ประกาศยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินในเครือรวมกว่า 20,000 เที่ยวบินไปจนถึงเดือนตุลาคม เพื่อรับมือกับปัญหาราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ของเยอรมนี ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระยะสั้นของสายการบินในเครือจำนวนรวมกว่า 20,000 เที่ยวบินยาวไปจนถึงเดือนตุลาคม เพื่อรับมือกับราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในยุโรป อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน

ลุฟท์ฮันซาแถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 เม.ย. 2569) ว่า ได้เริ่มยกเลิกเที่ยวบินรายวัน 120 เที่ยวแรกตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยจะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ทั้งนี้ ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ซึ่งประกอบด้วยสายการบินมากมายทั้ง ลุฟท์ฮันซา, สวิส อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์, ออสเตรียน แอร์ไลน์ และสายการบินอื่น ๆ ระบุว่า การยกเลิกเที่ยวบินเหล่านี้จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 40,000 เมตริกตัน

ความเคลื่อนไหวของลุฟท์ฮันซาเกิดขึ้นในขณะที่ สายการบินทั่วโลกต่างกำลังปรับลดตารางบินในเส้นทางที่เคยทำกำไรได้ในช่วงที่ราคาเชื้อเพลิงต่ำ แต่กลับขาดทุนในปัจจุบัน เนื่องจากราคาเฉลี่ยของน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

นอกจากนั้น ยุโรปซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันอากาศยานประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด อาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและอาจถึงขั้นต้องมีการจัดสรรปันส่วนน้ำมันในสัปดาห์หน้า เนื่องจากก่อนเกิดสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยุโรปนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

22 เม.ย. 2569 21:24 น.

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

กองทัพอิหร่านระบุว่า พวกเขายึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สื่อท้องถิ่นอ้างว่า IRGC โจมตีเรืออีกลำนอกชายฝั่งอิหร่านจนอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพของพวกเขาได้เข้ายึดเรือ 2 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และได้ควบคุมตัวเรือดังกล่าวไปยังน่านน้ำของอิหร่านเรียบร้อยแล้ว ไม่ถึง 1 วันหลังจากสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานคำแถลงของ IRGC ว่า “เรือทั้ง 2 ลำปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีการละเมิดกฎระเบียบซ้ำซาก และบิดเบือนระบบนำทาง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางทะเลในระหว่างที่พยายามลักลอบออกจากช่องแคบฮอร์มุซ”

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การเข้าสกัดและหยุดยั้งเรือดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ปกป้องสิทธิของประเทศอิหร่าน”

ขณะที่สื่อของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า มีเรือลำที่ 3 ซึ่งเป็นเรือของบริษัทกรีซ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC ด้วยเช่นกัน และในขณะนี้เรือดังกล่าว “อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้” บริเวณนอกชายฝั่งของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันเหตุการณ์การยึดเรือจากหน่วยงานอิสระอื่นๆ แต่ก่อนหน้านี้ สำนักงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่ามีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 2 ลำถูกกราดยิงในพื้นที่ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ "แนนซี เกรซ โรมัน" สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

22 เม.ย. 2569 16:09 น.

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

องค์การนาซาเผยโฉมกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ที่ทรงพลังกว่ากล้องฮับเบิล 100 เท่า เตรียมส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง พร้อมสำรวจความลึกลับของสสารมืดที่ครองพื้นที่ 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ณ ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด รัฐแมริแลนด์ โดยกล้องรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสแกนท้องฟ้าในมุมกว้างและลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมุดแผนที่ของจักรวาล”

นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซาระบุว่า กล้องลำนี้จะช่วยตอบคำถามพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในทางดาราศาสตร์ เช่น จักรวาลมีวิวัฒนาการอย่างไร จุดจบของจักรวาลจะเป็นแบบไหน และมนุษย์เราอยู่ลำพังในจักรวาลหรือไม่

กล้องโทรทรรศน์โรมันตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงเจ้าของฉายา “มารดาแห่งกล้องฮับเบิล” แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่นี้จะมีกระจกหลักขนาด 2.4 เมตร เท่ากับกล้องฮับเบิล แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่ามาก โดยมีขอบเขตการมองเห็น (Field of View) กว้างกว่ากล้องฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า

นอกจากนั้นยังสามารถส่งข้อมูลกลับมายังโลกได้ถึง 11 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งข้อมูลเพียงปีเดียวจะมากกว่าที่กล้องฮับเบิลเคยเก็บมาตลอดทั้งชีวิต 30 กว่าปี รวมถึงสามารถสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่าฮับเบิลถึง 1,000 เท่า โดยยังคงความละเอียดและไวต่อแสงอินฟราเรดในระดับเดียวกัน

