โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

23 พ.ค. 2569 22:15 น.

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

การระบาดของโรคหัดระลอกปัจจุบันในบังกลาเทศทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วกว่า 500 ราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งแคมเปญฉีดวัคซีนให้เด็กๆ เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อ

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. 2569 รัฐบาลบังกลาเทศระบุว่า สถานการณ์โรคหัดระบาดในประเทศส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วมากกว่า 500 ราย นับเป็นการระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงธากา เมืองหลวงของประเทศ ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ล้นทะลัก และต้องจัดตั้งวอร์ดเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ แต่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการขาดแคลนเตียงผู้ป่วยหนัก (ICU)

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเด็กเสียชีวิตเพิ่มอีก 13 รายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากการระบาดครั้งนี้พุ่งสูงถึง 512 รายแล้ว ตามตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มรายงานนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นมา

บังกลาเทศได้เริ่มโครงการระดมฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับการระบาด โดย รานา ฟลาวเวอร์ส (Rana Flowers) หัวหน้าองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประจำบังกลาเทศ เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า แคมเปญดังกล่าวสามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้แล้วถึง 18 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เต็มประสิทธิภาพจากการระดมฉีดวัคซีนนี้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ด้านองค์การยูนิเซฟแถลงเมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) ช่องโหว่ในการสร้างภูมิคุ้มกันทวีความรุนแรงขึ้นในระหว่างและหลังเหตุการณ์ความไม่สงบจากการลุกฮือของประชาชนในปี 2567 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของประเทศ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากไม่ได้รับการปกป้องจากวัคซีน

ทั้งนี้ โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยแพร่กระจายผ่านทางไอและจาม และยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงเมื่อติดเชื้อแล้ว โดยภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจรวมถึงอาการสมองบวมและปัญหาทางเดินหายใจรุนแรง แม้ว่าโรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากกระทรวงสาธารณสุขนี้ มีรายงานออกมาหลังจากที่รัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว โดยสังเกตจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงในหลายพื้นที่ที่เคยเผชิญกับการระบาดอย่างหนักก่อนหน้านี้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกสถิติในบังกลาเทศระหว่างการระบาดระลอกปัจจุบัน คือกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี

ด้าน ไอซุล อิสลาม ข่าน กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลและวิทยาลัยแพทยศาสตร์ชาฮีด ซูห์ราวาดี (Shaheed Suhrawardy) ในกรุงธากา เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “แม้ว่าโรคหัดจะติดต่อกันได้ง่ายมาก แต่เด็กที่มีร่างกายแข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถหายดีได้โดยใช้ยารักษาเพียงเล็กน้อย”

“แต่สำหรับที่นี่ เด็กส่วนใหญ่มาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการทางเดินหายใจติดขัด รวมถึงมีการติดเชื้อที่ดวงตา ลำคอ และปอด” ซึ่ง ดร.อิสลาม ข่าน ระบุว่า เป็นอาการที่อยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

23 พ.ค. 2569 21:39 น.

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

เหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินทางเหนือของจีนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 90 ศพ ขณะที่รัฐบาลจีนสั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 พ.ค. 2569 ว่า เหตุแก๊สระเบิดที่เหมืองถ่านหิน “หลิวเสินยวี่” (Liushenyu) ในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ศพแล้ว ขณะที่รัฐบาลจีน สั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษ

รายงานระบุว่า มีคนงานปฏิบัติหน้าที่อยู่ 247 คนในขณะที่เกิดเหตุระเบิดเมื่อเวลา 19:29 น. ของวันศุกร์ที่ 22 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยล่าสุดสามารถช่วยชีวิตผู้คนขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยมากกว่า 100 คน และมีการส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวน 345 นายจากทีมกู้ภัย 6 ทีมไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำสะสมอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดการระเบิด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่บางส่วนได้ นอกจากนี้ พิมพ์เขียวที่ทางเหมืองจัดหามาให้นั้นยังไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริงอีกด้วย

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวว่า ต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้บาดเจ็บและค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีของจีนแถลงว่า จะมีการดำเนินการสอบสวนอย่าง “เข้มงวด” และผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะถูก “ลงโทษอย่างรุนแรง”

สื่อรัฐบาลระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คนที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยมี 1 คนที่อยู่ในอาการสาหัส ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมแก๊สพิษ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นแก๊สชนิดใด

มีรายงานด้วยว่า สมาชิกทีมผู้บริหารของเหมืองบางส่วนถูกควบคุมตัวแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้แก๊สระเบิด แต่สื่อรัฐบาลระบุว่า พบระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษร้ายแรงและไม่มีกลิ่น ภายในเหมือง “สูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด”

ทั้งนี้ ในปี 2567 เหมือง “หลิวเสินยวี่” เคยถูกสำนักงานความปลอดภัยเหมืองแร่แห่งชาติของจีน จัดให้อยู่ในรายชื่อหนึ่งในสถานที่ที่มี “อันตรายร้ายแรงด้านความปลอดภัย” และ ถงโจว กรุ๊ป (Tongzhou Group) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้ เคยถูกลงโทษมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 จากปัญหาด้านความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

23 พ.ค. 2569 10:54 น.

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

จรวด Starship รุ่นอัปเกรด ของบริษัท SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ เกิดลุกไหม้และระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการทดสอบบินครั้งล่าสุด

การทดสอบดังกล่าวเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 12 ของโครงการ Starship และถือเป็นการบินครั้งแรกของ Starship เวอร์ชัน V3 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งระบบเครื่องยนต์ ระบบป้องกันความร้อน และโครงสร้างจรวด เพื่อรองรับภารกิจในอนาคต ทั้งการส่งดาวเทียม การพามนุษย์กลับดวงจันทร์ และแผนเดินทางสู่ดาวอังคาร 

จรวดถูกปล่อยจากฐาน Starbase รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ หลังเลื่อนกำหนดปล่อยมาแล้ว 1 วัน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่แท่นยิง โดยภารกิจครั้งนี้ใช้เวลาบินราว 66 นาที และสามารถเดินทางถึงจุดหมายเหนือมหาสมุทรอินเดียได้สำเร็จ 

ระหว่างภารกิจ Starship สามารถปล่อยดาวเทียมจำลอง Starlink ได้ 22 ดวง รวมถึงทดสอบระบบใหม่หลายรายการ เช่น แผ่นกันความร้อนรุ่นปรับปรุง และเครื่องยนต์ Raptor รุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการบินมีรายงานว่า หนึ่งในเครื่องยนต์ Raptor เกิดปัญหาและดับลงกลางทาง ทำให้ระบบต้องชดเชยแรงขับด้วยเครื่องยนต์ที่เหลือ 

แม้สุดท้ายยานจะสามารถกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและลงแตะผิวน้ำได้ตามแผน แต่ภาพจากการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นว่า Starship เกิดไฟลุกและระเบิดหลังสัมผัสน้ำทะเล กลายเป็นภาพลูกไฟขนาดใหญ่กลางมหาสมุทรอินเดีย 

อย่างไรก็ตาม SpaceX ระบุว่า เหตุระเบิดหลังลงจอดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากภารกิจนี้เน้นทดสอบการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและการลงจอด มากกว่าการกู้ยานกลับมาใช้งานจริง 

ที่ผ่านมา โครงการ Starship เผชิญปัญหาและการระเบิดหลายครั้งระหว่างการทดสอบ โดยเฉพาะปัญหาเชื้อเพลิงรั่ว ระบบแรงดัน และเครื่องยนต์ขัดข้อง ซึ่ง SpaceX ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดขนาดยักษ์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก 

Starship ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนสำรวจอวกาศของ SpaceX โดยองค์การนาซาเลือกใช้ยานรุ่นนี้ในโครงการ Artemis เพื่อพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ ขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ ยังตั้งเป้าใช้ Starship สำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารในอนาคต. 

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

23 พ.ค. 2569 09:16 น.

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนราว 40,000 คน และปิดโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหลจากถังเก็บภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน เสี่ยงเกิดการระเบิด

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ เขตออเรนจ์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

สำนักงานดับเพลิงออเรนจ์เคาน์ตีระบุว่า ภายในถังมีสารเคมีอยู่ประมาณ 6,000-7,000 แกลลอน หรือราว 22,700-26,500 ลิตร และไม่สามารถหยุดการรั่วไหลได้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์

เครก โควีย์ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองการ์เดนโกรฟ เตือนระหว่างการแถลงข่าวว่า สถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการป้องกันล่วงหน้า แต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงจริง พร้อมระบุว่า ถังเก็บสารเคมีอาจแตกร้าวจนสารเคมีรั่วไหลลงพื้น หรืออาจเกิดระเบิดขึ้นได้

ด้าน สเตฟานี คลอปเฟนสไตน์ นายกเทศมนตรีเมืองการ์เดนโกรฟ ยอมรับว่าสถานการณ์สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน แต่ย้ำว่าคำสั่งอพยพมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งสร้างแนวกั้นด้วยกระสอบทราย เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีไหลลงท่อระบายน้ำ ลำคลอง หรือไหลลงสู่มหาสมุทรใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สารเมทิล เมทาคริเลต เป็นสารที่ระเหยง่าย มีความเป็นพิษสูง และติดไฟได้ง่าย โดยก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถควบคุมถังที่เสียหายได้ 1 จาก 2 ถัง แต่ถังที่เหลือยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตหนักที่สุด

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุสารเคมีรั่วในแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ อาจลุกลามเป็นภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยครั้งใหญ่ได้ หากถังเกิดระเบิดขึ้นจริง.

ที่มา : AP

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

23 พ.ค. 2569 08:32 น.

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นใหม่ขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดขึ้นทดสอบบินครั้งแรก ขณะที่นาซาจับตาใช้ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ในโครงการอาร์ทิมิส

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 บริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของนายอีลอน มัสก์ ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นปรับปรุงใหม่จากฐานปล่อยสตาร์เบส ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ใกล้ชายแดนเม็กซิโก เพื่อทดสอบการบินครั้งที่ 12 ของโครงการจรวดขนาดยักษ์ที่มุ่งพามนุษย์เดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต โดยการปล่อยจรวดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังมัสก์ประกาศแผนนำสเปซเอ็กซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยสตาร์ชิปลำใหม่บรรทุกดาวเทียมจำลอง “สตาร์ลิงก์” จำนวน 20 ดวง เพื่อปล่อยระหว่างภารกิจทดสอบ

จรวดรุ่น V3 มีความสูง 124 เมตร สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และเพิ่มกำลังขับมากขึ้น พร้อมปรับปรุงระบบควบคุมและระบบนำทางใหม่ ทั้งครีบควบคุมขนาดใหญ่ขึ้น ระบบส่งเชื้อเพลิงที่แข็งแรงกว่าเดิม รวมถึงติดตั้งกล้องและคอมพิวเตอร์เพิ่มสำหรับภารกิจเชื่อมต่อยานในอนาคต

สเปซเอ็กซ์ตั้งเป้าให้สตาร์ชิปเป็นจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด โดยใช้แขนกลยักษ์ที่ฐานปล่อยช่วยรับตัวจรวดกลับสู่พื้นโลก แต่ภารกิจทดสอบครั้งนี้ไม่มีแผนกู้คืนชิ้นส่วนใด โดยบูสเตอร์จะตกลงสู่อ่าวเม็กซิโก ส่วนตัวยานจะสิ้นสุดภารกิจเหนือมหาสมุทรอินเดีย

องค์การนาซา กำลังจับตาความคืบหน้าของสตาร์ชิปอย่างใกล้ชิด เพราะมีแผนใช้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ในโครงการ “อาร์ทิมิส” ซึ่งเป็นภารกิจนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคอะพอลโล โดยนาซาให้เงินสนับสนุนหลายพันล้านดอลลาร์แก่สเปซเอ็กซ์ และบริษัทบลู ออริจิน (Blue Origin) ของนายเจฟ เบซอส เพื่อแข่งขันพัฒนายานลงจอดดวงจันทร์ โดยปัจจุบัน สตาร์ชิปสามารถบินขึ้นสู่ขอบอวกาศได้หลายครั้ง แม้บางภารกิจจบลงด้วยการระเบิดกลางอากาศ ขณะที่ “บลูมูน” ของบลูออริจิน ยังไม่เคยปล่อยบินจริง แต่มีแผนทดสอบภารกิจไปดวงจันทร์ภายในปีนี้.

ที่มา AP

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

23 พ.ค. 2569 07:54 น.

ยอดตายเพิ่ม แก๊สระเบิดเหมืองถ่านหินจีน ดับแล้ว 8 ศพ ติดใต้ดินอีก 38 ชีวิต

เหตุเหมืองถ่านหินของจีนเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่วไหลและระเบิด ล่าสุดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 8 ศพ และคนงานอีก 38 คนยังติดอยู่ใต้ดิน เจ้าหน้าที่เร่งปฏิบัติการช่วยเหลือตลอดคืน

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมว่า เหตุการณ์แก๊สพิษรั่วไหลเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เหมืองถ่านหิน “หลิ่วเสินอวี่” ในมณฑลซานซี ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของจีน ก่อนที่จะเกิดการระเบิดซ้ำ

ก่อนหน้านี้สื่อจีนรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ใต้ดินทั้งหมด 247 คน โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยขึ้นมาได้ 157 คน แต่ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ส่วนคนงานอีก 90 คนยังคงติดอยู่ภายในเหมือง และอย่างน้อย 16 คนอยู่ในอาการวิกฤต

ล่าสุด ทางการจีนยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 8 ศพ และยังมีคนงานติดอยู่ภายใน 38 คน โดยระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษร้ายแรงที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ภายในเหมือง ยังสูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย

แม้จีนจะพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยในเหมืองมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่อุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างหละหลวม

จีนถือเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด แม้รัฐบาลจะเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

23 พ.ค. 2569 07:02 น.

ชาวคิวบาชุมนุมหนุน “ราอูล คาสโตร” หลังสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเหตุยิงเครื่องบิน

ชาวคิวบาหลายแสนคนรวมตัวหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา  แสดงพลังสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุยิงเครื่องบินพลเรือนตกเมื่อ 30 ปีก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ประชาชนชาวคิวบาจำนวนมากรวมตัวชุมนุมบริเวณด้านหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา เพื่อแสดงการสนับสนุนนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งข้อหาเขาในคดีเกี่ยวกับเหตุเครื่องบินพลเรือน 2 ลำถูกยิงตกเมื่อ 30 ปีก่อน

รัฐบาลคิวบาระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 250,000 คน โดยผู้ร่วมชุมนุมรวมถึงประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล ผู้นำคิวบาคนปัจจุบัน และสมาชิกครอบครัวของราอูล คาสโตร

ระหว่างการชุมนุม มีการอ่านสารจากราอูล คาสโตร ซึ่งกล่าวขอบคุณชาวคิวบาที่ออกมาแสดงพลังสนับสนุน พร้อมยืนยันว่า เขาจะยังคงยืนหยัดนำพาประชาชนและปกป้องการปฏิวัติคิวบาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่

ทางการคิวบากล่าวหาว่าสหรัฐฯ ใช้คดีเครื่องบินตกเป็นข้ออ้างในการเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง และอาจใช้เป็นเหตุผลเพื่อแทรกแซงทางทหาร ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามผลักดันให้คิวบาปฏิรูปทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส นิมิตซ์ พร้อมกองเรือโจมตี ได้เดินทางเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนแล้ว ทำให้สถานการณ์ระหว่างวอชิงตันและฮาวานาถูกจับตามองมากขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา.

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

23 พ.ค. 2569 06:00 น.

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินจีน คนงานดับแล้ว 4 ศพ ติดใต้ดิน 90 ราย

เกิดเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เกินค่าความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ และยังติดอยู่ใต้ดินอีกอย่างน้อย 90 คน หลายรายอาการวิกฤ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหิน “หลิวเสินอวี่” เมืองฉางจื้อ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หลังระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ภายในเหมืองพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย เมื่อเวลาประมาณ 21.43 น. ตามเวลาท้องถิ่นของคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะเกิดเหตุ มีคนงานอยู่ใต้ดินทั้งหมด 247 คน โดยทีมกู้ภัยสามารถอพยพคนงานขึ้นมาได้แล้วอย่างน้อย 157 คน ภายในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ รวมถึงผู้เสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนงานอีกประมาณ 90 คนติดอยู่ภายในเหมือง ท่ามกลางปฏิบัติการช่วยเหลือที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่สื่อทางการจีนระบุว่า ในจำนวนผู้ที่ยังติดอยู่ มีอย่างน้อย 16 คนอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

จนถึงขณะนี้ ทางการจีนยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของจีนอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในเหมืองหลายครั้งจากปัญหาก๊าซพิษ การระเบิด และระบบระบายอากาศที่ไม่ได้มาตรฐาน.

ที่มา Xinhua

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

23 พ.ค. 2569 05:45 น.

กู้ภัยชี้ นักดำน้ำอิตาลีเสียชีวิตในมัลดีฟส์ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมในพื้นที่อันตราย

นักดำน้ำกู้ภัยเผย อุปกรณ์ของนักดำน้ำชาวอิตาลี 4 คนที่เสียชีวิตในถ้ำใต้น้ำมัลดีฟส์ “ไม่เหมาะสม” ต่อการดำน้ำในพื้นที่อันตราย ขณะเจ้าหน้าที่เตรียมส่งศพกลับอิตาลี หลังเกิดโศกนาฏกรรมดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายซามี ปัคคาริเนน นักดำน้ำชาวฟินแลนด์ หนึ่งในทีมกู้ภัยที่เข้าไปเก็บกู้ร่างนักดำน้ำชาวอิตาลี 4 คนในถ้ำใต้น้ำของมัลดีฟส์ เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นของอิตาลีว่า อุปกรณ์ที่กลุ่มนักดำน้ำใช้ในวันเกิดเหตุ “ไม่เหมาะสม” สำหรับการดำน้ำในถ้ำลึกและพื้นที่เสี่ยงอันตราย

นายปัคคาริเนนระบุว่า ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกพบรวมกันอยู่ในจุดเดียวภายในถ้ำใต้น้ำบริเวณวาวู อะทอลล์ ซึ่งมีความลึกราว 60 เมตร และถือเป็นพื้นที่ดำน้ำที่ยากและอันตรายอย่างมาก โดยทีมกู้ภัยต้องใช้เวลาหลายวันจึงสามารถเข้าถึงจุดนี้ได้

โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มนักดำน้ำไม่ได้ใช้อุปกรณ์เฉพาะสำหรับดำน้ำถ้ำ เช่น เชือกนำทางหรือสายเซฟตี้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้นักดำน้ำสามารถหาทางกลับออกจากพื้นที่ซับซ้อนใต้น้ำได้อย่างปลอดภัย พร้อมระบุว่า นักดำน้ำถ้ำมืออาชีพจะไม่เข้าไปในพื้นที่ลักษณะนี้หากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว นักดำน้ำกู้ภัยยังมองว่า สาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้อาจเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ แม้ท้ายที่สุดจะต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ศาสตราจารย์โมนิกา มอนเตฟัลโกเน นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยเจนัว, มูเรียล ออดเดนิโน นักวิจัย, จอร์เจีย ซอมมาคาล ลูกสาวของศาสตราจารย์มอนเตฟัลโกเน และเฟเดริโก กวลติเอรี บัณฑิตจบใหม่ ส่วนผู้เสียชีวิตรายแรกที่พบก่อนหน้านี้คือ จานลูกา เบเนเดตตี ครูสอนดำน้ำและผู้จัดการเรือ

รายงานระบุว่า กลุ่มนักดำน้ำลงน้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหายตัวไปหลังไม่กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนและคลื่นลมแรง ทางการมัลดีฟส์ได้ออกประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองสำหรับเรือโดยสารและชาวประมงในพื้นที่ดังกล่าว 

ขณะเดียวกัน นักดำน้ำกู้ภัยชาวมัลดีฟส์ 1 คนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจค้นหาร่างผู้สูญหาย ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นอุบัติเหตุดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นประเทศท่องเที่ยวชื่อดังในมหาสมุทรอินเดีย.

ที่มา BBC

เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

23 พ.ค. 2569 05:26 น.

เพนตากอนเผยคลิปยูเอฟโอชุดใหม่ตามคำสั่งทรัมป์ เปิด 5 เบาะแสชวนตะลึง วัตถุเรืองแสงไล่ตามเครื่องบินรบ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสาร คลิปวิดีโอ UFO ชุดใหม่ ตามคำสั่งทรัมป์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของรัฐบาล หนึ่งในรายงานระบุจนท.ข่าวกรองพบลูกแก้วเรืองแสงปริศนาไล่ตามเครื่องบินรบกลางอากาศ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยเอกสารชุดที่สองเกี่ยวกับปรากฏการณ์วัตถุบินผิดปกติไม่ทราบฝ่าย หรือ UAP (Unidentified Anomalous Phenomena) ตามโครงการ PURSUE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ UFO มากขึ้น

การเปิดเผยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังเพนตากอนเผยแพร่เอกสารชุดแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เอกสารชุดใหม่ประกอบด้วยไฟล์ทั้งหมด 64 รายการ แบ่งเป็นเอกสาร PDF 6 ไฟล์ บันทึกเสียง 7 ไฟล์ และวิดีโออีก 51 คลิป

หนึ่งในข้อมูลที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือรายงานเหตุการณ์เมื่อปี 2568 ซึ่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ รายหนึ่งเล่าว่า ระหว่างโดยสารเฮลิคอปเตอร์ ได้พบวัตถุเรืองแสงลักษณะคล้ายลูกแก้วขนาดใหญ่ 2 ดวงปรากฏขึ้นกลางอากาศ

รายงานระบุว่า วัตถุนี้มีลักษณะเป็นรูปวงรี สีส้ม และมีศูนย์กลางสีขาวหรือเหลืองสว่างจ้า เปล่งแสงออกทุกทิศทาง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสังเกตเห็นว่าวัตถุปริศนาเดียวกันเคลื่อนตัวเข้าใกล้เครื่องบินขับไล่ที่บินอยู่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่บรรยายว่า เขาสังเกตเห็นว่าวัตถุเหล่านั้นดูเหมือนกำลังไล่ตามเครื่องบินรบ พร้อมระบุว่า วัตถุเรืองแสงทั้งสองดวงก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

อย่างไรก็ตาม เพนตากอนยังไม่ได้ยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจากต่างชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงใช้คำว่า UAP แทนคำว่า UFO เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวโดยตรง.

ที่มา BBC  war.gov/UFO/