WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

6 พ.ค. 2569 01:42 น.

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อาจกำลังมีการแพร่กระจายของไวรัสฮันตาแบบคนสู่คน บนเรือสำราญที่ตอนนี้จอดอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า อาจเกิดการแพร่เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) จากคนสู่คน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก บนเรือสำราญสัญชาติดัตช์ลำหนึ่ง ซึ่งมีรายงานผู้โดยสารเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ และต้องทอดสมออยู่กลางทะเลเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเทียบท่า

“เราเชื่อว่าอาจมีการแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” ดร. มาเรีย แวน เคอร์โคฟ เจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลกกล่าว และทาง WHO สันนิษฐานว่าผู้ป่วยรายแรกอาจได้รับเชื้อไวรัสก่อนที่จะขึ้นเรือ

โดยปกติแล้วไวรัสชนิดนี้จะแพร่กระจายจากสัตว์จำพวกหนูสู่คน แต่ WHO ระบุว่าในกรณีนี้ เชื้ออาจแพร่กระจายในกลุ่ม “ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” บนเรือ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรเน้นย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ

บริษัท Oceanwide Expeditions ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเรือสำราญลำนี้ระบุว่า ลูกเรือ 2 ราย เป็นชาวอังกฤษ 1 ราย และชาวดัตช์ 1 ราย จะถูกเคลื่อนย้ายทางอากาศเพื่อไปรักษาตัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากเริ่มมี “อาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน” นอกจากนี้ บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ก็มีกำหนดจะถูกอพยพออกไปเช่นกัน

เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากประเทศอาร์เจนตินาเพื่อล่องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว และขณะนี้จอดทอดสมออยู่ใกล้กับประเทศเคปเวิร์ด (Cape Verde) บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา

นายทาริก ยาซาเรวิช โฆษกของ WHO ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ทีมแพทย์จากเคปเวิร์ดภายใต้การสนับสนุนของ WHO ได้ขึ้นไปบนเรือเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว และกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อในผู้โดยสารและลูกเรือรายอื่นๆ ที่เริ่มแสดงอาการ

บริษัท Oceanwide ระบุว่า ยังมีผู้คนอีกประมาณ 149 คนจาก 23 ประเทศที่ยังคงอยู่บนเรือภายใต้ “มาตรการป้องกันที่เข้มงวด” และนอกจากลูกเรือที่กำลังจะได้รับการอพยพแล้ว ยังมีชาวอังกฤษอีก 22 คนที่อยู่บนเรือลำนี้ด้วย

จากรายงานสถานการณ์ล่าสุดของ WHO ระบุว่า จนถึงขณะนี้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย และเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย

สำหรับผู้ป่วยที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย ได้แก่ หญิงชาวดัตช์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต และชายชาวอังกฤษวัย 69 ปี ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ สามีของหญิงชาวดัตช์ที่เสียชีวิตไปก่อนนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อ เช่นเดียวกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ถูกนับเป็นเคสที่ยืนยันผลแล้วเช่นกัน

WHO ระบุว่า ประเทศสเปนได้อนุญาตให้เรือลำดังกล่าวเข้าเทียบท่าที่หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands) แล้ว เพื่อทำการประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการทางการแพทย์เพิ่มเติมได้

แต่ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขของสเปนกลับออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวว่ายังไม่มีการยืนยันเรื่องการรับเรือลำนี้เข้าเทียบท่า

“การตัดสินใจเกี่ยวกับจุดจอดที่เหมาะสมลำดับถัดไป จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางระบาดวิทยาที่รวบรวมได้จากบนเรือในขณะที่เรือลำนี้แล่นผ่านประเทศเคปเวิร์ด” กระทรวงสาธารณสุขของสเปนระบุในแถลงการณ์ “จนกว่าจะถึงเวลานั้น กระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ตัดสินใจใดๆ ตามที่เราได้ชี้แจงต่อทาง WHO ไปแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

5 พ.ค. 2569 23:58 น.

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเพราะการทำสงครามกับอิหร่าน เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ออกมากล่าวลดความสำคัญของผลกระทบที่รุนแรง จากความขัดแย้งกับอิหร่านที่มีต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้นเป็น “ราคาเพียงเล็กน้อยที่ต้องจ่าย” เพื่อกำจัดความพยายามของอิหร่านในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ระบุว่าราคาเสนอขายน้ำมันดิบต่อบาร์เรลนั้น ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมากเท่าที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

“ผมเคยคิดว่าน้ำมันจะพุ่งไปถึง 200, 250 หรืออาจจะ 300 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ และผมรู้ดีว่ามันจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “วันนี้ผมดูราคามันอยู่ที่ประมาณ 102 (ดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นราคาที่น้อยมากสำหรับการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ไปจากน้ำมือของคนจิตไม่ปกติเหล่านั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันก็จะ “กลับเข้าสู่ภาวะปกติเอง”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินตามปั๊มในสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.48 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 31 เซนต์ในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นรวมแล้วประมาณ 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ผู้นำสหรัฐฯ ยังปฏิเสธที่จะระบุอย่างชัดเจนว่า การกระทำในลักษณะใดจะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลอยู่ แม้ในวันจันทร์ อิหร่านยิงเข้าใส่เรือหลายลำในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเรือของสหรัฐฯ และโจมตีเข้าใส่ดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้ง

“เดี๋ยวพวกคุณก็รู้ เพราะผมจะเป็นคนบอกเอง … พวกเขารู้ดีว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ” ทรัมป์กล่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ และว่าขณะนี้อิหร่านกำลัง “มองหาเรือลำเล็ก ๆ เพื่อพยายามจะมาแข่งกับกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ของเรา”

ทรัมป์ยืนยันว่า ไม่มีใครกล้าท้าทายปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมไม่ให้เรือเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน และอ้างด้วยว่า ฝ่ายอิหร่านต้องการที่จะทำข้อตกลง

“พวกเขาแค่เล่นเกมไปอย่างนั้น แต่ขอบอกพวกคุณไว้เลยว่า พวกเขาอยากทำข้อตกลงใจจะขาด และใครล่ะจะไม่อยากทำ ในเมื่อกองทัพของคุณพังพินาศไปหมดแล้ว”

ทรัมป์บอกด้วยว่าเขาต้องการเห็นระบบการเงินของอิหร่านล่มสลาย “ก็คงอย่างนั้น เพราะเรากำลังทำให้มันล่มสลายอยู่ … ผมหวังให้มันพังพินาศไปเลย คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร? เพราะผมต้องการชัยชนะยังไงล่ะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

5 พ.ค. 2569 22:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ หลังจากเกิดการยิงตอบโต้กันในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามพาเรือออกจากช่องแคบ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า อิหร่านยังไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากเรือของสหรัฐฯ กับอิหร่านยิงตอบโต้กันเมื่อวันจันทร์ ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ พยายามเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้ทำลายเรือลำเล็กของอิหร่านจำนวน 6 ลำ รวมถึงขีปนาวุธร่อนและโดรน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งกองทัพเรือเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ตกค้างอยู่ให้ผ่านช่องแคบดังกล่าว ในปฏิบัติการที่เขาเรียกว่า “โครงการแห่งเสรีภาพ” (Project Freedom)

นายพีท เฮกเซธ กล่าวว่า ปฏิบัติการเพื่อปกป้องเรือพาณิชย์นี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานาน 4 สัปดาห์นั้นยังไม่สิ้นสุดลง “เราไม่ได้พยายามหาเรื่อง” เขากล่าวในการแถลงข่าว “ในตอนนี้ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่แน่นอน แต่เราจะเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่เรือของสหรัฐฯ และโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคตะวันออกกลางของวอชิงตันด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยหลังจากที่นายเฮกเซธแถลงได้ไม่นานในวันอังคาร กระทรวงกลาโหมของ UAE ก็ออกมาระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศกำลังรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มาจากอิหร่านอีกครั้ง

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร ได้ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในอันตราย

“เราทราบดีว่าการปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ยากจะแบกรับไหว ในขณะที่พวกเรายังไม่ได้เริ่มลงมือจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ” เขาระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการคุ้มกันเส้นทางผ่านน่านน้ำสำคัญนี้ และขณะนี้มีเรือพาณิชย์หลายร้อยลำกำลังเข้าแถวรอเพื่อเดินทางผ่าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุระเบิดหรือเพลิงไหม้บนเรือสินค้าหลายลำในบริเวณอ่าว และท่าเรือน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกไฟไหม้จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้ในวันอังคาร UAE ต้องประกาศใช้มาตรการจำกัดการบินเหนือน่านฟ้าอีกครั้ง

กองทัพสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า มีเรือสินค้าของสหรัฐฯ 2 ลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การสนับสนุนของเรือพิฆาตของกองทัพ แต่ทางการอิหร่านตอบโต้ว่า ไม่มีเรือลำใดผ่านไปได้ แม้ว่าบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) จะยืนยันว่า เรือของพวกเขาเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

5 พ.ค. 2569 21:48 น.

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

(ภาพจาก AFP PHOTO / AGENCE KAMPUCHEA PRESS / AKP)

กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แก้ไขข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

เมื่อวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเอง ประกาศดำเนินตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

“เรียน พี่น้องร่วมชาติที่เคารพรัก ในวันนี้ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติโดยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544 (หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 44) อย่างเป็นทางการแต่เพียงฝ่ายเดียว”

“ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานระดับทวิภาคีที่เห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการจัดการกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล การมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน”

“เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว สำหรับกัมพูชา เราได้ให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีตามแนวทางของบันทึกความเข้าใจนี้มาโดยตลอดในการจัดการกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การถอนตัวเพียงฝ่ายเดียวในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือร่วมกันมานานกว่าสองทศวรรษ”

“ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอย่างเคร่งครัด กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้”

“ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่ากลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” นี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาจึงสะท้อนถึงความหวังอันจริงใจของเราที่ว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุทางออกที่ยุติธรรมและยั่งยืนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนของเราทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีเสถียรภาพ และมีความสมานฉันท์สืบไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

5 พ.ค. 2569 12:03 น.

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

เกิดเหตุระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟในมณฑลหูหนาน เสียชีวิต 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย ทางการระดมกู้ภัยเกือบ 500 นาย อพยพประชาชนรอบพื้นที่รัศมี 3 กม. หวั่นระเบิดซ้ำ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานดอกไม้ไฟ “หัวเซิ่ง” ในเมืองหลิวหยาง มณฑลหูหนาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ และบาดเจ็บ 61 ราย โดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กิโลเมตรจากโรงงานเพื่อความปลอดภัย

ทางการจีนได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกือบ 500 นาย เข้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคาร พร้อมนำหุ่นยนต์เข้าช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพัง รายงานระบุว่า ภายในพื้นที่โรงงานยังมีโกดังเก็บดินปืน 2 แห่งที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเพิ่มความอันตรายระหว่างปฏิบัติการกู้ภัย เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้มาตรการเพิ่มความชื้นในพื้นที่เพื่อลดโอกาสเกิดการระเบิดซ้ำ โดยตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ และได้ดำเนินมาตรการควบคุมตัวผู้รับผิดชอบของบริษัทแล้ว 

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งการให้เร่งค้นหาผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้สอบสวนหาสาเหตุและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง.

สั่งกักเรือสำราญดัตช์ลอยลำนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด หลังไวรัสระบาดบนเรือผู้โดยสารดับ 3 ศพป่วยหนักหลายราย

สั่งกักเรือสำราญดัตช์ลอยลำนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด หลังไวรัสระบาดบนเรือผู้โดยสารดับ 3 ศพป่วยหนักหลายราย

5 พ.ค. 2569 11:36 น.

สั่งกักเรือสำราญดัตช์ลอยลำนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด หลังไวรัสระบาดบนเรือผู้โดยสารดับ 3 ศพป่วยหนักหลายราย

เรือสำราญดัตช์ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” ถูกสั่งลอยลำนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด หลังพบผู้โดยสารเสียชีวิต 3 ศพ ป่วยหนักหลายราย คาดว่าเป็นการระบาดของฮันตาไวรัส จนถึงตอนนี้ยังห้ามขึ้นฝั่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวมเกือบ 150 คน ถูกสั่งให้ลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด หลังเกิดเหตุผู้โดยสารเสียชีวิต 3 ศพ และมีผู้ป่วยอาการรุนแรงหลายราย จากการติดเชื้อที่ต้องสงสัยว่าเป็นไวรัสฮันตา

องค์การอนามัยโลก (WHO) และบริษัทโอเชียนไวด์ เอ็กซ์เพดิชันส์ (Oceanwide Expeditions) ผู้ให้บริการเรือสำราญ ระบุว่า ทางเรือได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น หลังเดินทางมาถึงนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด แต่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ผู้โดยสารหรือลูกเรือขึ้นฝั่ง

กระทรวงสาธารณสุขเคปเวิร์ดแถลงว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสาธารณสุข เรือจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เทียบท่า และต้องจอดรอในน่านน้ำใกล้ชายฝั่งไปก่อน

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชายชาวดัตช์และภรรยา ซึ่งเสียชีวิตตอนที่เรือจอดในแอฟริกาใต้และภายหลังได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ รวมถึงผู้โดยสารชาวเยอรมันอีก 1 ราย ซึ่งร่างยังอยู่บนเรือ ขณะที่ผู้ติดเชื้ออีก 1 รายที่ถูกส่งตัวไปรักษาในแอฟริกาใต้ยังมีอาการวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีลูกเรืออย่างน้อย 2 รายที่มีอาการระบบทางเดินหายใจรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน โดยอยู่ระหว่างการเตรียมแผนอพยพทางการแพทย์

ทั้งนี้ ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ไม่บ่อย มักแพร่จากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่ระหว่างเร่งสอบสวนแหล่งที่มาของการระบาด ขณะที่ทีมเจ้าหน้าที่จากเคปเวิร์ดและองค์การอนามัยโลกกำลังร่วมกันตรวจสอบตัวอย่างและประเมินความเสี่ยง พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

พรรคของนายกฯ โมดี คว้าชัยเลือกตั้งรัฐเบงกอลตะวันตก โค่นฐานเสียงฝ่ายค้านสำเร็จเป็นครั้งแรก

พรรคของนายกฯ โมดี คว้าชัยเลือกตั้งรัฐเบงกอลตะวันตก โค่นฐานเสียงฝ่ายค้านสำเร็จเป็นครั้งแรก

5 พ.ค. 2569 09:12 น.

พรรคของนายกฯ โมดี คว้าชัยเลือกตั้งรัฐเบงกอลตะวันตก โค่นฐานเสียงฝ่ายค้านสำเร็จเป็นครั้งแรก

พรรคภารติยะชนตะ ของนากรัฐมนตรี “นเรนทรา โมดี” แห่งอินเดีย คว้าชัยเลือกตั้งรัฐเบงกอลตะวันตก สามารถโค่นฐานเสียงฝ่ายค้านได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ช่วยเสริมอำนาจผู้นำอินเดียกลางสมัยที่ 3

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคภารติยะชนตะ หรือบีเจพี ของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย สามารถคว้าชัยชนะสำคัญในการเลือกตั้งระดับรัฐ โดยยึดครองอำนาจในรัฐเบงกอลตะวันตกได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการเจาะฐานที่มั่นของฝ่ายค้านอย่างมีนัยสำคัญ

คณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดียเปิดเผยผลนับคะแนนบางส่วนว่า พรรคบีเจพี ชนะอย่างน้อย 124 ที่นั่ง จากทั้งหมด 294 ที่นั่งในสภารัฐเบงกอลตะวันตก และยังมีแนวโน้มชนะเพิ่มอีก 83 ที่นั่ง โดยคาดว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันเดียวกัน

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของพรรค BJP ซึ่งพยายามมาอย่างยาวนานในการโค่นอำนาจพรรคออลอินเดีย ตรีณมูลคองเกรส ที่นำโดยนางมามาตา บาเนอร์จี มุขมนตรีรัฐ ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2554 และเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์โมดีอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้อย่างหนัก หลังมีรายงานว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ถอดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีจำนวนหลายล้านราย

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังจัดขึ้นพร้อมกันในอีก 3 รัฐ โดยผลลัพธ์ในรัฐเบงกอลตะวันตกถูกมองว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเมืองให้กับโมดี ในช่วงกลางวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2567 พรรคของเขาจำเป็นต้องพึ่งพาพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล และมีแนวโน้มจะลงชิงตำแหน่งอีกสมัยในปี 2572. 

บริทนีย์ สเปียร์ส รับผิดข้อหาขับรถประมาทในคดีเมาแล้วขับ

บริทนีย์ สเปียร์ส รับผิดข้อหาขับรถประมาทในคดีเมาแล้วขับ

5 พ.ค. 2569 06:05 น.

บริทนีย์ สเปียร์ส รับผิดข้อหาขับรถประมาทในคดีเมาแล้วขับ

บริทนีย์ สเปียร์ส ป๊อปสตาร์ชื่อดัง ยุติคดีเมาแล้วขับด้วยการรับสารภาพในข้อหาขับรถโดยประมาท ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับอัยการ ซึ่งจะทำให้เธอต้องถูกคุมประพฤติเพียง 1 ปี แทนที่จะเป็น 3 ปี

เมื่อ 4 พ.ค. 2569 บริทนีย์ สเปียร์ส ป๊อปสตาร์ชื่อดัง ขอยุติคดีขับรถในขณะมึนเมาแอลกอฮอล์และ/หรือสารเสพติด (DUI) โดยการให้การรับสารภาพเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในข้อหาที่เบากว่าคือการ “ขับรถโดยประมาท” ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการคุมประพฤติที่เธออาจจะต้องเผชิญหากได้รับโทษในข้อหาเดิม

ทนายความของนักร้องสาวดำเนินการยื่นคำร้องแทนเธอในระหว่างการพิจารณาคดีสั้นๆ ที่ศาลสูงเวนทูรา เคาน์ตี ทางตอนเหนือของลอสแอนเจลิส ทั้งนี้ นักร้องสาววัย 44 ปี ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาปรากฏตัวที่ศาล เนื่องจากเป็นคดีลหุโทษ และเธอไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วย

บริทนีย์ สเปียร์ส ซึ่งมักจะมีเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่วุ่นวายจนบดบังผลงานในวงการบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง เดิมทีถูกตั้งข้อหาขับรถในขณะมึนเมาแอลกอฮอล์และ/หรือสารเสพติดเพียงข้อหาเดียว หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนียเข้าจับกุมตัวเธอเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ตำรวจติดตามตัวสเปียร์สและรถยนต์ของเธอ หลังจากได้รับรายงานว่ามีผู้พบเห็นผู้ขับขี่รถยนต์ BMW สีดำ ขับรถด้วยความเร็วสูงและมีลักษณะส่ายไปมาในเขตเวนทูรา เคาน์ตี โดยตำรวจทางหลวงระบุในเวลานั้นว่า เธอถูกควบคุมตัวหลังจากเจ้าหน้าที่สังเกตพบว่าเธอมีอาการมึนเมาอย่างเห็นได้ชัด

เอกสารคำร้องทางกฎหมายระบุว่า ศิลปินสาวรายนี้ขับรถภายใต้อิทธิพลของทั้งแอลกอฮอล์และยาเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิดผสมกัน อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอใช้สารชนิดใด

ตามรายงานจากสำนักงานอัยการเขตเวนทูรา เคาน์ตี เธอได้รับโอกาสให้รับสารภาพในข้อหาที่เบากว่า คือข้อหาขับรถโดยประมาทที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์และยาเสพติด ซึ่งถือเป็นแนวทางการยุติคดีตามปกติสำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติคดีเมาแล้วขับ (DUI) มาก่อน ไม่ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และแสดงความสมัครใจที่จะเข้ารับการบำบัด

บทลงโทษของข้อหาขับรถโดยประมาทดังกล่าวคือ การคุมประพฤติโดยไม่ต้องรายงานตัวเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งหากเธอถูกตัดสินความผิดในข้อหาเมาแล้วขับ (DUI) ที่รุนแรงกว่า เธอจะต้องถูกคุมประพฤติเป็นเวลานานถึง 3 ปี

นายเอริก นาซาเรนโก อัยการเขต กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการพิจารณาคดีว่า หากสเปียร์สกระทำความผิดซ้ำในระหว่างการคุมประพฤติ เธอจะถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับอีกครั้งพร้อมบทลงโทษที่หนักขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงโทษจำคุก 1 ปี และการคุมประพฤติอีก 5 ปี

ทั้งนี้ ไม่มีการจำกัดสิทธิ์ในการขับขี่ของเธอ ยกเว้นข้อห้ามเด็ดขาดไม่ให้เธออยู่หลังพวงมาลัยหากมีสารมึนเมาในร่างกายแม้เพียงเล็กน้อย และหากถูกเรียกตรวจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เธอจะต้องยินยอมให้ตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดและยินยอมให้ตรวจค้นรถยนต์ของเธอ

ตามข้อตกลงในการรับสารภาพ แมทธิว เนเมอร์สัน กรรมาธิการศาล ได้สั่งให้สเปียร์สต้องเข้ารับการอบรมเรื่องการดื่มสุราอย่างหนักเป็นเวลา 30 ชั่วโมง และต้องเข้ารับการบำบัดสุขภาพจิตส่วนบุคคลสัปดาห์ละครั้งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องพบจิตแพทย์เดือนละ 2 ครั้งด้วย ซึ่งเธอสมัครใจเข้ารับการบำบัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

5 พ.ค. 2569 05:28 น.

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

รัสเซียประกาศหยุดยิงกับยูเครน 2 วันเพื่อจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะในสงครามโลก ขณะที่ยูเครนก็ประกาศหยุดยิง 2 วันเช่นกัน แต่คนละช่วงเวลา โดยระบุว่า การหยุดยิงให้รัสเซียได้ฉลองนั้นไม่สมเหตุสมผล

เมื่อ 4 พ.ค. 2569 รัสเซียประกาศหยุดยิงยูเครนแต่เพียงฝ่ายเดียวในวันที่ 8-9 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มอสโกจัดงานรำลึกวันชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประจำปี พร้อมขู่ว่าจะทำการ “โจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่” ต่อกรุงเคียฟ หากยูเครนละเมิดการหยุดยิงดังกล่าว

ส่วนฝ่ายยูเครนตอบสนองด้วยการประกาศหยุดยิงของตนเองระหว่างวันที่ 5-6 พ.ค. โดยระบุว่าเป็นเรื่อง “ไม่สมเหตุสมผล” ที่จะคาดหวังให้ยูเครนปฏิบัติตามการหยุดยิงในช่วงวันหยุดทางทหารของรัสเซีย

ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้นในขณะที่ ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามซึ่งนำโดยสหรัฐฯ หยุดชะงัก เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันได้หันความสนใจไปที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางแทน

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การโจมตีของรัสเซียทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 รายทั่วประเทศยูเครนเมื่อวันจันทร์ ขณะที่มีโดรนของยูเครนพุ่งชนอาคารสูงในย่านคนรวยของกรุงมอสโกเมื่อคืนที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในโพสต์บน MAX บริการส่งข้อความที่รัฐสนับสนุนว่า “ตามการตัดสินใจของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพรัสเซีย ได้มีการประกาศหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 8-9 พฤษภาคม 2026 … เราหวังว่าฝั่งยูเครนจะปฏิบัติตาม”

“หากรัฐบาลในเคียฟพยายามดำเนินแผนการอาชญากรรมเพื่อขัดขวางการเฉลิมฉลองครบรอบ 81 ปีแห่งชัยชนะในสงครามแห่งความรักชาติครั้งยิ่งใหญ่ กองทัพรัสเซียจะเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่เพื่อเป็นการตอบโต้เข้าใส่ใจกลางกรุงเคียฟ” แถลงการณ์ระบุเสริม

“เราขอเตือนพลเรือนในกรุงเคียฟและเจ้าหน้าที่ของคณะผู้แทนทางการทูตต่างประเทศว่ามีความจำเป็นต้องออกจากเมืองโดยด่วน”

ทั้งนี้ รัสเซียจัดงานฉลองวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นประจำทุกปีด้วยการสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่ผ่านจัตุรัสแดง

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุในวันจันทร์ว่า การหยุดยิงเพื่อให้มอสโกสามารถจัดงานเฉลิมฉลองได้นั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สมเหตุสมผล” และระบุว่ารัสเซียกำลังกลัวว่าโดรนของยูเครนจะ “บินว่อนเหนือจัตุรัสแดง”

“จนถึงวันนี้ ยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการมายังยูเครนเกี่ยวกับ รูปแบบการยุติการสู้รบตามที่มีการกล่าวอ้างในโซเชียลมีเดียของรัสเซีย” เซเลนสกีระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

“ในแง่นี้ เราจึงขอประกาศมาตรการหยุดยิง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 00:00 น. (21:00 น. GMT) ของคืนวันที่ 5-6 พฤษภาคม ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลือก่อนจะถึงตอนนั้น มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำให้ความสงบเกิดขึ้นจริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

5 พ.ค. 2569 02:42 น.

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปจากพื้นโลก หากเล็งเป้าโจมตีมายังเรือของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมีปฏิบัติการพาเรือออกจากน่านน้ำแห่งนี้

เมื่อ 4 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Fox News โดยออกโรงเตือนกองทัพของอิหร่านว่า พวกเขาจะถูก “กวาดล้างจนสิ้นซากไปจากพื้นโลก” หากพยายามที่จะโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ผู้เจรจาฝั่งอิหร่านมีท่าทีที่ “โอนอ่อนผ่อนตามมากกว่าเดิมมาก” เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้

อนึ่ง ทรัมป์เคยข่มขู่ในลักษณะที่คล้ายกันนี้มาก่อน รวมถึงการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนที่แล้วว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะดับสูญ” แต่ในครั้งนี้ คำขู่ดังกล่าวมาพร้อมกับการปฏิบัติการทางทหารที่จะเป็นการทดสอบข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อบ่ายวันจันทร์ ประธานาธิบดีได้ระบุผ่าน Truth Social ว่ากองทัพได้ “ยิงทำลาย” เรือของอิหร่าน 7 ลำในช่องแคบ หลังจากที่กรุงเตหะรานตั้งเป้าโจมตีเรือลำอื่นๆ ที่พยายามจะเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว จนทำให้เรือสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้เสียหาย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกกับ Fox News ว่าเขามองเห็นทางเลือกสองทางในการก้าวต่อไป นั่นคือ การบรรลุข้อตกลงด้วยความจริงใจ หรือ การกลับมาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่ม “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) โดยส่งเรือของกองทัพเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อพาเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้น ออกมา ขณะที่อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn