วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

14 พ.ค. 2569 09:39 น.

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่ง ราคาพลังงานขาขึ้น และความตึงเครียดทางการเมืองภายในเฟด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรองนายเควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำสถาบันการเงินทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง

รายงานข่าวระบุว่า การลงมติส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวแบ่งขั้วทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้การรับรองตัวนายวอร์ชเคยเผชิญอุปสรรค หลังวุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้ประกาศจะขัดขวางการแต่งตั้ง จนกว่ากระทรวงยุติธรรมจะเสร็จสิ้นการสอบสวนนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หลังการสอบสวนถูกยุติลงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เส้นทางสู่การรับรองของนายวอร์ชจึงเปิดทางอีกครั้ง

โดยนายวอร์ช วัย 56 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด กำลังจะเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐ โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดต่อเนื่องมานาน 5 ปี และล่าสุดยิ่งเร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูง ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดยังเผชิญความเห็นแตกแยกภายในอย่างหนัก โดยมีจำนวนเสียงคัดค้านการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปีเมื่อเดือนก่อน.

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือปมสงครามอิหร่าน

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน "ทรัมป์-สี จิ้นผิง" หารือปมสงครามอิหร่าน

14 พ.ค. 2569 08:58 น.

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือปมสงครามอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการพบหารือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่านและพลังงานโลก

สัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.12% อยู่ที่ 105.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 12 เซนต์ หรือ 0.12% อยู่ที่ 101.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาเพิ่งร่วงลงอย่างหนักในวันพุธที่ผ่านมา หลังนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยน้ำมันเบรนต์ร่วงมากกว่า 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลงมากกว่า 1 ดอลลาร์

ทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อเย็นวันพุธ และมีกำหนดเข้าหารือหลายรอบกับสี จิ้นผิง โดยประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สงครามอิหร่าน รวมถึงการขายอาวุธให้ไต้หวัน

แม้ทรัมป์จะระบุว่า เขาไม่ได้คิดว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากจีนเพื่อยุติสงครามอิหร่าน แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ผู้นำสหรัฐฯ น่าจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับจีน เพื่อขอแรงสนับสนุนในการคลี่คลายความขัดแย้งที่กำลังสร้างต้นทุนมหาศาลและถูกวิจารณ์หนักภายในประเทศ

โทนี ซิคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG ระบุว่าหากไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง สหรัฐฯ อาจเหลือทางเลือกไม่มาก นอกจากกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า อิหร่านได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก พร้อมทำข้อตกลงกับอิรักและปากีสถาน เพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวออกจากภูมิภาค

ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลทรัมป์ โดยข้อมูลระบุว่า มากกว่า 80% ของน้ำมันที่อิหร่านส่งออกในปี 2025 มีปลายทางอยู่ที่จีน เนื่องจากโรงกลั่นอิสระของจีนยังคงซื้อน้ำมันอิหร่านราคาส่วนลดต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่า หากจีนยังคงสนับสนุนการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านต่อไป อาจทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะรานลดลงและทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกดดันอิหร่านยิ่งซับซ้อนมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี "โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

14 พ.ค. 2569 08:42 น.

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จับตาการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ของ “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่าน วิกฤตไต้หวัน และศึกการค้าสองมหาอำนาจโลก

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มต้นภารกิจวันแรกอย่างเป็นทางการในกรุงปักกิ่ง ของจีน หลังเดินทางถึงจีนเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานพุ่ง ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ

การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนปักกิ่งของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และอาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในยุคที่ทั้งสองฝ่ายยังพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ แต่แข่งขันกันหนักขึ้นทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

ในการหารือครั้งนี้ มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ได้แก่ สงครามการค้าและภาษี สงครามอิหร่านและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน ซึ่งจีนประกาศชัดว่าเป็น “เส้นแดง” ที่สหรัฐฯ ไม่ควรก้าวข้าม  

1. ศึกการค้า-ภาษี : ปมแข่งขันที่ยังไม่มีใครยอมถอย

แม้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะผ่อนคลายลงชั่วคราวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว แต่รากปัญหายังคงอยู่ โดยเฉพาะมาตรการภาษีและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายใช้ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง 

รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกัน ทั้งเครื่องบินโบอิ้ง ถั่วเหลือง และเนื้อวัว เพื่อสร้างภาพ ชัยชนะทางเศรษฐกิจ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันการจัดตั้ง คณะกรรมการการค้าระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่

ในส่วนของจีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือสกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอ และการทหารจีน ขณะที่ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตกว่า 90% ของโลก

นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงบางส่วน เช่น การชะลอขึ้นภาษีหรือการซื้อสินค้าเพิ่มเติม แต่ยังยากที่จะเกิดดีลใหญ่ เพราะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจยังแก้ไม่ตก และต่างฝ่ายต่างมองการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยง มากขึ้นเรื่อยๆ  

2. สงครามอิหร่าน : ปมร้อนที่เขย่าเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นที่ทั่วโลกจับตาคือสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง กระทบทั้งตลาดพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้บทบาทกดดันอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมดของเตหะราน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังหวังให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก หลังการสู้รบทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างและเกิดความเสี่ยงต่อการขนส่งระหว่างประเทศ 

อย่างไรก็ตาม แม้จีนกับสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมกันเรื่องเสถียรภาพด้านพลังงาน แต่จีนก็ไม่ต้องการถูกมองว่าเข้าข้างสหรัฐฯ มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่าน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่จีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกัน แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการใช้สถานการณ์นี้ต่อรองอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของตัวเอง

3. ไต้หวัน : เส้นแดงอันตรายของจีน

ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหัวข้ออ่อนไหวที่สุดในการพบกันครั้งนี้ หลังจีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าสนับสนุนไทเปทั้งด้านอาวุธและความมั่นคง โดยในช่วงก่อนเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ยืนยันว่า จะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกี่ยวกับแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 แสนล้านบาท ให้ไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดหลัก “จีนเดียว”

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงขั้นเผยแพร่บทบรรณาธิการเตือนว่า ไต้หวันคือ “เส้นแดงแรก” และเป็น “จุดเสี่ยงที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า สิ่งที่ทั่วโลกจะจับตาไม่ใช่เพียงผลการหารือ แต่รวมถึงถ้อยคำหลังการประชุม ว่าทรัมป์จะส่งสัญญาณสนับสนุนไต้หวันชัดเจนแค่ไหน หรือจะลดระดับท่าทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากในเกมมหาอำนาจ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อาจส่งผลต่อความมั่นคงของไต้หวัน และสมดุลอำนาจในเอเชียไปอีกหลายปีข้างหน้า.

ที่มา CNN , Aljazeera

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

14 พ.ค. 2569 08:32 น.

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากระดับโลก ถูกประมูลขายในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยมูลค่าสูงกว่า 13.5 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 560 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ให้กับเพชรประเภทนี้

บริษัทประมูลชื่อดังคริสตีส์ ระบุว่า เพชรเม็ดดังกล่าวถือเป็น “แฟนซี วีวิด บลู-กรีน ไดมอนด์” ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ โดยมีน้ำหนัก 5.5 กะรัต และเจียระไนเป็นทรงสามเหลี่ยม

เพชร “โอเชียน ดรีม” ถูกค้นพบในแอฟริกากลางช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในอัญมณีหายากที่ได้รับความสนใจจากนักสะสมระดับโลก โดยก่อนหน้านี้เคยถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ “Splendour of Diamonds” ของสถาบันสมิธโซเนียนเมื่อปี 2003

รายงานระบุว่า ราคาปิดประมูลครั้งนี้สูงกว่าราคาประเมินก่อนขายที่ตั้งไว้ราว 7-10 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 289.4 – 413.5 ล้านบาทอย่างมาก

ราหุล คาดาเกีย ประธานของคริสตีส์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเปิดเผยว่า ผู้ชนะการประมูลเป็นนักสะสมเอกชนรายหนึ่ง และการประมูลใช้เวลานานราว 20 นาที สะท้อนถึงความต้องการสูงในตลาดอัญมณีหายาก

นอกจากนี้ ราคาขายล่าสุดยังสูงกว่าราคาที่เพชรเม็ดเดียวกันเคยถูกประมูลไว้กับคริสตีส์เมื่อปี 2014 ถึงกว่า 2 เท่า โดยในเวลานั้นขายได้ประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โทเบียส คอร์มินด์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทเครื่องประดับออนไลน์ 77 Diamonds กล่าวในแถลงการณ์ว่า ผลการประมูลครั้งนี้ถือเป็นราคาที่สมศักดิ์ศรีของเพชรสีฟ้าอมเขียวที่หายากที่สุดในโลก