นิกกี้ ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซาเผยว่า “กล้องโรมันจะค้นพบดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง เผยให้เห็นดาราจักรนับพันล้านแห่ง ดาวระเบิดหรือซูเปอร์โนวานับพัน และดวงดาวอีกนับหมื่นล้านดวง”

เป้าหมายหลักอีกประการของกล้องโรมันคือการศึกษา “สสารมืด” (Dark Matter) และ “พลังงานมืด” (Dark Energy) ซึ่งเชื่อว่าเป็นองค์ประกอบถึง 95% ของจักรวาลที่เรามองไม่เห็น โดยสสารมืดทำหน้าที่เป็นเสมือนกาวที่ยึดโยงดาราจักรไว้ด้วยกัน ส่วนพลังงานมืดเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล กล้องโรมันจะสามารถตรวจจับแสงที่เดินทางมาจากดาราจักรไกลโพ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ทำให้เราสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาว่าโครงสร้างของจักรวาลก่อตัวขึ้นได้อย่างไร

ตัวกล้องที่มีความยาว 12 เมตรและแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ จะถูกขนส่งไปยังรัฐฟลอริดาเพื่อเตรียมยิงขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนกันยายนปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด โดยจะไปประจำการที่จุด “L2” (Lagrange Point 2) ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตรในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เพื่อรักษาความเย็นของอุปกรณ์และป้องกันแสงรบกวนจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ข้อมูลจากกล้องโรมันจะทำงานร่วมกับกล้องเจมส์ เว็บบ์ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการค้นพบทางดาราศาสตร์ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่คู่ควรกับรางวัลโนเบลในอนาคต.

ที่มา NASA / AFP

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ปธน.ไต้หวัน" ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

22 เม.ย. 2569 15:38 น.

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกการเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีอย่างกะทันหัน หลังเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ พร้อมใจถอนสิทธิ์การบินผ่านน่านฟ้า ด้านรัฐบาลจีนออกโรงชื่นชมทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวที่ยึดมั่นในหลักการ “จีนเดียว” ขณะที่ไต้หวันประณามเป็นการบีบบังคับที่ไร้เกียรติ

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนราชอาณาจักรเอสวาตินีอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 40 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 หลังจาก 3 ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ เซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ ประกาศยกเลิกใบอนุญาตการบินผ่านน่านฟ้าในนาทีสุดท้าย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำไต้หวันต้องยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากปัญหาการถูกปฏิเสธการบินผ่านน่านฟ้า โดยทางการไต้หวันระบุว่านี่คือผลลัพธ์จากการ “กดดันอย่างหนัก” และการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจบีบบังคับจากรัฐบาลจีน

ด้านสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนออกมาแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของทั้ง 3 ประเทศที่ยึดถือหลักการจีนเดียว โดยระบุว่า “ความยุติธรรมย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์รุนแรงขึ้นโดยระบุว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีน’ อีกต่อไป ใครก็ตามที่แอบอ้างตำแหน่งจอมปลอมนี้กำลังทำตัวฝืนกระแสประวัติศาสตร์และจะนำความอัปยศมาสู่ตนเอง”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาดากัสการ์และเซเชลส์ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะประเทศของตนไม่ได้ให้การรับรองสถานะของไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ประณามการกระทำของจีนว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ระบอบเผด็จการมีต่อระเบียบโลก พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการข่มขู่หรือการบีบบังคับใดๆ จะมาสั่นคลอนความมุ่งมั่นของไต้หวันในการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกได้”

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันวิจารณ์คำแถลงของประเทศที่ปิดน่านฟ้าว่าเป็นการ “ยอมตนเป็นข้ารับใช้ของจีน” ส่วนสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลายรายได้ออกมาแสดงความกังวล โดยชี้ว่านี่ไม่ใช่การทูต แต่เป็นการบีบบังคับทางเศรษฐกิจเพื่อโดดเดี่ยวพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเอสวาตินี ระบุว่ารู้สึกเสียใจที่การเยือนครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเอสวาตินีในฐานะรัฐอธิปไตยจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

ปัจจุบัน เอสวาตินีถือเป็นประเทศเดียวในแอฟริกา และเป็น 1 ใน 12 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ท่ามกลางความพยายามอย่างหนักของจีนในการโดดเดี่ยวไต้หวันบนเวทีโลก

ที่มา BBC / Reuters

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด “เชอร์โนบิล” หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด "เชอร์โนบิล" หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

22 เม.ย. 2569 14:05 น.

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด “เชอร์โนบิล” หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

อัยการสูงสุดยูเครนเผย รัสเซียได้ส่งโดรนและขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงบินในเส้นทางใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่เลิกใช้งานแล้วหลายครั้ง ระหว่างการโจมตีประเทศยูเครน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยครั้งใหญ่

นายรุสลัน คราฟเชนโก อัยการสูงสุดของยูเครน เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบในปี 2022 ตรวจพบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินซาล” (Kinzhal) จำนวนถึง 35 ลูก บินผ่านในรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่เลิกใช้งานแล้ว และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คเมลนิทสกี ทางตะวันตกของประเทศ และในจำนวนนั้น 18 ลูก บินผ่านในระยะประมาณ 20 กิโลเมตรจากทั้งโรงไฟฟ้าสองแห่งในเส้นทางเดียวกัน

คราฟเชนโก ระบุว่าขีปนาวุธเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 6,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งการบินเหนือฐานปฏิบัติการนิวเคลียร์ไม่มีความจำเป็นทางทหารใดๆ นอกจากการ “ข่มขู่และสร้างความหวาดกลัว” นอกจากนี้ ยังพบเหตุการณ์น่ากังวลเมื่อขีปนาวุธคินซาล 3 ลูก ตกใส่พื้นดินในระยะเพียง 10 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าคเมลนิทสกี โดยไม่พบร่องรอยว่าถูกยิงสกัด ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาวุธอาจขัดข้องและตกลงใส่จุดยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ

นอกจากขีปนาวุธแล้ว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 ยูเครนตรวจพบโดรนโจมตีของรัสเซียอย่างน้อย 92 ลำ บินในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตรรอบ “โดมครอบเตาปฏิกรณ์” ของเชอร์โนบิล ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันกัมมันตรังสีรั่วไหลจากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปี 1986 ที่ส่งผลให้รังสีแผ่กระจายไปทั่วยุโรป และกระตุ้นให้ทางการอดีตสหภาพโซเวียตระดมกำลังคนและอุปกรณ์จำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนั้น โดยเครื่องปฏิกรณ์สุดท้ายที่ยังใช้งานอยู่ของโรงไฟฟ้าถูกปิดลงในปี 2000

ทั้งนี้ “คินซาล” เป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงที่ยิงจากอากาศยาน สามารถบรรทุกหัวรบหนัก 500 กิโลกรัม และได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และเมื่อเดินทางด้วยความเร็ว 6,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันสามารถเคลื่อนที่ได้ 5 กิโลเมตรในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

อัยการสูงสุดยังเปิดเผยเหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว โดยระบุว่าโดรนโจมตีระยะไกลของรัสเซียได้พุ่งชนโดมครอบป้องกันรังสีจนทะลุ ซึ่งผลการสอบสวนชี้ว่าเป็นความ “จงใจ” เนื่องจากมุมที่โดรนพุ่งชนเป็นมุมดิ่งทแยงตามลักษณะการโจมตีเป้าหมาย โดยคาดว่ารัสเซียใช้พื้นที่เชอร์โนบิลเป็นเส้นทางเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน

ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ประเมินว่าความเสียหายจากการโจมตีดังกล่าวต้องใช้เงินซ่อมแซมสูงถึง 500 ล้านยูโร (ประมาณ 1.88 หมื่นล้านบาท) หากไม่รีบดำเนินการ โครงสร้างอาจเกิดการผุพังจนไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำไปสู่การรั่วไหลของกัมมันตรังสีครั้งใหญ่

ด้านนายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมทางทหารใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจส่งผลกระทบไปทั่วทั้งยุโรป.

ที่มา Reuters

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

22 เม.ย. 2569 14:03 น.

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานว่าเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงเช้าวันพุธ แม้สหรัฐฯ จะขยายเวลาหยุดยิงแบบไม่มีกำหนด

ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations) หรือ UKMTO ระบุว่า เรือดังกล่าวถูกเรือปืนของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าประชิดโดยไม่มีการแจ้งเตือนทางวิทยุล่วงหน้า ก่อนจะเปิดฉากยิงใส่เรือ

รายงานระบุว่า การโจมตีส่งผลให้สะพานเดินเรือ ของเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย และไม่มีเหตุเพลิงไหม้หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือลำดังกล่าว เช่น สัญชาติของเรือ หรือพิกัดปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่อินเดียเปิดเผยว่า เรือที่ชักธงอินเดีย 2 ลำ ถูกยิงขณะแล่นผ่านบริเวณเดียวกัน

ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม เคยประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อม ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพการขนส่งพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้าในระดับนานาชาติ.

ที่มา : CNN

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

22 เม.ย. 2569 12:55 น.

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

“คาเร็กซ์” (Karex) ผู้ผลิตถุงยางอนามัยอันดับ 1 ของโลกจากมาเลเซีย ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาถุงยาง 20-30% หลังสงครามอิหร่านส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงัก ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นจนสต็อกเริ่มวิกฤต

บริษัท “คาเร็กซ์” (Karex) บริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกจากมาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณ 20% ถึง 30% และอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์ความไม่สงบจากการทำสงครามในอิหร่านยังคงลากยาว จนส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั่วโลก

นายโกะห์ เมียะ เกียต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาเร็กซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “สถานการณ์ตอนนี้เปราะบางมาก ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังลูกค้า”

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์คาเร็กซ์ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในทุกด้าน เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของพลังงานและเคมีภัณฑ์จากตะวันออกกลาง กระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น ยางสังเคราะห์และไนไตรล์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต, วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ เช่น ฟอยล์อลูมิเนียม และสารหล่อลื่น โดยเฉพาะน้ำมันซิลิโคน

นอกจากนี้ ปัญหาการขนส่งทางเรือยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยการส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ในปัจจุบันต้องใช้เวลานานเกือบ 2 เดือน จากเดิมที่เคยใช้เวลาเพียง 1 เดือน ทำให้สินค้าจำนวนมากยังค้างอยู่บนเรือและเข้าถึงผู้บริโภคได้ช้าลง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้น แต่ความต้องการถุงยางอนามัยในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึง 30% สวนทางกับปริมาณสต็อกทั่วโลกที่ลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลหลายประเทศลดงบประมาณช่วยเหลือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คาเร็กซ์ถือเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม โดยผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้แก่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Durex และ Trojan รวมถึงจัดส่งให้กับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ และโครงการช่วยเหลือระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ 

ซีอีโอของคาเร็กซ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และกำลังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ล้นหลาม แต่ความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

22 เม.ย. 2569 12:09 น.

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

อัยการเอลซัลวาดอร์เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ นำตัวผู้ต้องสงสัยสมาชิกแก๊งมาเฟีย MS-13 จำนวน 486 คน ขึ้นศาลพร้อมกันในคดีเดียว เผชิญข้อหาหนักพัวพันอาชญากรรมกว่า 47,000 คดี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

ทางการเอลซัลวาดอร์ได้เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ต่อสมาชิกแก๊ง “มารา ซัลวาตรูชา” หรือ MS-13 จำนวน 486 คน ซึ่งมีทั้งระดับผู้นำระดับชาติ หัวหน้ากลุ่มในพื้นที่ และผู้ก่อตั้งกลุ่ม โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่ออาชญากรรมรวมกว่า 47,000 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี 2012 ถึง 2022

ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมถึง 29,000 ราย รวมถึงเหตุสังหารหมู่ 87 ศพภายในช่วงวันหยุดสัปดาห์เดียวเมื่อปี 2022 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ประกาศ “สงครามกับแก๊งอาชญากร” อย่างเต็มตัว

อัยการระบุว่า นอกเหนือจากคดีฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์แล้ว สมาชิกแก๊ง MS-13 ยังถูกตั้งข้อหา “กบฏ” เนื่องจากมีพฤติการณ์พยายามจัดตั้งอำนาจรัฐขนานไปกับรัฐบาลเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีบูเคเลระบุว่าแก๊งเหล่านี้เคยคุมพื้นที่ได้ถึง 80% ของประเทศ

ในการพิจารณาคดีนี้ ผู้ต้องหาจะรับฟังการไต่สวนผ่านระบบวิดีโอลิงก์จากเรือนจำ โดยอัยการยืนยันว่ามีหลักฐานมหาศาลที่จะขอให้ศาลลงโทษขั้นสูงสุด เพื่อชำระหนี้แค้นทางประวัติศาสตร์ให้กับผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนรายตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ในบรรดาผู้ต้องหาเกือบ 500 ราย มีจำนวน 413 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันการก่อการร้าย (CECOT) ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล โดยจำเลยส่วนใหญ่เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีผ่านระบบวิดีโอทางไกลจากภายในเรือนจำ ส่วนอีก 73 รายที่เหลือเป็นการดำเนินคดีลับหลัง (In Absentia)

นโยบาย “กำปั้นเหล็ก” ของนายบูเคเลส่งผลให้เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนจากประเทศที่อันตรายที่สุดในละตินอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน และทำให้เขามีคะแนนนิยมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม แลกมาด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 91,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายพันคนที่ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์

องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอตช์ เตือนว่าการพิจารณาคดีแบบกลุ่มโดยใช้ “ผู้พิพากษาไร้ตัวตน” และการตัดสินโทษรวมทีเดียว ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสสู้คดีเป็นรายบุคคล นอกจากนั้น ยังมีรายงานการทรมานและผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังแล้วอย่างน้อย 500 ราย

แม้จะถูกกดดันจากนานาชาติ แต่ทางการเอลซัลวาดอร์ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป โดยยืนยันว่านี่คือทางเดียวที่จะถอนรากถอนโคนแก๊งอาชญากรที่หยั่งรากลึกมาจากท้องถนนในลอสแอนเจลิสและทำลายชาติมานานกว่า 30 ปี.

ที่มา Associated Press