สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ "เฆี่ยน" แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

30 ธ.ค. 2568 11:08 น.

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

รัฐบาลสิงคโปร์ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ขั้นสูงสุด เริ่มบังคับใช้บทลงโทษ “เฆี่ยน” สำหรับผู้กระทำผิดฐานฉ้อโกงและบัญชีม้า ขั้นต่ำ 6 ครั้ง สูงสุด 24 ครั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. เป็นต้นไป หลังยอดความเสียหายจากสแกมเมอร์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ตั้งแต่วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป กฎหมายอาญาฉบับแก้ไขของสิงคโปร์จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้การ “เฆี่ยน” เป็นบทลงโทษภาคบังคับสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงขั้นรุนแรง เพื่อเป็นการป้องปรามขบวนการมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์แถลงว่า “การต่อสู้กับสแกมเมอร์ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนระดับชาติ” เนื่องจากสถิติตั้งแต่ปี 2020 จนถึงครึ่งแรกของปี 2025 พบว่าสิงคโปร์มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 190,000 ราย และสูญเสียเงินรวมกันสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท)

ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มมิจฉาชีพ ผู้สรรหาคนเข้าขบวนการ หรือตัวการในการหลอกลวง จะต้องได้รับโทษ เฆี่ยนอย่างน้อย 6 ครั้ง และสูงสุดไม่เกิน 24 ครั้ง นอกเหนือจากโทษจำคุกและปรับเงิน

สำหรับ “บัญชีม้า” หรือผู้ที่ยินยอมมอบบัญชีธนาคาร ข้อมูล Singpass หรือซิมการ์ดให้มิจฉาชีพนำไปใช้ จะถูกลงโทษ เฆี่ยนสูงสุด 12 ครั้ง ตามดุลยพินิจของศาล

ปัญหาการฉ้อโกงในสิงคโปร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประชาชนทั่วไป แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรี “ลี เซียนลุง” ก็เคยเปิดเผยว่าเขาเคยตกเป็นเหยื่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้รับของเช่นกัน ขณะเดียวกัน ทางการยังคงเดินหน้าทลายเครือข่ายไซเบอร์สแกมข้ามชาติที่ใช้แรงงานทาสในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลอกลวงเหยื่อในรูปแบบ “โรแมนซ์ สแกม” หรือการหลอกให้รัก และการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี

ล่าสุด ตำรวจสิงคโปร์ยังได้สั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 115 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวอังกฤษ-กัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา

ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มโทษทางอาญาแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ออกมาตรการป้องกันคู่ขนาน เช่น แอปพลิเคชัน ScamShield และสายด่วนแห่งชาติ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และเน้นย้ำให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกรูปแบบ.

ที่มา AFP

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

"คาเลดา เซีย" อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

30 ธ.ค. 2568 10:34 น.

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศและผู้นำพรรค BNP หลังต่อสู้กับโรคร้ายมาอย่างยาวนาน ปิดตำนานคู่ปรับทางการเมืองแห่งทศวรรษของอดีตนายกฯ “ชีค ฮาสินา” ขณะที่บุตรชายเตรียมสานต่อภารกิจนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) แถลงผ่านเฟซบุ๊กวันนี้ (30 ธ..ค.) ว่า นางคาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพล ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 06.00 น. ณ โรงพยาบาลในกรุงธากา ขณะมีอายุได้ 80 ปี หลังจากเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรังหลายโรคมาเป็นเวลานาน

ทีมแพทย์เปิดเผยว่าอาการของนางเซียเข้าขั้นวิกฤตตั้งแต่ช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเธอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อประคับประคองอาการ อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า ทั้งโรคไต โรคหัวใจ และปอดบวม ประกอบกับอายุที่มากขึ้น ทำให้การรักษาพยาบาลหลายอย่างเป็นไปได้อย่างจำกัด ท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึง นายทาริก ราห์มาน บุตรชายที่เพิ่งเดินทางกลับจากลี้ภัยในต่างประเทศ

นางคาเลดา เซีย ก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ทางการเมืองในฐานะภริยาของอดีตประธานาธิบดี เซียอูร์ ราห์มาน แต่หลังจากการลอบสังหารสามีในการรัฐประหารเมื่อปี 1981 เธอได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวจนกลายเป็นผู้นำพรรค BNP

ความสำเร็จสูงสุดของเธอเกิดขึ้นในปี 1991 เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ” หลังนำพรรคชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 20 ปี และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2001-2006

ชีวิตทางการเมืองของนางเซียเต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ดุเดือดนานหลายทศวรรษกับ นางชีค ฮาสินา ผู้นำพรรคสันนิบาตอวามิ ซึ่งผลัดกันขึ้นครองอำนาจและเป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด ในปี 2018 นางเซียถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคดีทุจริตภายใต้รัฐบาลของฮาสินา ซึ่งเธอยืนยันมาเสมอว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

เธอกลับมาได้รับอิสรภาพอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่จนทำให้นางฮาสินาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และแม้สุขภาพจะย่ำแย่ พรรค BNP เคยประกาศว่านางเซียมีแผนจะลงเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการปฏิวัติ

การจากไปของนางเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่พรรค BNP กำลังเตรียมตัวกลับมามีอำนาจอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่า นายทาริก ราห์มาน วัย 60 ปี บุตรชายของเธอที่เพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังลี้ภัยในกรุงลอนดอนนาน 17 ปี จะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศคนใหม่หากพรรคชนะการเลือกตั้ง

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลรักษาการ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจและยกย่องนางเซียว่าเป็น “แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของคนในชาติ” พร้อมขอให้ชาวบังกลาเทศร่วมกันสวดภาวนาให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สุคติ.

ที่มา BBC

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

30 ธ.ค. 2568 08:38 น.

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา หลังสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระสงฆ์และประชาชนชาวกัมพูชามากกว่า 2,500 คน เข้าร่วมพิธีทางพุทธศาสนา เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตจากเหตุความขัดแย้งตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย โดยพิธีจัดขึ้นที่ อนุสรณ์สถานวิน-วิน ในกรุงพนมเปญ

พิธีนี้นำโดยพระสงฆ์กว่า 100 รูป มีนักเรียนและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วม เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมภาวนาให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร ภายหลังทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลง หยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม หลังการสู้รบยืดเยื้อนานเกือบ 20 วัน โดยอนุสรณ์สถานวิน-วิน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2561 เพื่อรำลึกถึงการยุติสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ถูกเลือกเป็นสถานที่ประกอบพิธีในครั้งนี้ สะท้อนความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

รายงานข่าวระบุว่า การปะทะตามแนวชายแดนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และประชาชนเกือบ 1 ล้านคน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมถึง จีนและสหรัฐฯ กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ห้ามยิงหรือเคลื่อนกำลังโดยยั่วยุ และคุ้มครองทั้งเป้าหมายทางทหาร พลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานตลอดแนวชายแดน.

ที่มา AP

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

30 ธ.ค. 2568 06:11 น.

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเดินทางเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐฟลอริดา และหารือกันในหลายประเด็นทั้งเรื่องกาซากับอิหร่าน ซึ่งนายทรัมป์เตือนว่าอย่าหวนกลับมาพัฒนาอาวุธอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เปิดรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ต้อนรับการมาเยือนของนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันแผนการพักรบในฉนวนกาซาที่ยังคงเปราะบางให้ก้าวไปสู่ระยะต่อไป

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือกันในประเด็นเรื่องอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า หากเตหะรานเริ่มสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ สหรัฐฯ จะ “ทำลายทิ้งให้สิ้นซาก”

ทรัมป์ยังได้ลดกระแสข่าวลือเรื่องความตึงเครียดกับเนทันยาฮู โดยระบุว่า “เขาสามารถเป็นคนที่รับมือได้ยากมาก” แต่อิสราเอล “อาจไม่คงอยู่แล้ว” หากไม่มีการนำของเนทันยาฮู ภายหลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

ในการแถลงข่าวที่มาร์-อา-ลาโก นายทรัมป์กล่าวชื่นชมว่าการประชุมกับนายเนทันยาฮูนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยอมรับว่าแม้ทั้งสองผู้นำจะมีความเห็นที่ “แตกต่างกันน้อยมาก” ทว่าพวกเขายังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวิธีจัดการกับปัญหาความรุนแรงโดยกลุ่มชาวยิวผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

“เราได้หารือกัน เป็นการหารือครั้งใหญ่และยาวนานเกี่ยวกับเรื่องเวสต์แบงก์ ผมคงไม่พูดว่าเราเห็นพ้องตรงกัน 100% ในเรื่องนี้ แต่เราจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเวสต์แบงก์อย่างแน่นอน” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว

เมื่อถูกจี้ถามว่ายังมีประเด็นใดบ้างที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทรัมป์บอกกับ CNN ว่า “ผมไม่อยากทำอย่างนั้น (บอกรายละเอียด) มันจะมีการประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่เขา (เนทันยาฮู) จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

นายทรัมป์บอกด้วยว่า กลุ่มฮามาสจะได้รับเวลาที่สั้นมาก ๆ ในการปลดอาวุธเพื่อเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองของแผนการสันติภาพ และเขาไม่กังวลเรื่องการดำเนินการของอิสราเอล รวมถึงความเร็วในการขับเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองด้วย

“ผมไม่ได้กังวลในสิ่งที่อิสราเอลกำลังทำอยู่เลย ผมกังวลในสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำมากกว่า แต่อิสราเอลน่ะผมไม่กังวล พวกเขาทำตามแผนที่วางไว้ พวกเขาแข็งแกร่งมาก” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “อิสราเอลปฏิบัติตามแผนอย่างครบถ้วน 100%”

ในประเด็นเรื่องอิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านอาจกำลังพยายามสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธขึ้นมาใหม่ในสถานที่ที่ต่างไปจากจุดที่สหรัฐฯ เคยโจมตีไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“ผมหวังว่าอิหร่านจะไม่พยายามเสริมกำลังอาวุธตามที่ผมได้อ่านมา ว่าพวกเขากำลังสร้างทั้งอาวุธและสิ่งอื่น ๆ ขึ้นมา” นายทรัมป์กล่าว “หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาก็คงไม่ได้ใช้สถานที่เดิมที่เราทำลายจนราบคาบไปแล้ว แต่อาจจะใช้สถานที่แห่งอื่นแทน”

ทรัมป์ได้เตือนอิหร่านอีกครั้งเกี่ยวกับการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธพร้อมขู่ว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ “รุนแรงมาก” หากอิหร่านยังคงดำเนินการต่อไป และเสริมด้วยว่า แม้เขาจะไม่เชื่อว่าอิหร่านพยายามขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่เขาก็กังวลว่าอิหร่าน “อาจจะกำลังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดที่เจาะจงไปมากกว่านี้

“หากพวกเขาทำเช่นนั้นจริง เราจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกำจัดการเสริมกำลังนั้นอย่างรวดเร็ว” นายทรัมป์กล่าว “เรารู้ดีว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน กำลังทำอะไร และผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ทำมันจริง ๆ”

ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่เป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยินมา ซึ่งตามปกติแล้ว ที่ไหนมีควัน ที่นั่นก็มักจะมีไฟ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

30 ธ.ค. 2568 05:19 น.

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศว่า บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีพันล้านของโลกได้เป็นครั้งแรก และมีคอนเสิร์ตกับอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อ 29 ธ.ค. 2568 นิตยสาร “ฟอร์บส์” (Forbes) ผู้นำเสนอข่าวสารด้านธุรกิจ การเงิน และไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐฯ ประกาศให้ บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดัง เป็นเศรษฐีพันล้าน (billionaire) อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เธอเป็นศิลปินเพลงรายที่ 5 ที่ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ฟอร์บส์รายงานว่า ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันรายนี้ได้เข้าร่วมกลุ่มศิลปินระดับอีลิทที่มีทรัพย์สินแตะระดับ 10 หลัก หรือ พันล้าน (หน่วยดอลลาร์) ซึ่งรวมถึง เทย์เลอร์ สวิฟต์, ริฮันนา, บรูซ สปริงส์ทีน และ เจย์-ซี สามีของเธอ ซึ่งนิตยสารทางธุรกิจฉบับนี้ระบุว่า เขามีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ฟอร์บส์เคยประเมินมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบียอนเซ่ไว้ที่ 800 ล้านดอลลาร์และคาดการณ์ว่าเธอจะก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็นเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

ทัวร์คอนเสิร์ต “Renaissance World Tour” ในปี 2566 ของเธอทำรายได้รวมไปเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เธอกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการเพลงป็อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเคียงคู่กับ เทย์เลอร์ สวิฟต์

บียอนเซ่ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าว ซึ่งเป็นทัวร์เดี่ยวครั้งแรกของเธอในรอบ 7 ปี และจัดจำหน่ายโดยตรงผ่านข้อตกลงกับเครือโรงภาพยนตร์ AMC ซึ่งทำให้เธอได้รับส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งจากรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน อัลบั้ม Cowboy Carter ในปี 2567 ของเธอ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญกับรากเหง้าของคนผิวดำในดนตรีคันทรี ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์และคว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปี จากงานประกาศรางวัลแกรมมี (Grammy Awards) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บียอนเซ่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ หลังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ฟอร์บส์ประเมินว่าทัวร์ Cowboy Carter ซึ่งมีการปรากฏตัวของแขกรับเชิญอย่าง เจย์-ซี, ลูกสองในสามคนของพวกเขา รวมถึงเพื่อนร่วมวงเดสทินีส์ไชลด์ (Destiny’s Child) สามารถกวาดรายได้จากการจำหน่ายบัตรไปได้รวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ และอีก 50 ล้านดอลลาร์จากการจำหน่ายสินค้าหน้างานคอนเสิร์ต

แม้ว่าทัวร์ครั้งนี้จะทำลายสถิติยอดจำหน่ายบัตรที่สนามทอตแนมฮอตสเปอร์ในลอนดอน และที่สตาดเดอฟร็องส์ในปารีส แต่มันก็ประสบปัญหาการขายบัตรที่ล่าช้า จนผู้จัดต้องตัดสินใจลดราคาบัตรบางส่วนเพื่อหวังให้มีผู้ชมเต็มทุกที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ทัวร์นี้มีราคาบัตรระดับพรีเมียมที่สูงที่สุดในบรรดาศิลปินที่มาเยือนสหราชอาณาจักรในปี 2568 โดยมีราคาสูงถึง 950 ปอนด์ (ราว 40,500 บาท) ในขณะที่บัตรที่ถูกที่สุดมีราคา 71 ปอนด์ (ราว 3,000 บาท)

ฟอร์บส์ระบุเพิ่มเติมว่า การแสดงโชว์ช่วงพักครึ่งเวลาพิเศษสำหรับการถ่ายทอดสดเกม NFL ในวันคริสต์มาสครั้งแรกของ Netflix ทำรายได้ให้บียอนเซ่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้อีก 10 ล้านดอลลาร์จากการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาชุดใหญ่ของแบรนด์ลีวายส์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

30 ธ.ค. 2568 02:08 น.

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกี ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่รัสเซียที่ว่า เคียฟส่งโดรนเกือบร้อยลำโจมตีบ้านพักของ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะที่ปูตินยืนยันจะตอบโต้อย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่า ฝ่ายยูเครนส่งโดรนโจมตีหนึ่งในที่พักของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พร้อมทั้งกล่าวหามอสโกว่าพยายามขัดขวางการเจรจาสันติภาพ

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย อ้างว่ายูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พิสัยไกลจำนวน 91 ลำ เข้าโจมตีบ้านพักรับรองของประธานาธิบดีปูตินในภูมิภาคนอฟโกรอด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ถูกยิงสกัดได้ทั้งหมด โดยที่ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายแต่อย่างใด

เซเลนสกีปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ โดยระบุผ่าน X ว่านี่เป็น “คำโกหกตามแบบฉบับของรัสเซีย” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลเครมลินของรัสเซีย มีข้ออ้างในการโจมตียูเครนต่อไป

เซเลนสกีกล่าวหาอีกว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียเองต่างหากที่เป็นฝ่ายมุ่งเป้าโจมตีอาคารรัฐบาลต่างๆ ในกรุงเคียฟ และว่า “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่โลกจะต้องไม่นิ่งดูดาย เราไม่อาจยอมปล่อยให้รัสเซียทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้”

ด้านทางการรัสเซียระบุว่า จากนี้จะมีการทบทวนจุดยืนของตนเองในการเจรจาสันติภาพ ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปูตินอยู่ที่ใดในช่วงเวลาที่ถูกอ้างว่าเกิดการโจมตีดังกล่าว

“เมื่อพิจารณาถึงความเสื่อมทรามถึงขีดสุดของระบอบอาชญากรรมในเคียฟ ซึ่งได้เปลี่ยนไปใช้นโยบายการก่อการร้ายโดยรัฐ จุดยืนในการเจรจาของรัสเซียจะถูกนำมาทบทวนใหม่” นายลาฟรอฟกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทาสส์ (Tass) ของรัสเซียรายงานว่า นายลาฟรอฟได้กล่าวทิ้งท้ายว่ารัสเซียไม่ได้มีความตั้งใจที่จะถอนตัวจากการกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันจันทร์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ “เสร็จสิ้นการต่อสายพูดคุยในเชิงบวก” กับปูติน ภายหลังจากการหารือระหว่างสหรัฐฯ และยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของรัฐบาลรัสเซียบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ในระหว่างการพูดคุยนั้น ปูตินได้ชี้ให้เห็นว่าเหตุโจมตีที่พักของเขาตามที่รัสเซียกล่าวอ้างนั้น เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังจากการเจรจาระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับเซเลนสกี ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นความสำเร็จ

นายอูชาคอฟอ้างด้วยว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตกใจกับข้อมูลนี้ เขารู้สึกโกรธและบอกว่าเขาไม่อยากจะเชื่อว่ามีการกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อแนวทางที่สหรัฐฯ จะใช้ในการร่วมงานกับเซเลนสกีอย่างไม่ต้องสงสัย”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการโจมตีที่รัสเซียกล่าวอ้างแต่อย่างใด

นายอูชาคอฟเสริมว่า ปูตินได้ประกาศว่า “การกระทำอันเป็นการก่อการร้ายที่ไร้ความยั้งคิด” ครั้งนี้ จะได้รับการตอบโต้อย่าง “รุนแรงที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอนโทนี โจชัว อดีตนักมวยแชมป์โลก รถชนที่ไนจีเรีย ดับ 2 เจ้าตัวบาดเจ็บ

แอนโทนี โจชัว อดีตนักมวยแชมป์โลก รถชนที่ไนจีเรีย ดับ 2 เจ้าตัวบาดเจ็บ

30 ธ.ค. 2568 00:59 น.

แอนโทนี โจชัว อดีตนักมวยแชมป์โลก รถชนที่ไนจีเรีย ดับ 2 เจ้าตัวบาดเจ็บ

แอนโทนี โจชัว อดีตนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ไนจีเรีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ขณะที่ตัวของโจชัวได้รับบาดเจ็บ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนโทนี โจชัว นักมวยชาวอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย และเป็นอดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ประเทศไนจีเรีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ธ.ค. 2568) ส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ในขณะที่มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

รถยนต์ที่โจชัวโดยสารชนกับรถยนต์อีกคัน เมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น บนทางหลวงสายลากอส–อิบาดัน ในเมืองมาคุน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลากอส เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของไนจีเรีย

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า โจชัวนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถยนต์ ส่งผลให้โจชัวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และตอนนี้กำลังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ขณะเดียวกัน มีผู้ที่อยู่ในรถคันเดียวกับโจชัวเสียชีวิตด้วย 2 ศพ

นายอาเดนิยี โอโรโจ ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกกับสำนักข่าว Punch ว่า โจชัวเดินทางมากับขบวนรถที่มีกัน 2 คัน และผู้โดยสารที่นั่งข้างคนขับกับคนที่นั่งข้างโจชัวเสียชีวิตคาที่

ด้านเอ็ดดี เฮิร์น โปรโมเตอร์ของโจชัว บอกกับ Daily Mail Sport ว่านักชกหนุ่มวัย 36 ปี ไปไนจีเรียเพื่อพักผ่อนกับครอบครัว

“เรากำลังพยายามติดต่อแอนโทนี และในระหว่างนี้เราไม่อยากคาดเดาว่าอาการของเขาเป็นอย่างไร แต่จากภาพที่ผมเห็น ก็น่ายินดีที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นอะไรมาก” เฮิร์นกล่าว

สำนักงานความปลอดภัยจราจรกลางของไนจีเรีย ระบุในแถลงการณ์ว่า รถยนต์ยี่ห้อเลกซัสที่โจชัวโดยสารมานั้น “ต้องสงสัยว่าใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” จนสูญเสียการควบคุมขณะพยายามแซง และพุ่งชนกับรถบรรทุกที่จอดนิ่งอยู่… บริเวณข้างทาง”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อของผู้เสียชีวิต แต่โฆษกของผู้ว่าการรัฐโอกุนระบุว่า รายงานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวต่างชาติ 2 ราย

ทั้งนี้ อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากโจชัวเพิ่งเอาชนะน็อก เจค พอล ยูทูบเบอร์คนดังที่ผันตัวมาเป็นนักมวย ในการชกที่สนับสนุนโดย Netflix ที่เมืองไมอามี

ตั้งแต่นั้นมา โจชัวซึ่งเป็นอดีตแชมป์โอลิมปิก ก็มีข่าวเชื่อมโยงกับการขึ้นชกกับ ไทสัน ฟิวรี เพื่อนร่วมชาติและอดีตแชมป์โลกเช่นเดียวกัน

การชกครั้งล่าสุดของโจชัวก่อนที่จะพบกับพอล คือการแพ้น็อกในยกที่ 5 ให้กับ แดเนียล ดูบัวส์ นักชกชาวอังกฤษอีกราย เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

 ขออภัยในความไม่สะดวก ระบบกำลังตรวจสอบการใช้งาน กรุณาลองใหม่อีกครั้ง

Thairath Poll Logo

ข่าวเด่นดูทั้งหมด

“ไทยสร้างไทย” ลั่นดำเนินคดี “โดม ปกรณ์ ลัม” โพสต์คุกคามทางเพศ “จินนี่”

“ไทยสร้างไทย” ลั่นดำเนินคดี “โดม ปกรณ์ ลัม” โพสต์คุกคามทางเพศ “จินนี่”

การเมือง11:45 น.

รมว.ต่างประเทศ ขอกัมพูชารักษาคำพูด อย่ายั่วยุ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืน

รมว.ต่างประเทศ ขอกัมพูชารักษาคำพูด อย่ายั่วยุ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืน

การเมือง11:40 น.

“นายกฯ” อวยพรปีม้า ขอคนไทยหมดเคราะห์ตั้งแต่วินาทีนี้ ได้กลับมาหรือไม่อยู่ที่ประชาชน

“นายกฯ” อวยพรปีม้า ขอคนไทยหมดเคราะห์ตั้งแต่วินาทีนี้ ได้กลับมาหรือไม่อยู่ที่ประชาชน

การเมือง11:31 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์ข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แอนโทนี โจชัวนักมวยเฮฟวีเวทอดีตแชมป์โลกอุบัติเหตุรถยนต์รถชนไนจีเรียแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวทเอ็ดดี เฮิร์นเจค พอลข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์เรื่องเด่นข่าววันนี้

Sponsored Links

You May Like

ทองคำกำลังทะยานขึ้นในปี 2025 — นักเทรดแนวหน้าเริ่มคว้าโอกาสกันแล้วอย่าพลาดแนวโน้มการเติบโตของทองคำ เทรด CFDs ด้วยเลเวอเรจ ฟรีค่าคอมมิชชั่นบนแพลตฟอร์ม การซื้อขายอนุพันธ์มีความเสี่ยงสูงIC Markets

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย คุ้มครองครบ…ไม่ต้องจ่ายเพิ่มสักบาท02-022-8222 เฉพาะช่องทางออนไลน์Generali Thailand

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย คุ้มครองได้ตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป02-022-8222 เฉพาะช่องทางออนไลน์Generali Thailand

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ เสนอรับประกันความมั่นคงยูเครนนาน 15 ปี

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ เสนอรับประกันความมั่นคงยูเครนนาน 15 ปี

29 ธ.ค. 2568 22:36 น.

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ เสนอรับประกันความมั่นคงยูเครนนาน 15 ปี

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ เสนอรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนนาน 15 ปี หากลงนามข้อตกลงสันติภาพ แต่ฝ่ายยูเครนหวังให้สหรัฐฯ รับประกันนานสุดถึง 50 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ธ.ค. 2568 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เสนอการรับประกันความมั่นคงให้แก่ยูเครนเป็นเวลา 15 ปี ระหว่างที่เขาหารือเรื่องแผนการสันติภาพกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่รัฐฟลอริดาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงในประเด็นนี้เสร็จสิ้นไป “เกือบ 95%” แล้ว แต่ผู้นำยูเครนระบุในภายหลังว่าเขาต้องการการรับประกันเป็นระยะเวลานานสูงสุดถึง 50 ปี

นายเซเลนสกีบอกด้วยว่า ประเด็นเรื่องดินแดนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียที่ถูกรัสเซียยึดครอง เป็นประเด็นสุดท้ายที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีการกล่าวถึงอนาคตของภูมิภาคดอนบาสที่มีการสู้รบกันอยู่น้อยมาก

ก่อนหน้านี้รัสเซียได้ปฏิเสธส่วนสำคัญของแผนสันติภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทาสส์ (Tass) ของรัฐบาลรัสเซียรายงานในวันจันทร์ว่า โฆษกรัฐบาลเครมลินเห็นพ้องกับการประเมินของทรัมป์ว่า สันติภาพนั้นขยับใกล้เข้ามามากขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังการประชุมที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ว่า เขาเชื่อว่าข้อตกลงสันติภาพในภาพรวมนั้นสำเร็จไปแล้วกว่า 90% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่เขาเคยระบุไว้ในช่วงก่อนการเดินทางมาเยือนครั้งนี้

ผู้นำทั้งของสหรัฐฯ และยูเครนต่างส่งสัญญาณว่ามีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหามานาน นั่นคือเรื่องการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เซเลนสกีหวังว่าการรับประกันความมั่นคงใด ๆ ก็ตามควรจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ยูเครนลงนามในข้อตกลง

“หากไม่มีการรับประกันความมั่นคง สงครามนี้ก็ไม่สามารถถือได้ว่ายุติลงอย่างแท้จริง เราไม่สามารถยอมรับว่ามันสิ้นสุดลงแล้ว เพราะการมีประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดการรุกรานซ้ำรอยเดิมยังคงมีอยู่เสมอ” เซเลนสกีอธิบายตามรายงานของสำนักข่าว AFP

เขาเสริมด้วยว่าต้องการให้สหรัฐฯ พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะรับประกันความมั่นคงเพิ่มเติมเป็น 30, 40 หรือ 50 ปี

ทางด้านสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับกรอบเวลาดังกล่าว โดยเมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวเพียงว่าข้อตกลงนั้นใกล้จะบรรลุผลแล้ว และเขาคาดหวังให้พันธมิตรในยุโรป “เข้ามามีบทบาทรับผิดชอบส่วนใหญ่” ในความพยายามนี้ โดยมีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน

อนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียควบคุมพื้นที่ประมาณ 75% ของแคว้นโดเนสตก์ และประมาณ 99% ของแคว้นลูฮานสก์ที่อยู่ติดกันเอาไว้ โดยทั้งสองแคว้นนี้เป็นที่รู้จักรวมกันในชื่อภูมิภาค “ดอนบาส” (Donbas)

ชะตากรรมของพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคสำคัญมาโดยตลอดการเจรจา เนื่องจากรัสเซียแสดงท่าทีไม่ยอมอ่อนข้อต่อเป้าหมายในการเข้ายึดครองภูมิภาคดอนบาสอย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลเครมลินได้ย้ำอีกครั้งว่า ยูเครนควรจะถอนทหารออกจากพื้นที่ที่เคียฟควบคุมอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ขณะที่ยูเครนยืนกรานว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจเปลี่ยนเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่ดูแลโดยกองกำลังของตนเอง แต่เซเลนสกีย้ำว่า การหารือใด ๆ ในเรื่องนี้ควรจะรวมเอาความเห็นของประชาชนชาวยูเครนเข้าไปด้วย

ทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจุดยืนของตนเองหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องดินแดนที่สูญเสียไปของยูเครน โดยในเดือนกันยายนเขาได้สร้างความตกตะลึงแก่บรรดาผู้สังเกตการณ์ด้วยการเสนอแนะว่า ยูเครนอาจจะสามารถยึดดินแดนเหล่านั้นกลับคืนมาได้ แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยนท่าทีไปในทางตรงกันข้าม

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้เสนอความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน โดยระบุว่าเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นได้ “เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้บ้านพักคนชราอินโดนีเซีย ดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

ไฟไหม้บ้านพักคนชราอินโดนีเซีย ดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

29 ธ.ค. 2568 21:43 น.

ไฟไหม้บ้านพักคนชราอินโดนีเซีย ดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

เกิดเพลิงไหม้บ้านพักคนชราในภาคเหนือของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่บ้านพักคนชรา “ดาไม” (Damai) ในเมืองมานาโด ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 20:30 น.วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น (28 ธ.ค. 2568) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

นายจิมมี โรตินซูลู หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเมืองมานาโด บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า พบผู้เสียชีวิตจำนวนมากอยู่ภายในห้องพัก พร้อมเสริมว่าเหยื่อส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้สูงอายุที่กำลังพักผ่อนในช่วงค่ำขณะที่เพลิงเริ่มลุกไหม้

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 21:30 น. ของวันอาทิตย์ ในขณะที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ดังกล่าว และพยายามระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่เรียกร้องให้ญาติของผู้สูญหายติดต่อกับทางโรงพยาบาลที่ได้มีการเคลื่อนย้ายศพไป

ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งชื่อว่า สตีเวน โมโกดอมปิต ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ และเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าไปช่วยอพยพผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ออกมา เผยว่า ไฟลุกไหม้ทั่วทั้งอาคารภายในเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งเขาและคนอื่น ๆ อีกหลายคนได้นำโต๊ะและบันไดมาต่อกันเพื่อช่วยอพยพผู้คนออกมาจากทางด้านหลังของตัวบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็ก 5 ขวบดับ หลังแขนติดทางเลื่อนรีสอร์ตสกีฮอกไกโด พบระบบความปลอดภัยไม่ทำงาน

เด็ก 5 ขวบดับ หลังแขนติดทางเลื่อนรีสอร์ตสกีฮอกไกโด พบระบบความปลอดภัยไม่ทำงาน

29 ธ.ค. 2568 16:05 น.

เด็ก 5 ขวบดับ หลังแขนติดทางเลื่อนรีสอร์ตสกีฮอกไกโด พบระบบความปลอดภัยไม่ทำงาน

เกิดเหตุสลดที่รีสอร์ตสกีในฮอกไกโด หลังเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุล้มลงบนทางเลื่อน แล้วแขนขวาถูกดึงเข้าไปติดในกลไกเครื่องยนต์ เผยระบบหยุดฉุกเฉินอัตโนมัติไม่ทำงาน แม่ต้องวิ่งไปกดปุ่มหยุดด้วยตัวเอง ขณะที่รีสอร์ตยอมรับไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าจุดเกิดเหตุ

เกิดเหตุสลดใจเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่อาซาริ สกีรีสอร์ต ในเมืองโอตารุ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเด็กชายฮินาตะ โกโตะ วัย 5 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาลจากเมืองซัปโปโร เสียชีวิตอย่างสลดหลังประสบอุบัติเหตุขณะใช้งานทางเลื่อนแบบสายพานร่วมกับครอบครัว

รายงานระบุว่า เด็กชายฮินาตะซึ่งสวมชุดสกีและรองเท้าสกีเต็มชุด กำลังใช้ทางเลื่อนซึ่งเชื่อมต่อระหว่างลานจอดรถไปยังลานสกีพร้อมกับมารดา แต่ในระหว่างที่ใกล้จะถึงปลายทาง เด็กชายได้ล้มลงทำให้แขนขวาถูกดึงเข้าไปติดในช่องกลไกของเครื่องจักรบริเวณจุดสิ้นสุดทางเลื่อน มารดาของเด็กได้โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลากว่า 40 นาทีในการนำตัวเด็กออกมาในสภาพหมดสติ ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบประเด็นสำคัญที่น่ากังวล โดยผู้บริหารของสกีรีสอร์ตระบุว่า ตามปกติแล้วหากมีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปติดในฝาครอบบำรุงรักษาบริเวณปลายทางเลื่อน ระบบความปลอดภัยควรจะสั่งให้เครื่องหยุดทำงานทันที แต่ในวันเกิดเหตุระบบดังกล่าวกลับไม่ทำงาน และเครื่องหยุดลงได้หลังจากที่แม่ของเด็กเป็นผู้กดปุ่มหยุดฉุกเฉินด้วยตัวเองเท่านั้น

นายเคนสุเกะ ทามากาวะ ผู้จัดการทั่วไปของลานสกี ยอมรับกับสื่อท้องถิ่นว่า ในขณะเกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่บริเวณทางเลื่อน เนื่องจากทางรีสอร์ตไม่มีนโยบายจัดวางกำลังคนเฝ้าจุดดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะ แต่จะใช้พนักงานส่วนอื่น เช่น พนักงานกวาดหิมะ ให้รีบเข้ามาช่วยเหลือหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติแทน ทั้งที่ระบุว่ามีการตรวจสอบระบบความปลอดภัยเป็นประจำทุกเช้า

อาซาริ สกีรีสอร์ต เป็นลานสกียอดนิยมที่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำพุร้อนอาซาริกาวะออนเซ็น และอยู่ห่างจากสถานีรถไฟโอตารุเพียง 7 กิโลเมตร ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ขณะนี้ตำรวจฮอกไกโดกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของความบกพร่องของระบบความปลอดภัย และตรวจสอบว่ามีการประมาทเลินเล่อจากทางรีสอร์ตร่วมด้วยหรือไม่.

ที่มา THE ASAHI SHIMBUN