ในขณะเดียวกัน สำนักประมูลซัทเทบีส์ ก็มีการเปิดประมูลเพชร “แฟนซี วีวิด บลู” น้ำหนัก 6 กะรัต ที่ขุดพบจากเหมืองคัลลิแนน ในแอฟริกาใต้ แต่กลับไม่มีผู้ซื้อภายในการประมูล

ซัทเทบีส์ระบุว่า เพชรเม็ดดังกล่าวมีราคาประเมินอยู่ที่ 7.2-9.6 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 9.2-12.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังปิดการขายไม่ได้ แต่ขณะนี้มีนักสะสมหลายรายอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขาย

ทั้งคริสตีส์และซัทเทบีส์มองตรงกันว่า ตลาดนักสะสมกำลังให้ความสนใจกับเพชรสีหายากมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเพชรสีธรรมชาติถือเป็นอัญมณีที่พบได้เพียงส่วนน้อยมากจากปริมาณเพชรทั้งหมดที่ถูกขุดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเฉดสีฟ้า สีเขียว และสีผสมระหว่างสองสี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่หายากที่สุดของอุตสาหกรรมเพชรโลก.

ที่มา : France24

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

14 พ.ค. 2569 06:12 น.

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของฝ่ายอิสราเอลที่บอกว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนยูเออีอย่างลับๆ ระหว่างการทำสงครามกับอิหร่าน

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกมาปฏิเสธหลังจากสำนักงานของนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอ้างว่า ผู้นำอิสราเอลเดินทางเยือนยูเออีอย่างลับๆ ระหว่างการทำสงครามอิหร่าน และได้พบกับ ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขอปฏิเสธรายงานทั้งหมดที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล รวมถึงคณะติดตามทางทหารของอิสราเอลบนแผ่นดินยูเออี” กระทรวงการต่างประเทศยูเออีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X

“ยูเออีขอย้ำว่าความสัมพันธ์กับอิสราเอลนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง และถูกสถาปนาขึ้นภายใต้กรอบการทำงานที่โปร่งใสตามข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ดำเนินผ่านช่องทางลับเบื้องหลังแต่อย่างใด” กระทรวงระบุเพิ่มเติม

อนึ่ง ข้อตกลงอับราฮัมเป็นข้อตกลงที่ลงนามในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ซึ่งส่งผลให้ยูเออีและบาห์เรนปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลเข้าสู่ระดับปกติ โดยการขยายข้อตกลงนี้ให้ครอบคลุมรัฐอาหรับอื่นๆ ถือเป็นเป้าหมายหลักด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์

กระทรวงการต่างประเทศของเอมิเรตส์ย้ำว่า “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมาเยือนที่ไม่มีการประกาศล่วงหน้าหรือการจัดการต่างๆ นั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด” เว้นแต่จะมีการประกาศผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของยูเออีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน สำนักงานของเนทันยาฮูระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ทำการเยือนยูเออีอย่างลับๆ ในช่วงระหว่างสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน และได้เข้าพบกับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน โดยระบุว่าการมาเยือนครั้งนี้ได้สร้าง “ความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์” ในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าการเยือนเกิดขึ้นเมื่อใด หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่อ้างถึง

ก่อนที่จะมีการปฏิเสธจากทางยูเออี นายซิฟ อักมอน อดีตหัวหน้าคณะทำงานของเนทันยาฮู โพสต์เฟซบุ๊กว่าเขาได้ร่วมคณะเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น และเนทันยาฮูได้รับการ “ต้อนรับในอาบูดาบีอย่างสมเกียรติระดับราชวงศ์”

ภายหลังการประกาศเรื่องการมาเยือนดังกล่าว อิหร่านก็ออกมาขู่ว่าจะจัดการกับผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับอิสราเอล

“การเป็นศัตรูกับประชาชนผู้ยิ่งใหญ่ของอิหร่านคือการเดิมพันที่โง่เขลา” อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์บน X “และการสมรู้ร่วมคิดกับอิสราเอลเพื่อการนั้น คือสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

14 พ.ค. 2569 05:03 น.

หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผู้ผลิตหุ่นยนต์หมาป่าหน้าตาดุร้าย กำลังได้รับยอดสั่งซื้อถล่มทลาย หลังจากปีที่ผ่านมามีสถิติเหตุการณ์หมีทำร้ายมนุษย์สูงเป็นประวัติการณ์ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท “โอตะ เซกิ” (Ohta Seiki) ซึ่งตั้งอยู่ในฮอกไกโดและเป็นผู้ผลิต “มอนสเตอร์ วูล์ฟ” (Monster Wolf) เปิดเผยว่าในปีนี้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อไปแล้วประมาณ 50 รายการ ซึ่งมากกว่าปริมาณการสั่งซื้อปกติของทั้งปีเสียอีก

อนึ่ง มอนสเตอร์ วูล์ฟ คือหุ่นยนต์ไล่สัตว์ที่มีลักษณะเป็นโครงท่อคลุมด้วยขนสัตว์เทียม ติดตั้งลำโพง และส่วนหัวที่มีใบหน้าดุร้ายอ้าปากกว้าง มาพร้อมกับดวงตาสีแดงกะพริบได้ และสามารถส่งเสียงหอนรวมถึงเสียงขู่คำรามที่น่าสะพรึงกลัวเพื่อขับไล่สัตว์ป่า มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“เราผลิตหุ่นยนต์เหล่านี้ด้วยมือ ตอนนี้เราผลิตไม่ทันต่อความต้องการจริงๆ เราจึงต้องขอให้ลูกค้า**รอ**ประมาณ 2-3 เดือน” ยูจิ โอตะ ประธานบริษัทบอกกับสำนักข่าว AFP

“ผู้คนมีความตระหนักเรื่องการรักษาความปลอดภัยจากหมี และมาตรการป้องกันความเสียหายจากสัตว์ป่า (ต่อผลผลิตทางการเกษตร) มากขึ้น รวมถึงมีการยอมรับมากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีประสิทธิภาพในการขับไล่หมีได้” นายโอตะกล่าวเสริม

ยอดสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากเกษตรกร ผู้บริหารสนามกอล์ฟ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งในพื้นที่ชนบท เช่น งานก่อสร้าง เป็นต้น โดย มอนสเตอร์ วูล์ฟ สามารถส่งเสียงที่บันทึกไว้ได้มากกว่า 50 ชนิด รวมถึงเสียงมนุษย์และเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ยินไปไกลถึง 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2568-2569 มีรายงานว่าหมีได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วญี่ปุ่นไปถึง 13 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสถิติสูงสุดครั้งก่อนหน้าถึงกว่า 2 เท่าตัว นอกจากนั้นยังมีรายงานการพบเห็นหมีทั่วประเทศมากกว่า 50,000 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อ 2 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว

เหตุหมีบุกเข้าไปในบ้านเรือน เดินเตร่ใกล้โรงเรียน และอาละวาดในซูเปอร์มาร์เก็ตไปจนถึงรีสอร์ตน้ำพุร้อนแทบจะรายวัน ส่งผลให้จำนวนหมีที่ถูกจับและกำจัดพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปีก่อน โดยอยู่ที่ 14,601 ตัว ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

นายโอตะเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์หมาป่าหุ่นยนต์นี้ในปี 2559 เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรจากกวาง หมูป่า และหมี ซึ่งในช่วงแรกถูกเยาะเย้ยว่าเป็นเพียงอุปกรณ์แปลกประหลาดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ปัจจุบันทางบริษัทกำลังอัปเกรดอุปกรณ์โดยการติดตั้งล้อเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถวิ่งไล่สัตว์หรือลาดตระเวนตามเส้นทางที่กำหนดได้ นอกจากนี้ นายโอตะยังมีแผนที่จะพัฒนาเวอร์ชันแบบพกพาสำหรับนักเดินป่า นักตกปลา และเด็กนักเรียน รวมถึงกำลังศึกษาการนำกล้องระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในรุ่นอนาคตด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

14 พ.ค. 2569 03:44 น.

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นความพยายามจับกุม สว.ที่เข้ามาลี้ภัยหนีหมายจับของ ICC และกำลังสืบสวนว่าใครเป็นคนยิงปืน

เมื่อช่วงเย็นวัน 13 พ.ค. 2569 ฟิลิปปินส์สั่งล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภาในกรุงมะนิลา หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด และมีการพบเห็นเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปในอาคาร โดยยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลั่นไก แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก สว. โรนัลด์ เดลา โรซา ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เข้าไปลี้ภัยในอาคารวุฒิสภา โดยเขากล่าวก่อนหน้านั้นว่า ตนเองกำลังจะถูกจับกุมในไม่ช้า และเรียกร้องให้ชาวฟิลิปปินส์ช่วยกันยับยั้งการจับกุมดังกล่าว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเขาปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมรักษาความปลอดภัย

เดลา โรซา ถูก ICC ฟ้องร้องในข้อหาสังหารประชาชนจำนวนมาก ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจในช่วงสงครามยาเสพติดของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ซึ่งส่งผลให้ผู้ค้ายาเสพติดถูกสังหารจำนวนหลายพันราย ทั้งนี้ ดูเตร์เตถูกคุมขังอยู่ที่กรุงเฮก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ICC มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวประท้วงที่ด้านนอกอาคารวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมตัวเดลา โรซา และต้องการให้ส่งตัวเขาไปรับการพิจารณาคดีร่วมกับดูเตร์เต ส่วนทางด้านทนายความของเดลา โรซา ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อยับยั้งการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในครั้งนี้แล้ว

โรนัลด์
โรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา

รัฐบาลฟิลิปปินส์ยืนยันว่า เสียงปืนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความพยายามในการเข้าจับกุมนายเดลา โรซา และกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนว่าใครเป็นผู้เปิดฉากยิง

นายจอนวิก เรมัลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าประธานาธิบดีได้ให้ “คำสั่งเด็ดขาด” ในการคุ้มกันเหล่าสมาชิกวุฒิสภาให้ปลอดภัย พร้อมเสริมว่าขณะนี้เดลา โรซา “ปลอดภัยดี” และอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อจับกุมท่านสมาชิกวุฒิสภาเดลา โรซา” เขากล่าว “ในความเป็นจริงแล้ว เรามาที่นี่เพื่อปกป้องเขา ขอให้ชัดเจนในประเด็นนี้ ซึ่งผมก็ได้ทำความเข้าใจกับครอบครัวของเขาแล้ว” นอกจากนี้ เรมัลลายังระบุว่ายังไม่มีการจับกุมผู้ใดจากเหตุยิงกันในครั้งนี้

ทางด้าน นายอลัน ปีเตอร์ คาเยตาโน ประธานวุฒิสภา ได้ขอความร่วมมือจากสาธารณชนให้ส่ง “คลิปวิดีโอใดๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน” แก่เจ้าหน้าที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

14 พ.ค. 2569 02:35 น.

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

รัฐมนตรีอิหร่านเรียกร้องให้คูเวตปล่อยตัวพลเมือง 4 คนของพวกเขา หลังถูกคูเวตควบคุมตัวฐานลักลอบเข้าประเทศ โดยฝ่ายเตหะรานยืนยันว่า ทั้ง 4 คนรุกล้ำน่านน้ำเพราะระบบนำทางของเรือขัดข้องเท่านั้น

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้ทางการคูเวต ปล่อยตัวพลเมืองอิหร่าน 4 คนที่ถูกควบคุมตัวเอาไว้ เนื่องจากต้องสงสัยว่าพยายามลักลอบเข้าประเทศ แต่ฝ่ายอิหร่านอ้างว่า คูเวตโจมตีเรือและจับคนของพวกเขาไป

“ในความพยายามที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกแยก คูเวตได้โจมตีเรือของอิหร่านอย่างผิดกฎหมายและกักตัวพลเมืองของเรา 4 คนในอ่าวเปอร์เซีย” นายอารักชีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ “การกระทำที่ผิดกฎหมายนี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะที่สหรัฐฯ ใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน”

“เราขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวพลเมืองของเราในทันที และขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้” รัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องความพยายามในการลักลอบเข้าเมืองแต่อย่างใด

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สื่อของรัฐบาลคูเวตรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมบุคคล 4 ราย ซึ่งระบุว่าเป็นสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ที่พยายามลักลอบเข้าประเทศเพื่อ “ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์”

สื่อคูเวตระบุอีกว่า ชาวอิหร่านกลุ่มดังกล่าวพยายามเข้าสู่คูเวตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม โดยใช้เรือประมงและได้เกิดการปะทะกับทหารคูเวต

ขณะที่ทางฝั่งอิหร่านปฏิเสธรายงานดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Tasnim โดยระบุว่าทั้ง 4 คน “กำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราทางทะเลตามปกติ” ให้กับหน่วยยามฝั่งอิหร่าน และรุกล้ำเข้าสู่น่านน้ำคูเวตเพียงเพราะ “ระบบนำทางขัดข้อง” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

14 พ.ค. 2569 01:23 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบมาตรการจำกัดอำนาจการทำสงครามของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 7 แล้ว แต่มี สว.ฝ่ายรีพับลิกันหันไปสนับสนุนมาตรการนี้มากขึ้น

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 7 ของปีนี้ โดยมาตรการดังกล่าวกำหนดให้รัฐบาลต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนการดำเนินการทางทหารใดๆ ในอิหร่านในอนาคต

มาตรการนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 โดย สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครตแตกแถวไปร่วมโหวตคัดค้านกับพรรครีพับลิกัน ขณะที่ สว. จากพรรครีพับลิกันอย่าง แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์คาวสกี โหวตสนับสนุนร่วมกับพรรคเดโมแครต

สว. พรรครีพับลิกันบางส่วน เช่น เมอร์คาวสกี ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนมาโหวตสนับสนุนมาตรการนี้เป็นครั้งแรก และ สว. ทอม ทิลลิส ได้ให้ความเห็นว่า สภาคองเกรสควรมีบทบาทในการมอบอำนาจทำสงคราม หรืออย่างน้อยควรมีการตรวจสอบที่มากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งได้ยืดเยื้อเกินกว่า 60 วันแล้ว

“ผมได้เรียนประธานาธิบดีแล้วว่าผมสนับสนุนสิ่งที่เขาทำในอิหร่าน แต่เราต้องใส่ใจเรื่องการรายงานต่อสภาคองเกรสด้วย … ตอนนี้มันไม่ใช่สงครามที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันใช่ไหมล่ะ?” ทิลลิส กล่าวเมื่อวันจันทร์

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา เคยประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่า พรรคเดโมแครตจะบีบให้มีการลงมติเรื่องอำนาจทำสงครามนี้ในทุกสัปดาห์ที่วุฒิสภามีการประชุม

ทั้งนี้ กฎหมายอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งออกหลังยุคสงครามเวียดนาม กำหนดระยะเวลาการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสไว้ที่ 60 วัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามตัวบทกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม บรรดาสมาชิกสภายังคงมีความสับสนเกี่ยวกับวันครบกำหนดที่แน่ชัด โดยสมาชิกรีพับลิกันบางคนแย้งว่า วันที่มีการประกาศหยุดยิงไม่ควรถูกนับรวมในยอดรวม 60 วันดังกล่าว

จอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของเขายังไม่ได้ผลักดันให้มีการลงมติมอบอำนาจการทำสงคราม

ทางด้านทิลลิสระบุว่า เขาและสมาชิกคนอื่นๆ กำลังพยายามร่างหนังสือมอบอำนาจการทำสงครามอยู่ แม้เขาจะยอมรับว่า ต่อให้ร่างนี้ผ่านสภาคองเกรสไปได้ แต่ก็คงไม่สามารถต้านทานการใช้สิทธิวีโต้ (Veto) ของประธานาธิบดีได้อยู่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

13 พ.ค. 2569 23:28 น.

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว และกำลังส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ค. 2569 ว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ ได้แก่ วิสคอนซิน, มิชิแกน, อิลลินอยส์ และอินเดียนา อันเป็นผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยพฤตินัย

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลในรัฐเหล่านี้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นล่าสุดนี้เป็นผลจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง การหยุดชะงักของโรงกลั่นน้ำมัน และข้อเท็จจริงที่ว่าโรงกลั่นต่างให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) มากกว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน

น้ำมันดีเซลถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถแทรกเตอร์, รถบรรทุก, รถประจำทาง, รถไฟ และเรือ การที่ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้าไปยังร้านขายของต่างๆ

ปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลทั่วประเทศพุ่งขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยอยู่ที่ 5.66 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.82 ดอลลาร์ต่อแกลลอนที่เคยทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 หลังเกิดสงครามยูเครน

ราคาน้ำมันดีเซลในรัฐทั้ง 4 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่ารัฐอื่นๆ โดยรัฐอินเดียนา +72% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน, รัฐอิลลินอยส์ +74% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน, รัฐมิชิแกน +77% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และรัฐวิสคอนซิน +82% อยู่ที่ 5.87 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn