พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

12 ม.ค. 2569 02:27 น.

พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุภูเขาขยะถล่มที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็น 7 ศพแล้ว ในขณะที่ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติมเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

เจ้าหน้าที่ในประเทศฟิลิปปินส์กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 ว่า ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตจากเหตุภูเขาขยะขนาดมหึมาถล่มทับอาคารใกล้เคียงในภาคกลางของประเทศ เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งขุดค้นซากขยะจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาผู้ประสบเหตุ

เจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งรายเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 7 ศพ โดยยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 29 ราย ในขณะที่ช่วงเวลาวิกฤต 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสพบผู้รอดชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุในเมืองเซบู ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) โดยภูเขาขยะซึ่งมีความสูงประมาณตึก 20 ชั้นที่บ่อขยะบินาลิว (Binaliw Landfill) พังถล่มลงมาทับอาคารสำนักงาน โครงเหล็ก และพื้นที่ทำงานใกล้เคียง ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลประมาณ 50 คนถูกฝังทั้งเป็น

อนึ่ง บ่อขยะบินาลิว เป็นพื้นที่จัดการขยะของเอกชนที่รองรับขยะจากเมืองเซบู ซึ่งมีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน

“เมื่อวานนี้ เราตรวจพบสัญญาณชีพสองจุดผ่านอุปกรณ์เรดาร์เฉพาะทาง โดยยังตรวจพบเสียงหัวใจเต้นอยู่ลึกลงไปใต้ซากปรักหักพัง 30 เมตร แต่ในขณะนี้ ยังไม่มีรายงานการพบสัญญาณดังกล่าวเพิ่มเติมแล้ว” นายเวนเดลล์ บียานูเอวา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นบอกกับ AFP เมื่อวันอาทิตย์

จนถึงตอนนี้มีผู้รอดชีวิตเพียง 12 รายที่ถูกดึงตัวออกมาจากกองขยะได้อย่างปลอดภัยและถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล

โดยเมื่อวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดการถล่มซ้ำ เนื่องจากภูเขาขยะยังคงมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติงานเป็นระยะ นอกจากนั้น ฝนที่ตกลงมายังเพิ่มอันตรายดังกล่าวให้มากขึ้นด้วย

นายบียานูเอวาบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการกู้ชีพ เป็นการกู้ร่างในวันจันทร์นี้ โดยเสริมในภายหลังว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับทีมงานจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

12 ม.ค. 2569 01:41 น.

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

เหตุไฟป่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียยังคงรุนแรง เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายนับร้อยหลัง ขณะที่ทางการเตือนว่า ไฟอาจลุกไหม้ไปอีกหลายสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. 2569 ว่า เหตุไฟป่ารุนแรงหลายสิบจุดในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งลุกไหม้มานานหลายวันแล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ ขณะที่บ้านเรือนถูกทำลายอีกกว่า 300 หลัง

ไฟป่าส่วนใหญ่อยู่ในรัฐวิกตอเรีย และบางส่วนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งได้เผาไหม้พื้นที่กินอาณาบริเวณกว้างเกือบสองเท่าของขนาดพื้นที่เกรเทอร์ลอนดอน

รัฐวิกตอเรียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่นักผจญเพลิงหลายพันคนและเครื่องบินมากกว่า 70 ลำกำลังเร่งต่อสู้กับเปลวเพลิง นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมากกว่าสิบแห่งได้รับคำแนะนำให้ละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัย

ทางการออสเตรเลียกังวลว่า ไฟป่าในครั้งนี้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แห้งแล้ง และกระแสลมแรง อาจจะยังคงเผาไหม้ต่อเนื่องไปอีกนานหลายสัปดาห์

นางจาซินตา อัลลัน หัวหน้ารัฐบาลรัฐวิกตอเรียเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้มีไฟป่าที่ยังคงลุกไหม้อยู่ 30 จุดทั่วรัฐ โดยมี 10 จุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษ โดยไฟเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 350,000 เฮกตาร์ (ราว 2.187 ล้านไร่) นับจนถึงเวลา 8.00 น. วันอาทิตย์ (10 ม.ค.)

