เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

11 ม.ค. 2569 03:18 น.

เกาหลีเหนือโวย กล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดน

เกาหลีเหนือกล่าวหาเกาหลีใต้ ส่งโดรนสอดแนมถ่ายภาพพวกเขากับสถานที่ต่างๆ ลั่นเจอผลที่ตามมาแน่หากยังไม่หยุดการละเมิด

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่แถลงการณ์ของรัฐบาล กล่าวหาเกาหลีใต้ว่า ส่งโดรนสอดแนมล่วงล้ำดินแดนของพวกเขาอีกครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา พร้อมเผยภาพซากโดรนที่ถูกยิงตก

แถลงการณ์ระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้ติดตามโดรนลำหนึ่งที่ “มุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ” ที่เขตคังฮวา บริเวณชายแดนเกาหลีใต้ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม ก่อนที่ทหารเกาหลีเหนือจะตัดสินใจยิงโดรนลำดังกล่าวตกใกล้กับเมืองแคซองของเกาหลีเหนือ

“มีการติดตั้งอุปกรณ์สอดแนม” ไว้บนโดรน และผลการวิเคราะห์ซากโดรนพบว่ามีการบันทึกภาพวิดีโอของ “เป้าหมายสำคัญ” ในเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย

ภาพถ่ายของโดรนที่ถูกกล่าวอ้างซึ่งเผยแพร่โดย KCNA แสดงให้เห็นซากของอากาศยานแบบมีปีกวางอยู่บนพื้น พร้อมกับชุดอุปกรณ์ส่วนประกอบสีเทาและสีน้ำเงินที่ระบุว่าเป็นกล้องสอดแนม

ทางด้านเกาหลีใต้ระบุว่าไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการบินดังกล่าว ขณะที่นายอัน กยู-แบค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของเกาหลีใต้ กล่าวว่าโดรนที่รัฐบาลเปียงยางอ้างถึงนั้น “ไม่ใช่รุ่นที่กองทัพของเราใช้งาน”

ด้าน อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ระบุว่าจะมีจัดการประชุมความมั่นคงแห่งชาติในวันเสาร์เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยในแถลงการณ์ต่อมาของทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า นายอีได้สั่งการให้ทีมสืบสวนร่วมระหว่างทหารและตำรวจดำเนินการ “สืบสวนอย่างเร่งด่วนและเข้มงวด”

เมื่อถูกถามว่า ถ้าพลเรือนคือผู้บังคับโดรนดังกล่าว จะเป็นอย่างไร นายอีตอบว่า “หากเป็นเรื่องจริง ก็ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่คุกคามสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีและความมั่นคงของชาติ”

ฝ่ายเกาหลีเหนือเตือนด้วยว่า รัฐบาลกรุงโซลจะต้องชดใช้อย่างสาสม หากการรุกล้ำยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

11 ม.ค. 2569 01:29 น.

ประท้วงใหญ่อิหร่านลามทั่วประเทศ ดับแล้ว 65 ศพ โดนจับอีก 2,300 คน

การประท้วงใหญ่ในอิหร่านปะทะขึ้นในทุกจังหวัดทั่วอิหร่านแล้ว ขณะที่มีรายงานพบผู้เสียชีวิต 65 ศพเป็นอย่างน้อย และมีผู้ถูกจับกุมอีกมากกว่า 2,300 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 ว่า การประท้วงใหญ่ในประเทศอิหร่านเพื่อต่อต้านรัฐบาล ลุกลามไปทั่วประเทศแล้ว ขณะที่การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 65 ศพ และมีผู้ประท้วงถูกจับกุมมากกว่า 2,300 คน

โดยตามรายงานของสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีรายงานการประท้วงเกิดขึ้นอย่างน้อย 512 จุด ครอบคลุม 180 เมืองในทั้ง 31 จังหวัดของอิหร่าน นับตั้งแต่การประท้วงปะทุขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

HRANA ระบุด้วยว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นผู้ประท้วง 50 ราย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายหรือกองกำลังความมั่นคง 14 ราย และอีก 1 รายเป็น “พลเรือนที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล” อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่สามารถสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตยังคงถูกตัดการเชื่อมต่อ

การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านมีสาเหตุหลักมาจาก ความไม่พอใจในวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น เงินเฟ้อสูง ค่าเงินตกต่ำ สินค้าจำเป็นแพงขึ้น ก่อนจะลุกลามไปสู่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด การคอร์รัปชัน และนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ประกอบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

ข้อมูลจาก NetBlocks ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าติดตามความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่านถูกตัดขาดมานานกว่า 48 ชั่วโมงแล้ว

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากกองกำลังความมั่นคงใช้กำลังตอบโต้ผู้ประท้วง ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนประชาชนชาวอิหร่าน

ด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้นายทรัมป์ “กลับไปสนใจเรื่องของประเทศตัวเอง” และกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการประท้วงในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

10 ม.ค. 2569 23:41 น.

อินโดนีเซียสั่งบล็อก “Grok” ของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว เซ่นปมภาพอนาจารจาก AI

อินโดนีเซียสั่งระงับการเข้าถึง Grok แชตบอตเอไอของอีลอน มัสก์ ชั่วคราว หลังปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้ถูกนำไปใช้สร้างภาพลามกอนาจาร

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2568 ทางการอินโดนีเซียสั่งระงับการเข้าถึง “Grok” แชตบอต AI ของอีลอน มัสก์ เป็นการชั่วคราว จากความกังวลว่า AI ตัวนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างเนื้อหาลามกอนาจาร ส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกที่ปฏิเสธการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของหลายประเทศตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชีย ออกมาประณาม หลัง Grok ถูกใช้ตัดต่อภาพ ให้กลายเป็นภาพลามกอนาจารได้อย่างง่ายดาย และบางประเทศเริ่มเปิดการสืบสวนแล้ว

“รัฐบาลมองว่าการกระทำที่สร้างภาพอนาจารตัดต่อ (deepfakes) โดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ดิจิทัลอย่างร้ายแรง” มูเทีย ฮาฟิด ว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์

xAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา Grok ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทกำลังจำกัดสิทธิ์การสร้างและแก้ไขรูปภาพไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกแบบชำระเงินเท่านั้น ในขณะที่พยายามแก้ไขความบกพร่องของระบบป้องกันที่ปล่อยให้มีการสร้างภาพในเชิงทางเพศออกมา ซึ่งรวมถึงภาพจำลองของเด็กที่แต่งกายล่อแหลม

ทางกระทรวงฯ ยังได้เรียกตัวแทนจาก X เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วย เนื่องจาก Grok สามารถเข้าถึงข้อมูลและเทรนด์ล่าสุดบน X ได้ในทันที และเกิดกรณีภาพบุคคลที่โพสต์บน X หลายภาพ ถูกนำไปใช้ตัดต่อเป็นภาพลามกอนาจาร

ด้าน อีลอน มัสก์ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ใครก็ตามที่ใช้ Grok ในการสร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จะต้องเผชิญผลที่ตามมาแบบเดียวกันกับผู้ที่อัปโหลดเนื้อหาผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

10 ม.ค. 2569 22:03 น.

เวเนซุเอลา เจรจาสหรัฐฯ หวังฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต

เวเนซุเอลากำลังเจรจากับสหรัฐฯ ในกรุงการากัส ถึงความเป็นไปได้ที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาอีกครั้ง ไม่กี่วันหลังปฏิบัติการบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลาเตรียมพูดคุยกับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ที่กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 นี้ เพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปดำเนินคดีในนิวยอร์ก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางการเวเนซุเอลาระบุว่าได้เริ่มเปิดการหารือกับนักการทูตสหรัฐฯ แล้ว ถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายหลังการจับกุมนายมาดูโร ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า เจ้าหน้าที่ของเขาจะเป็นผู้บริหารเวเนซุเอลา

เจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลาระบุว่า คณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางมายังกรุงการากัสเพื่อหารือเรื่องการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตอีกครั้ง ในขณะที่ทรัมป์พบปะหารือกับบรรดาผู้บริหารบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองมหาศาลในเวเนซุเอลา

อีวาน กิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเวเนซุเอลา ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ “ได้ตัดสินใจริเริ่มกระบวนการทางการทูตเชิงสำรวจ กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งคณะผู้แทนทางการทูตในทั้งสองประเทศขึ้นใหม่”

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ผู้ไม่เปิดเผยนามรายนี้ บอกกับสื่อว่า นายจอห์น แม็คนามารา นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ ประจำโคลอมเบีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ “ได้เดินทางไปยังกรุงการากัสเพื่อทำการประเมินเบื้องต้น เรื่องความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเริ่มดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอน ขณะที่ฝ่ายเวเนซุเอลาจะส่งคณะผู้แทนไปวอชิงตันด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มมีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ก่อนหน้านี้ นางโรดริเกซออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ว่า เป็นการโจมตีที่ร้ายแรง เป็นอาชญากรรม ผิดกฎหมาย และไม่ชอบธรรม พร้อมยืนยันว่า เวเนซุเอลาจะต่อสู้กับการรุกรานนี้ผ่านช่องทางทางการทูตต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

10 ม.ค. 2569 10:21 น.

เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) เผยคลิปจากมุมของเจ้าหน้าที่ครั้งแรก หลังเกิดกระแสวิจารณ์และประท้วงทั่วประเทศ จากเหตุยิงผู้หญิงเสียชีวิตในเมืองมินนีอาโพลิส ยืนยันทำเพื่อป้องกันตัว

วิดีโอที่บันทึกโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส ได้ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นครั้งแรก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์

โดยคลิปความยาว 47 วินาที ซึ่งสื่อท้องถิ่น Alpha News ในรัฐมินนิโซตาได้รับมา แสดงภาพช่วงเวลาก่อนเสียงปืนดังขึ้น โดยเห็น เรเน นิโคล กู้ด วัย 37 ปี นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์ของเธอ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ICE ที่กำลังถ่ายวิดีโอรถและป้ายทะเบียน

ในคลิป เจ้าหน้าที่ ICE ลงจากรถและเดินถ่ายวิดีโอรอบรถ Honda SUV ของกู้ด โดยมีสุนัขอยู่ที่เบาะหลัง กู้ดพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่ได้โกรธคุณ”

ขณะเดียวกัน เบ็คกา กู้ด ภรรยาของผู้เสียชีวิต ยืนถ่ายเหตุการณ์อยู่ริมถนน และพูดเชิงยั่วยุใส่เจ้าหน้าที่

ต่อมา เจ้าหน้าที่อีกคนเดินเข้ามาที่ฝั่งคนขับ พร้อมตะโกนด่าทอและสั่งให้กู้ดลงจากรถ ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดอย่างรวดเร็ว เมื่อรถของกู้ดถอยหลัง ก่อนจะหักพวงมาลัยและขับไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงปืนหลายนัด ก่อนภาพสุดท้ายจะเห็นรถพุ่งออกไปตามถนน

คลิปอื่นที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นรถของกู้ดชนข้างทาง หลังเธอถูกยิง ขณะที่เจ้าหน้าที่ ICE ยังคงยืนอยู่ และเดินเข้าไปใกล้รถในเวลาต่อมา

รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ แชร์คลิปดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่กระทำไปเพื่อ ป้องกันตัวเอง ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า กู้ดพยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าเป็นการกระทำในลักษณะ “การก่อการร้ายภายในประเทศ”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “มีพวกยุยงปลุกปั่น และเราจะปกป้อง ICE ปกป้องเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเราเสมอ”

ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ ระบุเพิ่มเติมว่า สื่อพยายามใส่ร้าย เจ้าหน้าที่ ICE ทั้งที่เขาป้องกันตัวจากการถูกรถพุ่งชนอย่างเหมาะสม โดยรัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ยิงคือ โจนาธาน รอสส์ เจ้าหน้าที่ ICE อาวุโส ซึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิต ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม โดยเจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส จากพรรคเดโมแครต ระบุว่า คำอธิบายของรัฐบาลกลางเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เมื่อพิจารณาจากภาพวิดีโอที่ปรากฏ

ด้านสำนักงานอัยการรัฐมินนิโซตาและอัยการสูงสุดของรัฐ ประกาศเปิดการสอบสวนของตนเอง หลังระบุว่า ถูกกันออกจากการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเอฟบีไอ

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของกู้ดจุดชนวนการประท้วงต่อเนื่องเป็นคืนที่สองในหลายพื้นที่ของสหรัฐทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา สั่งระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติเพื่อดูแลความปลอดภัยในการชุมนุม พร้อมกล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าขัดขวางการสอบสวนของรัฐ ขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์ยืนยันว่า นี่เป็นคดีของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่อำนาจรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าหน้าที่ICE

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

10 ม.ค. 2569 09:38 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านซัดผู้ประท้วง ก่อเหตุเอาใจทรัมป์ ขณะยอดตายพุ่ง-เน็ตถูกตัดทั่วประเทศ

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงโจมตีผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ระบุเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่พยายามเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางการประท้วงที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 และใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงผ่านโทรทัศน์ของรัฐอย่างแข็งกร้าว ประณามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ว่าเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบที่พยายามเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางการประท้วงที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 และกลายเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

โดยคาเมเนอี  ระบุว่า “สาธารณรัฐอิสลามถือกำเนิดจากเลือดของผู้เสียสละหลายแสนคน และจะไม่ยอมถอยให้กับผู้ที่ปฏิเสธความจริงข้อนี้” พร้อมย้ำอีกครั้งต่อหน้าผู้สนับสนุนว่า อิหร่านจะไม่ลังเลในการจัดการกับองค์ประกอบทำลายล้าง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอิหร่านได้ส่งหนังสือถึง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) กล่าวโทษสหรัฐว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยกระดับการประท้วงให้กลายเป็นการก่อวินาศกรรมรุนแรงและการทำลายทรัพย์สินอย่างกว้างขวาง

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตอบโต้ว่า อิหร่านกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ และเตือนว่าจะโจมตีอย่างหนักในจุดที่เจ็บปวด แต่ย้ำว่าการมีบทบาทของสหรัฐไม่ได้หมายถึงการส่งทหารลงภาคพื้นดิน พร้อมระบุว่า สถานการณ์ในอิหร่านกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ กล่าวหาสหรัฐว่า แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน ผ่านการข่มขู่ ปลุกปั่น และจงใจสร้างความไม่มั่นคง

ขณะที่ผู้นำ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้ความรุนแรงของกองกำลังอิหร่าน และประณามการสังหารผู้ประท้วง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ

หน่วยงานความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมของอิหร่านออกคำเตือนประสานเสียง ย้ำแนวทางไม่ผ่อนปรน โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่านประกาศจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ประท้วง ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อจลาจลติดอาวุธ

ด้านหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า จะไม่ยอมให้มีการก่อการร้าย และจะเดินหน้าปฏิบัติการจนกว่าแผนของศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

การประท้วงเกิดขึ้นอย่างน้อย 67 พื้นที่ทั่วประเทศ มีเหตุไฟไหม้สำนักงานสื่อในเมืองอิสฟาฮาน และภาพรถถูกพลิกคว่ำ และเผากลางกรุงเตหะราน

ทั้งนี้ การชุมนุมเริ่มต้นจากความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจ แต่ลุกลามกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ ยุติสาธารณรัฐอิสลาม และบางส่วนถึงขั้นเรียกร้องให้ ฟื้นฟูราชวงศ์ หลังจากที่เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของกษัตริย์อิหร่านพระองค์สุดท้าย เรียกร้องให้ทรัมป์เตรียมพร้อมแทรกแซงเพื่อช่วยประชาชนอิหร่าน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนออกมาชุมนุมต่อเนื่อง

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 48 คน ในฝั่งผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิตอีก 14 นาย ขณะที่รัฐบาลสั่งตัดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งประเทศ ทำให้ข้อมูลจากพื้นที่จริงถูกปิดตาย โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การตัดอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเสี่ยงต่อการสังหารหมู่ ขณะที่ประชาชนแห่กักตุนอาหาร ตู้เอทีเอ็มใช้การไม่ได้ และการชำระเงินดิจิทัลหยุดชะงัก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

10 ม.ค. 2569 08:54 น.

เจ้าของบาร์สกีสวิสถูกคุมตัว เซ่นไฟไหม้คืนปีใหม่คร่า 40 ศพ พบไม่ตรวจความปลอดภัยนาน 5 ปี

หนึ่งในเจ้าของบาร์สกีชื่อดังในสวิตเซอร์แลนด์ถูกควบคุมตัว หลังเหตุเพลิงไหม้คืนวันส่งท้ายปีเก่าที่คร่าชีวิตผู้คนถึง 40 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน พบละเว้นการตรวจความปลอดภัยอาคารถึง 5 ปี

อัยการสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันว่า ฌาคส์ โมเร็ตติ ชาวฝรั่งเศส หนึ่งในเจ้าของบาร์ Le Constellation ถูกควบคุมตัวแล้วเนื่องจากมีความเสี่ยงหลบหนี ขณะที่ภรรยา เจสสิกา โมเร็ตติ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วม กำลังถูกสอบสวนในหลายข้อหา ทั้งฆ่าคนโดยประมาท, ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บโดยประมาท และวางเพลิงโดยประมาท

เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นในคืน เคานต์ดาวน์ปีใหม่ ภายในบาร์ใต้ดินของรีสอร์ตสกียอดนิยม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บถึง 116 คน หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้

อัยการระบุว่า ต้นเพลิงน่าจะมาจาก สปาร์กเลอร์ที่ติดกับขวดแชมเปญ ซึ่งถูกชูขึ้นสูงเกินไปจนไปจุดติด โฟมกันเสียงบนเพดาน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก

ข้อมูลที่ยิ่งสร้างความสะเทือนใจ คือบาร์แห่งนี้ ไม่ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยมานานถึง 5 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้สถานบันเทิงลักษณะนี้ต้องผ่านการตรวจทุกปี

มีรายงานว่าฌาคส์ โมเร็ตติ ถูกควบคุมตัวหลังถูกอัยการสอบปากคำที่เมืองซีออง (Sion) ในรัฐวาเลส์ ตามกฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ถูกสอบสวนสามารถถูกควบคุมตัวไว้ได้จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินภายใน 48 ชั่วโมง

ด้าน เจสสิกา โมเร็ตติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตา ระหว่างถูกตำรวจคุมตัวว่า “หัวใจของฉันอยู่กับเหยื่อทุกคน และผู้ที่ยังต่อสู้อยู่ในตอนนี้นี่คือโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจจินตนาการได้ และเราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในบาร์ของเรา ฉันขอโทษจริงๆ”

ก่อนหน้านี้ เจ้าของร่วมทั้งสองรายออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และพร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์จัดพิธีไว้อาลัย ยืนสงบนิ่ง 1 นาทีทั่วประเทศ เพื่อไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ จากนั้นระฆังโบสถ์ดังต่อเนื่อง 5 นาทีทั่วประเทศ

รถไฟ รถราง หยุดให้บริการชั่วคราว ขณะที่สนามบินซูริกหยุดการดำเนินงานช่วงสั้นๆ เพื่อแสดงความอาลัย ส่วนในพิธีรำลึกที่เมืองคร็องส์-มอนตานา ผู้ร่วมงานยืนปรบมือยาวนานให้กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผลตรวจสอบที่พบว่าทางบาร์แห่งหนี้ ไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยเป็นเวลานาน ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตโกรธแค้นอย่างหนัก โดยโรแม็ง จอร์แดน ทนายความที่เป็นตัวแทนครอบครัวบางส่วน ระบุว่า เป็นเรื่องน่าตกใจ และต้องตั้งคำถามว่า เทศบาลควรถูกสอบสวนอย่างเร่งด่วนด้วยหรือไม่

ด้าน นิโกลาส เฟโรด์ นายกเทศมนตรีเมืองคร็องส์-มอนตานา ยอมรับว่าไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมบาร์แห่งนี้จึงไม่ได้รับการตรวจสอบมานานขนาดนี้ พร้อมประกาศว่า จะสั่งห้ามใช้สปาร์กเลอร์ในสถานบันเทิงทุกแห่งในพื้นที่

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นคนหนุ่มสาว โดย 8 รายมีอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่ผู้บาดเจ็บจำนวนมากมีแผลไฟไหม้รุนแรง และกำลังรับการรักษาทั้งในสวิตเซอร์แลนด์และประเทศอื่นในยุโรป

ขณะเดียวกัน พิธีศพของเหยื่อบางรายได้เริ่มขึ้นแล้ว ท่ามกลางความโศกเศร้าและคำถามที่สังคมยังรอคำตอบ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้บาร์

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

10 ม.ค. 2569 08:11 น.

พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

ยุโรปเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายหนัก หลังพายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือ ส่งผลให้กระแสลมแรง หิมะตกหนัก ระบบคมนาคมหยุดชะงัก โรงเรียนปิดการเรียนการสอน และประชาชนหลายแสนครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ 

พายุลมแรงได้พัดถล่มฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาหลายประเทศ ตั้งแต่สหราชอาณาจักรไปจนถึงเยอรมนี ออกคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน โดยในอังกฤษมีการประกาศ เตือนภัยลมระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดและพบได้ยาก ครอบคลุมหมู่เกาะซิลลีและแคว้นคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

โดยในฝรั่งเศส พายุ “โกเร็ตติ” (Goretti) ทำให้บ้านเรือนราว 380,000 หลังคาเรือน ไฟฟ้าดับ โดยส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นนอร์มังดีตอนเหนือ  

ทางการฝรั่งเศสรายงานว่า ช่วงกลางดึกมีความเร็วลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในแคว้นม็องช์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ลมแรงทำให้ต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ โดยอย่างน้อยหนึ่งต้นล้มทับอาคารที่พักอาศัยในแคว้นแซน-มารีทีม แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุดโรงเรียนหลายแห่งในภาคเหนือของฝรั่งเศสยังคงปิดทำการ หลังมีการประกาศเตือนภัยสภาพอากาศในอีกกว่า 30 แคว้น ตำรวจแคว้นม็องช์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เตือนประชาชนให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่ใช้ยานพาหนะ และเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม

คลื่นทะเลขนาดยักษ์ซัดกระหน่ำกำแพงท่าเรือหลายแห่งทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของฝรั่งเศสตลอดคืนที่ผ่านมา และเมื่อพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมและการปิดถนน รวมถึงการปิดท่าเรือสำคัญอย่างเมืองดิเอปป์

ด้านอังกฤษและเวลส์ เผชิญลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ (Met Office) เตือนว่า คลื่นทะเลขนาดใหญ่จะทำให้พื้นที่ชายฝั่งอยู่ในภาวะอันตราย พร้อมออกคำเตือนหิมะระดับสีเหลืองในเวลส์ ภาคกลางของอังกฤษ และบางส่วนของภาคเหนือ โดยคาดว่าในบางพื้นที่อาจมีหิมะตกหนาสูงถึง 30 เซนติเมตร ขณะที่บริษัทเนชันแนล กริด ของอังกฤษ ระบุว่ามีบ้านเรือนกว่า 42,000 หลัง ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังมีอีกหลายพันหลังในพื้นที่อื่น

การเดินรถไฟในสหราชอาณาจักรได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยการรถไฟแห่งชาติระบุว่า บริการรถไฟจะถูกรบกวนต่อเนื่องอย่างน้อยสองวัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

รายงานระบุว่า ตลอดสัปดาห์นี้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศแล้วอย่างน้อย 8 รายทั่วทวีปยุโรป โดยรายล่าสุดคือชายคนหนึ่งในเมืองดูร์เรส ประเทศแอลเบเนีย ซึ่งถูกกระแสน้ำท่วมพัดเสียชีวิต หลังเผชิญทั้งหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องในภูมิภาคบอลข่าน

ในสกอตแลนด์ โรงเรียนหลายร้อยแห่งปิดติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว ทำให้นักเรียนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับเข้าเรียนได้หลังช่วงวันหยุดคริสต์มาส

ขณะที่ทางตอนเหนือของเยอรมนีได้รับผลกระทบจากพายุอีกลูกที่มีชื่อว่า “เอลลี่” (Elli) ส่งผลให้โรงเรียนในเมืองฮัมบูร์กและเบรเมนต้องปิดการเรียนการสอน และการเดินรถไฟระยะไกลในภาคเหนือถูกยกเลิกทั้งหมด คาดว่าหิมะอาจตกหนาสูงถึง 15 เซนติเมตร ในภาคเหนือ และมีความเสี่ยงเกิดน้ำแข็งปกคลุมถนนในภาคใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี (DWD) ระบุว่า พายุจะส่งผลกระทบไปจนถึงวันเสาร์ โดยคาดว่าหิมะจะหยุดตกในวันจันทร์ นักอุตุนิยมวิทยาของ DWD ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งฤดูหนาวอุ่นขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่รัสเซีย สภาพอากาศหนาวจัดทำให้เที่ยวบินราว 300 เที่ยว ในเขตกรุงมอสโกต้องยกเลิก เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์รันเวย์และขจัดน้ำแข็งบนเครื่องบินเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุถล่มยุโรป

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

10 ม.ค. 2569 07:43 น.

ทรัมป์ชี้ สหรัฐต้อง “ครอบครองกรีนแลนด์” เพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัสเซีย–จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียและจีนเข้าครอบครองหรือขยายอิทธิพลในดินแดนยุทธศาสตร์แห่งนี้ 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ เมื่อวันศุกร์ว่า ประเทศต่างๆ ต้องมีกรรมสิทธิ์ในดินแดนจึงจะสามารถปกป้องได้อย่างแท้จริง เพราะคุณไม่สามารถปกป้องสัญญาเช่าได้ เขาจึงจำเป็นต้องปกป้องกรีนแลนด์

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐสามารถดำเนินการได้ทั้ง “ทางง่าย” หรือ “ทางยาก” ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทำเนียบขาวก่อนหน้านี้ ที่ยอมรับว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก โดยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการ ผนวกดินแดนด้วยกำลังทหาร

อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันชัดเจนว่า กรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่จะนำมาขาย และเตือนว่า การใช้กำลังทางทหารจะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรด้านการป้องกันข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

แม้กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนที่มีประชากรเบาบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ด้วยที่ตั้งระหว่างอเมริกาเหนือกับภูมิภาคอาร์กติก ทำให้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ รวมทั้งการเฝ้าตรวจเรือและกิจกรรมทางทหารในอาร์กติก

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อ ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ โดยอ้างลอยๆ อย่างไม่มีหลักฐานว่า ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีน

ปัจจุบัน สหรัฐมีทหารประจำการมากกว่า 100 นาย ที่ฐานทัพ พิทัฟฟิก (Pituffik Space Base) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภายใต้ข้อตกลงกับเดนมาร์ก สหรัฐมีสิทธิส่งกำลังทหารเข้ากรีนแลนด์ได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองว่า ข้อตกลงเช่าหรือข้อตกลงระยะยาวไม่เพียงพอ

เขายังกล่าวว่า “ผมรักประชาชนจีน ผมรักประชาชนรัสเซีย แต่ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านในกรีนแลนด์ เรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้น” พร้อมย้ำว่า นาโต (NATO) ต้องเข้าใจจุดยืนของสหรัฐในเรื่องนี้

ด้านพันธมิตรนาโตของเดนมาร์ก ทั้งประเทศยุโรปหลักและแคนาดา ต่างออกแถลงการณ์สนับสนุน โดยยืนยันว่ามีเพียงเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตน

แม้จะเห็นตรงกันว่าสหรัฐและพันธมิตรต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาร์กติก แต่ย้ำว่าควรดำเนินการ ร่วมกันในหมู่พันธมิตร และต้องยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะเรื่อง อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่ละเมิดพรมแดน

ความวิตกต่ออนาคตกรีนแลนด์เพิ่มขึ้น หลังทรัมป์เพิ่งใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยเสนอซื้อกรีนแลนด์มาแล้วในปี 2019 สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก แต่ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ มีกำหนดหารือกับรัฐบาลเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรีนแลนด์ได้รับความสนใจมากขึ้นจากมหาอำนาจโลก เนื่องจากมีทรัพยากรสำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth), ยูเรเนียม, แร่เหล็ก

นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า กรีนแลนด์อาจมีแหล่ง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการละลายของน้ำแข็ง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มา BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กรีนแลนด์

รัฐบาลทรัมป์เล็ง “แจกเงิน” ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

รัฐบาลทรัมป์เล็ง "แจกเงิน" ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

9 ม.ค. 2569 15:36 น.

รัฐบาลทรัมป์เล็ง “แจกเงิน” ชาวกรีนแลนด์คนละ 3 ล้าน หวังจูงใจแยกตัวจากเดนมาร์ก

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดอย่างน้อย 4 ราย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างหารือแนวคิดจ่ายเงินก้อนให้ชาวกรีนแลนด์ เพื่อจูงใจให้ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแยกตัวและเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา โดยตัวเลขที่ถูกหยิบยกอยู่ในช่วง 10,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อคน แม้ยังไม่ชัดเจนด้านรายละเอียด วิธีการ และเงื่อนไขการจ่าย

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาทำเนียบขาวกำลังหารือกันถึงแนวทางในการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยหนึ่งในแผนการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจ่ายเงินสดแบบเงินก้อนให้แก่ประชากรชาวกรีนแลนด์ทั้ง 57,000 คนโดยตรง

รายงานระบุว่า ตัวเลขที่มีการหารือกันนั้นมีตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งหากมีการจ่ายที่ระดับสูงสุด สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินงบประมาณเกือบ 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อใจชาวเกาะให้ลงมติแยกตัวจากเดนมาร์กและเข้าทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในรูปแบบ “ข้อตกลงความสัมพันธ์เสรี” (Compact of Free Association – COFA) เหมือนที่ใช้กับหมู่เกาะไมโครนีเซียหรือปาเลา

ความพยายามครั้งนี้ทวีความเข้มข้นขึ้นหลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการบุกจับตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทำเนียบขาวต้องการใช้ความฮึกเหิมนี้ผลักดันเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อทันที โดยทรัมป์ย้ำว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่อกองทัพ และมีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในซีกโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “พอได้แล้ว… เลิกเพ้อฝันเรื่องการผนวกดินแดนเสียที”

ส่วนฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, โปแลนด์, สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนเดนมาร์ก โดยระบุว่ามีเพียงชาวกรีนแลนด์และเดนมาร์กเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องนี้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อพูดคุยในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทำเนียบขาวไม่ปฏิเสธว่าอาจมีการใช้มาตรการทางทหารหากจำเป็น แต่ยืนยันว่าต้องการใช้วิธีทางการทูตหรือการ “ซื้อ” เป็นทางเลือกหลัก

แม้ผลสำรวจจะระบุว่าชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่พวกเขายังคงมีความกังวลเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจหากขาดเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเดนทาร์ก และที่สำคัญคือผลสำรวจส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ชาวกรีนแลนด์ “ไม่ต้องการ” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา.

ที่มา Reuters