สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

7 พ.ค. 2569 05:34 น.

สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

นักวิชาการชาวฝรั่งเศสรายหนึ่งกำลังถูกสอบสวนฐานกุเรื่องรางวัลด้านนิรุกติศาสตร์ ที่เลียนแบบรางวัลโนเบลขึ้นมา เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ชนะรางวัลนั้นเสียเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 พ.ค. 2569 ว่า ฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ (Florent Montaclair) จากเมืองเบซองซง ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ได้รับเหรียญทองเกียรติยศด้านนิรุกติศาสตร์ (Philology) ในปี 2559 ในพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ อาคารรัฐสภาในกรุงปารีส โดยมีรัฐมนตรีและผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายท่านเข้าร่วมงาน

ทว่า รางวัลดังกล่าวกลับเป็นเรื่องลวงโลก เช่นเดียวกับองค์กรที่อ้างว่าเป็นผู้มอบรางวัลอย่าง “สมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติ” (International Society of Philology) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทั้งสองสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยมงตาแคลร์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประวัติทางวิชาการของตนเอง

อนึ่ง นิรุกติศาสตร์ หรือ Philology คือการศึกษาภาษาผ่านตัวบทและเอกสารโบราณ

ตอนนี้ พนักงานสอบสวนในเมืองเบซองซงกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีการละเมิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่มงตาแคลร์สอนมานานกว่า 20 ปี ได้สั่งพักงานเขาอย่างไม่มีกำหนด

“มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เลยทีเดียว” โปล-เอดัวร์ ลาลัวส์ อัยการผู้รับผิดชอบการสอบสวนกล่าว

ตามข้อมูลจากลาลัวส์ระบุว่า มงตาแคลร์เริ่มแผนการลวงโลกนี้ในปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเบซองซงลงพาดหัวข่าวว่า “ชายท้องถิ่นติดโผผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล”

รายงานข่าวในตอนนั้นระบุว่า มงตาแคลร์ติด 1 ใน 5 รายชื่อสุดท้ายของรางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติ ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันก็มีรายงานว่าเขาเป็นผู้ชนะรางวัล และในเดือนมิถุนายนปีถัดมา พิธีมอบรางวัลก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปารีส

ต่อมาในปีเดียวกัน เรื่องราวนี้ได้ยกระดับไปอีกขั้น เมื่อนายมงตาแคลร์ได้ต้อนรับ โนม ชอมสกี นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งในขณะนั้นอายุ 88 ปี ในพิธีที่จัดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อมอบเหรียญทองกิตติมศักดิ์จากสมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติ ให้แก่ตัวเขา

วิดีโอของพิธีดังกล่าวสามารถรับชมได้ทางออนไลน์ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ของสมาคมปลอมนี้ ที่ระบุรายชื่อผู้ได้รับรางวัลย้อนหลังไปจนถึงปี 2510 ซึ่งมีชื่อของ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลีรวมอยู่ด้วย แต่ความไม่เป็นมืออาชีพของเว็บไซต์นั้นควรจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นตั้งนานแล้ว

ในขณะเดียวกัน มงตาแคลร์ยังได้เสริมแต่งประวัติของตัวเองให้ดูดียิ่งขึ้น ด้วยการอ้างว่าได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิรุกติศาสตร์และการศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลูอิส รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่พบประวัติการมีอยู่ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย

“เหรียญทองด้านนิรุกติศาสตร์เป็นสิ่งที่นายฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ สร้างขึ้นมาเองล้วนๆ โดยเขามอบรางวัลให้ตัวเองผ่านการแทรกแซงของสมาคมทางวิชาการที่เขาสร้างขึ้นมาเองเห็นๆ และมหาวิทยาลัยที่มีตัวตนอยู่แค่บนเว็บไซต์เท่านั้น” อัยการลาลัวส์กล่าว

เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดโปงหลังจากที่มงตาแคลร์ระบุชื่อ อูเจน ซิมิออน นักนิรุกติศาสตร์ชาวโรมาเนีย เป็นผู้ได้รับรางวัลคนถัดไป ซึ่งข่าวดังกล่าวกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโรมาเนีย แต่กลับสะกิดใจทีมผู้สื่อข่าวที่นั่นจนเริ่มมีการตั้งข้อสงสัยและสืบหาความจริงในที่สุด

แต่ถึงแม้ความจริงจะเริ่มปรากฏในปี 2562 แต่เรื่องนี้กลับไม่เป็นที่สังเกตในฝรั่งเศส โดยมงตาแคลร์ยังคงทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อไปได้ตามปกติ

ความจริงเพิ่งจะมาถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน เมื่อมงตาแคลร์มีกำหนดการที่จะเป็นประธานในการอภิปรายหัวข้อ “ข่าวปลอม” (Fake News) และมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจำได้ว่าเคยได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาจากทางโรมาเนีย

หนังสือพิมพ์ Le Monde รายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มงตาแคลร์บอกกับตำรวจว่า “ผมเดาว่าคงเป็นเรื่องเหรียญรางวัลสินะ” และเขาสารภาพว่าได้สั่งทำเหรียญนั้นจากช่างอัญมณีเพียงไม่นานก่อนจะมีพิธีที่ปารีส โดยเสียค่าใช้จ่ายไป 250 ยูโร (ราว 9,500 บาท)

“มันไม่ใช่การต้มตุ๋น แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างรางวัลเกียรติยศใหม่ขึ้นมาในโลกวิชาการ เพียงแต่เป็นความพยายามที่ล้มเหลวเท่านั้น” นายมงตาแคลร์กล่าว

ขณะนี้สำนักงานอัยการจำเป็นต้องตัดสินใจว่า การกุเรื่องรางวัลนี้ขึ้นมาช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของมงตาแคลร์โดยมิชอบหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็อาจเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าเขากระทำความผิดทางอาญา

ส่วนนายมงตาแคลร์แก้ต่างว่า การสร้างรางวัลที่ไม่มีมูลค่าขึ้นมานั้นไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวมันเอง และสื่อท้องถิ่นต่างหากที่เป็นฝ่ายหยิบยกไปเปรียบเทียบว่าเป็น “รางวัลโนเบล” เอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

7 พ.ค. 2569 03:49 น.

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ มีการพูดคุยกับอิหร่านที่ดีมากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และยืนยันว่า ไม่มีการขีดเส้นตายว่าอิหร่านจะตอบข้อเสนอฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ เมื่อใด

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มีการ “พูดคุยที่ดีมาก” กับอิหร่านในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และย้ำด้วยว่า ไม่มีการกำหนดเส้นตาย ว่าเขาคาดหวังจะได้รับคำตอบจากรัฐบาลเตหะราน เรื่องข้อเสนอยุติสงครามของสหรัฐฯ เมื่อใด

“เราอยู่ในสถานะที่ดี” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ “ตอนนี้เรากำลังไปได้สวย และเราต้องได้ในสิ่งที่เราควรจะได้ ถ้าเราไม่ได้ตามนั้น เราก็จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้คือ พวกเขาเองก็ต้องการทำข้อตกลง”

ทรัมป์เสริมว่า “เป็นไปได้มากว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้”

เมื่อถูกถามว่ามีการกำหนดเส้นตายในการรอฟังคำตอบจากอิหร่านต่อข้อเสนอฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ หรือไม่ นายทรัมป์ก็ส่งสัญญาณว่า กรอบเวลายังคงเปิดกว้าง “ไม่มีเส้นตายหรอก เดี๋ยวรอดู มันจะเกิดขึ้นเอง แต่มันไม่มีเส้นตาย”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอ้างอีกครั้งว่า อิหร่านได้ยอมรับข้อเรียกร้องหลักของเขา เรื่องที่อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว

“อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ และพวกเขาจะไม่มี ซึ่งพวกเขาก็ตกลงตามนั้น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดว่าอิหร่านได้ตกลงหรือปฏิเสธในประเด็นใดไปแล้วบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

7 พ.ค. 2569 03:25 น.

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้สามารถกลับมาเดินเรือได้อย่างเสรีอีกครั้ง พร้อมเชิญชวนนานาชาติร่วมภารกิจคุ้มกันการขนส่งสินค้า

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เรียกร้องให้มีการกลับมาเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากได้ต่อสายตรงพูดคุยกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ในวันพุธที่ผ่านมา

“ทุกฝ่ายต้องยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข เราต้องกลับไปสู่กฎแห่งเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเต็มที่และยั่งยืนเหมือนเช่นที่เป็นมาก่อนเกิดความขัดแย้ง” มาครงระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์ผ่าน X

ผู้นำฝรั่งเศสยังได้สนับสนุนให้ประเทศอื่นๆ พิจารณาเข้าร่วม “ภารกิจพหุภาคี” ที่เสนอโดยฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของภารกิจเช่นนี้ ผมได้เชิญชวนให้ประธานาธิบดีอิหร่านคว้าโอกาสนี้ไว้ และผมตั้งใจที่จะหารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์ ต่อไป” มาครงกล่าว

“การกลับคืนสู่ความสงบในช่องแคบจะช่วยผลักดันการเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์ ประเด็นขีปนาวุธ และสถานการณ์ในภูมิภาคให้ก้าวหน้าขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ โดยตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อทางการของอิหร่านระบุว่า ในระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์กับมาครง ประธานาธิบดีเปเซชเคียนได้กล่าวถึง ความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งที่อิหร่านมีต่อสหรัฐอเมริกาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพสหรัฐฯ ยิงสกัดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่าน ขณะพยายามเข้าท่าเรือ

กองทัพสหรัฐฯ ยิงสกัดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่าน ขณะพยายามเข้าท่าเรือ

7 พ.ค. 2569 02:02 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยิงสกัดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่าน ขณะพยายามเข้าท่าเรือ

กองทัพสหรัฐฯ ยิงปืนเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่านในอ่าวโอมาน ขณะที่เรือลำนี้พยายามมุ่งหน้าสู่ท่าเรือของอิหร่าน ทำให้เรือลำนี้ใช้การไม่ได้แล้ว

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพได้ปฏิบัติการทำให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่านลำหนึ่งในอ่าวโอมานไม่สามารถใช้การได้ โดยใช้เครื่องบินขับไล่ยิงกระสุน “หลายระลอก” เข้าใส่หางเสือเรือ หลังจากเรือลำดังกล่าวพยายามเดินเรือมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน

CENTCOM ระบุผ่าน X ว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “เอ็ม/ที ฮาสนา” (M/T Hasna) กำลังเดินเรืออยู่ในน่านน้ำสากลเพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมาน โดยกองกำลังสหรัฐฯ ประกาศเตือนหลายครั้ง ว่าเรือลำนี้กำลังละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

“หลังจากลูกเรือฮาสนาไม่ปฏิบัติตามคำเตือนที่แจ้งไปหลายครั้ง กองทัพสหรัฐฯ จึงตัดสินใจทำให้หางเสือของเรือบรรทุกน้ำมันใช้การไม่ได้ โดยการให้เครื่องบินขับไล่ เอฟ/เอ-18 ซูเปอร์ ออร์เน็ต ที่ส่งมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ยิงกระสุนจากปืนใหญ่ขนาด 20 มม.เข้าใส่หลายนัด”

CENTCOM ระบุอีกว่า “ขณะนี้เรือฮาสนาไม่สามารถมุ่งหน้าไปยังอิหร่านได้อีกต่อไป”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันประปรายระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะมีการประกาศหยุดยิงมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันอังคารว่าข้อตกลงหยุดยิงนั้นยังมีผลอยู่

อย่างไรก็ตาม พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม แถลงข่าวเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ไปแล้วมากกว่า 10 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มมีการหยุดยิง

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันอังคารว่า แม้การเจรจาทางการทูตระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะมีความคืบหน้า แต่เขาจะยังคงดำเนินมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่ จะหวนโจมตีอิหร่าน หากทำข้อตกลงไม่สำเร็จ

ทรัมป์ขู่ จะหวนโจมตีอิหร่าน หากทำข้อตกลงไม่สำเร็จ

7 พ.ค. 2569 00:40 น.

ทรัมป์ขู่ จะหวนโจมตีอิหร่าน หากทำข้อตกลงไม่สำเร็จ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่อิหร่านว่าการโจมตีจะเริ่มต้นอีกครั้งและรุนแรงกว่าเดิม หากทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงระหว่างกันไม่สำเร็จ ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลง

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกคำเตือนครั้งใหม่ถึงอิหร่าน โดยระบุว่าหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ “การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้นขึ้น” และจะมีความรุนแรงรวมถึงความเข้มข้นที่ “เหนือกว่าระดับที่เคยเป็นมา”

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า “หากสมมติว่าอิหร่านตกลงที่จะมอบในสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งก็อาจจะเป็นการสมมติที่ยิ่งใหญ่ไปหน่อย ปฏิบัติการ “Epic Fury” ที่เป็นตำนานอยู่แล้วก็จะสิ้นสุดลง และการปิดล้อมที่มีประสิทธิภาพสูงจะเปิดทางให้ช่องแคบฮอร์มุซ เปิดกว้างสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย”

“แต่ถ้าพวกเขาไม่ตกลง การทิ้งระเบิดจะเริ่มขึ้น และมันจะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความรุนแรงและความเข้มข้นของมันจะสูงกว่าเดิมมาก”

แม้ประธานาธิบดีจะยังเปิดช่องสำหรับการเจรจา ซึ่งเขากล่าวว่าจะเป็นจุดจบของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แต่เขาก็เสริมว่ามันอาจจะเป็น “การคาดเดาครั้งใหญ่” ว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งแก่ผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ว่า ปฏิบัติการ “Epic Fury” ได้สิ้นสุดลงแล้ว “ปฏิบัติการสิ้นสุดลงแล้ว สำหรับ “Epic Fury” นั้น ตามที่ประธานาธิบดีได้แจ้งต่อสภาคองเกรส เราได้ผ่านพ้นขั้นตอนนั้นมาแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้พิพากษาเกาหลีใต้ ผู้เพิ่มโทษอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถูกพบเป็นศพ

ผู้พิพากษาเกาหลีใต้ ผู้เพิ่มโทษอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถูกพบเป็นศพ

6 พ.ค. 2569 23:36 น.

ผู้พิพากษาเกาหลีใต้ ผู้เพิ่มโทษอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถูกพบเป็นศพ

ตำรวจเกาหลีใต้พบศพผู้พิพากษาชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อวันพุธ โดยเขาคือผู้ที่ตัดสินเพิ่มโทษอดีตสตรีหมายเลข 1 ให้จำคุกนานขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเดือนที่ผ่านมา

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สืบสวนประจำสถานีตำรวจเขตซอโช เปิดเผยว่า พบร่างของนาย ชิน จง-โอ ในสภาพหมดสติเมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ณ อาคารศาลสูงกรุงโซล โดยนายชินถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้ว

ตำรวจยืนยันว่า ไม่พบร่องรอยของการฆาตกรรมหรือการกระทำผิดทางอาญาในการเสียชีวิตครั้งนี้ ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นายชินได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนยืนยันว่าไม่พบจดหมายดังกล่าว

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายชินทำหน้าที่เป็นประธานในศาลอุทธรณ์คดีของนาง คิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งเกาหลีใต้ วัย 53 ปี โดยตัดสินว่าเธอมีความผิดจริงในข้อหาปั่นหุ้นและรับสินบน พร้อมทั้งสั่งเพิ่มโทษจำคุกจากเดิม 20 เดือน เป็น 4 ปี

การเพิ่มโทษมีขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องเธอในข้อหาปั่นหุ้น แต่คำตัดสินดังกล่าวได้ถูกพลิกในชั้นอุทธรณ์ โดยในขณะนั้น นายชินกล่าวว่า คิม “ล้มเหลวที่จะยอมรับความผิดของตนเอง แต่กลับใช้การแก้ตัวอย่างต่อเนื่องแทน”

เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวทิ้งท้ายในวันพุธว่า “ครอบครัวของผู้พิพากษาอยู่ในอาการโศกเศร้าอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” และขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง CNN-บุกเบิกข่าวเคเบิลทีวี เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง CNN-บุกเบิกข่าวเคเบิลทีวี เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

6 พ.ค. 2569 22:40 น.

เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง CNN-บุกเบิกข่าวเคเบิลทีวี เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ CNN และบุกเบิกข่าวเคเบิลทีวี ถึงแก่กรรมแล้วขณะมีอายุ 87 ปี ฝากผลงานมากมายทั้งในวงการสื่อ, การกุศล และอื่นๆ

บริษัท เทอร์เนอร์ เอนเตอร์ไพรส์ (Turner Enterprises) ออกแถลงการณ์ระบุว่า เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ในโลกสื่อและนักการกุศลผู้ก่อตั้ง CNN เครือข่ายข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกที่ปฏิวัติวงการข่าวโทรทัศน์ ถึงแก่กรรมแล้วในวันพุธที่ 6 พ.ค. 2569 รวมอายุได้ 87 ปี

เทอร์เนอร์ เป็นนักธุรกิจจากแอตแลนตา ได้รับฉายาว่า “The Mouth of the South” (จอมโวแห่งแดนใต้) จากนิสัยที่พูดจาตรงไปตรงมา เขาได้สร้างอาณาจักรสื่อที่ครอบคลุมทั้ง สถานีซูเปอร์สเตชันเคเบิลทีวีแห่งแรก, ช่องภาพยนตร์และช่องการ์ตูนยอดนิยม รวมถึงทีมกีฬาอาชีพอย่าง แอตแลนตา เบรฟส์ (Atlanta Braves)

นอกจากนี้ เทอร์เนอร์ยังเป็นนักเล่นเรือใบระดับโลก นักการกุศลผู้ก่อตั้ง “มูลนิธิสหประชาชาติ” (United Nations Foundation) นักกิจกรรมที่รณรงค์เพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก และนักอนุรักษ์ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

เขายังมีบทบาทสำคัญในการนำ “ไบซัน” กลับคืนสู่พื้นที่ตะวันตกของอเมริกา และยังเป็นผู้สร้างการ์ตูน “กัปตันแพลนเน็ต” (Captain Planet) เพื่อปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ อีกด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้เขาโด่งดังที่สุด คือวิสัยทัศน์ในการนำเสนอข่าวจากทั่วโลกแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในเวลาต่อมา

อาณาจักรโทรทัศน์ของเขายังรวมถึงช่อง TBS, TNT, Turner Classic Movies และ Cartoon Network

ในปี 2534 เทอร์เนอร์ได้รับเลือกให้เป็น “บุคคลแห่งปี” ของนิตยสาร Time ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพลต่อพลวัตของเหตุการณ์โลก และทำให้ผู้ชมใน 150 ประเทศกลายเป็นพยานร่วมในหน้าประวัติศาสตร์ได้ทันที”

แม้ในที่สุดเทอร์เนอร์จะขายเครือข่ายธุรกิจของเขาให้กับ Time Warner และก้าวออกจากวงการในภายหลัง แต่เขายังคงแสดงความภาคภูมิใจใน CNN เสมอ โดยยกย่องว่าเป็น “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในชีวิตของเขา

“เท็ดเป็นผู้นำที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เขาเด็ดเดี่ยว ไร้ความกลัว และพร้อมเสมอที่จะเดิมพันกับสัญชาตญาณและความเชื่อมั่นของตัวเอง” มาร์ค ทอมป์สัน ประธานและซีอีโอของ CNN Worldwide ระบุในแถลงการณ์

“เขาเป็นและจะเป็นจิตวิญญาณของ CNN ตลอดไป เท็ดคือยักษ์ใหญ่ที่พวกเรายืนอยู่บนไหล่ของเขา และวันนี้เราทุกคนจะขอใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อระลึกถึงเขาและสิ่งที่เขาสร้างไว้ให้กับชีวิตของเราและต่อโลกใบนี้”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 ก่อนวันเกิดครบรอบ 80 ปีเพียงไม่กี่เดือน เทอร์เนอร์เปิดเผยว่าเขาป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมจากสาร ลิววี่บอดี้ (Lewy body dementia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองที่ลุกลามตามกาลเวลา ต่อมาในช่วงต้นปี 2568 เขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการปอดบวมเล็กน้อย ก่อนจะพักฟื้นที่สถานฟื้นฟูสมรรถภาพ

เท็ด เทอร์เนอร์ เคยมีภรรยา 3 คน ได้แก่ จูเลีย เกล นายน์ (2503-2507), เจน เชอร์ลีย์ สมิธ (2509-2531) และ เจน ฟอนดา (2534-2544) มีบุตร 5 คน หลาน 14 คน และเหลนอีก 2 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเผย กำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ

อิหร่านเผย กำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ

6 พ.ค. 2569 22:04 น.

อิหร่านเผย กำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ

ทางการอิหร่านเผยว่า กำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ โดยจะส่งคำตอบผ่านปากีสถานในเร็วๆ นี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างกันได้

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 อิหร่านแถลงว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐอเมริกา หลังจากมีแหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลเตหะรานใกล้จะบรรลุบันทึกความเข้าใจ (Memorandum) ความยาวหนึ่งหน้ากระดาษ เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน โดยจะทิ้งประเด็นที่ซับซ้อนอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไว้เพื่อหารือกันในภายหลัง

ตามรายงานของสำนักข่าว ISNA ของอิหร่าน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า พวกเขาจะส่งคำตอบของข้อเสนอใหม่ดังกล่าวในเร็วๆ นี้ผ่าน ปากีสถาน ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาสันติภาพเพียงแห่งเดียวในสงครามครั้งนี้ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักในการส่งสารระหว่างทั้งสองฝ่าย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความในช่วงเช้ามืด (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของข้อเสนอ แต่กล่าวว่าสงครามจะยุติลงได้หาก “อิหร่านตกลงที่จะมอบสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้” และให้สัมภาษณ์กับ New York Post ในภายหลังว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาเรื่องการพบปะหน้ากันเพื่อลงนามข้อตกลง

แหล่งข่าวจากปากีสถานและผู้ที่ได้รับทราบข้อมูลการเจรจา ยืนยันข้อมูลที่สำนักข่าว Axios รายงานว่า บันทึกความเข้าใจความยาวหนึ่งหน้านี้ประกอบด้วย ข้อตกลง 14 ประการ เพื่อยุติสงครามอย่างเป็นทางการ

หากมีการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น แหล่งข่าวระบุว่าจะมีการหารือในหัวข้อต่อไปนี้ตามมาได้แก่ การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และ การตกลงเรื่องข้อจำกัดในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยแหล่งข่าวยืนยันว่า “เราจะปิดดีลนี้ในเร็วๆ นี้ เราใกล้จะถึงจุดนั้นแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง "การรวมชาติ" ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

6 พ.ค. 2569 15:10 น.

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือแก้รัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ ตัดถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับ“การรวมชาติ”ออก ระบุสถานะดินแดนใหม่ชัดเจนว่า มีพรมแดนติดกับเกาหลีใต้ สะท้อนแนวทางคิม จอง อึน ที่ต้องการให้สองเกาหลีแยกจากกัน

สำนักข่าว Reuters ได้ตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยพบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะได้รับการอนุมัติในการประชุมสภาประชาชนสูงสุดของเปียงยางเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่เกาหลีเหนือกำหนด “ขอบเขตดินแดน” ลงในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ศาสตราจารย์ อี จอง ชอล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล เปิดเผยว่ามาตราที่ 2 ฉบับใหม่ ระบุว่าดินแดนของเกาหลีเหนือครอบคลุมพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับ จีน และ รัสเซีย ทางตอนเหนือ และติดกับเกาหลีใต้ทางตอนใต้ รวมถึงน่านน้ำและน่านฟ้าที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม แม้จะระบุพรมแดนโดยรวม แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้กำหนดแนวเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสองเกาหลีอย่างชัดเจน และไม่ได้กล่าวถึงพื้นที่พิพาททางทะเล เช่น เส้นแบ่งเขตทางทะเลทางตอนเหนือในทะเลเหลือง

นอกจากนี้ ยังมีการปรับถ้อยคำเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำ โดยกำหนดให้ คิม จอง อึน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการรัฐ เป็นประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ แทนคำเดิมที่ระบุว่าเป็นผู้นำสูงสุดที่เป็นตัวแทนของรัฐ

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขยังระบุชัดเจนว่า อำนาจควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศอยู่ภายใต้ประธานคณะกรรมาธิการกิจการรัฐ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า คิม จอง อึน มีอำนาจโดยตรงเหนือคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

ขณะที่ในหมวดกลาโหมยังระบุว่า เกาหลีเหนือเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์ที่มีความรับผิดชอบ และจะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป เพื่อปกป้องความอยู่รอดของประเทศ ยับยั้งสงคราม และรักษาเสถียรภาพในระดับภูมิภาคและโลก

สื่อเกาหลีใต้รายงานเพิ่มเติมว่า การที่ไม่มีการระบุแนวเขตแดนระหว่างสองเกาหลีอย่างชัดเจน อาจสะท้อนความพยายามของเปียงยางในการหลีกเลี่ยงการสร้างความตึงเครียดใหม่ในทันที แม้จะผลักดันแนวคิดสองรัฐศัตรู ของคิม จอง อึน ให้กลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ตาม

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2024 คิม จอง อึน เคยเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้เกาหลีใต้เป็นศัตรูหลักของประเทศ และย้ำว่าดินแดนของเกาหลีเหนือแยกออกจากเกาหลีใต้อย่างสิ้นเชิง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ มีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้มากขึ้น และปฏิเสธข้อเสนอเจรจาหลายครั้งจากประธานาธิบดี อี แจ มยอง ขณะที่คณะผู้แทนถาวรของเกาหลีเหนือต่อสหประชาชาติยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ

ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ

6 พ.ค. 2569 14:45 น.

ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บอีก 36 ราย ตามรายงานของสื่อโทรทัศน์ของรัฐ

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ภายในศูนย์การค้า Arghavan Shopping Center ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง อันดิชีห์ กรุงเตหะราน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

ภาพวิดีโอจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งออกมาจากอาคารหลายชั้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

รายงานระบุว่า เพลิงไหม้ในอาคารพาณิชย์ลักษณะนี้มักมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิดและมีผู้คนจำนวนมาก รวมถึงมีวัสดุไวไฟสะสมอยู่ภายใน เช่น ร้านค้าและโกดังสินค้า ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก

เบื้องต้นยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร โดยเฉพาะในช่วงที่มีการหยุดยิงอย่างเปราะบางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินมาได้ประมาณ 3 สัปดาห์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต.

ที่มา : AP