“เราจะยังคงเห็นไฟป่าเกิดขึ้นทั่วรัฐต่อไปอีกระยะหนึ่ง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงยังห่างไกลจากจุดที่เลวร้ายที่สุดของเหตุการณ์นี้อีกมาก” นางอัลลันบอกกับสื่อออสเตรเลีย “ขณะนี้ยังมีไฟป่าที่ยังคงลุกไหม้อยู่และกำลังคุกคามบ้านเรือนรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ”

ด้านตำรวจเผยว่า พบร่างผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านโกเบอร์ (Gobur) ใกล้กับเมืองลองวูด (Longwood) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐไปทางเหนือประมาณ 110 กิโลเมตร โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้

ควันจากไฟป่ากำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วรัฐวิกตอเรีย รวมถึงในเขตปริมณฑลของเมลเบิร์นด้วย

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า ฮาร์คอร์ต (Harcourt) บริเวณที่ราบสูงภาคกลางของรัฐวิกตอเรีย โดย ไทโรน ไรซ์ หนึ่งในนักผจญเพลิงต้องสูญเสียบ้านของตัวเองไปในกองเพลิง ซึ่งเขามารู้ข่าวว่าบ้านกำลังถูกไฟไหม้ในขณะที่เขากำลังออกไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าอีกจุดหนึ่งอยู่

เขาบอกกับสื่อออสเตรเลียว่า ความรู้สึกนั้น “เหมือนถูกเตะเข้าที่หน้าท้องอย่างจัง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเจอเรื่องแบบนี้ และผมก็คงไม่ใช่คนสุดท้ายเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

11 ม.ค. 2569 23:28 น.

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนประเทศคิวบา ให้รีบทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป เพราะน้ำมันกับเงินที่พวกเขาได้จากเวเนซุเอลามาตลอดนั้น จะหยุดลงแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงเตือนประเทศคิวบาว่า ให้รีบทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป เพราะว่าหลังจากนี้น้ำมันและเงินที่ส่งไปจากเวเนซุเอลาให้คิวบา จะหยุดลงแล้ว ตามหลังปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

เวเนซุเอลาเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของคิวบามาตลอด และเชื่อกันว่า เวเนซุเอลาส่งน้ำมันไปให้ประเทศเกาะแห่งนี้ประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ทรัมป์ระบุว่าเรื่องนี้กำลังจะจบลงแล้ว

“คิวบาอยู่รอดมาได้หลายปีด้วยน้ำมันและเงินจำนวนมหาศาลจากเวเนซุเอลา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน คิวบาได้มอบ ‘การรักษาความปลอดภัย’ ให้แก่ผู้นำเผด็จการ 2 คนล่าสุดของเวเนซุเอลา แต่ตอนนี้มันจะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป!” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันอาทิตย์

“จะไม่มีการส่งน้ำมันหรือเงินไปยังคิวบาอีกต่อไป ไม่มี! ผมขอแนะนำอย่างจริงจังให้พวกเขาทำข้อตกลงเสียก่อนที่จะสายเกินไป” นายทรัมป์ระบุ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อตกลงหรือผลลัพธ์ที่คิวบาอาจจะต้องเผชิญ

อนึ่ง คิวบาได้จัดหาทีมอารักขาความปลอดภัยส่วนตัวให้กับนายมาดูโรมานานหลายปีแล้ว โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่ามีพลเมืองของตน 32 รายถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา

ด้านนายทรัมป์ระบุว่า “ชาวคิวบาเหล่านั้นส่วนใหญ่ตายแล้วจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเวเนซุเอลาไม่ต้องการความคุ้มครองจากพวกอันธพาลและพวกกรรโชกทรัพย์ที่จับพวกเขาเป็นตัวประกันมานานหลายปีอีกต่อไป”

“ตอนนี้เวเนซุเอลามีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก (อย่างเทียบกันไม่ติด!) คอยคุ้มครองพวกเขา และเราจะคุ้มครองพวกเขาอย่างแน่นอน” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะยังไม่ได้ระบุแผนการที่ชัดเจนต่อคิวบา แต่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวว่าการแทรกแซงทางทหารนั้นไม่จำเป็น เพราะประเทศนี้ “พร้อมที่จะล่มสลาย” อยู่แล้ว

นายทรัมป์ยังแชร์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่เสนอให้นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของคิวบา โดยนายทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “ฟังดูดีสำหรับผมนะ!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

11 ม.ค. 2569 22:10 น.

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

ทางการอิหร่านออกโรงเตือนว่า พวกเขาพร้อมตอบโต้ หากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขาตามคำขู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่การประท้วงยังรุนแรง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพแล้ว

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ว่า ทางการอิหร่านออกมาเตือนว่า จะทำการตอบโต้หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีพวกเขาตามคำขู่ ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยังคงออกมาท้าทายการปราบปรามของรัฐบาลเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 2 แห่งบอกกับสื่อว่า มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งให้พวกเขามากกว่า 100 ศพในเวลาเพียง 2 วัน

บีบีซี ระบุว่า คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุกับคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ชี้ว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังยกระดับการปราบปรามการประท้วง ซึ่งขยายตัวไปมากกว่า 100 เมืองทั่วทุกจังหวัดในอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่า จะโจมตีอิหร่าน “อย่างหนักหน่วง” หากพวกเขา “เริ่มเข่นฆ่าประชาชน” ต่อมาในวันเสาร์ (10 ม.ค.) นายทรัมป์ออกมากล่าวอีกว่า “สหรัฐฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่อิหร่านกำลังมองหาเสรีภาพ”

วันเดียวกัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของอิหร่านออกมาตอบโต้คำขู่ของนายทรัมป์ว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี อิสราเอลรวมถึงฐานทัพและฐานส่งกำลังบำรุงทางเรือทั้งหมดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ จะตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอย่างชอบธรรมในทันที

ทั้งนี้ การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านมีสาเหตุหลักมาจาก ความไม่พอใจในวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น เงินเฟ้อสูง ค่าเงินตกต่ำ สินค้าจำเป็นแพงขึ้น ก่อนจะลุกลามไปสู่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด การคอร์รัปชัน และนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ประกอบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านยกระดับการปราบปรามผู้ชุมนุมมากขึ้น โดยล่าสุด อัยการสูงสุดของอิหร่านระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่ออกมาร่วมประท้วงจะถือว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ในขณะที่อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาผู้ประท้วงว่าเป็นเพียงกลุ่มคนป่าเถื่อน ที่พยายามจะ “เอาใจ” โดนัลด์ ทรัมป์

ในขณะที่การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน 2 แห่งรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย

เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหลายแห่งบอกกับ BBC ว่า พวกเขาต้องรับมือกับจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจนเกินขีดความสามารถ โดย BBC ตรวจสอบยืนยันแล้วว่า มีการนำร่างผู้เสียชีวิต 70 รายไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแรชต์เมื่อคืนวันศุกร์ และบุคลากรทางการแพทย์รายหนึ่งเผยว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 38 รายที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะราน

ด้านผู้บัญชาการตำรวจของอิหร่านกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า ได้ยกระดับการเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงมากขึ้น โดยมีการจับกุม “ตัวการสำคัญ” เมื่อคืนวันเสาร์ พร้อมอ้างด้วยว่า การเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนและบงการมา ไม่ใช่ฝีมือของกองกำลังความมั่นคง แต่ไม่เผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน มีผู้ประท้วงถูกจับกุมไปแล้วมากกว่า 2,500 คน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ “โอนให้กันไม่ได้” หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ “ทรัมป์”

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ "โอนให้กันไม่ได้" หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ "ทรัมป์"

11 ม.ค. 2569 11:52 น.

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ “โอนให้กันไม่ได้” หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ “ทรัมป์”

คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ ยืนยันกฎเหล็ก “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ไม่สามารถโอนสิทธิ์ เปลี่ยนมือ หรือเพิกถอนได้ หลัง “มาเรีย คอรินา มาชาโด” เจ้าของรางวัลปี 2025 เปรยกลางรายการข่าวว่าอาจมอบรางวัลนี้ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบแทนที่ช่วยจับกุม “นิโกลัส มาดูโร”

สถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไม่สามารถโอน เปลี่ยนมือ หรือเพิกถอนให้แก่ผู้อื่นหลังประกาศผลแล้ว ตามข้อบังคับของมูลนิธิโดยตัดสินใจครั้งเดียวและถาวร โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลและสถาบันโนเบลระบุว่า “เมื่อรางวัลโนเบลได้รับการประกาศแล้ว จะไม่สามารถเพิกถอน แบ่งปัน หรือโอนไปยังผู้อื่นได้” เป็นคำตัดสินที่สิ้นสุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้

คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวกรณีที่ นางมาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2025 ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการของ ชอน แฮนนิตี้ ทางสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) โดยเธอระบุว่าการส่งต่อรางวัลนี้ให้แก่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นการแสดงความขอบคุณจากชาวเวเนซุเอลา

นางมาชาโดกล่าวในรายการว่า ความตั้งใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถูกทางการสหรัฐฯ จับกุมตัวได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเมื่อแฮนนิตี้ถามย้ำว่าเธอได้เสนอขอมอบรางวัลนี้ให้ทรัมป์จริงหรือไม่ เธอตอบเพียงว่า “มันยังไม่เกิดขึ้น (ในตอนนี้)”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยแสดงความสนใจในรางวัลโนเบลมาโดยตลอด ได้ออกมากล่าวว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะรับรางวัลนี้ หากนางมาชาโดมอบให้ในระหว่างการเข้าพบกันที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า

สำหรับนางมาชาโด อดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปในปี 2024 โดยหน่วยงานที่ฝักใฝ่นายมาดูโร อย่างไรก็ตาม เธอได้ให้การสนับสนุนผู้สมัครตัวแทนที่ถูกมองว่าชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แม้นายมาดูโรจะประกาศชัยชนะด้วยตนเองท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส ซึ่งผู้สังเกตการณ์อิสระต่างระบุว่าพบความผิดปกติในผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน

สถาบันโนเบลยังเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการจะไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการกระทำหรือคำแถลงของเจ้าของรางวัลหลังจากที่ได้รับมอบรางวัลไปแล้ว แต่ยืนยันว่าสิทธิ์ในตัวรางวัลนั้นไม่สามารถส่งต่อให้กันได้ตามกฎหมาย.

ที่มา Reuters

ผู้ประท้วงปีนระเบียงสถานทูตอิหร่านในลอนดอน

ผู้ประท้วงปีนระเบียงสถานทูตอิหร่านในลอนดอน

11 ม.ค. 2569 11:28 น.

ผู้ประท้วงปีนระเบียงสถานทูตอิหร่านในลอนดอน

สถานการณ์ประท้วงต้านรัฐบาลอิหร่านลามถึงกรุงลอนดอน หลังผู้ชุมนุมบุกปีนระเบียงสถานทูตอิหร่านและปลดธงชาติ ขณะที่ในประเทศอิหร่านวิกฤตหนัก การประท้วงเข้าสู่วันที่ 13 มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ศพ ด้านผู้นำอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เยอรมนี ออกแถลงการณ์ร่วมจี้รัฐบาลอิหร่านหยุดใช้ความรุนแรงและคืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (10 ม.ค.) บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงลอนดอน ในย่านเคนซิงตัน หนึ่งในผู้ประท้วงได้ปีนขึ้นไปบนระเบียงของอาคารสถานทูต ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่รวมตัวกันอยู่ด้านล่าง ภาพฟุตเทจเผยให้เห็นวินาทีที่ชายคนดังกล่าวทำการดึงธงชาติอิหร่านลงมาจากยอดเสา ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางสถานทูตจะนำธงกลับขึ้นไปติดตั้งตามเดิม

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอน ระบุว่าได้ทำการจับกุมผู้ประท้วงแล้ว 2 ราย โดยรายแรกถูกตั้งข้อหาบุกรุกโดยมีพฤติการณ์รุนแรงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ส่วนรายที่สองถูกตั้งข้อหาบุกรุก นอกจากนี้ยังกำลังติดตามตัวบุคคลที่สามในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการด้วยเช่นกัน

บรรยากาศการชุมนุมในลอนดอนเต็มไปด้วยการโบกธงและตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน โดยมีผู้ชุมนุมจำนวนมากถือรูปของ เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารพลัดถิ่นและพระราชโอรสของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกโค่นอำนาจไปในการปฏิวัติปี 1979 โดยกลุ่มผู้ประท้วงทั้งในลอนดอนและในอิหร่านจำนวนมากเริ่มเรียกร้องให้พระองค์กลับคืนสู่ประเทศเพื่อฟื้นฟูระบอบกษัตริย์อีกครั้ง

การประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านมีชนวนเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ปัจจุบันการประท้วงเข้าสู่ปีที่ 13 และมีรายงานจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ราย ขณะที่รัฐบาลอิหร่านได้สั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อควบคุมการสื่อสาร

ทางด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาประณามผู้ประท้วงว่าเป็น “ผู้ก่อความไม่สงบ” และกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้ทำไปเพื่อเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิหร่าน โดยระบุว่า “ทางการอิหร่านมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องประชาชนของตนเอง และต้องอนุญาตให้มีการแสดงออกและชุมนุมโดยสงบโดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกตอบโต้”.

ที่มา BBC

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “จัดฉาก” ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ "จัดฉาก" ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

11 ม.ค. 2569 10:45 น.

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งเฟส 2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “จัดฉาก” ฟอกขาวรัฐบาลทหาร

รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าจัดการเลือกตั้งระยะที่ 2 ในวันนี้ แม้นักวิชาการและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เพื่อสืบทอดอำนาจในคราบพลเรือน ขณะที่ผลการเลือกตั้งระยะแรกพบพรรคตัวแทนกองทัพกวาดเก้าอี้ไปเกือบ 90% ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่มียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเฉียด 1 แสนราย

วันนี้ (11 ม.ค.) เมียนมาได้เริ่มเปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปในระยะที่ 2 โดยจุดที่น่าสนใจคือเขตเลือกตั้งกอว์มู ซึ่งอยู่ห่างจากนครย่างกุ้งไปทางใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร และเคยเป็นเขตพื้นที่เดิมของนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้

จากการสัมภาษณ์ผู้มาใช้สิทธิวัย 54 ปีรายหนึ่งระบุว่า เธอมาทำหน้าที่พลเมืองและหวังว่าประเทศจะมีสันติภาพ แม้จะรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวเมืองย่างกุ้งบางส่วนกลับมองว่า พวกเขาไปใช้สิทธิ์เพื่อทำหน้าที่พลเมืองและหวังเห็นสันติภาพ แม้ยอมรับว่าปัญหาของประเทศยังไม่อาจคลี่คลายได้ในเร็ววัน

ผลการเลือกตั้งระยะแรก พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ กวาดที่นั่งในสภาล่างไปได้เกือบ 90% ในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และในระยะแรกมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียงประมาณ 50% ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 70%  ขณะที่รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพกำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาต้องสำรองไว้ให้เจ้าหน้าที่ทหารโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

ปัจจุบันมีนักโทษการเมืองกว่า 22,000 ราย ถูกคุมขัง และมีประชาชนกว่า 330 คน ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายใหม่ที่กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หากวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง

ทอม แอนดรูว์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “ความชอบธรรมจอมปลอม” ให้กับรัฐบาลทหาร เพื่อหวังผลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ

ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) ระบุว่าพรรคการเมืองที่เคยชนะที่นั่งถึง 90% ในปี 2563 รวมถึงพรรค NLD ของนางซูจี ต่างถูกสั่งยุบพรรคและไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม

ในหลายพื้นที่ของเมียนมาไม่มีการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นเขตสู้รบที่กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ครอบครองอยู่ โดยกลุ่มเฝ้าระวัง ACLED ประเมินว่านับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทุกฝ่ายรวมแล้วกว่า 90,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีการจับตามองว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร อาจตัดสินใจถอดเครื่องแบบทหารเพื่อก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะพลเรือน หลังจากการเลือกตั้งทั้ง 3 ระยะเสร็จสิ้นลงในวันที่ 25 มกราคมนี้.

ที่มา AFP

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

11 ม.ค. 2569 10:17 น.

มินนิอาโพลิสเดือด ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ รวบผู้ชุมนุมเกือบ 30 ราย

สถานการณ์ในเมืองมินนิอาโพลิสของสหรัฐฯ ตึงเครียดหนัก หลังประชาชนมากกว่า 1,000 คนรวมตัวประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิง “เรเน่ นิโคล กู้ด” เสียชีวิต ล่าสุดมีการบุกล้อมโรงแรมที่พักเจ้าหน้าที่จนเกิดการปะทะ มีผู้ถูกจับกุม 29 ราย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางเริ่มระอุ หลัง FBI กีดกันพนักงานสอบสวนของรัฐออกจากคดี

ฝูงชนจำนวนมากได้รวมตัวกันหน้าโรงแรม Canopy ในเมืองมินนิอาโพลิส ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมืองและภาษีศุลกากร (ICE) การประท้วงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อผู้ชุมนุมบางส่วนบุกเข้าไปในโรงแรมผ่านทางเข้าตรอกข้างอาคาร พร้อมใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่าง เป่านกหวีด และตีกลองเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่

ทางตำรวจมินนิอาโพลิสระบุว่า ผู้ประท้วงบางส่วนได้ขว้างปา ก้อนน้ำแข็ง หิมะ และก้อนหิน ใส่เจ้าหน้าที่และยานพาหนะ ส่งผลให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย และมีการจับกุมตัวผู้ประท้วงไปทั้งหมด 29 ราย ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง โดยนายกเทศมนตรี จาค็อบ เฟรย์ ออกมาแถลงว่า แม้จะสนับสนุนการชุมนุมโดยสงบ แต่จะไม่ยอมให้มีการทำลายทรัพย์สินหรือทำร้ายผู้อื่นเด็ดขาด

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ นางเรเน่ นิโคล กู้ด วัย 37 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตในรถยนต์ของเธอเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ม.ค.)

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ โจนาธาน รอสส์ ทำไปเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากผู้ตายพยายามขับรถพุ่งชน ด้านนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโพลิส ยืนยันว่าภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอกำลังพยายามขับรถ “หนี” ออกจากจุดเกิดเหตุ ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ พร้อมตำหนิคำแถลงของฝ่ายรัฐบาลกลางว่าเป็น “เรื่องโกหก”

วิดีโอเหตุการณ์แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ ICE เข้าใกล้รถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนน และบอกให้หญิงที่อยู่หลังพวงมาลัยลงจากรถเอสยูวี เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงที่จับประตูฝั่งคนขับ ขณะที่รถพยายามขับออกไป เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้ารถเล็งปืนไปที่คนขับ และได้ยินเสียงปืนหลายนัด จากนั้นรถก็ขับหนีเจ้าหน้าที่ไปและชนเข้ากับข้างถนน

ความขัดแย้งขยายวงกว้างไปถึงระดับการเมือง เมื่อ สส. หญิงพรรคเดโมแครต 3 ราย รวมถึง อิลฮาน โอมาร์ ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าตรวจสอบสถานกักกันของ ICE โดยพวกเธอประณามว่าหน่วยงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังละเมิดกฎหมายและขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของสภา

นอกจากนี้ ทางการรัฐมินนิโซตายังประกาศเปิดการสอบสวนคดีนี้ด้วยตนเอง หลังจากที่ FBI ซึ่งรับผิดชอบคดีในตอนแรก ได้เปลี่ยนใจไม่ยอมให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมทีมสอบสวน โดยระบุว่าเป็น “อำนาจของรัฐบาลกลาง” เท่านั้น

องค์กร Indivisible ระบุว่า นอกเหนือจากในมินนิอาโพลิสแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมประท้วงต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์นี้ในอีกหลายรัฐทั่วประเทศ ทั้งในเท็กซัส ฟลอริดา และวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อต่อต้านนโยบายการกวาดล้างผู้ย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลทรัมป์ที่รุนแรงขึ้น.

ที่มา BBC

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

11 ม.ค. 2569 06:23 น.

คอมิกหายาก ที่ “ซูเปอร์แมน” เปิดตัวครั้งแรก ขายออกราคา 470 ล้านบาท

หนังสือการ์ตูน หรือ คอมิก ที่ ซูเปอร์แมนปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งแรก และมีประวัติเคยถูกขโมยและได้กลับคืนมาเหมือนภาพ โมนาลิซา ถูกขายออกไปในราคากว่า 471 ล้านบาท ทุบสถิติโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ม.ค. 2569 ว่า หนังสือการ์ตูนฉบับหายากจากปี 2481 ซึ่งทำให้โลกได้รู้จักกับ “ซูเปอร์แมน” เป็นครั้งแรก ถูกขายให้กับนักสะสมนิรนามคนหนึ่งในราคาสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 471 ล้านบาท ทุบสถิติหนังสือการ์ตูนราคาแพงที่สุดในโลก

ข่าวการซื้อขายหนังสือการ์ตูน Action Comics No. 1 เล่มนี้ ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) โดยหนังสือเล่มนี้เคยมีประวัติถูกขโมยไปจากบ้านของนักแสดงชื่อดังอย่าง นิโคลัส เคจ ก่อนที่เขาจะได้มันกลับมาได้อีกกว่า 1 ทศวรรษหลังจากนั้น

สถิติการขายหนังสือการ์ตูนที่สูงที่สุดก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยหนังสือ Superman No. 1 ฉบับสภาพสมบูรณ์ถูกประมูลไปในราคา 9.12 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการขายทั้งสองครั้งนี้มีราคาสูงกว่าราคาปกเดิมซึ่งอยู่ที่เพียง 10 เซนต์ (เทียบเท่า 2.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามค่าเงินในปัจจุบัน) อย่างมหาศาล

การปรากฏตัวครั้งแรกของซูเปอร์แมนเป็นหนึ่งในหลายเรื่องราวที่รวมอยู่ในหนังสือ Action Comics No. 1 ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่กำหนดนิยามของ “ซูเปอร์ฮีโร่” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน โดยเชื่อกันว่าปัจจุบันหลงเหลือหนังสือฉบับนี้อยู่ไม่ถึง 100 เล่มทั่วโลกเท่านั้น

ทั้งนี้ การซื้อขายหนังสือ Action Comics เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดำเนินการผ่านตัวแทนคือบริษัท Metropolis Collectibles/ComicConnect ในนิวยอร์ก ซึ่งระบุว่าทั้งเจ้าของเดิมและผู้ซื้อรายใหม่ต่างประสงค์ที่จะไม่เปิดเผยตัวตน

ตัวแทนระบุว่าหนังสือฉบับนี้ได้รับการประเมินจากสถาบัน Certified Guaranty Company ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรองของสะสม ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นฉบับที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

นอกจากนี้ มูลค่าของหนังสือยังพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดอย่าง นิโคลัส เคจ โดยนักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง Con Air และ National Treasure ซึ่งซื้อคอมิกเล่มนี้ได้ปี 2539 ด้วยราคา 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนกลายเป็นสถิติโลกในตอนนั้น

ทว่าหนังสือเล่มนี้กลับถูกขโมยไปในระหว่างงานปาร์ตี้ที่บ้านของเคจในปี 2543 และเพิ่งจะถูกค้นพบภายในล็อกเกอร์เก็บของแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2554

“ในช่วงระยะเวลา 11 ปีนั้น มูลค่าของมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าหัวขโมยทำให้ นิโคลัส เคจ ได้เงินมหาศาลจากการขโมยมันไป” สตีเฟน ฟิชเลอร์ ซีอีโอของ Metropolis/ComicConnect กล่าว

หลังจากที่เคจได้รับหนังสือคืนเพียง 6 เดือน เขาก็ได้นำมันออกประมูลและขายได้ในราคา 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 69 ล้านบาทในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)

กรณีดังกล่าวคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพวาด “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีสเมื่อปี 2454 ซึ่งเปลี่ยนให้ภาพที่เดิมทีไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กลายเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

“การได้รับภาพวาดคืนในครั้งนั้นทำให้โมนาลิซาเปลี่ยนจากแค่ภาพวาดที่ดีของ ดา วินชี กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลก และนั่นคือสิ่งที่ Action No. 1 เป็น มันคือสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป๊อปอเมริกัน” นายฟิชเลอร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

11 ม.ค. 2569 05:38 น.

สหรัฐฯ รัวอาวุธ ถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรีย ลั่นล้างแค้นสังหารชาวอเมริกัน

กองทัพสหรัฐฯ เผย ร่วมมือกับพันธมิตร ยิงอาวุธความแม่นยำสูงกว่า 90 ลูก ถล่มกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในซีเรียรอบใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในปฏิบัติการล้างแค้นให้ชาวอเมริกันที่ถูกสังหาร

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ประกาศว่า สหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรเริ่มการโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) ในประเทศซีเรียอีกครั้งแล้ว เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลอบโจมตีกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในซีเรีย จนทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไป 3 ศพเมื่อ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา

Centcom ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และปกป้องกองกำลังอเมริกันรวมถึงกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาค

“สารของเรายังคงหนักแน่นและชัดเจน: หากคุณทำอันตรายต่อนักรบของเรา เราจะตามล่าและกำจัดคุณไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ไม่ว่าคุณจะพยายามหลบหนีความยุติธรรมอย่างสุดความสามารถเพียงใดก็ตาม” Centcom ระบุ

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า สหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรได้ยิงอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงกว่า 90 ลูก เข้าใส่เป้าหมายมากกว่า 35 จุด ในปฏิบัติการที่ใช้เครื่องบินมากกว่า 20 ลำ

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า เครื่องบินที่เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้ประกอบด้วย F-15E, A-10, AC-130J, MQ-9 และ F-16 ของจอร์แดน โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งที่แน่นอนของการโจมตี รวมถึงขอบเขตของจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม หลังจากมือปืนกลุ่มไอซิส ซุ่มโจมตีจนทำให้ทหารสหรัฐฯ 2 นาย และล่ามพลเรือนชาวอเมริกัน 1 รายเสียชีวิต ในเมืองพัลไมรา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของซีเรีย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าการโจมตีล่าสุดเมื่อวันเสาร์ กองกำลังสหรัฐฯ ได้สังหารหรือจับกุมสมาชิกกลุ่มไอซิสไปแล้วเกือบ 25 ราย จากภารกิจ 11 ครั้งในช่วงระหว่างวันที่ 20 ถึง 29 ธ.ค. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ฮอว์กอาย สไตรค์” เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc