อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

24 พ.ค. 2569 10:41 น.

อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ เผยอาสาสมัครกาชาด 3 คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เสียชีวิตจากการติดเชื้ออีโบลา หลังปฏิบัติงานจัดการศพในพื้นที่ระบาด ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 204 ราย ด้านองค์การอนามัยโลกยกระดับความเสี่ยงสาธารณสุขเป็น “สูงมาก”

วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ล่าสุด สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) เปิดเผยว่า อาสาสมัครขององค์กรจำนวน 3 ราย ได้เสียชีวิตลงจากการติดเชื้ออีโบลา โดยคาดว่าพวกเขาได้รับเชื้อมาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ขณะปฏิบัติหน้าที่จัดการร่างผู้เสียชีวิตในเมืองมองกวาลู  ทางตะวันออกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับไวรัส ก่อนที่จะมีการระบุพบการแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการ

อาสาสมัครผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายอาลิคานา อูดุมูซี ออกุสติน, นายเซซาโบ คาตานาโบ และนางสาวอาจิโก ชานดิรู วีวีแอน ซึ่งเสียชีวิตลงในช่วงระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง IFRC ได้ยกย่องว่าพวกเขาสละชีพหลังจากรับใช้ชุมชน “ด้วยความกล้าหาญและมนุษยธรรม”

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้อาสาสมัครทั้งสามกลายเป็นเหยื่อกลุ่มแรก ๆ ของการระบาดระลอกนี้ ซึ่งปัจจุบันส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อแล้วกว่า 867 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 204 ราย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแจ้งเตือนว่า ร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรุนแรง เนื่องจากสารคัดหลั่งในร่างกายยังคงมีไวรัสที่พร้อมติดต่อได้แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์หายากที่เรียกว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลอย่างเป็นทางการ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

ส่งผลให้ล่าสุด องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับความเสี่ยงด้านสาธารณสุขจากไวรัสชนิดนี้ในดีอาร์คองโกจากระดับ “สูง” ขึ้นสู่ระดับ “สูงมาก”

เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน กระทรวงคมนาคมของดีอาร์คองโกได้ประกาศสั่งระงับเที่ยวบินพาณิชย์และเที่ยวบินส่วนตัวทั้งหมดที่เดินทางเข้า-ออกเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี และเป็นจุดที่พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยจะอนุญาตให้เฉพาะเที่ยวบินด้านมนุษยธรรม การแพทย์ หรือเที่ยวบินฉุกเฉินที่ได้รับอนุมัติพิเศษจากหน่วยงานการบินและสาธารณสุขเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ประเทศยูกันดาซึ่งมีพรมแดนติดกัน ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 3 ราย ส่งผลยอดรวมในยูแกนดาเพิ่มเป็น 5 ราย ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้เตือนอีก 10 ประเทศในทวีปที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ได้แก่ แองโกลา, บุรุนดี, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, สาธารณรัฐคองโก (คองโก-บราซาวีล), เอธิโอเปีย, เคนยา, วันดา, เซาท์ซูดาน, แทนซาเนีย และแซมเบีย

นอกจากวิกฤตโรคระบาดแล้ว เจ้าหน้าที่ยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งในชุมชน โดยองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) รายงานว่า เต็นท์พยาบาลสนับสนุนการกู้ภัยอีโบลาในเมืองมองกวาลูถูกลอบเผาทำลายลง หลังจากก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน มีกลุ่มฝูงชนที่โกรธแค้นพยายามจุดไฟเผาพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลอีกแห่งในจังหวัดอิตูรี เนื่องจากไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่สั่งห้ามญาติและเพื่อนสนิทนำศพของชายหนุ่มที่คาดว่าเสียชีวิตจากอีโบลาออกไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

นอกเหนือจากจังหวัดอิตูรีแล้ว ปัจจุบันยังตรวจพบผู้ติดเชื้อในภูมิภาคนอร์ทคีวู และเซาท์คีวู ซึ่งพื้นที่บางส่วนทางตะวันออกของทั้งสองภูมิภาคนี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ M23 โดยการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มกบฏและกองกำลังรัฐบาล กลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้าควบคุมระบบและจัดการกับไวรัสร้ายนี้ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

24 พ.ค. 2569 10:20 น.

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

จีนปรับยอดตายเหตุระเบิดในเหมืองถ่านหิน “หลิวเซินยวี่” ในมณฑลซานซี เป็นอย่างน้อย 82 ศพ จากเดิม 90 ศพ ขณะที่ยังมีสูญหายอีก 2 คน โดยทางการจีนระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยนาย พร้อมใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้ดินค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางการตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเหมือง

เจ้าหน้าที่ทางการจีนเปิดเผยว่า เกิดเหตุแก๊สระเบิดครั้งใหญ่ภายในเหมืองถ่านหิน “หลิวเซินยวี่” ในมณฑลซานซี เมื่อเวลา 19.29 น. ของวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 82 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 2 ราย ขณะเกิดเหตุมีคนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใต้ดินมากถึง 247 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้วมากกว่า 100 คน

ก่อนหน้านี้ ทางการได้รายงานยอดผู้เสียชีวิตไว้ที่ 90 ราย ก่อนจะปรับลดตัวเลขลงมาในช่วงค่ำวันเสาร์ พร้อมทั้งกล่าวขออภัยต่อความสับสน โดยชี้แจงว่าในช่วงแรกสถานการณ์เป็นไปอย่างโกลาหล ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการนับจำนวนคน

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บระงับนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 128 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายอาการสาหัส โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมแก๊สพิษเข้าไป แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นแก๊สชนิดใด แต่มีรายงานว่าตรวจพบปริมาณแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษไร้กลิ่นในระดับที่ “เกินมาตรฐาน” อย่างมาก

หวัง หย่ง หนึ่งในคนงานเหมืองที่รอดชีวิตและกำลังรักษาตัวอยู่ เล่าถึงนาทีระทึกว่า ตอนเกิดเหตุเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลย แต่เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาทันที “ผมได้กลิ่นกำมะถันเหมือนตอนระเบิดหิน เลยตะโกนบอกให้ทุกคนวิ่งหนี ระหว่างที่วิ่งผมเห็นคนล้มฟุบลงไปต่อหน้าเพราะสำลักควัน จากนั้นผมก็หมดสติไปเหมือนกัน ผมนอนสลบอยู่ตรงนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ พอฟื้นขึ้นมาก็รีบปลุกคนที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วพากันหนีออกมา” 

ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ ทีมกู้ภัยได้ส่ง “หุ่นยนต์ตรวจการเหมืองแร่” ที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแก๊สและกล้องอินฟราเรด ลงไปใต้ดินเพื่อเข้าถึงพื้นที่อันตรายที่มนุษย์ยังเข้าไม่ได้ เพื่อเก็บข้อมูลและค้นหาสัญญาณชีพของผู้ที่อาจรอดชีวิตเพิ่มเติม

กระทรวงจัดการภาวะฉุกเฉินของจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 345 นาย จากทีมกู้ภัย 6 ทีมเข้าร่วมปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำท่วมขังใกล้กับจุดระเบิด ทำให้ปิดกั้นเส้นทางในบางจุด นอกจากนี้ ยังพบว่าพิมพ์เขียวของเหมืองที่ผู้บริหารส่งให้ ไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริงในปัจจุบัน ล่าสุดมีรายงานว่าสมาชิกทีมบริหารของเหมืองบางส่วนได้ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีจีนลั่นวาจาว่าจะสืบสวนอย่างเฉียบขาดและลงโทษผู้มีส่วนรับผิดชอบอย่างรุนแรง

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า เหมืองถ่านหินหลิวเซินยวี่แห่งนี้ ดำเนินการโดยบริษัท ตงโจว กรุ๊ป ซึ่งเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา เพิ่งถูกสำนักงานความปลอดภัยเหมืองแร่แห่งชาติจีน ขึ้นบัญชีดำให้เป็นหนึ่งในเหมืองที่มี “อันตรายร้ายแรงต่อความปลอดภัย” อีกทั้งในปี 2025 บริษัทรายนี้ยังถูกลงโทษทางปกครองถึง 2 ครั้งจากปัญหาด้านความปลอดภัยเช่นกัน

มณฑลซานซี ถือเป็นแหล่งผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของผลผลิตทั้งหมดในจีน เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ตอกย้ำถึงยุคมืดของอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินจีนในอดีต (ช่วงต้นทศวรรษ 2000) ที่มักเกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนงานบ่อยครั้ง แม้ช่วงไม่กี่ปีหลังทางการจีนจะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและกวาดล้างเหมืองเถื่อนอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังคงเกิดอุบัติเหตุขึ้นเรื่อยๆ เช่นในปี 2023 เหตุเหมืองเปิดถล่มในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน คร่าชีวิตผู้คนไป 53 ราย และเหตุเหมืองระเบิดในมณฑลเฮยหลงเจียงเมื่อปี 2009 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย

ปัจจุบัน จีนยังคงเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินและปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดในโลก แม้ว่ากำลังเร่งติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนในประเทศด้วยความเร็วทำลายสถิติโลกก็ตาม โดยเหตุสลดในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

24 พ.ค. 2569 09:41 น.

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

เกิดเหตุอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างความสูง 9 ชั้นถล่มลงมาทั้งหลัง ในเมืองแองเจลิส จังหวัดปัมปังกา ประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้รอดชีวิต 19 ราย ขณะที่คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกราว 30-40 คน เร่งเปิดปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ ท่ามกลางอุปสรรคจากสายไฟแรงสูง

เกิดเหตุอาคารคอนกรีตความสูง 9 ชั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นโรงแรมหรืออพาร์ทโฮเทล ถล่มลงมาอย่างรุนแรง บริเวณถนนทีโอโดโร ในหมู่บ้านบาลีบาโก เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (24 พ.ค.) เวลาประมาณ 03.00 น.  ส่งผลให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยหลายภาคส่วนต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือและกู้ภัยอย่างเร่งด่วน

นายเจย์ เปลาโย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เมืองแองเจลิส เปิดเผยจากศูนย์บัญชาการท้องถิ่นว่า สถานการณ์ใต้ซากปรักหักพังยังคงไม่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินแผนการค้นหาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุดยังไม่มีรายงานว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้ซากตึก แต่ทีมกู้ภัยทั้งหมดได้กระจายกำลังอยู่ในพื้นที่แล้ว

รายงานระบุว่า มีผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงขณะเกิดเหตุได้รับความช่วยเหลืออกมาได้อย่างปลอดภัยจำนวน 8 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้ที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่ดังกล่าว โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย สามารถเดินได้เอง และอยู่ในอาการทรงตัว

นอกจากนี้ หัวหน้าคนงานก่อสร้างและคนงานอีก 10 คน สามารถวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากซากตึกที่กำลังถล่มลงมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นจากหัวหน้าคนงานสร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากคาดว่ายังมีผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในอาคารอีกประมาณ 30 ถึง 40 คน

นายคาร์เมโล ลาซาติน จูเนียร์ นายกเทศมนตรีเมืองแองเจลิส ได้ลงพื้นที่เพื่อเป็นผู้นำในการประสานงานกู้ภัย ร่วมกับสำนักงานลดความเสี่ยงและจัดการภัยพิบัติเมืองแองเจลิส, สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์, สำนักป้องกันอัคคีภัย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีเสาไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าหักโค่น กีดขวางการเข้าถึงใจกลางจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

ในส่วนของการสืบสวน ทางหน่วยงานท้องถิ่นได้เริ่มตรวจสอบประวัติการก่อสร้างและสถานะทางกฎหมายของอาคารดังกล่าวแล้ว โดยกำลังเร่งตรวจสอบว่าโครงการนี้มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ ทางการระบุว่ายังไม่ได้รับการติดต่อหรือเข้าพบจากฝ่ายบริหารและเจ้าของโครงการแต่อย่างใด

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศหรือไม่ เนื่องจากมีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงพัดถล่มเมืองเมื่อช่วงบ่ายวันก่อนหน้า ทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าฝนที่ตกลงมาเป็นปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างอาคารล้มเหลว และต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป.

ที่มา ABS-CBN

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

24 พ.ค. 2569 06:26 น.

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

เกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดบริเวณใกล้ทำเนียบขาว ทำให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าปิดกั้นพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ในทำเนียบขณะเกิดเหตุด้วย เบื้องต้นมีผู้ถูกยิง 2 ราย

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองกำลังตำรวจและฝ่ายรักษาความมั่นคงระดมกำลังเข้าปิดล้อมทำเนียบขาวเมื่อเย็นวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดในบริเวณดังกล่าว แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มีผู้ถูกยิง 2 รายจากการเผชิญหน้ากับหน่วยอารักขาประธานาธิบดี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับทางแยกถนนเพนซิลเวเนียตัดกับถนนตะวันตกเฉียงเหนือที่ 17 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายระบุว่า เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบของหน่วยอารักขาฯ เข้าตรวจสอบหลังจากได้รับรายงานว่ามีบุคคลหนึ่งกำลังยิงอาวุธปืนในตอนเกิดเหตุ

ข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ พำนักอยู่ภายในทำเนียบขาว เนื่องจากเขากำลังปฏิบัติภารกิจเพื่อเจรจาข้อตกลงกับประเทศอิหร่าน

หลังเกิดเสียงปืน ตำรวจได้นำกำลังเข้าปิดกั้นทางเข้าออกทำเนียบขาวทั้งหมด ขณะที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) กันไม่ให้นักข่าวเข้าไปภายใน

“ขณะนี้ FBI ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุแล้ว และกำลังสนับสนุนหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ในการรับมือกับเหตุยิงกันใกล้กับบริเวณทำเนียบขาว” นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านเรด เอเดรียน นักท่องเที่ยวชาวแคนาดา บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตอนเกิดเหตุพอดี โดยเล่าว่า “พวกเราได้ยินเสียงดังประมาณ 20 ถึง 25 นัด ซึ่งตอนแรกฟังดูเหมือนเสียงจุดพลุ แต่จริงๆ แล้วมันคือเสียงปืน จากนั้นทุกคนก็เริ่มวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน”

ผู้สื่อข่าวที่อยู่บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศเหนือของทำเนียบขาว (North Lawn) ในเวลานั้น ต่างโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า พวกเขาได้รับคำสั่งให้รีบวิ่งหนีและเข้าไปหลบภัยภายในห้องแถลงข่าว

เซลีนา หวัง ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว ABC News ซึ่งกำลังอัดคลิปวิดีโอเพื่อลงโซเชียลมีเดียในจังหวะที่เกิดเหตุยิงกันพอดี สามารถบันทึกเสียงปืนเอาไว้ได้ในขณะที่เธอรีบหมอบลงกับพื้น

ด้านโฆษกของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีส่งข้อความสั้น หรือ เอสเอ็มเอส ถึงสำนักข่าว AFP ว่า ทางหน่วยงานกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

24 พ.ค. 2569 06:10 น.

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจา MOU กับอิหร่านเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว และจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าพวกเขาจะควบคุมช่องแคบดังกล่าวต่อไป

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การเจรจาเพื่อทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านนั้น “เสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว” และจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเร็วๆ นี้

“ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการหารือเกี่ยวกับแง่มุมและรายละเอียดขั้นสุดท้ายของข้อตกลง และจะมีการประกาศให้ทราบในไม่ช้า” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากเสร็จสิ้นการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำชาติมุสลิมประเทศต่างๆ และคุยกับนายเบนจามิน เนแทนยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ ทั้งฝ่ายอิหร่าน สหรัฐฯ และปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ต่างออกมาระบุว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือนนั้นมีความคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่าน รายงานในวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่านต่อไป ตามเนื้อหาในเอกสารล่าสุดที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

สำนักข่าวของอิหร่านยังปฏิเสธคำประกาศของทรัมป์ที่ระบุว่าการเปิดช่องแคบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ “เจรจาเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว” โดยชี้ว่าเป็นข้อมูลที่ “ไม่สมบูรณ์และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

24 พ.ค. 2569 05:30 น.

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

จำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเกิดจากไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มเป็น 177 ศพแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงจากไวรัสอีโบลาในชาติแอฟริกาประเทศอื่นๆ กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ประเทศยูกันดายืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาเพิ่มอีก 3 ราย ขณะที่สภากาชาดเปิดเผยว่ามีอาสาสมัครเสียชีวิต 3 รายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางคำเตือนว่าไวรัสมรณะนี้อาจแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอีกหลายประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงนี้ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโกแล้ว 177 ศพ และมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยอีกกว่า 750 ราย

เมื่อวันเสาร์ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหภาพแอฟริกาออกมาเตือนว่า มีประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาอีกหลายแห่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากไวรัสอีโบลา เพิ่มเติมจากดีอาร์คองโกและยูกันดา

“เรามีประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 10 ประเทศ” ฌ็อง คาเซยา (Jean Kaseya) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) กล่าว พร้อมระบุรายชื่อประเทศ อันได้แก่ แองโกลา, บุรุนดี, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, สาธารณรัฐคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, รวันดา, ซูดานใต้, แทนซาเนีย และแซมเบีย

นายคาเซยากล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรในปริมาณสูงและความไม่มั่นคง” ภายในภูมิภาค เป็นปัจจัยที่ช่วยให้โรคนี้แพร่ระบาดออกไป

ศูนย์กลางการแพร่ระบาดในปัจจุบันอยู่ที่พื้นที่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยสงครามและความขัดแย้ง โดยมีการตรวจพบเชื้อเป็นครั้งแรกในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ก่อนจะแพร่กระจายไปยังจังหวัดคิวูใต้ (South Kivu)

การพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการยืนยันในยูกันดา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5 รายแล้ว นับตั้งแต่ตรวจพบโรคในยูกันดาและดีอาร์คองโกเมื่อ 15 พ.ค. โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยรายใหม่ในยูกันดาประกอบด้วย คนขับรถ, บุคลากรทางการแพทย์ และหญิงรายหนึ่งที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่

เมื่อวันศุกร์ องค์การอนามัยโลกยกระดับความเสี่ยงจากโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกสู่ระดับสูงสุด คือระดับ “สูงมาก” (very high) ขณะที่ประเมินความเสี่ยงในภูมิภาคแอฟริกากลางอยู่ที่ระดับ “สูง” (high) แต่ความเสี่ยงในระดับโลกยังคงอยู่ในระดับ “ต่ำ” (low)

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การระบาดระลอกล่าสุดนี้อาจมีการแพร่กระจายอย่างเงียบๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้น้อยกว่า และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาใดๆ ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

24 พ.ค. 2569 04:29 น.

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต ออเรนจ์ เคาน์ตี หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่า มีความเสี่ยงที่สารเคมีจะทะลักหรือถึงขั้นเกิดการระเบิด

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เขต ออเรนจ์ เคาน์ตี ในขณะที่ทางรัฐยังคงเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ณ สถานประกอบการด้านการบินและอวกาศ จนต้องอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบเป็นจำนวนหลายหมื่นคน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์ รวมประมาณ 40,000 คน

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้สำนักงานบริการภาวะฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (Cal OES) และหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด สนับสนุน ออเรนจ์ เคาน์ตี รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบเพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และเปิดทางให้สามารถนำทรัพยากรและอำนาจการจัดการภาวะฉุกเฉินเพิ่มเติมออกมาใช้ได้

ทั้งนี้ รวมถึงการเปิดพื้นที่ทรัพย์สินของรัฐและพื้นที่จัดงานประจำเมือง เพื่อใช้เป็นสถานที่พักพิงสำหรับผู้ร่วมอพยพตามความจำเป็น

“ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยใน ออเรนจ์ เคาน์ตี คือสิ่งสำคัญที่สุด เรากำลังระดมทุกทรัพยากรที่รัฐมีเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ และเพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนจะได้รับสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย” นายนิวซัมระบุ

ด้านนาง แคโรไลน์ โทมัส เจคอบส์ ผู้อำนวยการ Cal OES กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะผสานการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภาครัฐเพื่อมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของชุมชนเป็นหลัก”

ก่อนหน้านี้ นายเครก โคเวย์ ผู้บัญชาการประจำหน่วยงานดับเพลิง ออเรนจ์ เคาน์ตี กล่าวว่า ถังเก็บสารเคมีที่รั่วไหลกำลังจะเกิดความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากสองทางนี้ นั่นคือ เกิดการทะลักของสารเคมีพิษปริมาณหลายพันแกลลอน หรือเกิดการระเบิดขึ้น โดยทางการยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดหรือในรูปแบบใด

“ตอนนี้เหลือทางออกที่เป็นไปได้แค่สองทางเท่านั้น” นายโคเวย์กล่าว “ทางแรกคือ ถังเกิดความเสียหายและทำให้สารเคมีอันตรายร้ายแรงรวมประมาณ 6,000 ถึง 7,000 แกลลอน ทะลักไหลนองเต็มลานจอดรถในบริเวณนั้น หรือทางที่สองคือ ถังเกิดปฏิกิริยาความร้อนสะสมจนควบคุมไม่ได้แล้วระเบิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อถังอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ที่มีเชื้อเพลิงหรือสารเคมีบรรจุอยู่ด้วยเช่นกัน”

โคเวย์เน้นย้ำว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีการรั่วไหลของแก๊ส และไม่มีกลุ่มควันพิษในพื้นที่” แต่เขาได้เตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามคำเตือนเรื่องการอพยพอย่างเคร่งครัดและห้ามเข้าไปในพื้นที่เนื่องจากอาจเกิดการทะลักของสารเคมีหรือการระเบิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : gov.ca.

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

24 พ.ค. 2569 03:04 น.

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนว่า โจมตีหอพักนักศึกษาในแคว้นลูฮานสค์ที่ถูกรัสเซียยึดครอง ขณะที่ฝ่ายยูเครนอ้างว่า โจมตีเป้าหมายทางทหาร

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวหายูเครนว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีหอพักนักศึกษาที่เมืองสตารูบิลสค์ (Starobilsk) ในแคว้นลูฮานสค์ ที่รัสเซียเข้ายึดครอง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 ศพ และบาดเจ็บอีก 42 ราย พร้อมประกาศกร้าวว่าจะมีการตอบโต้อย่างแน่นอน

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียเปิดเผย เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันศุกร์ (22 พ.ค.) โดยนอกจากจะทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวแล้ว คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 5 คนด้วย

ทางด้านกองทัพยูเครนแถลงว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีสำนักงานใหญ่ของ “รูบิคอน” (Rubicon) ซึ่งเป็นหน่วยทหารโดรนระดับหัวกะทิของรัสเซียในเมืองสตารูบิลสค์ ทว่าไม่ได้ระบุว่าเป็นอาคารหลังเดียวกันกับที่ทางรัสเซียกล่าวอ้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปูตินยืนยันว่า “ไม่มีสิ่งปลูกสร้างทางทหาร สิ่งปลูกสร้างของหน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย … ดังนั้น จึงไม่มีมูลความจริงใดๆ ทั้งสิ้นที่จะมาอ้างว่าขีปนาวุธเหล่านั้นตกลงใส่อาคารเนื่องจากระบบป้องกันภัยทางอากาศหรือระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของเรา”

ปูตินกล่าวในงานเลี้ยงรับรอง ณ ทำเนียบเครมลินในกรุงมอสโกเมื่อวันศุกร์ว่า การโจมตีของยูเครนในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระลอก โดยใช้โดรนทั้งหมด 16 ลำ และเขายังได้สั่งการให้กองทัพรัสเซียเตรียม “ข้อเสนอ” สำหรับแนวทางการตอบโต้การโจมตีในครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

24 พ.ค. 2569 01:26 น.

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้นแล้ว ขณะที่ฝ่ายเตหะรานก็บอกว่ามีความคืบหน้าเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำข้อตกลงในเร็วๆ นี้

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านกำลังขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการยุติสงครามกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ขณะที่ทางฝั่งเตหะรานก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่ามีความคืบหน้าเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงสงวนท่าที โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ประเด็นสำคัญเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกรวมอยู่ในข้อเสนอขั้นต้นใดๆ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS News เขาได้เห็นร่างข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และเมื่อถูกถามว่าร่างดังกล่าวดีพอหรือไม่ เขาตอบว่า “ผมไม่รู้ ผมยังบอกคุณไม่ได้” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนยันหนักแน่นว่า ข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่าง “เด็ดขาด”

“ผมจะลงนามในข้อตกลงที่เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการเท่านั้น” ทรัมป์กล่าว “เราจะมีข้อตกลงร่วมกัน ไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีประเทศใดเคยโดนโจมตีอย่างหนักหน่วงเท่ากับที่พวกเขากำลังจะโดน”

ด้านนายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันเสาร์ว่า จุดยืนของสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มขยับเข้าหากันมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็เตือนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญๆ ได้ พร้อมทั้งกล่าวหาฝ่ายอเมริกันว่ามี “ถ้อยแถลงที่ขัดแย้งกันเอง”

“แผนการของเราคือการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) หรือข้อตกลงในรูปแบบของกรอบการทำงานเบื้องต้นก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ” สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างคำกล่าวของนายบากาอี

นายบากาอีระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ในกระบวนการขั้นสุดท้ายของการจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อที่จะสามารถเปิดฉากเจรจารอบต่อๆ ไปได้ภายใน 30 ถึง 60 วัน “และในท้ายที่สุดก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสูงสุดได้”

ในขณะเดียวกัน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความหวังอย่างระมัดระวังในระหว่างการเยือนประเทศอินเดียเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าอาจมีการอัปเดตความคืบหน้าภายในสุดสัปดาห์นี้

รูบิโอยังคงเน้นย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ว่า จะต้องไม่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด และได้พูดถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยที่อิหร่านจะต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

นอกจากนี้ เขากล่าวว่าอิหร่านจำเป็นต้องส่งมอบยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงทั้งหมดคืนอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

23 พ.ค. 2569 23:25 น.

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่งห้าม เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ หลังมีคลิปแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้พูดเยาะเย้ยกลุ่มนักเคลื่อนไหวยุโรปที่ถูกจับกุม

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ฝรั่งเศสประกาศห้าม นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ หลังจากเขาโพสต์วิดีโอล้อเลียนกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกทหารอิสราเอลจับกุมและมัดมือไว้ บนเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่มุ่งหน้าไปยังฉนวนกาซา

นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ จะถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสู่ดินแดนของฝรั่งเศส” หลังจากมี “การกระทำอันน่ารังเกียจต่อพลเมืองฝรั่งเศสและยุโรป” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือขนส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เขากล่าวเสริมว่า ฝรั่งเศสและอิตาลีจะร่วมกันเรียกร้องให้มีมาตรการคว่ำบาตรระดับสหภาพยุโรป (EU) ต่อรัฐมนตรีฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลรายนี้ด้วย

การสั่งแบนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายเบน-กวีร์ เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างรุนแรงต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติจากกองเรือดังกล่าว โดยพวกเขาถูกอิสราเอลควบคุมตัวในน่านน้ำสากล และกำลังอยู่ระหว่างการรอส่งตัวกลับประเทศที่ท่าเรืออัชดอดทางตอนใต้

ในคลิปวิดีโอปรากฏภาพนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนถูกบังคับให้นั่งคุกเข่า ก้มหน้าผากจรดพื้น และถูกมัดมือไว้ด้านหลัง โดยมีนายเบน กวีร์ พูดล้อเลียนอยู่ใกล้ๆ เช่น “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” เขายังพูดจาเยาะเย้ยถากถางนักเคลื่อนไหวเหล่านั้นพร้อมกับโบกธงชาติอิสราเอลไปมาด้วย

คลิปดังกล่าวเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ สเปนเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรนายเบน-กวีร์ ขณะที่สหราชอาณาจักรได้เรียกตัวทูตระดับสูงสุดของอิสราเอลประจำอังกฤษเข้าพบ หลังจากมี “วิดีโอที่สร้างความขัดแย้งและยั่วยุ” ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป

ส่วนทางด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ออกมากล่าวเช่นกันว่า การปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหวของนายเบน-กวีร์ นั้น “ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna