“วิสาร” ไม่น้อยใจ ฉายา “ดาวดับแห่งปี” ยันเจตนากระตุกเตือนผู้นำรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453548

“วิสาร” ไม่น้อยใจ ฉายา “ดาวดับแห่งปี” ยันเจตนากระตุกเตือนผู้นำรัฐบาล

"วิสาร" ไม่น้อยใจ ฉายา "ดาวดับแห่งปี"  ยันเจตนากระตุกเตือนผู้นำรัฐบาล

29 ธันวาคม 2563 – 10:35 น.

“วิสาร” ไม่น้อยใจ ฉายา “ดาวดับแห่งปี” ยันเจตนากระตุกเตือนผู้นำรัฐบาล ชี้ สื่อนอกนำเสนอข่าว “กรีดแขนกลางสภา” สะท้อนมุมมองประชาธิปไตย

29 ธ.ค.63 นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังจากที่ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา มีการตั้งฉายาของสภาผู้แทนราษฎรประจำปี 63 โดยนายวิสาร ได้ฉายา “ดาวดับแห่งปี” จากเหตุการณ์ที่ใช้มีดปลอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา  โดยระบุว่า  
 

ผมขอขอบคุณ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ที่ให้ฉายา ดาวดับแห่งปี ผมเคารพในมุมมอง และไม่คิดน้อยอกน้อยใจ อะไร เจตนารมณ์ที่ผมทำไปเมื่อวันที่27ตค มุ่งหวังที่จะกระตุกเตือนไปยังผู้นำรัฐบาลต้องตัดสินใจเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ และที่สำคัญผมไม่อยากเห็น เด็ก เยาวชน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้อง เสียชืวิต ล้มตาย อย่างในอดีตอีก แต่วิธีการอาจแปลกแยกออกไปในมุมมองของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา เราก็เคารพการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

ขณะเดียวกันสื่อต่างประเทศ หลายๆสำนัก ก็มีการนำเสนอข่าวนี้เช่นเดียวกัน แต่กลับสะท้อนเหตุการณ์เดียวกันไปในมุมมองของประชาธิปไตย ไม่ได้มีบทวิพากวิจารณ์เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งไม่จำเป็นต้องมองเหมือนกัน ข้อสำคัญผมนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ในฐานะเป็นส.ส. ของพี่น้องประชาชนคนธรรมดา ไม่ว่าจะเคยอยู่ในตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือไม่เป็นรัฐมนตรี เรื่องความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนเป็นส.ส.เสมอครับ 

“เพื่อไทย” สอน “ประยุทธ์” คนละครึ่ง เป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453546

“เพื่อไทย” สอน “ประยุทธ์” คนละครึ่ง เป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง

"เพื่อไทย" สอน "ประยุทธ์" คนละครึ่ง เป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง

29 ธันวาคม 2563 – 10:07 น.

“เพื่อไทย” สอน “ประยุทธ์” คนละครึ่ง เป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง แนะ ต้องมีแนวทางฟื้นเศรษฐกิจชัดเจนเพื่อสู้โควิดระลอกใหม่

29 ธ.ค.63 นางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการระยะสั้นที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่มาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่กำลังจะถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่

ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์แก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยการแจกเงินมาโดยตลอด รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง” ที่แม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้างแต่ยังเป็นการแจกเงินที่ไม่แตกต่างกับนโยบายก่อนหน้านี้ของรัฐบาล มิหนำซ้ำยังเปิดสิทธิให้ลงทะเบียนอย่างจำกัด ทำให้ประชาชนต้องแย่งชิงกัน ทั้งๆ ที่เงินที่เอามาแจกนั้นเป็นเงินที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ร่วมกัน ซึ่งทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขควรจะมีสิทธิลงทะเบียนได้อย่างเท่าเทียม ไม่ควรทำเหมือนโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตามห้างสรรพสินค้าที่ต้องจัดนาทีทองให้ประชาชนแย่งชิงกันเพื่อสร้างความนิยม และนำมาอวดอ้างภายหลังว่าโครงการประสบความสำเร็จ

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 รัฐบาลได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติการออก พ.ร.ก. เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้ผ่านมาเกือบ 7 เดือนแล้ว ปรากฏว่าในส่วนเงินสำหรับใช้ฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 400,000 ล้านบาท ขณะนี้มีการอนุมัติไปแค่ราว 120,000 ล้านบาท แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ “รัฐบาล Very กู้” ที่กู้โดยไม่มีแผนรองรับอย่างเป็นระบบ ทำให้ออกมาตรการล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ได้ให้สิทธิ 3,500 บาท ต่อคน ต่อ 3 เดือน หรือเฉลี่ย 38.8 บาท ต่อคนต่อวัน รวมทั้ง 2 เฟสใช้วงเงินงบประมาณราว 61,250 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินของประชาชนอีกครึ่งหนึ่งคือ 61,250 ล้านบาท จะมีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจประมาณ 125,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่า GDP ของประเทศไทยจำนวน 15.6 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นเพียงโครงการเสริมระยะสั้นไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาคนตกงาน โดยปัจจุบันมีคนว่างงานอยู่เกือบ 800,000 คน และมีอีกไม่น้อยที่เสี่ยงจะตกงานจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งยังมีบัณฑิตจบใหม่ที่จะหางานยากหรืออาจจะหาไม่ได้เลยอีกเกือบ 600,000 คน นอกจากนี้ การแจกเงินในลักษณะยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กอยู่ได้ และไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ มาตรการเสริมระยะสั้นเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบได้ หากยังเน้นเพียงมาตรการเสริมแบบนี้ เมื่อมีโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่อีก รัฐบาลก็ต้องแจกไม่มีที่สิ้นสุด ถึงวันหนึ่งรัฐบาลจะไม่มีเงินพอที่จะออกมาตรการเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และหนี้จำนวน 1 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” นางสาวจิราพร กล่าว

“ชวน” แจง สภา ยังไม่พบการแพร่เชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453503

“ชวน” แจง สภา ยังไม่พบการแพร่เชื้อโควิด

"ชวน" แจง สภา ยังไม่พบการแพร่เชื้อโควิด

28 ธันวาคม 2563 – 17:12 น.

ประธานสภาผู้แทนราษฏรยืนยันแม้ว่าผู้ติดตามของประธานกรรมาธิการพนันออนไลน์จะติดเชื้อโควิด-19 แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคนี้  ยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่รุนแรงในรัฐสภา พร้อมกำชับเพิ่มมาตรการป้องกันแล้ว

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงภาวะเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในรัฐสภา พี่หลังจากพบว่าผู้ติดตามประธานกรรมาธิการการพนันออนไลน์ติดเชื้อ โควิด-19 จากป้า โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงกับมีการแพร่ระบาดขนาดนั้น แต่ได้เพิ่มมาตรการให้เป็นพื้นที่ที่ให้ความเข้มงวดในการตรวจสอบ ผู้ใดไม่อภิปรายและอยู่ในห้องก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นมาตรการเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัตินอกเหนือจากที่ฝ่ายเลขาธิการและผู้รับผิดชอบดูแลก็สั่งเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง และอย่าเกรงใจนักการเมืองหรือผู้ที่อ้างว่าเป็นเด็กใคร ที่ไม่สวมหน้ากากเข้ามา หากไม่มีก็ให้ไปกลับไปหาเอาเอง

นายชวน ยังระบุอีกว่าทุกวันนี้ รัฐสภามีจำนวนเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานและมาประชุมกว่า 2,000 คน รวมถึงสมาชิกสภาอีก 400 กว่าคน ที่สลับกันเข้ามาทำงานทุกวัน ซึ่งสภาก็จะมีมาตรการในการลดความแออัด หากมีการประชุมก็จะให้นั่งเว้นระยะห่างทางสังคมและให้สวมหน้ากากอนามัยทุกคน

ส่วนกรณีที่มีผู้ติดตามประธานอนุกรรมาธิการ ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ขณะนี้ แต่ได้ยินได้ฟังจากการแถลงข่าวว่า วันที่มาที่นี่หรือวันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่มีอาการใด ๆ กลับไปเยี่ยมป้าที่ระยองก็เข้าใจว่าไปติดจากป้า

ประธานสภาผู้แทนราษฏร ยังระบุอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามผลของการตรวจสอบของเลขาธิการประธานสภา  ในวันพรุ่งนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

‘มกอช.’ ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541863

‘มกอช.’ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’

‘มกอช.’ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.53 น.

“มกอช.” ติวเข้มเกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยใช้ “DGTFarm.com” ขยายช่องทางการตลาด สร้างโอกาสแข่งขันทางการค้า เน้น ‘ตลาดนำการผลิต’ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค “นิว นอร์มอล”

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิต ประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทุกภาคส่วนได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการขายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งมีแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าออนไลน์มากมาย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวคิด “เกษตร 4.0” เพื่อให้เกษตรกรสามารถยกระดับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้

ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มกอช. โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) ได้พัฒนาเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ หรือ DGTFarm.com  สำหรับเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ ผ่านการรับรองมาตรฐานให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการได้พบกับผู้บริโภคที่มีความต้องการที่ตรงกันได้ โดยสินค้าเกษตรที่สามารถเข้ามาจำหน่ายใน DGTFarm.com  จะต้องเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้การรับรองมาตรฐาน หรือเป็นสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ QR Trace (ระบบตามสอบสินค้าเกษตรด้วย QR Code Traceability)

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์บน DGTFarm.com  ให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer เกษตรกรรายเดี่ยว กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ที่เป็นสมาชิกรายเดิมและผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิก DGTFarm.com มกอช. จึงได้จัด “โครงการสัมมนาส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานเทคนิคการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ การขนส่งสินค้าให้ยังคงคุณภาพไปจนถึงมือผู้บริโภค ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ให้ปลอดภัย อีกทั้ง ยังเป็นจุดเชื่อมโยงธุรกิจให้กับเกษตรกรที่มีสินค้ามาตรฐานที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ

โดยกำหนดการจัดสัมมนา 4 ครั้ง  เกษตรกรผู้เข้าร่วม ครั้งละ 100 คน  รวมทั้งหมด 400 คน ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภาคกลาง  จ.อยุธยา มีเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนา 14 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท นครปฐม นครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ครั้งที่  2 ภาคใต้  จ.สงขลา (หาดใหญ่) ครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น และครั้งที่ 4 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ปัจจุบัน DGTFarm.com  มีสมาชิกทั้งหมด 2880  ราย ร้านค้าของเกษตรกร จำนวน 447 ร้านค้า โดยแบ่งหมวดหมู่ ได้แก่ ตลาดเกษตรอินทรีย์ 176 รายการ ตลาดเกษตรปลอดภัย GAP 278  รายการ และตลาดสินค้า QR Trace 180  รายการ ซึ่งมีรายการสินค้า  766  รายการ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าว ไข่ ประมง ปศุสัตว์ สมุนไพร เครื่องสำอาง และสินค้าแปรรูป

“DGTFarm.com จะเป็นช่องทางออนไลน์ที่จะช่วยลดต้นทุนการสร้างร้านค้า ลดระยะเวลา สามารถทำการค้าได้อย่างไม่จำกัดทั้งสถานที่ และเวลา อีกทั้งยังเป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน จากผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และความเข้มแข็ง เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสการแข่งขันทางการค้าและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุค New Normal” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘RIDCโพล’ เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541849

'RIDCโพล' เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1

‘RIDCโพล’ เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.32 น.

RIDC โพล เผยคนไทยส่วนใหญ่พอใจผลงานรัฐบาล ปลื้ม“โครงการคนละครึ่ง-ประกันราคาพืชผลการเกษตร”มากที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนสุนันทา หรือ RIDC โพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ประจําปี พ.ศ. 2563 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การถดถอยของ เศรษฐกิจ และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จํานวนท้ังสิ้น 4,121 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 21 – 25 ธันวาคม 2563 พบว่า ประชาชนร้อยละ 62.11% พอใจภาพรวมผลงานและการทํางานของรัฐบาล

ส่วนกระทรวงที่ประชาชนพอใจกับผลงานและการทำงานมากที่สุดได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 65.62%  กระทรวงพาณิชย์ 65.51% และกระทรวงสาธารณสุข 64.20% กระทรวงแรงงาน 62.98% และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 60.01%

ขณะเดียวกันผลงานของรัฐบาลที่ท่านชื่นชอบหรือรับรู้มากท่ีสุดได้แก่ โครงการ “คนละคร่ึง” 36.55% โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร 35.13%  โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 34.67%  โครงการ “เราเท่ียวด้วยกัน” 34.11% โครงการแก้ไขปัญหาโรคระบาดสุกรและโรคระบาดพืช 33.95%  การแก้ไขปัญหา COVID – 19 28.17% โครงการ “ช็อปดีมีคืน” 22.35%  โครงการตลาดออนไลน์เพื่อการเกษตร 12.27%  โครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่” 11.78%  และโครงการสินเชื่อ Soft Loan และลดภาระสินเชื่อ 11.40% .

อ.ต.ก.ส่งความสุขปีใหม่ 2564 มอบของขวัญด้วยข้าวราคาพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541805

อ.ต.ก.ส่งความสุขปีใหม่2564 มอบของขวัญด้วยข้าวราคาพิเศษ

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ส่งความสุขปี 2564 จัดกิจกรรม “อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ กรรมการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงาน ในสังกัดจัดกิจกรรม “โครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างโอกาส สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพราคาถูก โดยจัดกิจกรรม “อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564 ที่บริเวณทางเดิน โซนจำหน่ายข้าวสาร(ฝั่งริมคลอง) ตลาด อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร อ.ต.ก. คัดสรรข้าวไทยคุณภาพ ข้าวเกษตรอินทรีย์ หลากหลายสายพันธุ์จากเกษตรกรไทยมาจำหน่ายในงาน

“อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” อาทิ ข้าวซ้อมมือน้ำนมหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิสีเขียว/สีชมพู ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวใหม่ต้นฤดูและข้าวกลางปีตราไดโนเสาร์ และโปรโมชั่นพิเศษสุด หากลูกค้าซื้อข้าวสารภายในงาน ครบ 4 กก. ระหว่างเวลา 10.00 น. – 15.00 น. จากร้านค้าเดียวกัน(คละชนิดข้าวได้) รับของแถมเป็นข้าวสารชนิดเดียวกันหรือข้าวที่ราคาต่ำสุดเพิ่มฟรีอีก 1 กิโลกรัม

สศก.ชี้ GDP ปี’63 หดตัว 3.3% เหตุแล้งเป็นหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541807

สศก.ชี้GDPปี’63หดตัว3.3%เหตุแล้งเป็นหลัก

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 พบว่าหดตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยหดตัวจากสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์ขยายตัว โดยสาขาพืชหดตัวร้อยละ 4.7 เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมาส่งผลให้พืชสำคัญมีผลผลิตลดลง เช่น ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุด และเงาะอย่างไรก็ตาม ยังมีผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้นคือ ข้าวนาปี เนื่องจากในช่วงกลางปี 2563 เป็นต้นมา มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าในปี 2562 ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีรอบ 2 ได้เพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการควบคุมและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้ดี ลำไย เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2560 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ และทุเรียนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจให้เกษตรกรบำรุงและดูแลรักษา ประกอบกับมีพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2558 ที่เริ่มให้ผลผลิตได้ปีนี้

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.7 จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน การเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่ดี ทำให้สินค้าปศุสัตว์สำคัญทั้งไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาประมงหดตัวร้อยละ 2.6 เนื่องจากผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงลดลงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ จากการสูญเสียตลาด
บางส่วนให้กับประเทศคู่แข่ง ทำให้เกษตรกรปรับลดจำนวนลูกพันธุ์และชะลอลงลูกกุ้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ประมงน้ำจืดมีผลผลิตลดลงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปลานิลและปลาดุก เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 เนื่องจากกิจกรรมการจ้างบริการทางเกษตรต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน การดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวลดลง ตามเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เก็บเกี่ยวของพืชสำคัญที่ลดลง และสาขาป่าไม้ หดตัว ร้อยละ 0.5 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ครั่ง และรังนก ลดลงเป็นผลจากการตัดโค่นสวนยางเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีลดลง ความต้องการไม้ยูคาลิปตัสและครั่งของประเทศคู่ค้าสำคัญลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 หดตัว แต่ด้วยการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรฯทำให้ภาคเกษตรและเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนโดยดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ บริหารจัดการน้ำ พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ การตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาตรการเยียวยาเกษตรกร จากผลกระทบของโควิด-19ที่ได้จ่ายเงิน 5,000 บาท ให้เกษตรกรเป็นเวลา 3 เดือน การส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรในประเทศ การเพิ่มศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรของไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐานและความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้าเกษตรไทย

สำหรับปี 2564 คาดว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจะขยายตัวช่วงร้อยละ 1.3 – 2.3 แต่ยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยและสถานการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ สถานการณ์ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช การระบาดของโรคในสัตว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโควิด-19 อัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง จะส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้าของสินค้าเกษตรไทย รวมไปถึงราคาน้ำมันดิบที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่ง สศก. จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

“ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรสะท้อนให้เห็นผลการพัฒนาภาคเกษตรภาพรวม แต่ยังไม่ใช่การบ่งชี้ว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง นอกจากนี้ การเติบโตของภาคเกษตรระดับสูงไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของมาตรฐานการครองชีพของเกษตรกรทุกคนเสมอไป ดังนั้น หากต้องการมองถึงความอยู่ดีกินดีและการกระจายรายได้ของเกษตรกรในประเทศ ต้องพิจารณาให้ละเอียดลงไปถึงตัวชี้วัดอื่น อาทิ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของเกษตรกร สัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สิน สัดส่วนเกษตรกรยากจน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ สศก.หน่วยงานเนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร จะเดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปสู่การเป็น Big Data เพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรที่ถูกต้องและแม่นยำ” เลขาธิการ สศก.

เกษตรฯจัดเวทีเครือข่ายYoung Smart Farmer เดินหน้าพัฒนาต่อยอดมาตรฐาน-ช่องทางตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541806

เกษตรฯจัดเวทีเครือข่ายYoung Smart Farmer เดินหน้าพัฒนาต่อยอดมาตรฐาน-ช่องทางตลาด

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร และช่องทางการตลาด รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ พร้อมทั้งจัดแสดงผลงาน ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการพัฒนาผลผลิตและสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer รวมถึงการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ DTAC ITAP และ The Mall Group ที่ร่วมกันพัฒนาและยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายเป็นกลไกสำคัญพัฒนาให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ มีการจัดกระบวนการให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ เกิดเป็นเครือข่าย Young Smart Farmer 77 เครือข่ายทั่วประเทศ

พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานของเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับจังหวัด โดยตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (ศบพ.) 77 ศูนย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานของเครือข่ายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม องค์ความรู้ควบคู่งานวิจัย และหลักการธุรกิจเกษตร บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล รวบรวมสินค้าเกษตรและเพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงสร้างทายาทเกษตรกร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคี ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสถาบันการเงินร่วมพัฒนายกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรม พึ่งพาตนเองได้และเป็นผู้นำทางการเกษตร รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานภาคการเกษตรได้ นอกจากนี้ ยังจัดแสดงผลผลิต ผลิตภัณฑ์และสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer จากทั่วประเทศภายในงาน เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป สมุนไพร เห็ดสดและแปรรูป ไข่ไก่ ชา กาแฟ โกโก้ ข้าวสาร นม น้ำผึ้ง น้ำแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป ของใช้ ดินและปุ๋ยไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนา Young Smart Farmer และ Smart Farmer ดังนี้ 1.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะในการเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ และพัฒนายกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการ และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมกันพัฒนาและสนับสนุนให้เกษตรกรประกอบธุรกิจการเกษตร เชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรรายอื่น 2.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ Young Smart Farmer มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของชุมชน เป็นผู้นำด้านการเกษตรของชุมชน และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการขับเคลื่อนภาคเกษตรเข้าสู่การทำเกษตรสมัยใหม่3.สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้สนใจอาชีพการเกษตรเข้ามาสู่ภาคการเกษตรมากขึ้นโดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการ และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมพัฒนาสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่และผู้สนใจเริ่มต้นทำการเกษตรหรือประกอบธุรกิจการเกษตรได้ 4.สร้างทายาทเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อสืบทอดอาชีพการเกษตร ทั้งพัฒนายุวเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะด้านการเกษตร สนับสนุนลูกหลานเกษตรกรให้กลับมาทำการเกษตรมากขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกระทรวงกลาโหมพัฒนาเตรียมความพร้อมของกำลังพลทหารกองประจำการที่เป็นลูกหลานเกษตรกรเพื่อเข้าสู่อาชีพการเกษตรในอนาคต และ 5.พัฒนาศักยภาพของ Smart Farmerให้เป็นต้นแบบ และสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์สู่เกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541830

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี  ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.55 น.

กรมปศุสัตว์ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนในพื้นที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ยึดซากสุกรที่กำลังชำแหละ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าลักลอบฆ่าสัตว์ผิดกฎหมาย เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคและสารตกค้าง ส่งผลต่อสุขภาพ อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและแพร่โรคระบาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบฆ่าและชำแหละสุกรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต รวมทั้งสร้างความเดือดร้อนรำคาญทั้งเสียงและส่งกลิ่นเหม็นในพื้นที่ตำบลโพนทอง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี​ ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไทจัดทีมเข้าตรวจสอบโดยด่วน ภายใต้นโยบายปฏิบัติการ “หมูสะอาด” ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท นำโดยนายจิรภัทร อินทร์สุข รองหัวชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท นายปิยพงษ์ มิ่งสกุล ร่วมกับเจ้า​หน้าที่​สำนักงานปศุสัตว์​เขต 1 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการ​ปราบปราม​การ​กระ​ทำ​ความผิด​เกี่ยวกับ​การ​คุ้มครอง​ผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม​ยาเสพติด​​ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รวมกว่า 30 นาย ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นโรงฆ่าสุกรเถื่อน พบซากสุกรกว่า 13 ตัว ซึ่งได้ชำแหละแล้ว ไม่มีการตรวจโรคจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ ซากสุกรรอนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัด และส่งขายเป็นหมูหัน น้ำหนักรวมกว่า 500 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 100,000 บาท ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559

พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ของกลาง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 คือ ข้อหาที่ 1 ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาที่ 2 ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่าต่อพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 31 มีโทษปรับตามรายตัว สุกรตัวละไม่เกิน 2 หมื่นบาท และข้อหาที่ 3 ฆ่าสัตว์ นอกโรงฆ่าสัตว์ ตามมาตรา 39 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ซากสุกรทั้งหมดไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมโรคและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่เป็นอันตราย จึงต้องนำไปทำลายโดยวิธีการฝังกลบ ซึ่งปฏิบัติตามระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการกับสัตว์หรือซากสัตว์ของกลางที่เป็นพาหะของโรคระบาดซึ่งถูกยึดหรืออายัดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์หรือตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2558

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการบุกเข้าตรวจค้นจับกุมการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายครั้งนี้ เป็นนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและป้องกันการแพร่โรคระบาด เนื่องจากเนื้อสัตว์และซากสัตว์ที่ได้จากการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ ไม่ได้ผ่านการตรวจโรคและสารตกค้างมาก่อน รวมถึงกระบวนการฆ่าสัตว์ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เนื้อสัตว์ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคระบาดติดต่อไปยังผู้บริโภคได้ เช่น โรคหูดับ (streptococcus suis) โรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อ ซัลโมเนลล่า (salmonellosis) โรคพยาธิในระบบทางเดินอาหาร หรืออันตรายจากสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้การไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ที่นำมาฆ่า อาจเป็นสาเหตุการแพร่กระจายของเชื้อโรคระบาดสัตว์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปากและเท้าเปื่อย โรค PRRS เป็นต้นนอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งว่าได้ดำเนินการตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ กำหนดหรือไม่ และหากตรวจพบโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่ถูกสุขอนามัย จะมีโทษตั้งแต่แจ้งเตือน พักใช้หรือยกเลิกใบอนุญาตฯ ตามกรณีความผิดที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อยกระดับให้โรงฆ่าสัตว์มีมาตรฐานเดียวกัน สร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค และป้องกันการแพร่โรคระบาด หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้   ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที.

ฉีดอินซูลินอย่างไรให้คุมเบาหวานได้ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541686

ฉีดอินซูลินอย่างไรให้คุมเบาหวานได้ดี

ฉีดอินซูลินอย่างไรให้คุมเบาหวานได้ดี

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มาคุยกันต่อเรื่องเบาหวานกับ “ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย” นะครับ สัปดาห์ก่อนเราพูดถึงความสำคัญของการดูแลตนเองในเรื่องการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานกันครับ

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ที่มักพบในเด็กและผู้ป่วยเบาหวานจากการตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลิน ส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่สามารถควบคุมน้ำตาลด้วยการรับประทานยา เมื่อควบคุมด้วยยาไม่ได้ผลจึงจะจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

อินซูลินเป็นฮอร์โมนสร้างจากตับอ่อน ในปัจจุบันอินซูลินที่มาใช้เป็นยาฉีดส่วนใหญ่ใช้วิธีสังเคราะห์ขึ้น ทำให้มีอินซูลินสังเคราะห์หลายชนิด บางชนิดออกฤทธิ์เร็วแต่อยู่ได้ไม่นาน บางชนิดออกฤทธิ์ช้ากว่าแต่อยู่ได้นานทั้งวัน อินซูลินที่ออกฤทธิ์เร็วต้องฉีดก่อนอาหารหรือหลังอาหารไม่เกิน 15 นาที อินซูลินที่ออกฤทธิ์สั้นหรือปานกลางต้องฉีดก่อนอาหาร 30 นาที โดยส่วนใหญ่ต้องฉีดยาวันละหลายครั้ง ส่วนอินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาวสามารถฉีดตอนเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ก่อนหรือหลังอาหาร และสามารถฉีดแค่วันละครั้ง

ยังมีอินซูลินที่มีส่วนผสมของอินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วหรือสั้นกับอินซูลินที่ออกฤทธิ์ปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องฉีดวันละ 2-3 ครั้ง การฉีดต้องฉีดก่อนอาหารเช่นเดียวกับอินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วหรือสั้นที่เป็นส่วนผสม การฉีดยาอินซูลินแต่ละชนิดจึงต้องฉีดในเวลาที่เหมาะสมตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด การฉีดไม่ตรงเวลาตามมื้ออาหารอาจทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้ การฉีดไม่สม่ำเสมอจะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

แพทย์จะพิจารณาให้ขนาดของอินซูลินตามอายุ น้ำหนักการรับประทานอาหาร และระดับน้ำตาลของผู้ป่วย ผู้ป่วยฉีดอินซูลินจะได้รับคำแนะนำในการปรับการรับประทานอาหาร เช่น ต้องรับประทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อ และอาจมีอาหารว่างช่วงบ่ายและดึกอีกวันละ 2 มื้อ และอาจจะได้รับคำแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลเอง โดยการเจาะน้ำตาลจากปลายนิ้ว โดยเฉพาะในรายที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยาก บางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยปรับขนาดของอินซูลินเอง ตามระดับน้ำตาลที่เจาะได้ แต่ถ้าแพทย์ไม่ได้แนะนำให้ปรับขนาดเอง ผู้ป่วยไม่ควรปรับเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง การหยุดยาอินซูลินเองอย่างทันทีทันใดอาจเกิดผลเสียรุนแรงได้โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

อย่าลืมติดตามเรื่องเบาหวานตอนต่อไปอังคารหน้ากับ “ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย” นะครับ เราจะมาคุยกันเรื่องยาลดระดับน้ำตาลที่ไม่ใช่อินซูลินกัน

พลอากาศโท นายแพทย์ อนุตตร จิตตินันทน์

ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย