อดีตแร็ปเปอร์เนปาล จับมือผู้นำพรรคทางเลือกใหม่ เตรียมชิงตำแหน่งนายกฯ

อดีตแร็ปเปอร์เนปาล จับมือผู้นำพรรคทางเลือกใหม่ เตรียมชิงตำแหน่งนายกฯ

29 ธ.ค. 2568 14:36 น.

อดีตแร็ปเปอร์เนปาล จับมือผู้นำพรรคทางเลือกใหม่ เตรียมชิงตำแหน่งนายกฯ

“บาเลน ชาห์” นายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุและอดีตแร็ปเปอร์ชื่อดัง ประกาศพันธมิตรกับพรรค RSP ของอดีตพิธีกรทีวี “ราบี ลามิชาเน” เตรียมลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งมีนาคมปีหน้า ชูธงปราบคอร์รัปชันตามคำเรียกร้องของกลุ่ม Gen Z หลังเหตุประท้วงนองเลือดทำรัฐบาลชุดเดิมพังครืน

สองผู้นำรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ นายบาเลน ชาห์ หรือ “บาเลน” นายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุอดีตนักร้องเพลงแร็ป และ นายราบี ลามิชาเน อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังและหัวหน้าพรรคอิสระแห่งชาติ (RSP) ได้ประกาศลงนามข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางการเมือง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ หากพรรค RSP สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2026 ได้ นายบาเลน ชาห์ ในวัย 35 ปี จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ขณะที่นายลามิชาเน วัย 48 ปี จะยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการดึงคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด หลังจากเกิดเหตุประท้วงใหญ่โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ “Gen Z” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นบานปลายจนมีผู้เสียชีวิตถึง 77 ราย และบีบให้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องลาออกจากตำแหน่ง

นักวิเคราะห์ระบุว่า บาเลน ชาห์ คือผู้นำทางจิตวิญญาณของการประท้วงดังกล่าว และการที่เขาก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งระดับชาติจะกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อ “พรรคการเมืองเก่า” อย่างพรรคคอมมิวนิสต์ (UML) และพรรคเนปาลี คองเกรส ที่สลับกันครองอำนาจมานานกว่า 3 ทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของพันธมิตรคู่นี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากนายลามิชาเนเองกำลังอยู่ระหว่างการประกันตัวในคดีฉ้อโกงสหกรณ์ ขณะที่นายบาเลน ชาห์ ก็ถูกวิจารณ์ว่าในช่วงเหตุประท้วงเขามักสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่าการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะ

ทางด้านโฆษกพรรคเนปาลี คองเกรส ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า พันธมิตรคู่นี้เป็น “ผู้นำที่เต็มไปด้วยข้อพิพาท” และเชื่อว่าประชาชนจะยังคงเลือกพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์มากกว่า

ปัจจุบันเนปาลมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 19 ล้านคน โดยมีผู้สมัครหน้าใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนเพิ่มเข้ามาในบัญชีรายชื่อกว่า 1 ล้านคนหลังเหตุประท้วง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเนปาล.

ที่มา Reuters

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาจ่อคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ความชอบธรรม

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาจ่อคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ความชอบธรรม

29 ธ.ค. 2568 14:12 น.

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาจ่อคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ความชอบธรรม

แหล่งข่าวจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนกองทัพเมียนมา ระบุพรรคกำลังกำลัง “ชนะเสียงข้างมาก” ในการเลือกตั้งระยะแรกที่กองทัพจัดขึ้น ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ประชาธิปไตยและนานาชาติชี้การเลือกตั้งอาจยิ่งตอกย้ำอำนาจรัฐบาลทหาร พรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี ไม่ได้อยู่ในบัตรเลือกตั้ง และซูจียังคงถูกคุมขัง

แหล่งข่าวจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองสายหนุนกองทัพของเมียนมา เปิดเผยว่า พรรคกำลัง “ชนะเสียงข้างมาก” ในการเลือกตั้งระยะที่หนึ่งซึ่งเริ่มลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลทหารซึ่งยึดอำนาจเมื่อปี 2021 พร้อมให้คำมั่นว่าจะเป็นกระบวนการนำอำนาจกลับสู่ประชาชน

การลงคะแนนเสียงเฟสแรกเริ่มขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะเวลา 1 เดือน โดยกองทัพเมียนมาให้คำมั่นว่าจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2020 กลับถูกสั่งยุบพรรคและไม่มีชื่อในบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่ตัวนางซูจียังคงถูกจำคุกนับตั้งแต่เหตุรัฐประหารปี 2021

นักเคลื่อนไหว นักการทูตตะวันตก รวมถึงหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยชี้ว่าเป็นการจัดฉากเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การปกครองของทหาร มีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง และรายชื่อผู้สมัครส่วนใหญ่ล้วนเป็นพันธมิตรของกองทัพ

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งปกครองประเทศด้วยกฎอัยการศึกมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่กรุงเนปิดอว์ว่า “เราขอรับประกันว่านี่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม เมื่อกองทัพเป็นผู้จัด เราย่อมไม่ยอมให้ชื่อเสียงของเราต้องมัวหมอง”

การเลือกตั้งในรอบแรกนี้ครอบคลุมพื้นที่เพียง 102 เมือง จากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กองทัพออกมายอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในพื้นที่เกือบ 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้งสภาล่าง เนื่องจากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยังคงสู้รบกันอย่างหนักระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันของเมียนมายังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ โดยการลงคะแนนในเฟสที่ 2 และ 3 มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 11 และ 25 มกราคมปีหน้าตามลำดับ.

ที่มา AFP

“ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน ยืนยันหยุดยิงไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน

“ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน ยืนยันหยุดยิงไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน

29 ธ.ค. 2568 12:22 น.

“ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน ยืนยันหยุดยิงไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน

“ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน–ทหาร–ตำรวจ ยืนยันการหยุดยิงทันทีตามพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน หลังเหตุปะทะคร่าพลเรือน 32 ศพ บาดเจ็บ 93 ราย

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่งถึงทหาร ตำรวจ และประชาชนชาวกัมพูชา ระบุว่า ประเทศต้องเผชิญโศกนาฏกรรมจากสงครามอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งได้รับสันติภาพอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2541 พร้อมย้ำว่าชาวกัมพูชาตระหนักถึงคุณค่าของสันติภาพ หลังผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาหลายศตวรรษ

ฮุน มาเนต ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชายึดมั่นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และอาเซียน และพยายามเจรจาอย่างถึงที่สุดเพื่อยุติการเผชิญหน้าทางทหาร ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามรุนแรงขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเปิดเผยว่า หลังการเจรจาด้วยความอดทนอย่างสูงสุด กัมพูชาและไทยได้ตกลง “หยุดยิงทันทีในพื้นที่” (Immediate Ceasefire on the Spot) โดยมีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม โดยย้ำว่า การตัดสินใจหยุดยิง ไม่ใช่การยอมแพ้ ไม่ใช่การแลกอธิปไตยกับสันติภาพ และไม่ใช่การละทิ้งสิทธิในการป้องกันตนเอง แต่เป็นการเลือกเส้นทางที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

ฮุน มาเนต ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยมากกว่า ครึ่งล้านคน รอวันกลับบ้าน เด็กนับพันรอวันกลับไปโรงเรียน และครอบครัวทหาร–ตำรวจอีกจำนวนมากเฝ้ารอคนที่รักจากแนวหน้า ขณะเดียวกัน เหตุปะทะที่ผ่านมาได้คร่าชีวิต พลเรือนอย่างน้อย 32 ศพ และบาดเจ็บ 93 ราย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความขอบคุณต่อสหรัฐฯ จีน และประเทศอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่มีบทบาทสนับสนุนกระบวนการหยุดยิง พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจ และยินดีให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมติดตาม โดยเฉพาะบทบาทผู้สังเกตการณ์อาเซียน.

ที่มา Facebook / Hun Manet

อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้รับสินบนกว่า 8 ล้านบาท ทั้งกระเป๋าหรู-ภาพวาด-เครื่องประดับ

อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้รับสินบนกว่า 8 ล้านบาท ทั้งกระเป๋าหรู-ภาพวาด-เครื่องประดับ

29 ธ.ค. 2568 12:06 น.

อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้รับสินบนกว่า 8 ล้านบาท ทั้งกระเป๋าหรู-ภาพวาด-เครื่องประดับ

อัยการเกาหลีใต้เปิดผลสอบสวน “คิม กอน-ฮี” อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ภรรยาอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล พบหลักฐานรับสินบนอื้อฉาวมูลค่ารวมกว่า 8.2 ล้านบาท ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนมและเครื่องประดับล้ำค่า แลกกับการใช้อำนาจมืดแทรกแซงกิจการแผ่นดินและเอื้อประโยชน์ลัทธิดัง เสนอศาลสั่งจำคุก 15 ปี

อัยการเกาหลีใต้ได้แถลงสรุปผลการสอบสวนกรณีของคิม กอน-ฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นเงินและสิ่งของมูลค่ามหาศาล รวมถึงการเข้ามามีบทบาทแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไม่ถูกต้อง

รายการสินบนสุดหรูและสายสัมพันธ์ลัทธิดังจากการสืบสวนพบว่า นางคิมได้รับสินบนจากนักธุรกิจและนักการเมืองรวมมูลค่ากว่า 377.25 ล้านวอน (ประมาณ 8.2 ล้านบาท) โดยรายการทรัพย์สินที่ถูกระบุว่ารับมาจากผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคีและบุคคลอื่น ๆ ประกอบด้วยกระเป๋า “ชาแนล” 2 ใบ กระเป๋าดิออร์ สร้อยคอจากแบรนด์ “กราฟฟ์” (Graff) และเครื่องประดับหรูอีกหลายรายการ รวมถึงนาฬิกาข้อมือ และภาพวาดของ “ลี อู-ฟาน” ศิลปินแนวมินิมัลลิสต์ชื่อดังของเกาหลีใต้

อัยการ มิน จุง-กี ระบุว่า สถาบันหลักของประเทศถูกทำลายอย่างย่อยยับจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดของนางคิม โดยเธอมักจะเข้าไปแทรกแซงกิจการรัฐ “จากหลังฉาก” เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาประชาชน นอกจากนี้ยังพัวพันกับการปั่นหุ้นและการแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย

ด้านอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังในข้อหากบฏจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปีก่อน ได้ปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนว่าเขาไม่ทราบเรื่องการรับสินบนของภรรยา แต่อัยการระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ “ยอมรับได้ยาก”

ในเบื้องต้น อัยการได้เสนอให้ศาลลงโทษจำคุกนางคิมเป็นเวลา 15 ปี และปรับเงินอีก 2 พันล้านวอน (ประมาณ 43 ล้านบาท) โดยชี้ว่าเธอทำตัว “อยู่เหนือกฎหมาย” และสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มลัทธิ ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการแยกศาสนาออกจากการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

นางคิม กอน-ฮี ซึ่งถูกจับกุมตัวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและระบุในการแถลงปิดคดีว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด “ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า “เมื่อพิจารณาจากบทบาทและความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย ดูเหมือนชัดเจนว่าฉันได้ทำความผิดพลาดไปหลายประการ”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ที่อดีตประธานาธิบดีและภรรยาถูกจับกุมคุมขังพร้อมกัน โดยศาลกรุงโซลมีกำหนดจะอ่านคำพิพากษาตัดสินโทษนางคิมในวันที่ 28 มกราคมที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP

พายุฤดูหนาวถล่มแถบนอร์ดิก คร่า 3 ศพในสวีเดน ไฟดับ-คมนาคมอัมพาตหลายประเทศ

พายุฤดูหนาวถล่มแถบนอร์ดิก คร่า 3 ศพในสวีเดน ไฟดับ-คมนาคมอัมพาตหลายประเทศ

29 ธ.ค. 2568 11:49 น.

พายุฤดูหนาวถล่มแถบนอร์ดิก คร่า 3 ศพในสวีเดน ไฟดับ-คมนาคมอัมพาตหลายประเทศ

พายุฤดูหนาว “โยฮันเนส” พัดถล่มหลายประเทศในแถบนอร์ดิก ส่งผลให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง การเดินทางหยุดชะงักและคมนาคมอัมพาตหลายประเทศ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสวีเดนออกประกาศเตือนลมแรงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของครึ่งประเทศทางตอนเหนือ ขณะพายุโยฮันเนส (Johannes) พัดผ่าน โดยมีผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นชายวัยราว 50 ปี ถูกต้นไม้ล้มทับที่สกีรีสอร์ตคุงส์แบร์เยต ทางตอนใต้ของประเทศ ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นและตำรวจ ขณะที่ทางตอนเหนือ บริษัทสาธารณูปโภคระดับภูมิภาคเฮแมบ เปิดเผยว่า พนักงานของบริษัทเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างออกปฏิบัติงานท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย

นอกจากนี้ ตำรวจสวีเดนระบุว่า ชายวัยราว 60 ปี ถูกต้นไม้ล้มทับขณะทำงานในป่าเขตเมืองโฮฟอร์ส ทางตะวันออกตอนกลางของประเทศ และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

โดยพายุลูกนี้ทำให้บ้านเรือนหลายหมื่นหลังใน สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ โดยในสวีเดนเพียงประเทศเดียว มีบ้านเรือนมากกว่า 40,000 หลัง ไฟฟ้าดับ และมีการยกเลิกรถไฟจำนวนมาก ตามรายงานของสำนักข่าว  ในขณะที่เที่ยวบิน รถไฟ และเรือเฟอร์รีในหลายพื้นที่ของกลุ่มประเทศนอร์ดิกถูกยกเลิก ขณะที่ถนนและเส้นทางรถไฟหลายสายได้รับผลกระทบจากลมแรงและสภาพอากาศเลวร้าย.

ที่มา BBC

จีนประกาศซ้อมรบใหญ่ “Justice Mission 2025” ล้อมไต้หวัน ตอบโต้สหรัฐฯ ขายอาวุธ 4 แสนล้าน

จีนประกาศซ้อมรบใหญ่ "Justice Mission 2025" ล้อมไต้หวัน ตอบโต้สหรัฐฯ ขายอาวุธ 4 แสนล้าน

29 ธ.ค. 2568 11:12 น.

จีนประกาศซ้อมรบใหญ่ “Justice Mission 2025” ล้อมไต้หวัน ตอบโต้สหรัฐฯ ขายอาวุธ 4 แสนล้าน

กองทัพจีนสั่งระดมพลเตรียมซ้อมรบรอบไต้หวันภายใต้รหัส “Justice Mission 2025” ในวันที่ 30 ธ.ค. นี้ จำลองสถานการณ์ยึดเกาะและปิดล้อมพื้นที่ยุทธศาสตร์ หวังส่งสัญญาณเตือน “กองกำลังแบ่งแยกดินแดน” และ “กองกำลังภายนอก” หลังสหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวัน ด้านรัฐบาลไต้หวันสั่งกองทัพเฝ้าระวังสูงสุด

กองบัญชาการภาคตะวันออกของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ประกาศจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่ในวันอังคารนี้ (30 ธ.ค.) โดยจะมีการระดมกำลังทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังขีปนาวุธ เพื่อฝึกซ้อมการใช้กระสุนจริงและการปิดล้อมจุดสำคัญทั่วเกาะไต้หวัน

การซ้อมรบครั้งนี้ใช้รหัสว่า “Justice Mission 2025” ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศขายแพ็กเกจอาวุธล็อตใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้แก่ไต้หวัน มูลค่าสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 แสนล้านบาท) ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับจีน จนนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทป้องกันประเทศของสหรัฐฯ

กองบัญชาการภาคตะวันออกของจีนระบุผ่านโซเชียลมีเดียเว่ยป๋อว่า การซ้อมรบครั้งนี้เปรียบเสมือน “โล่แห่งความยุติธรรม” พร้อมประกาศกร้าวว่า “ใครก็ตามที่คิดวางแผนแบ่งแยกดินแดนจะต้องถูกกำจัดเมื่อเผชิญหน้ากับโล่นี้”

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันได้ออกมาประณามการเคลื่อนไหวของจีนว่าเป็นการท้าทายบรรทัดฐานสากล ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า ตรวจพบเครื่องบินและเรือรบของจีนวนเวียนอยู่รอบเกาะตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา จึงได้ส่งกองกำลังและระบบขีปนาวุธเข้าประจำการเพื่อเฝ้าระวังในระดับสูงสุด

ขณะที่ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะ “รักษาภาพรวมที่เป็นอยู่” และจะไม่ยั่วยุจีน แต่ความสงบสุขต้องพึ่งพา “ความแข็งแกร่งที่แท้จริง” โดยไต้หวันจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองเพื่อให้จีนตระหนักถึงความยากลำบากหากคิดจะรุกราน

บริบทความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงการซ้อมรบในสัปดาห์นี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ หยาง จื้อปิน ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคตะวันออกคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา จีนมักจะใช้การซ้อมรบเป็นการตอบโต้เหตุการณ์สำคัญ เช่น การเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หรือการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของผู้นำไต้หวัน

นอกจากนี้ จีนยังมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่าสามารถใช้ “วิธีการที่ไม่ใช่สันติภาพ” ได้ หากมีการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชอย่างเป็นทางการ ขณะที่ผลสำรวจความเห็นในไต้หวันยังคงชี้ชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรักษา “สถานะปัจจุบัน” คือไม่ต้องการรวมชาติและไม่ต้องการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

"คิม จองอึน" คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

29 ธ.ค. 2568 11:02 น.

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลด้วยตัวเอง พร้อมย้ำให้มีการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์ของรัฐอย่างไม่จำกัดและต่อเนื่อง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน  ผู้นำสูงสุดของประเทศได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยร่อนเชิงยุทธศาสตร์ไกลด้วยตัวเอง  นับเป็นการแสดงให้เห็นถึง ความน่าเชื่อถืออย่างสมบูรณ์และความพร้อมรบ ตลอดจนขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ

รายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ได้บินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้เวลาบิน 10,199 วินาที และ 10,203 วินาที ก่อนโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ

สำนักข่าวของเกาหลีเหนือ รายงานว่าโอกาสนี้ คิม จองอึน ยืนยันว่าพรรคแรงงานเกาหลีเหนือและรัฐบาลเกาหลีเหนือ จะทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์ของรัฐอย่างไม่จำกัดและยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบสกัดกั้นนิวเคลียร์ ท่ามกลางภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่หลากหลาย

ขณะเดียวกัน ทางด้านกองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธหลายลูกจากพื้นที่ซูนัน ใกล้กรุงเปียงยาง เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันอาทิตย์ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้

โดยการทดสอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากคิม จองอึน ตรวจการทดสอบยิงระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานพิสัยไกลรุ่นใหม่ในทะเลตะวันออก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมเรือดำน้ำขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์ขนาด 8,700 ตัน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พร้อมเตือนว่าแผนของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของเกาหลีเหนือ และเป็นสิ่งที่ต้องตอบโต้

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีในปีหน้า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เร่งตรวจเยี่ยมสถานที่ด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามแสดงศักยภาพและผลงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ.

ที่มา Yonhap

แฟ้มภาพ

รถไฟเม็กซิโกเชื่อม 2 มหาสมุทรตกราง ดับ 13 ศพ เจ็บเกือบ 100 ราย

รถไฟเม็กซิโกเชื่อม 2 มหาสมุทรตกราง ดับ 13 ศพ เจ็บเกือบ 100 ราย

29 ธ.ค. 2568 10:49 น.

รถไฟเม็กซิโกเชื่อม 2 มหาสมุทรตกราง ดับ 13 ศพ เจ็บเกือบ 100 ราย

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟสายยุทธศาสตร์ “Interoceanic Train” ตกรางทางตอนใต้ของเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ บาดเจ็บระนาว 98 ราย หลังขบวนรถหลุดโค้งใกล้เมืองนิซานดา รัฐโออาซากา ด้านประธานาธิบดีสั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงพื้นที่ด่วนเพื่อเยียวยาครอบครัวเหยื่อ

เกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟเชื่อมมหาสมุทร ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ประสบอุบัติเหตุตกรางบริเวณช่วงทางโค้งใกล้กับเมืองนิซานดา รอยต่อระหว่างรัฐโออาซากาและรัฐเวรากรูซ

ประธานาธิบดี คลอเดีย ไชน์บาว์ม ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันข้อมูลจากกองทัพเรือเม็กซิโกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 98 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 ราย โดยขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารบนขบวนรถทั้งหมด 241 คน และลูกเรืออีก 9 คน

ผู้นำเม็กซิโกได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือ และปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านสิทธิมนุษยชน รุดไปยังจุดเกิดเหตุทันทีเพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ขณะที่นายซาโลมอน ฮารา ผู้ว่าการรัฐโออาซากา ระบุว่าหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยหลายภาคส่วนได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่แล้ว

สำหรับรถไฟสายนี้ ถูกเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2023 ภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงการค้าระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านคอคอดเตฮวนเตเปก

เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือซาลินา ครูซ ฝั่งแปซิฟิก กับท่าเรือโกอัตซาโกอัลกอส  ฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะผลักดันให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจสำคัญในการขนส่งสินค้าระดับโลก

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้การเดินรถในเส้นทางดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาสาเหตุของการตกรางอย่างละเอียดต่อไป.

ที่มา AP

เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

29 ธ.ค. 2568 09:36 น.

เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

เลือกตั้งเมียนมารอบแรกภายใต้รัฐบาลทหารได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ท่ามกลางสัญญาณผู้ใช้สิทธิต่ำกว่าปี 63 อย่างมาก และคนรุ่นใหม่เมินออกมาลงคะแนน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งเป็น 3 ระยะของเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564 ได้ปิดการลงคะแนนรอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. โดยมีสัญญาณชัดเจนว่า อัตราผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่าการเลือกตั้งปี 2563 อย่างมาก

รายงานข่าวระบุว่า ประชาชนอย่างน้อย 10 รายจากหลายเมืองทั่วประเทศให้ข้อมูลว่า หน่วยเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิบางตา แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก และกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจในการออกมาลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการประกาศกำหนดวันประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะจัดทั้งหมด 3 ระยะ คือวันที่ 28 ธ.ค. 11 ม.ค. และ 25 ม.ค. ครอบคลุม 265 จาก 330 เมือง ทั่วประเทศ แม้ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารจะ ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดได้ เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้าน

นับตั้งแต่รัฐประหาร เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง กลุ่มติดอาวุธที่ก่อตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ได้ต่อสู้กับกองทัพในหลายภูมิภาค ส่งผลให้มี ผู้พลัดถิ่นกว่า 3.6 ล้านคน และกลายเป็นหนึ่งใน วิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในเอเชีย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารระบุว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งระยะจะช่วยนำเสถียรภาพทางการเมืองกลับคืนสู่ประเทศ แม้จะถูก สหประชาชาติ ชาติตะวันตก และองค์กรสิทธิมนุษยชน ประณามว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรี ไม่ยุติธรรม และขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายต่อต้านถูกตัดสิทธิ และการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ขณะที่ นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และอดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถูกโค่นอำนาจหลังพรรค NLD ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในปี 2563 ยังคงถูกคุมขัง และพรรคของเธอถูกยุบอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของกองทัพ ขณะที่องค์การสหประชาชาติระบุว่าการเลือกตั้งจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศของความรุนแรงและการกดขี่  โดยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติรายหนึ่งถึงกับเปรียบเปรยว่าเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ.

ที่มา Irrawaddy ,The Guardian

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

29 ธ.ค. 2568 06:13 น.

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงระดับตำนาน ผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ก่อนจะผันตัวไปเป็นผู้อุทิศตนเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ว่า บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสในยุค 1950 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเพศ เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 91 ปี

มูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ซึ่งนักแสดงหญิงระดับตำนานรายนี้ก่อตั้ง เป็นผู้เปิดเผยข่าวร้ายในครั้งนี้ โดยทางมูลนิธิรำลึกถึงเธอในฐานะ “นักแสดงผู้มีชื่อเสียงระดับโลก” แต่ในแถลงการณ์ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าบาร์โดต์เสียชีวิตที่ไหนหรือเมื่อใด

ไอคอนแห่งโลกภาพยนตร์รายนี้ หรือที่คนในประเทศบ้านเกิดรู้จักกันดีในชื่อ “บีบี” (BB) มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เกือบ 50 เรื่อง รวมถึงเรื่อง “And God Created Woman” ทว่าเธอได้ตัดสินใจอำลาวงการในปี 2516 เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการทำงานด้านสวัสดิภาพสัตว์

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าคนทั้งชาติกำลังร่วมไว้อาลัยต่อ “ตำนานแห่งศตวรรษ” ในขณะเดียวกัน มารีน เลอ เปน นักการเมืองขวาจัดของฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสได้สูญเสีย “สตรีผู้เหนือธรรมดา ทั้งด้วยพรสวรรค์, ความกล้าหาญ, ความตรงไปตรงมา และความงามของเธอ”

อนึ่ง สามีของบาร์โดต์ที่แต่งงานกันในปี 2535 คือ แบร์นาร์ ดอร์มาล อดีตที่ปรึกษาของ ฌอง-มารี เลอ เปน อดีตนักการเมืองขวาจัดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นบิดาของมารีน เลอ เปน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบั้นปลายชีวิต ชื่อเสียงของบาร์โดต์ได้รับความเสื่อมเสีย หลังจากที่เธอมีพฤติกรรมใช้คำพูดเหยียดกลุ่มคนมีความหลากหลายทางเพศ และถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ
บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ

ทั้งนี้ บริจิตต์ อาน-มารี บาร์โดต์ เกิดที่กรุงปารีสในปี 2477 ในครอบครัวที่มั่งคั่งซึ่งปรารถนาจะให้เธอเป็นนักเต้นบัลเลต์ แต่ถูกค้นพบตั้งแต่วัยเยาว์หลังจากได้ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร Elle และกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศบ้านเกิดในเวลาอันรวดเร็ว จนถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์

บาร์โดต์ได้รับบทบาทระดับตำนานมากมาย ที่โดดเด่นที่สุดคือภาพยนตร์เรื่อง “And God Created Woman” ในปี 2499 ซึ่งกำกับโดย โรเฌร์ วาดิม สามีของเธอในขณะนั้น โดยเธอรับบทเป็นสตรีที่มีความอิสระเสรีทางเพศ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสาธารณชนชาวอเมริกันจนถูกสั่งห้ามฉายในบางรัฐของสหรัฐฯ ในขณะที่ ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักปรัชญาลัทธิสัจนิยมชาวฝรั่งเศส ได้ยกย่องเธอว่าเป็นไอคอนแห่ง “เสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ”

ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 50 และ 60 เธอได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกผ่านบทบาทในภาพยนตร์อย่าง The Truth ซึ่งทำให้เธอได้รับคำชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ในด้านการแสดงที่มีมิติและลึกซึ้ง, Contempt ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ ฌ็อง-ลุก กอดาร์ และ Viva Maria! ที่เผยให้เห็นพรสวรรค์ด้านการแสดงตลกของเธอเคียงคู่กับ ฌาน มอโร

นอกเหนือจากบทบาทระดับตำนานเหล่านี้ บาร์โดต์ยังได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในภาพยนตร์อย่าง Love on a Pillow ที่เธอรับบทเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนและสับสนทางอารมณ์ และ Two Weeks in September ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกที่เน้นย้ำถึงความสามารถของเธอในการถ่ายทอดความอ่อนแอ

ในเรื่อง The Bear and the Doll เธอได้นำเสน่ห์ที่ขี้เล่นมาสู่บทบาทตลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเธอสามารถแสดงได้ทุกประเภท แม้ภาพยนตร์เหล่านี้จะได้รับความนิยมน้อยกว่าเรื่องอื่น แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงความสามารถของเธอในการดึงดูดผู้ชมผ่านเรื่องราวที่หลากหลาย

นอกจากผลงานด้านภาพยนตร์แล้ว บาร์โดต์ยังจะเป็นที่จดจำในฐานะไอคอนแห่งโลกแฟชั่น ด้วยทรงผมสีบลอนด์ยุ่งๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และการกรีดอายไลเนอร์ที่โฉบเฉี่ยว ซึ่งได้กลายเป็นเทรนด์ความงามไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่เธอสวมชุดเปิดไหล่ในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2496 จนกลายเป็นสไตล์ที่รู้จักในชื่อ “คอเสื้อทรงบาร์โดต์” (Bardot neckline)

บาร์โดต์ผ่านการสมรสมาทั้งหมด 4 ครั้ง และมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ นิโกลาส์ ซึ่งเกิดกับ ฌาก ชาร์ริเยร์ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นิโกลาส์ได้ฟ้องร้องมารดาของตนเองในข้อหาสร้างความเสียหายทางจิตใจ หลังจากที่เธอเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เธอ “อยากให้กำเนิดลูกหมาตัวน้อยมากกว่า” ลูกชายของเธอเอง

บาร์โดต์ถูกทำการตลาดอย่างหนักหน่วงในภาพลักษณ์ของหญิงเจ้าสำราญ ซึ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับเธอที่มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นนักแสดงที่เน้นฝีมืออย่างจริงจัง จนกระทั่งเธอได้ประกาศอำลาวงการในวัยเพียง 39 ปี ในช่วงที่ชื่อเสียงของเธอพุ่งถึงขีดสุด แล้วหันไปอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์

“ฉันมอบความสาวและความงามให้แก่ผู้ชายไปแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะขอมอบสติปัญญาและประสบการณ์ที่มีให้แก่สัตว์โลก” บาร์โดต์เคยกล่าวเอาไว้และมันก็กลายวาทะอันโด่งดัง โดยในปี 2529 เธอก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ขึ้นมา เพื่อทำงานปกป้องทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง

บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์
บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์

จากนั้นบาร์โดต์ก็หันมาบริโภคอาหารมังสวิรัติ และในปี 2556 เธอถึงขั้นเคยขู่ว่าจะขอสัญชาติรัสเซียเพื่อประท้วงแผนการที่จะฆ่าช้างที่ป่วยสองเชือกในสวนสัตว์ของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม แต่แม้จะประสบความสำเร็จในโลกภาพยนตร์และมีผลงานด้านสวัสดิภาพสัตว์มากมาย แต่บาร์โดต์ก็สร้างข้อถกเถียงมากมาย จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม, กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และกระแส #MeToo ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเธอ

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 บาร์โดต์ถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ หลังจากที่เธอแสดงความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์และในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับชาวมุสลิม

ในปี 2551 เธอถูกสั่งปรับเป็นเงิน 15,000 ยูโร (ราว 549,000 บาท) หลังเธอโพสต์ตัดพ้อในเว็บไซต์ของตนเองว่าชาวมุสลิมกำลัง “ทำลายประเทศของเราด้วยการยัดเยียดวิถีปฏิบัติของพวกเขา”

นอกจากนั้น บาร์โดต์ยังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหนังสือ “A Cry in the Silence” ที่ตีพิมพ์ในปี 2546 ซึ่งเธอกล่าวหาว่า กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน, ศิลปะสมัยใหม่, นักการเมือง และผู้อพยพ คือผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมฝรั่งเศส

ในปี 2561 บาร์โดต์โจมตีเหล่านักแสดงหญิงที่ออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผ่านกระแส #MeToo ว่าเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล, น่าขำ และน่ารำคาญ”

“มีนักแสดงหญิงหลายคนที่หว่านเสน่ห์ใส่ผู้อำนวยการสร้างเพื่อให้ได้บทแสดง” บาร์โดต์กล่าวในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร Paris Match ของฝรั่งเศส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc