Measures stepped up to contain Covid from spreading in factories #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40005740

Measures stepped up to contain Covid from spreading in factories


Factories nationwide have been urged to use “bubble and seal” and Good Factory Practice (GFP) methods after more than 60,000 Covid-19 cases within five months.

The Department of Disease Control (DDC) organised a live seminar via Facebook on Saturday entitled “Join Forces Against the Covid-19 Crisis in Establishments”. 


The seminar was a collaboration between the government and the private sector to promote prevention measures in a bid to stop the virus spreading in 19 industrial establishments. 


Consulting and coaching teams joined the seminar to answer questions from participants through Facebook Live.


Kobchai Sungsitthisawad, the permanent secretary at the Ministry of Industry, as the seminar president revealed that there had been 60,380 cases in 845 factories in 62 provinces from April 1 to August 29. Many factories had to suspend operations which impacted the country’s economy. To bring business back to normal, factories nationwide have been urged to use the “bubble and seal” measure by working and doing activities in small groups, and the GFP measure, which is the basis for good hygiene in factories and among employees.


DDC chief Dr Opas Karnkawinpong told the seminar that proper understanding will need to be given to the employees to prevent the  virus from spreading within the companies and communities. Companies need to urge their employees to cooperate and act appropriately in order to achieve a balance between health and economy, he said.

Related news:

Measures stepped up to contain Covid from spreading in factoriesMeasures stepped up to contain Covid from spreading in factories

Published : September 05, 2021

ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600083

ชายคาพระพิรุณ : 6 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระบบสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์จึงเป็นนโยบายสำคัญที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการขับเคลื่อนงานตามภารกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญของระบบการตรวจสอบด้วยสหกรณ์เอง เป็นการดำเนินงานของสหกรณ์ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ความเชื่อมั่นเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการปฏิบัติงานของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายที่จะพัฒนาการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ พร้อมทั้งเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ตรวจสอบกิจการ เพื่อเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์ดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้สมาชิก ให้ได้รับการดูแลจากสหกรณ์และได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยผู้ตรวจสอบกิจการเมื่อได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่แล้ว จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายสหกรณ์ ระเบียบ ประกาศและคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบและข้อบังคับสหกรณ์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย การศึกษาและสำรวจ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบกิจการมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ที่ตรวจสอบ เช่น ลักษณะการดำเนินงาน วิธีปฏิบัติงาน นโยบาย เป้าหมาย กฎหมายและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการตรวจสอบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสหกรณ์และยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบได้อีกทางหนึ่ง

2.การวางแผนการตรวจสอบ เป็นการคิดล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานจริง การวางแผนที่ดีจึงช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายในระยะเวลางบประมาณและอัตรากำลังที่มี ตลอดจนเป็นทิศทางให้งานดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

3.การปฏิบัติงานตรวจสอบ เป็นกระบวนการตรวจสอบ สอบทาน และรวบรวมหลักฐานเพื่อวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานต่างๆ ว่าเป็นไปตามนโยบาย แผนงาน ข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4.การรายงานผลการตรวจสอบกิจการ เป็นการสรุปผลการตรวจสอบที่ผู้ตรวจสอบกิจการเห็นว่า จำเป็นต้องรายงานให้สหกรณ์ทราบ ทั้งในด้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานของคณะกรรมการดำเนินการการปฏิบัติงานของฝ่ายจัดการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งข้อสังเกตที่ตรวจพบ และข้อเสนอแนะที่สหกรณ์ควรแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด

5.การติดตามแก้ไข ในการปฏิบัติงานตรวจสอบกิจการในคราวต่อไป ผู้ตรวจสอบกิจการต้องติดตามผลการแก้ไขและเขียนไว้ในรายงานผลการตรวจสอบกิจการในคราวนั้นด้วย หากมีกรณีผู้ตรวจสอบกิจการตรวจพบว่า มีเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับสหกรณ์หรือสหกรณ์มีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบคำสั่ง ประกาศหรือคำแนะนำของทางราชการรวมทั้งข้อบังคับระเบียบมติที่ประชุมที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกและสหกรณ์ ให้ผู้ตรวจสอบกิจการแจ้งผลการตรวจสอบกิจการต่อคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทันที และแจ้งให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในพื้นที่และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดหรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครทราบโดยเร็วในทันที…เห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดี มีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600084

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ  หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวด ทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention
Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง(Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง

ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสมก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่วอย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างฯนฤบดินทรจินดา หนุนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ฯใช้น้ำอย่างคุ้มค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600081

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างฯนฤบดินทรจินดา หนุนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ฯใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา คาดแล้วเสร็จปีหน้า เผยราษฎร 34 หมู่บ้าน กว่า 110,000 ไร่ ได้รับประโยชน์ พร้อมเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ฯ มั่นใจระบบส่งน้ำจะช่วยสร้างความมั่นคง ประชาชนได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม

นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดากรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี (โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ในส่วนการก่อสร้างตัวเขื่อนและอาคารประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน ซึ่งมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 65 คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565

อย่างไรก็ตามแม้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้เริ่มทำการส่งน้ำจากระบบส่งน้ำในส่วนที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรไม่ว่าจะเป็น ไม้ผล ปาล์ม น้ำมัน ไผ่ พืชไร่ ข้าว และการอุปโภค-บริโภค ครอบคลุมพื้นที่ 5 หมู่บ้าน กว่า 11,040 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวน 1,325 ครัวเรือน

“หากการก่อสร้างระบบส่งน้ำเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายได้ 94,800 ไร่ ครอบคลุม 27 หมู่บ้าน และเปิดพื้นที่ชลประทานฝั่งขวาได้ 16,500 ไร่ ครอบคลุม 7 หมู่บ้าน รวมระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานทั้งหมดจำนวน 111,300 ไร่ ครอบคลุม ต.แก่งดินสอ อ.นาดี ต.บ้านนา ต.บ่อทอง ต.เมืองเก่า และเทศบาลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคตลอดทั้งปีรวมทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยและรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีอีกด้วย” นายวิเชียรกล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวด้วยว่า จากการติดตามความก้าวหน้าโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนายจรัญธาดา กรรณสูต องคมนตรี เมื่อวันที่12 กรกฎาคม 2560 ได้มีดำริให้หาแนวทางพัฒนาพื้นที่โครงการฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้งานพื้นที่ได้คุ้มค่ากับการลงทุนจังหวัดปราจีนบุรีจึงได้มีคำสั่งจังหวัดปราจีนบุรีที่ 2699/2563 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2563 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร ด้านเมืองสมุนไพร และด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ทั้งนี้ในส่วนของกรมชลประทานนั้นรับผิดชอบในด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้มีการผลักให้ภาคเกษตรกรและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำด้วยการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ตั้งแต่ปี 2561-2564 จำนวน 32 กลุ่ม และมีแผนดำเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานทั้งหมด มีการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 แล้วจำนวน 2 กลุ่ม พร้อมร่วมกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นำระบบการจ่ายน้ำ ระบบคูน้ำ ชักน้ำจากคลองสายใหญ่ให้เข้าถึงพื้นที่ที่ส่งน้ำไปได้ยาก เช่น บริเวณ แก่งดินสอ ซึ่งมีลักษณะพื้นที่สูง ต่ำ ไม่เท่ากันให้ได้รับน้ำโดยทั่วกัน

“เมื่อระบบส่งน้ำฯ ดังที่เรียนข้างต้นแล้วเสร็จสมบูรณ์จะสามารถส่งน้ำเข้าถึงผู้ใช้น้ำในพื้นที่ได้ ทุกครัวเรือน ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ประกอบกับการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่โครงการฯ จากทุกภาคส่วน จะทำให้การใช้น้ำที่มีอยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความมั่นคง เพิ่มรายได้ และประโยชน์ระยะยาวต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชน” ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวในตอนท้าย

‘กรมชลประทาน’ ชู 3 โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599647

'กรมชลประทาน'ชู3โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

‘กรมชลประทาน’ชู3โครงการ นำร่องหวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.31 น.

กรมชลประทาน ชู 3 โครงการ นำร่อง หวังแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวขอนแก่น

กรมชลประทาน จัดกิจกรรมสื่อสัญจร โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น ชู 3 โครงการนำร่องในพื้นที่ อำเภอสีชมพู หวังแก้ปัญหาแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน

3 กันยายน 2564 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมกับ นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เปิดเผยภายหลังให้สัมภาษณ์สรุปรายละเอียด โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น แก่สื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Video Conference โปรแกรม Zoom ว่า ตามที่ กรมชลประทาน ศึกษาภาพรวมของการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยได้ บูรณาการแผนพัฒนาแหล่งน้ำในทุกมิติจากหน่วยงานกรมชลประทานในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งผลการศึกษาได้จัดกลุ่มแผนงานโครงการ ออกเป็น 5 กลุ่ม สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบด้วย แผนการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ,แผนพัฒนาโครงการในพื้นที่เกษตรน้ำฝน ,แผนงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชลประทาน , แผนพัฒนาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนการบรรเทาอุทกภัย  ซึ่งหากดำเนินงานตามแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานตามผลการศึกษาแล้ว จะทำให้จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 675 ล้านลูกบาศก์เมตร  มีพื้นที่ชลประทาน 698,622 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 289,313 ไร่ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่ได้รับการป้องกันจากน้ำท่วม 49,920 ไร่

สำหรับ โครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น  มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ ในตำบลสีชมพู อำเภอสีชมพู ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องหลักในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ได้แก่

1.โครงการอาคารบังคับน้ำลำน้ำพองตอนบน เป็นการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อยกระดับน้ำในลำน้าพองและนำน้ำจากลำน้ำพอง เข้าสู่พื้นที่ชลประทานบริเวณฝั่งขวาของลำน้ำพอง

2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าน2 (ใหม่) เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าน 2 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้เพิ่มขึ้น

3. โครงการประตูระบายน้ำบ้านโคกป่ากุง เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อยกระดับน้ำในลำห้วยโคกป่ากุง เพื่อนำน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานท้ายลำห้วยสายหนัง

“ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาโดยการมองภาพรวมของปัญหาในเชิงพื้นที่ (Area base) ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีสภาพปัญหาและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องกำหนดแนวทางการแก้ไขตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ รวมถึงการบูรณาการจากทุกภาคส่วนกรมชลประทาน จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานอย่างยั่งยืน จังหวัดขอนแก่น เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะช่วยให้แหล่งน้ำ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น พื้นที่ชลประทานการเกษตรเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัย สามารถแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นได้อย่างยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599394

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีรายชื่อที่ถูกอภิปราย ด้วยเพราะผลงานเข้าตาฝ่ายค้าน โดยเฉพาะผลงานการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำหรือเปล่าไม่รู้….?

แม้บางครั้งจะไม่ได้ลงพื้นที่เอง แต่ก็สั่งการและมอบหมายตัวแทนโดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะเกษียนอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำท่วมแล้ง คุณภาพน้ำ อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อวันก่อน ดร.สมเกียรติ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในพื้นที่ จ.เพชรบุรีบริเวณคลองระบายน้ำ D9 ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

“รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปี 2559 – 2561 ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วน ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้แนวทางระบายน้ำออกทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

จากการดำเนินแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วนดังกล่าว ทำให้ฤดูฝนในปี 2563 ที่ผ่านมาตัวเมืองเพชรบุรีไม่ได้รับกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด โดยได้บริหารจัดการน้ำผ่านคลองระบายน้ำ D9 ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ ลงสู่อ่าวไทยโดยตรง สามารถตัดมวลน้ำบางส่วนจากคลองชลประทานสาย 3 และหน่วงน้ำหน้าเขื่อนเพชรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังสั่งการให้ ดร.สมเกียรติตรวจความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตาม 10 มาตรการของรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะหากมีพายุจรเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าในเดือนกันยายนจะมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น

โดยได้เร่งให้แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือน เฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีแหล่งน้ำเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 434 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 61% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 276 ล้านลบ.ม. และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 208 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 53% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 180 ล้านลบ.ม.

“สทนช.จะเร่งรัดแผนงานโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 และคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งช่วยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยรวมทั้งสิ้น550 ลบ.ม./วินาที นอกเหนือจากการใช้คลอง D9 เพียงเส้นทางเดียวที่อาจมีข้อจำกัดไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเมื่อมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งกรมชลประทานมีแผนดำเนินการในปี 2566-2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ถ้าหากสามารถดำเนินการก่อสร้างคลอง D1 ได้ ก็จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของจ.เพชรบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.เพชรบุรี ได้อย่างยั่งยืนนั้น ได้มีการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พบว่า นอกจากการดำเนินงานตามแผนงานที่กล่าวมาแล้ว ยังจะต้องดำเนินมาตรกรอื่นๆ ด้วย เช่น เพิ่มความจุและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ เพิ่มช่องทางระบายน้ำเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีลงสู่ทะเล ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ติดตั้งสถานีอัตโนมัติวัดน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ต้นน้ำใช้มาตรการผังเมือง เป็นต้น

“บิ๊กป้อม” แม้จะพูดน้อย อายุมาก แต่ต้องยอมรับน้ำ ขยันทำงาน บ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานโครงการต่างๆ ด้วยตนเอง ถ้าติดภารกิจก็จะให้เลขาธิการ สทนช.ลงพื้นที่แทน เพื่อให้แก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเกิดผลเป็นรูปธรรม…..ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599396

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ

1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออกที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90%ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAPซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้วดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่างๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการนำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้
แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599157

สกู๊ปพิเศษ :  มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG)  

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน

มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

“กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา”

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิตความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน”  

ในส่วนของการดำเนินงานนั้นนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก
วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค“เชื่อม รัด มัด ร้อย” www.facebook.com/EPISG.MF

‘B-Garlic’ สร้างตำนานกระเทียมดำ คว้ารางวัล PM Export Award 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600156

‘B-Garlic’ สร้างตำนานกระเทียมดำ คว้ารางวัล PM Export Award 2021

‘B-Garlic’ สร้างตำนานกระเทียมดำ คว้ารางวัล PM Export Award 2021

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.52 น.

B-Garlic กระทียมดำอันดับหนึ่ง คว้ารางวัล PM Export Award 2021 สร้างนวัตกรรมยกระดับการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นายนพดา อธิกากัมพู กรรมการผู้จัดการบริษัทนพดาโปรดักส์ จำกัด/กลุ่มบริษัทนพดา (นพดากรุ๊ป) ชายหนุ่มลูกเกษตรกร ที่พลิกฟื้นดินให้กลายเป็นทองคำเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยสองมือ และหนึ่งสมองของตนเอง สร้างตำนานกระเทียมดำอันดับหนึ่งของเมืองไทย คว้ารางวัลใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ PM Export Award 2021 สาขา Best Exporter ให้กับ B-Garlic และ Beat Thai Brands ให้กับ Homtiem

นายนพดา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า Nopphada Group ประกอบด้วย Nopphada Product, Nopphada Trading, Nopphada Seasoning และ NCR Product แต่กว่าจะเป็นนพดากรุ๊ปแบบทุกวันนี้ ได้เริ่มต้นจากการสานต่อกิจการครอบครัวในธุรกิจค้ากระเทียมสด ในจังหวัดลำพูน ส่งเข้าตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ และโรงงานแปรรูปอาหาร เป็นกิจการที่ส่งไม้ต่อจากรุ่นคุณปู่ รุ่นคุณพ่อ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยาวนานร่วม 40 ปี มาจนถึงปัจจุบันนับเป็นรุ่นที่ 3 และได้ก่อตั้งเป็นบริษัท นพดาโปรดักส์ จำกัด ภายใต้การบริหารของตัวเอง

เนื่องจากได้เห็นถึงปัญหาการแข่งขันทางด้านราคาจากการเปิดการค้าเสรี ทำให้กระเทียมจากต่างประเทศไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้ราคากระเทียมไทยได้รับผลกระทบ เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ตนจึงต้องเร่งหาทางแก้ไข ได้คิดหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับกระเทียมไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและหาทางออกให้กับธุรกิจที่ทำอยู่ จึงได้ค้นพบ “กระเทียมดำ” จากการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น พบว่ากระเทียมดำเป็นอาหารนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพ จากการคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเอเชีย และมีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน

“ผมเริ่มศึกษาค้าคว้าวิธีการผลิตร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จนได้วิธีการผลิตที่เหมาะสมกับกระเทียมไทย โดยบริษัทเรามีกรรมวิธีการผลิตและเทคโนโลยีเฉพาะของกระเทียมดำ B-Garlic เท่านั้นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนและความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม”นายนพดา กล่าวและว่า ทำให้กระเทียมดำที่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะของบริษัทนพดาโปรดักส์ เท่านั้น จนทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ้ป็นโรงงานผลิตกระเทียมดำในประเทศไทย โรงงานแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต GMP, HACCP, HALAL และ อย.

ทั้งนี้ด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัท มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดให้กับสินค้าใหม่ๆจนปัจจุบันออกแบรนด์น้องใหม่อย่าง “HOMTIEM” และ “N’JOY”  ซึ่งมีสินค้าที่วางจำหน่ายแล้ว ประกอบไปด้วย กระเทียมดำแบบมีเปลือกขนาด 500 กรัม, ขนาด 250 กรัม, 100 กรัม, 20 กรัม และกระเทียมดำแบบพร้อมทานขนาด 60 กรัม โดยตัวกระเทียมดำ B-Garlic มีรสชาติหวานทานง่าย ไม่เผ็ด ไม่ฉุน ในตัวกระเทียมดำยังมีสารสำคัญ เช่น สาร SAC, Arginine, Polyphenols, Proline, Leucine, และ GABA ทำให้กระเทียมดำ 1 หัว มีสารอาหารสูงกว่ากระเทียมสดถึง 13 เท่า 

นอกจากนั้น B-Garlic กระเทียมดำ มีส่วนช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน และความดัน จะค่อยๆปรับสมดุลให้ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายสมรรถภาพ บำรุงสมองและตับ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดอาการภูมิแพ้ รวมถึงช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น 

ทั่งนี้ปี 2564 จึงได้ร่วมมือกับช่องทาง Home Shopping ต่างๆ เช่น True Shopping, RS Mall, O Shopping และ Happy Shopping รวมทั้งช่องทาง Ecommerce เพื่อฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 จากความร่วมมือนี้คาดหวังว่ายอดขายกระเทียมดำ B-Garlic ในปี 2564 ถึง 200 ล้านบาทหรือเติบโต 150% จากปี 2563 

นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกับประธานสมาพันธ์ช่างผมไทย IHNF ดร.ณรงค์ ศรีเกรียงทอง เพื่อช่วยหลือร้านเสริมสวยที่อยู่ภายใต้แบรนด์ DCASH ในพื้นที่กรุงเทพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด19 นำสินค้าที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงสถานการณ์นี้ คือ “กระชายขาวสกัดแคปซูล” ให้กับทางร้านเสริมสวยได้จำหน่ายผ่านช่องทางของร้านเสริมสวยเอง เพื่อเป็นอีกหนึ่งของความช่วยเหลือให้พนักงานมีช่องทางเพิ่มรายได้

โดยมีแคมเปญ “B-Garlic กระชายขาวสกัด ดี พลัส ช่วยโควิด” ทุกๆการสั่งซื้อ “กระชายขาวสกัด ดี พลัส” หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วทาง B-Garlic จะนำเงินสมทบทุนให้หน่วยงานที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด-19  ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ช่วยเหลือชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบบริษัทที่ได้รับผลกระทบ อาทิ บ้านหมูเปิ้ง ม.9 และบ้านป่าตอง ม.13 ต.เหมืองจี้ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นมูลค่า 429,000 บาท 

ปัจจุบัน B-Garlic จัดแคมเปญ “แทนคำขอบคุณจากใจ B-Garlic แจกทอง” ทุกๆ การสั่งซื้อจะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นทองคำหนัก  1 บาท มูลค่า 30,000 บาท และรางวัลอื่นๆ อีกมาก เพียงกรอก ข้อมูลผ่านลิงค์ https://forms.gle/5Siv1yANpzGgLwUp6 

เปิดตัวเบื้องหลัง ‘ซุปตาร์ช่วยขาย’ โครงการดีๆของ อว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600154

เปิดตัวเบื้องหลัง ‘ซุปตาร์ช่วยขาย’ โครงการดีๆของ อว.

เปิดตัวเบื้องหลัง ‘ซุปตาร์ช่วยขาย’ โครงการดีๆของ อว.

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.43 น.

5 กันยายน 2564 โครงการซุปตาร์ช่วยขายเปิดตัวเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการโดยมี ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ : อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร. บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, คุณแสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ทั้งหมดคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการนี้

โครงการซุปตาร์ช่วยขายเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวง อว. มหาวิทยาลัย สมาพันธ์เอสเอ็มอี และยังจับมือกับดารานักแสดงทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่จิตอาสา  มาช่วยกันliveขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้า, นักศึกษาจิตอาสาจากทั้ง2มหาวิทยาลัยมาช่วยงานเบื้องหลัง ถ่ายภาพสินค้าให้ใหม่ หรือ ทำเพจให้ใหม่ , อว.ส่งวิทยาลัยชุมชน(วชช)ลงไปสอนการใช้social media หรือ ให้ความรู้ในสิ่งที่ผู้ประกอบการทำไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือการสอนพวกเค้าจับปลา

รับมือในช่วงวิกฤติโควิด-19 ให้ผ่านไปได้ ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีพ่อค้าแม่ค้าสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นมีรายได้มากขึ้น สามารถต่อลมหายใจให้พวกเค้าได้และมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป จากผลสำเร็จของโครงการซุปตาร์ช่วยขายนี้ กระทรวงอว. พร้อมที่จะเดินหน้าต่อเพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจะเป็นกองหนุนให้กับคนไทยทุกคน และจะเปิด โครงการ”ซุปตาร์มหาลัย” โดยให้นักศึกษามาช่วยพ่อค้าแม่ค้าในการขายสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและสอนเทคนิคการขายออนไลน์ต่อไป