เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

9 ก.ย. 2569 05:24 น.

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า การเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซียอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ในขณะที่มอสโกเปิดฉากถล่มกรุงเคียฟรอบใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา อาจได้พบปะกันอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมอสโกเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองหลวง หลังสิ้นสุดการหยุดยิง 3 วันเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยือนกรุงเคียฟ

ทั้งนี้ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับนาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของรัสเซียและยูเครนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาร่วมกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

แม้จะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมแต่เซเลนสกีเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีความหวังที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“พวกเราทุกคนจะเตรียมความพร้อมและผลักดันให้เกิดการประชุมสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และอเมริกาให้ใกล้เข้ามา” เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว “หากทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เราก็อยากจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นเดือนกันยายนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งเร็วยิ่งดี”

การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวในการทำให้ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลง นอกจากนั้น ความไว้วางใจระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายมอสโกหรือเคียฟจะยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง

อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนของนายวิตคอฟฟ์กับนายคุชเนอร์ ถือเป็นสัญญาณที่วอชิงตันกลับมาพยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากความพยายามดังกล่าวหยุดชะงักไปนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านในตะวันออกกลาง

นายวิตคอฟฟ์กล่าวถึง “ความคืบหน้าที่สำคัญ” ในการหารือร่วมกับยูเครนและรัสเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพแบบสามฝ่าย

“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าและผลักดันไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

9 ก.ย. 2569 04:42 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านอีก 2 ลำ ในน่านน้ำใกล้เกาะคาร์ก ขณะที่เตหะรานประกาศจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับท่าเรือบาห์เรนและคูเวต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 นายว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 2 ลำ ที่ลอยลำอยู่ใกล้กับเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งปรับยุทธศาสตร์ในสงคราม โดยเน้นการโจมตีหรือทำลายเป้าหมายรอบช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก พร้อมทั้งดำเนินปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้ และคงมาตรการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ IRIB อ้างแถลงการณ์ของ IRGC ว่า พวกเขาจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต

“เราขอเตือนลูกเรือทุกคนบนเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณใกล้เคียงท่าเรือในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกผู้ก่อการร้าย (อเมริกัน) เหล่านี้ และเป็นพันธมิตรในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ ให้ทิ้งเรือของพวกเขาโดยทันที ไม่ว่าจะทิ้งสมอหรือจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือก็ตาม เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี” แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า หนึ่งในเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ถูกโจมตีเมื่อวันอังคารอยู่ห่างจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพียง 4 ไมล์เท่านั้น ส่วน IRIB ระบุว่า เรือลำที่ 2 ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองจัสก์ (Jask) และลูกเรือของเรือทั้งสองลำกำลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ห่างจากเกาะคาร์กประมาณ 6 ไมล์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

9 ก.ย. 2569 02:31 น.

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

เหตุน้ำท่วมและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1,400 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 5,000 คน โดยคาดว่ามีหลายร้อยคนติดอยู่ในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุโคลนถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บริเวณชายแดนประเทศเนปาลกับทิเบต ของจีน เพิ่มขึ้นจนถึง 1,400 ศพแล้ว ในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 โดยยังมีผู้สูญหายอีก 5,845 ราย เกือบสองสัปดาห์หลังจากเกิดภัยพิบัติเมื่อวันที่ 26 ส.ค.

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่พบในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,357 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 5,326 ราย ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนเปิดเผยว่า ฝั่งจีนมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 43 ศพ และสูญหายอีก 519 คน

เจ้าหน้าที่ในเนปาลพยายามตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายด้วยการรวบรวมข้อมูลจากทั่วประเทศ

“เรากำลังรวบรวมและตรวจสอบรายงานต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น” นายประกาศ โพคเรล ผู้ช่วยโฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยกล่าวกับ AFP “เรากำลังพยายามเข้าถึงตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือในเนปาลดำเนินมาเป็นวันที่ 14 หลังจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงสู่แม่น้ำ สร้างมวลน้ำมหาศาลซัดพื้นที่บริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต และตลอดแนวแม่น้ำ ทำลายถนน สะพาน และบ้านเรือนเสียหายเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ทีมกู้ภัยเนปาลกำลังมุ่งเน้นการค้นหาไปที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีคนงานติดอยู่ภายใน

มีคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 900 คน รวมอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย โดยการช่วยเหลือคนงาน 3 คนขึ้นมาจากอุโมงค์ลึกเมื่อวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ อีก

“ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยของเรายังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง” ธาราม ราช อุปรีติ หัวหน้าหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลกล่าวกับ AFP “เราหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ในโครงการอย่างน้อย 3 แห่ง และเรากำลังเร่งปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านั้น”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่า ยังไม่ได้หมดหวังในการพบผู้รอดชีวิต “ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตยังคงมีอยู่ และจำนวนผู้สูญหายภายในอุโมงค์ตามที่มีรายงานยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

9 ก.ย. 2569 01:57 น.

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สื่ออังกฤษเผยว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนรู้สึกประหลาดใจ ที่สำนักพระราชวังร่อนจดหมายของคิงชาร์ลส์ ย้ำสถานะของทั้งคู่ว่า เป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา ทรง “ประหลาดใจ” ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานเกี่ยวกับจดหมายอย่างเป็นทางการที่ส่งถึงหน่วยงานรัฐบาลและกองทัพในนามของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อย้ำเตือนถึงสถานะของทั้งสองพระองค์ว่า อยู่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

มีรายงานว่า แฮร์รี่และเมแกนซึ่งเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาถึงสหราชอาณาจักรเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีเวลาไม่เพียงพอที่จะแจกแจงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ก่อนที่เนื้อหาจะถูกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน

จดหมายดังกล่าวถือเป็นการชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทางกลับมา ซึ่งจดหมายดังกล่าวออกโดย ริชาร์ด เบนยอน สมุหพระราชวัง (lord chamberlain) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสำนักพระราชวังบักกิงแฮม

รายละเอียดถูกเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อเวลา 15.06 น. ของวันจันทร์ เป็นที่เข้าใจกันว่าเนื้อหาถูกส่งถึงทีมงานของแฮร์รี่และเมแกนก่อนหน้านั้นราว 1 ชั่วโมงในเวลา 13.59 น. ซึ่งทางทีมงานได้ส่งข้อความตอบกลับไปยังสำนักพระราชวังในเวลา 14.19 น. เพื่อสอบถามว่าคำแนะนำดังกล่าวถูกส่งออกไปแล้วหรือยัง ด้วยหวังว่าจะได้แจ้งให้ทั้งสองพระองค์ทรงทราบก่อนสื่อมวลชน และเพื่อให้ทีมงานมีโอกาสได้ชี้แจงในบางประเด็น

ขณะนั้นเจ้าชายแฮร์รี่ติดภารกิจประชุมและไม่สามารถติดต่อได้จนกระทั่งเวลา 15.09 น. โดยทีมงานของทั้งสองพระองค์ได้รับการยืนยันในเวลา 15.11 น. ว่าเอกสารดังกล่าวได้ถูกส่งถึงสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้ว

จดหมายฉบับนี้ถูกเปิดเผยก่อนการประชุม คณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองพระราชวงศ์และบุคคลสำคัญ (Ravec) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการอารักขาความปลอดภัยของสมาชิกราชวงศ์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

เจ้าชายแฮร์รี่กำลังรอฟังผลสรุปการประเมินภัยคุกคามจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยคาดว่า Ravec จะตัดสินใจในการประชุมว่าครอบครัวซัสเซกซ์มีสิทธิ์ได้รับการอารักขาความปลอดภัยที่สนับสนุนโดยงบประมาณภาษีประชาชนหรือไม่ หลังจากที่พวกเขาย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

กระทรวงมหาดไทยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าจะไม่เปิดเผยผลการประชุม

ทั้งนี้ จดหมายของลอร์ดเบนยอนระบุย้ำถึงสถานะ “ปัจจุบัน” ของทั้งสองพระองค์ว่าไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจ และไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนงานด้านการกุศลของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน จะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งคู่และเป็นการดำเนินการในฐานะส่วนตัว “กล่าวโดยสรุปคือ สถานะของทั้งสองพระองค์คล้ายคลึงกับพลเรือนทั่วไปที่มีความสนใจทางธุรกิจและการกุศล”

จดหมายยังระบุอีกว่า หากมีคำถามจากองค์กรทางการหรือหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับธรรมเนียมการต้อนรับที่มอบให้แก่ทั้งสองพระองค์ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน” ควรส่งตรงไปยังสำนักพระราชวังบักกิงแฮม พร้อมเสริมว่า “ประเด็นด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการใดๆ ยังคงต้องส่งต่อไปยังฝ่ายตำรวจที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม”

สำหรับพระโอรสและพระธิดาของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต คาดว่าจะเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร ใกล้กับสถานที่พักผ่อนในชนบทของทั้งสองพระองค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

8 ก.ย. 2569 23:53 น.

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพวกเขาระบุว่าถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่อิสราเอลประกาศมาตรการตอบโต้ รวมถึงปิดสถานกงสุลของ UK

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรประกาศในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าต่างๆ จากชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงจะมีมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ด้วย

นายมิลิแบนด์ประกาศเรื่องดังกล่าวกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า เขาไม่เชื่อว่า “ชาวอังกฤษต้องการให้เราสนับสนุนการยึดครองดินแดน ด้วยการยอมรับสินค้าจากชุมชนชาวยิวเข้ามาวางขายในร้านค้าของเรา”

เขากล่าวด้วยว่า จะมีการจัดตั้ง “มาตรการคว่ำบาตรแบบครอบคลุม” ซึ่งจะรวมถึง “ข้อยกเว้นทางศาสนาที่เหมาะสม” ด้วย

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักรบอกอีกว่า นี่คือการส่งสัญญาณถึงผู้ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดชุมชนชาวยิวผิดกฎหมายว่า “คุณจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างเต็มกำลังจากสหราชอาณาจักร”

นอกจากนี้ เขายังบอกกับสมาชิกสภาฯ ด้วยว่า สหราชอาณาจักรเห็นพ้องว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเวสต์แบงก์ พร้อมกล่าวหา “ผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน” ว่าเป็นผู้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนของตนเอง “และบ่อยครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลเพิกเฉยต่อเรื่องนี้”

“มุมมองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรคือ การยึดครองนี้ (เวสต์แบงก์) ผิดกฎหมาย เนื่องจากอิสราเอลได้ตรึงการควบคุมที่แน่นหนาขึ้น มีความตั้งใจที่จะขยายอธิปไตยอย่างถาวร และมีวาระการขยายดินแดนผ่านชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมาย”

เขายังประกาศห้ามโฆษณาเกี่ยวกับชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ภายในสหราชอาณาจักรอีกด้วย “มาตรการคว่ำบาตรนี้จะพุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายและการขยายตัวของชุมชนเหล่านั้น ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ประเทศอิสราเอล”

นายมิลิแบนด์ยังประกาศว่าสหราชอาณาจักร กำลังลงโทษคว่ำบาตรกลุ่ม “ผู้ตั้งถิ่นฐานแนวคิดสุดโต่ง” เพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วน “สนับสนุนหรือยุยงให้เกิดการใช้ความรุนแรง” ต่อชุมชนชาวปาเลสไตน์

“ผมขอประกาศด้วยว่า เรากำลังขยายขอบเขตกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อยับยั้งการขยายตัวของชุมชนชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามขัดขวางการพัฒนาโครงการ E1 (โครงการตั้งถิ่นฐานชาวยิวทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม)” มิลิแบนด์กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอล ประกาศมาตรการตอบโต้ 4 ประการ เพื่อตอบสนองต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหราชอาณาจักร

1. อิสราเอลจะปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็ม

2. อิสราเอลจะถอดตัวแทนของอังกฤษออกจากศูนย์สนับสนุนกาซาระหว่างประเทศ (International Gaza Support Center) ในเมืองคิริยัต กัต (Kiryat Gat) ทางตอนใต้ของอิสราเอล

3. อิสราเอลจะยุติกิจกรรมของอังกฤษในการฝึกฝนกองกำลังเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ในยูเดียและซามาเรีย (ชื่อที่รัฐบาลอิสราเอลใช้เรียกเขตเวสต์แบงก์) ที่อยู่ภายใต้ “ทีมสนับสนุนบริติช” ซึ่งเป็นหน่วยทหารขนาดเล็กของสหราชอาณาจักรในเมืองรามัลเลาะห์

4. อิสราเอลจะปฏิเสธการเดินทางเข้าสู่อิสราเอลของผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งชาวอังกฤษ 12 คน และคนสัญชาติอังกฤษอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่อต้านชาวยิวและต่อต้านอิสราเอล ตลอดจนผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

8 ก.ย. 2569 23:22 น.

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าไปเพื่อประเมินสถานการณ์เท่านั้น และยังไม่มีการตัดสินใดๆ ว่าจะส่งทหารไปยังเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้หรือไม่

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมสืบหาข้อเท็จจริงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหารไปยังเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า “ทีมดังกล่าวถูกส่งไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในภูมิภาคและเงื่อนไขด้านความปลอดภัย โดยภารกิจนี้ไม่ได้เป็นการตั้งสมมติฐานว่าจะมีการส่งกำลังทหารจริงๆ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลายต่อหลายครั้งเพื่อกดดันเกาหลีใต้ให้ช่วยเหลืออเมริกาในการทำสงครามกับอิหร่าน ส่วนรัฐบาลกรุงโซลยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอให้พวกเขาส่งกำลังทหารภายในเส้นตายที่ระบุไว้แต่อย่างใด

“ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหาร” กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ย้ำ

ด้านสำนักข่าว ยอนฮัป (Yonhap) ของเกาหลีใต้รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ว่า ทีมสืบหาข้อเท็จจริงได้เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังประเมินเงื่อนไขการปฏิบัติการสำหรับการส่งกำลังทหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รายงานระบุอีกว่า ทีมดังกล่าวคาดว่าจะเดินทางกลับถึงเกาหลีใต้อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐอเมริกาทำสงครามกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. โดยเตหะรานเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียเข้ากับน่านน้ำสากล

เกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่ากำลังพิจารณา “การสนับสนุน” ความพยายามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ บริเวณช่องแคบดังกล่าว พร้อมย้ำว่ายังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ

ส่วนอิหร่านออกโรงเตือนเกาหลีใต้ในวันอังคาร (8 ก.ย.) ว่า การมีส่วนร่วมทางการทหารของเกาหลีใต้ในความขัดแย้งนี้จะมี “ผลกระทบร้ายแรงตามมา”

“การส่งกำลังทหารหรือการเข้าร่วมปฏิบัติการใดๆ โดยประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ จะถือว่าเป็นการสนับสนุนโดยตรงแก่ฝ่ายที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการรุกราน และจะมีผลกระทบร้ายแรงตามมา” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุในโพสต์ภาษาเกาหลีบน X

นายบากาอียังเตือนไม่ให้เกาหลีใต้ยอมจำนนต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การกดดันและการข่มขู่จากสหรัฐฯ” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 22:11 น.

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

(ภาพจาก Truth Social/@realDonaldTrump)

ทรัมป์โพสต์ภาพแผนที่ที่สื่อว่า ดินแดนทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงแคนาดากับเม็กซิโก และดินแดนกรีนแลนด์กับประเทศไอซ์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จนทางการไอซ์แลนด์แสดงความไม่พอใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสร้างกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง หลังจากเขาโพสต์รูปแผนที่ซึ่งแสดงภาพดินแดนของ แคนาดา, กรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, เม็กซิโก และประเทศแถบแคริบเบียน ถูกระบายสีด้วยลายธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม แต่เป็นหนึ่งในหลายภาพที่ทรัมป์โพสต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพยายามเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเจ้าของดินแดนต่างๆ รวมถึงภาพที่บอกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นของสหรัฐฯ

ไอซ์แลนด์ได้ออกมาตอบโต้รูปแผนที่ดังกล่าวในวันอังคาร โดยประกาศว่าได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบ เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนว่าภาพดังกล่าวนั้น “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

ส่วนแคนาดากำลังติดอยู่ในสงครามทางการค้ากับวอชิงตัน โดยสหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตรา 50% ไปเมื่อเดือนก่อน หลังจากการเจรจาล้มเหลว ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้ของฝ่ายแคนาดา ก็เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอังคารนี้

ทรัมป์พูดมาตลอดว่า ต้องการให้แคนาดาเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ขณะที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ก็แสดงออกชัดเจนว่า เขาต้องการควบรวมดินแดนกรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ อ้างว่าเพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย จนชาติยุโรปออกมาแสดงการต่อต้านอย่างหนัก

ทั้งนี้ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์ภาพที่สร้างโดย AI หลายสิบภาพ รวมถึงภาพการ์ตูนรูปตัวเขาเองขณะกำลังแข่งฮอกกี้น้ำแข็งกับ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา โดยในภาพทรัมป์พูดกับนายคาร์นีย์ ที่นอนอยู่บนลานน้ำแข็งว่า “ลุกขึ้นมาสิ ผู้ว่าการ”

ในอีกโพสต์หนึ่ง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นทรัมป์กำลังต้อนรับ จอร์จ วอชิงตัน ผู้ก่อตั้งและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

8 ก.ย. 2569 16:56 น.

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียพร้อมกัน 4 เมือง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย และเกิดเพลิงไหม้โรงกลั่น-คลังน้ำมันหลายแห่ง การโจมตีระลอกใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มลง และซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังตึงเครียดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ 8 ก.ย. โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีเมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ อับฮา, ญาซาน, นัจราน และคามิส มูไชต์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลกี โฆษกกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า การโจมตีส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย ขณะที่กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตียังทำให้เกิดเพลิงไหม้ในโรงงานน้ำมันและสาธารณูปโภคหลายแห่งในพื้นที่ทางตอนใต้

เจ้าหน้าที่ต้องระงับการดำเนินงานของโรงงานและระบบสาธารณูปโภคบางแห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่หน่วยดับเพลิงเร่งเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองญาซาน ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ

อัล-มาลกีประณามการโจมตีว่าเป็น “การยกระดับสถานการณ์อย่างร้ายแรง” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของซาอุดีอาระเบียอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้พักอาศัยในประเทศ เขายืนยันว่า กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียจะดำเนินมาตรการทางทหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อยับยั้งกลุ่มฮูตี และเผชิญหน้ากับกลุ่มดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กลุ่มฮูตีออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในเยเมนในช่วงที่ผ่านมา

ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี กล่าวในแถลงการณ์บันทึกเทปว่า กลุ่มฮูตีใช้ขีปนาวุธนำวิถีและโดรนจำนวนหลายสิบลำโจมตีโรงงานน้ำมันและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มฮูตีระบุว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเมืองญาซาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกของบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย อารามโก ในเมืองนัจรานและอับฮา และฐานทัพอากาศกษัตริย์คอลิดในเมืองคามิส มูไชต์ ซารีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นฝ่ายทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรง พร้อมเตือนว่า การโจมตีเยเมนจะได้รับการตอบโต้จากกลุ่มฮูตี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังกลุ่มฮูตีกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินโจมตีเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดอัล-จาวฟ์ ทางตอนเหนือของเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน รวมถึงเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 7 คน ตามข้อมูลของกลุ่มฮูตี

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีต้องล่มสลาย

ชนวนความขัดแย้งรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีพยายามนำเครื่องบินจากกรุงเตหะรานของอิหร่านเข้าสู่กรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เพื่อท้าทายมาตรการปิดล้อมทางอากาศและทางทะเลที่กองกำลังผสมซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียดำเนินมานานนับทศวรรษ

กองกำลังผสมตอบโต้ด้วยการโจมตีรันเวย์สนามบินกรุงซานา ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ จากนั้นกลุ่มฮูตีเปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง

การสู้รบยังขยายไปยังพื้นที่หลายแห่งทางตะวันตกของเยเมน โดยกองกำลังรัฐบาลอ้างว่าสามารถยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มฮูตีได้ในจังหวัดโฮเดดาและไทซ์ รวมถึงเดินหน้าโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในจังหวัดอัล-จาวฟ์ มาริบ และอัล-เบย์ดา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า การสู้รบรอบล่าสุดทำให้ประชาชนประมาณ 18,500 คน ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนในจังหวัดไทซ์และโฮเดดา โดยหลายครอบครัวเคยต้องพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง.

ที่มา Reuters / Associated Press

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

8 ก.ย. 2569 16:34 น.

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียกลับมาเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และเกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งระงับการโจมตีกรุงเคียฟชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ขณะทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนรัสเซียและยูเครนเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากในช่วงข้ามคืนเข้าสู่เช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 คน โดยเสียงระเบิดดังขึ้นทั่วกรุงเคียฟในช่วงเช้ามืด ขณะที่เกิดไฟไหม้และกลุ่มควันลอยปกคลุมหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องลงไปหลบภัยในชั้นใต้ดินและสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียระงับการโจมตีกรุงเคียฟเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงมอสโกและกรุงเคียฟ เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ทันทีที่ทูตสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็เปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขีปนาวุธนำวิถีของเขาพูดได้ดังกว่าคำพูดเรื่องการทูต”

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีอยู่ที่กรุงเคียฟและภูมิภาคโอเดซาทางตอนใต้ โดยกองกำลังยูเครนสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูก ขีปนาวุธร่อน 31 ลูก และโดรน 142 ลำ ขณะที่พบจุดได้รับความเสียหายจากการโจมตี 29 แห่ง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้มีความซับซ้อนและดูเหมือนถูกวางแผนมาเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด โดยมีการใช้ทั้งขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และโดรนโจมตีแบบชาเฮด เซเลนสกีระบุว่า อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภูมิภาคของยูเครน

ที่เมืองโอเดซา ตลาดแห่งหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่เมืองคาร์คิฟมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และอาคารหลายชั้นได้รับความเสียหาย ส่วนในภูมิภาคซูมี รถจักรดีเซลของขบวนรถไฟเส้นทางเคียฟ-ซูมีถูกโจมตีขณะอยู่ที่สถานีรถไฟ ขณะที่ภูมิภาคซาปอริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

หน่วยงานฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครนระบุว่า กรุงเคียฟเกิดความเสียหายและไฟไหม้ในอย่างน้อย 5 เขต และฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างน้อย 16 จุด

หนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายคือเขตโฮโลซีอีฟสกี ซึ่งอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยสูง 26 ชั้นถูกโจมตี และเกิดไฟลุกลามไปยังอาคารอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ได้หลายราย รวมถึงอพยพผู้พักอาศัยจากอาคารที่พักสูง 16 ชั้น

ในเขตโซโลเมียนสกี ประชาชนติดอยู่ภายในอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างน้อย 10 คน ขณะที่ยังพบเหตุเพลิงไหม้ในเขตดาร์นิตสกีและโพดิลสกี

วิตคอฟฟ์และคุชเนอร์เดินทางเยือนกรุงมอสโกเมื่อวันเสาร์ และพบประธานาธิบดีปูติน ก่อนเดินทางต่อมายังกรุงเคียฟเพื่อพบประธานาธิบดีเซเลนสกีเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นการเยือนยูเครนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองคนในความพยายามรอบใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

หลังการหารือ วิตคอฟฟ์กล่าวว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าอย่างเป็นสาระสำคัญ” และแสดงความหวังว่าอาจสามารถรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพแบบ 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนได้อีกครั้ง เขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อยุติการนองเลือดและผลักดันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

ด้านทำเนียบเครมลินระบุว่า รัสเซียไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดการเจรจา 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสถานที่หรือกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการเจรจา

เซเลนสกีให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายลดระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากรัสเซียมักโจมตีโครงข่ายพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว นับตั้งแต่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าและระบบทำความร้อนในช่วงอุณหภูมิอาจลดต่ำถึงติดลบ 20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีเปิดเผยว่า การหารือช่วงสุดสัปดาห์ยังครอบคลุมข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่งธัญพืช รวมถึงการส่งออกน้ำมันและก๊าซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตุรกีเกี่ยวกับการพักรบสำหรับการโจมตีในทะเลดำ โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าว “ไม่สมจริง” และ “ไม่สามารถตรวจสอบได้”.

ที่มา Reuters / Associated Press / AFP

โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

โจรบุก "พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์" ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

8 ก.ย. 2569 15:32 น.

โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

คนร้าย 2 คนบุกพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสช่วงเช้ามืดวันนี้ ก่อนขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น มูลค่ารวมราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท แต่ทำภาพวาดตกไว้ 1 ชิ้นขณหลบหนี ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวและเปิดการสอบสวนคดีโจรกรรม

เกิดเหตุโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ออกุสต์-เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ จังหวัดอาลป์-มารีตีม ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (8 ก.ย.) โดยคนร้ายอย่างน้อย 2 คนบุกเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์และขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น

ไบรอัน แมสซง นายกเทศมนตรีเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ เปิดเผยว่า ระบบสัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นเมื่อเวลา 05.48 น. และเพียง 5 นาทีต่อมา ในเวลา 05.53 น. ตำรวจเทศบาลก็เดินทางถึงที่เกิดเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดของเมืองสามารถบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนไว้ได้ โดยระหว่างก่อเหตุพบว่าคนร้ายกำลังตัดภาพวาดออกจากกรอบ ก่อนนำผลงานศิลปะออกจากพิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ขณะหลบหนี คนร้ายได้ทิ้งภาพวาดหนึ่งในผลงานที่ขโมยมา ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกลับคืนมาได้

นายกเทศมนตรีระบุว่า ผลงานศิลปะที่ถูกขโมยไปมีมูลค่าประเมินราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท ขณะที่ตำรวจทั้งในระดับเทศบาลและตำรวจแห่งชาติถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

นายกเทศมนตรีแมสซงกล่าวว่า การบุกโจรกรรมพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ไม่ได้เป็นเพียงการขโมยทรัพย์สิน แต่ถือเป็นการทำลายส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินแผนยกระดับความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์และปกป้องผลงานศิลปะ ซึ่งเป็นมรดกที่เป็นของประชาชนทุกคน

พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ภายในบ้านพักหลังสุดท้ายของ ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir) จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ ซึ่งเสียชีวิตในปี 1919

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงทั้งเครื่องเรือนและสิ่งของส่วนตัวของเรอนัวร์ รวมถึงขาตั้งวาดภาพและรถเข็นของเขา ตลอดจนผลงานศิลปะประเภทภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ และภาพเปลือยที่ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์

เหตุโจรกรรมครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเหตุสะเทือนขวัญที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส ซึ่งคนร้ายขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องประดับสำคัญของราชวงศ์ฝรั่งเศสจำนวน 8 ชิ้นจากห้องแสดงงานในแกลเลอรีอพอลโล โดยจนถึงขณะนี้ของกลางยังไม่ถูกพบ แม้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจะดำเนินการค้นหาอย่างกว้างขวาง และประสานงานกับตำรวจในเบลเยียม อิตาลี และประเทศอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีลูฟวร์ได้ 4 คน แต่ยังไม่สามารถติดตามผลงานและเครื่องประดับที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้

หลังเกิดเหตุหลายครั้ง กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงได้เปิดเผยแผนปฏิบัติการ 33 มาตรการ ซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้พิพิธภัณฑ์นำวัตถุจัดแสดงบางชิ้นออกจากตู้โชว์เป็นการชั่วคราว เพื่อเก็บไว้ในสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเหมาะสม จนกว่าจะสามารถปรับปรุงระบบป้องกันได้

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้อยคอทองคำโบราณจาก “สมบัติแห่งวีซ์” (Treasure of Vix) ซึ่งเป็นโบราณวัตถุจากยุคเซลต์และมีอายุราว 2,500 ปี ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเมืองชาเตียง-ซูร์-แซน ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของความพยายามโจรกรรมมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คนร้ายยังบุกพิพิธภัณฑ์ลาลิก ในเมืองวิงเงิน-ซูร์-โมแดร์ ทางตอนเหนือของเมืองสตราสบูร์ก และขโมยเครื่องประดับหลายรายการ มูลค่าความเสียหายประเมินกว่า 4.5 ล้านยูโร

เหตุโจรกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องเร่งทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการป้องกันผลงานศิลปะและโบราณวัตถุที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ.

ที่มา AFP / Le Parisien / BBC