‘เฉลิมชัย’เปิด‘กินลั่นทุ่ง’ครั้งที่ 1 ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704360

‘เฉลิมชัย’เปิด‘กินลั่นทุ่ง’ครั้งที่ 1 ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

‘เฉลิมชัย’เปิด‘กินลั่นทุ่ง’ครั้งที่ 1 ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 13.37 น.

‘เฉลิมชัย’เปิด‘กินลั่นทุ่ง’ครั้งที่ 1 ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

15 มกราคม 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเปิดกิจกรรมและเที่ยวชมงาน กินลั่นทุ่ง ครั้งที่ 1 ณ สวนหลังบ้านราชบุรี ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่ศูนย์การเรียนรู้ “สวนหลังบ้าน”

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อดำเนินรอยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่แบบผสมผสานให้กับบุคคลในชุมชน โรงเรียน องค์กร และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่ต้องการเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีชุมชน ส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและการละเล่นพื้นบ้านของไทยไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชุมชน

“ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสร้างรากฐานและความมั่นคงให้เกษตรกรไทย ซึ่งจากการที่ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ มุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วยในการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับ เพิ่มมูลค่า และพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่าศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว        

สำหรับความก้าวหน้าด้านการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดราชบุรี (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ม.ค. 66) มีวิสาหกิจชุมชนที่อนุมัติการจดทะเบียนแล้ว 511 แห่ง สมาชิก 8,245 ราย มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่อนุมัติการจดทะเบียนแล้ว 3 แห่ง สมาชิก 23 ราย จำแนกตามประเภทกิจการ เรียงลำดับมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ การผลิตพืช วิสาหกิจชุมชน 214 แห่ง (27.94%) การแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร วิสาหกิจชุมชน 193 แห่ง (25.20%) และการผลิตปศุสัตว์ วิสาหกิจชุมชน 71 แห่ง (9.27%)

เซอร์ไพรส์แห่งจักรวาล! ‘แอน จักรพงษ์’มอบรางวัลพิเศษให้’แอนนาเสือ’ บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704351

เซอร์ไพรส์แห่งจักรวาล! 'แอน จักรพงษ์'มอบรางวัลพิเศษให้'แอนนาเสือ' บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2022

เซอร์ไพรส์แห่งจักรวาล! ‘แอน จักรพงษ์’มอบรางวัลพิเศษให้’แอนนาเสือ’ บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2022

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 11.53 น.

ถึงแม้ว่า ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 จะพลาดเข้ารอบ16 คนสุดท้าย แต่ก็ทำให้แฟนนางงามต่างอึ้ง! เมื่อมีการมอบรางวัลสุดเซอร์ไพรส์ เป็นรางวัลพิเศษด้านผู้นำให้กับแอนนา

โดยคุณแอน จักพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าของบริษัท มิสยูนิเวิร์ส ออร์แกไนเซชัน เป็นผู้มอบรางวัลพิเศษ ImpactWay Award ให้กับกับแอนนาเสือ ด้วยตนเอง ในระหว่างกล่าวบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2022 

ทั้งนี้ การมอบรางวัลพิเศษดังกล่าวนั้น มีขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้ชาวโซเชียลมีความคิดเห็นที่แตกต่าง บ้างก็ว่าเป็นมอบรางวัลปลอบใจให้ใช่หรือไม่.012

‘อาร์บอนนีย์ เกเบรียล’ สาวงามจากสหรัฐอเมริกา คว้ามงมิสยูนิเวิร์ส2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704344

'อาร์บอนนีย์ เกเบรียล' สาวงามจากสหรัฐอเมริกา คว้ามงมิสยูนิเวิร์ส2022

‘อาร์บอนนีย์ เกเบรียล’ สาวงามจากสหรัฐอเมริกา คว้ามงมิสยูนิเวิร์ส2022

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.21 น.

ขอแสดงความยินดี อาร์บอนนีย์ เกเบรียล (R’Bonney Gabriel) จากประเทศเจ้าภาพสหรัฐอเมริกา คว้าตำแหน่งสาวงามแห่งจักวาล Miss Universe 2022  ส่วนแอนนา เสืองามเอี่ยม ตัวแทนประเทศไทย ได้รางวัลพิเศษด้านผู้นำ

สำหรับผลการตัดสินการประกวด Miss Universe 2022 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แบ่งเป็นรอบ 5 คนสุดท้าย และ 3 คนสุดท้ายดังนี้

โดยสาวงามที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ได้แก่ประเทศ เวเนซุเอลา ,อเมริกา ,โปโตริโก้ , กูราเซา ,โดมินิกัน ต่อมาตัดสินคัดเลือก 3 คนสุดท้าย ด้วยการตอบคำถามจากคณะกรรมการ สาวงามที่รอบเข้าได้แก่ประเทศ โดมินิกัน , อเมริกา , เวเนซุเอลา จากนั้นประกาศรางวัลชนะเลิศ ซึ่งมงลงที่สาวงามจากประเทศสหรัฐอเมริกา.012

สาวงามที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย

สาวงามที่เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย

‘อแมนดา ดูดาเมล’ สาวงามจากประเทศเวเนซูเอลา

‘อาร์บอนนีย์ เกเบรียล’ สาวงามจากประเทศสหรัฐอเมริกา

‘แอชลีย์ คารีโญ’ สาวงามจากประเทศโปโตริโก้  

‘กาบรีเอลา ดอส ซานโตส’ สาวงามจากประเทศคูราเซา

‘อันเดรอินา มาร์ติเนซ’ สาวงามจากประเทศโดมินิกัน

ส่งกำลังใจทำดีที่สุดแล้ว! ‘แอนนาเสือ’ไม่เข้ารอบ16 คนสุดท้าย Miss Universe 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704335

ส่งกำลังใจทำดีที่สุดแล้ว! 'แอนนาเสือ'ไม่เข้ารอบ16 คนสุดท้าย Miss Universe 2022

ส่งกำลังใจทำดีที่สุดแล้ว! ‘แอนนาเสือ’ไม่เข้ารอบ16 คนสุดท้าย Miss Universe 2022

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 09.00 น.

15 มกราคม 2566 แฟนนางงามสุดเสียดายและส่งกำลังใจให้ ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 เธอทำดีที่สุดแล้วสำหรับการประกวด Miss Universe 2022 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2566 เวลา 08.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

โดยสาวงามจากไทยแลนด์ ไม่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก 16 คนสุดท้าย ซึ่งสาวงามแต่ละประเทศที่เข้ารอบนี้ได้แก่

โปโตริโก้ , เฮติ , ออสเตรเลีย , โดมินิกัน , ลาว , แอฟริกาใต้ , โปรตุเกส , แคนนาดา , เปรู , โตเบโก , กูราเซา , อินเดีย , เวเนซุเอลา , สเปน, อเมริกา , โคลัมเบีย

ทั้งนี้ การคัดเลือก Miss Universe 2022 ในปีนี้แบ่งเป็นรอบตัดสิน 16 คนสุดท้าย , 10 คนสุดท้าย , 5 คนสุดท้าย และ 3 คนสุดท้าย.012

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704248

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน  หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

หลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนเดินหน้ายกเครื่องนโยบายด้านกลาโหมขนานใหญ่ด้วยการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายของกองทัพและด้านป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ดูเหมือนว่ามันกำลังส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนที่ง่อนแง่นอยู่ก่อนแล้วดูจะยิ่งเสื่อมทรามลงไปอีก เพราะยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเมื่อเดือนที่แล้ว ญี่ปุ่นออกรายงานด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับปรับปรุง และเผยในรายงานฉบับดังกล่าวว่าจีนคือภัยคุกคามใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ย้ำว่าแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยการระบุว่า ประชาชนและประเทศญี่ปุ่นมาถึงจุดที่ไม่อาจถอยกลับได้อีกโดยย้ำถึงความขัดแย้งทางทหารเหนือช่องแคบไต้หวัน ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในประเด็นเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก และการที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารมากขึ้นในทะเลจีนใต้

แอนดรูว์ โหย่ว ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่า จีนมองว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและยกเครื่องด้านการทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นเป็นทั้งภัยคุกคามและกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน แต่เขามองว่า ยังพอจะเหลือช่องว่างให้ญี่ปุ่นและจีนผ่อนคลายความขัดแย้งลงได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นดีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักจะดำเนินตามรอยทางสหรัฐฯ มาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ จะย่ำแย่ต่อเนื่องจากหลายความขัดแย้ง ทั้งเรื่องการค้าเทคโนโลยี ประเด็นโควิด-19 สงครามยูเครน และเรื่องไต้หวัน

การพบปะกันแบบเห็นหน้าค่าตาครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ จี-20ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายใจชื้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยแต่สุดท้าย เหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเหนือทะเลจีนใต้เมื่อช่วงปลายปีก็ส่งผลให้อุณหภูมิความสัมพันธ์เดือดขึ้นอีกครั้ง

อากิโตชิ มิยาชิตะ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่ากิจกรรมด้านการทหารและความมั่นคงของทั้งสองประเทศยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายแย่ลง เป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและน่าหงุดหงิดใจอย่างมาก เพราะอาจทำให้กลุ่มคนรักชาติหัวรุนแรงผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละฝ่ายหันมาดำเนินนโยบายแข็งกร้าว เพื่อตอบโต้อีกฝ่าย นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนจะไม่มีทางพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความสัมพันธ์ดิ่งเหว หากทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุ หรือกระทบต่อสถานภาพเดิมที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์นากีมองว่า แม้ญี่ปุ่นจะเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จนกลายเป็นประเทศที่มีงบด้านการทหารสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ญี่ปุ่นก็ยังเปิดประตูเพื่อสานสัมพันธ์กับจีนในด้านอื่นๆ ได้ ทั้งด้านสุขภาพ ป้องกันโรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการร่วมมือกันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ พร้อมกับมองด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่างมองว่าญี่ปุ่นเป็นสมาชิกที่ดีบนเวทีระหว่างประเทศ การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเป็นสิ่งสมควรแล้ว เพราะมันมีส่วนช่วยคานอำนาจด้านการทหารกับจีน ทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคมากขึ้น

ศาสตราจารย์มิยาชิตะมองว่าความพยายามในการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลด้านการทหารของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือเหตุผลหลักของการก่อตั้งกลุ่มควอด (Quad) ที่มีญี่ปุ่นเป็นสมาชิกพร้อมกับอินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ แต่อีกหนึ่งแง่มุมที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นเป็นกังวลที่สุด หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นสิ่งที่ชาติสมาชิกควอดยินดี แต่ญี่ปุ่นก็หวังที่จะเห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันพร้อมกับแสดงความเห็นว่า เกาหลีใต้อาจเพิ่มความระแวดระวังเรื่องที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้แข็งกร้าวขึ้น เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นอาจตัดสินใจโจมตีเกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาเกาหลีใต้ก่อน จนอาจทำให้ความขัดแย้งในแถบเอเชียตะวันออกลุกลามบานปลายได้

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์นากีมองว่า ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ใช้การทูตนำ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะของญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ เป็นผู้ผลักดัน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้เสนอแนวคิดการก่อตั้งกลุ่มควอดในปี 2007 และสนับสนุนแนวทางของกลุ่มนี้มาโดยตลอด แต่อาเบะก็ประกาศว่า เขาก็สนับสนุนแนวคิด “เอเชียแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” เพื่อให้เกิดการเดินเรือและการค้าในภูมิภาคอย่างเสรีและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

‘แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม’ วางแผน 3 ปี สร้างโอกาสการทำงานให้สตรีด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704255

‘แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม’ วางแผน 3 ปี  สร้างโอกาสการทำงานให้สตรีด้อยโอกาส

‘แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม’ วางแผน 3 ปี สร้างโอกาสการทำงานให้สตรีด้อยโอกาส

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม” วางแผน 3 ปี (2566-2568) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสในการทำงานให้กับสตรีด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า 2,000 คน ตั้งเป้ารายได้เติบโตต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี เดินหน้าสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

สุรัสวดี ซื่อวาจา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (LPC) บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์
จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการด้านความสะอาดในพื้นที่อาคารทั้งอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัยรวมถึงงานบริการด้านอื่นๆ กล่าวถึงแผนงานในการขับเคลื่อนองค์กรในฐานะที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านรายได้ให้กับสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสในสังคม ในปี 2566-2568 ว่า ในฐานะที่บริษัทเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรคือการสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านรายได้ให้กับพนักงานที่เป็นสตรีและผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสในสังคม บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพในการให้บริการดูแลทำความสะอาดทั้งในพื้นที่อาคารสำนักงาน อาคารเชิงพาณิชย์ ที่พักอาศัย และในชุมชน ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมกับขยายเครือข่ายการให้บริการออกไปจากการให้บริการโครงการภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อที่จะสร้างเครือข่ายและพัฒนาสตรีและผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสในสังคมได้มีโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบัน (ณ สิ้นปี 2565) เรามีการจ้างงานสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสอยู่กว่า 1,600 คน คิดเป็นสัดส่วน 65% ของจำนวนพนักงานของเราทั้งหมดประมาณ 2,500 คน ในปี 2566 เรามีเป้าหมายที่จะเพิมจำนวนการจ้างงานสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 คน คิดเป็นสัดส่วน 65% ของเป้าหมายจำนวนพนักงานทั้งสิ้นกว่า 2,600 คน ในปี 2566 และคาดว่าจะจ้างงานสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสแตะระดับ 2,000 คนได้ในปี 2568 ตามแผนการขยายงานและทิศทางการเติบโตของบริษัทที่วางไว้ไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี

การที่สตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาส 1 คน สามารถทำงานและมีรายได้จะลดภาระทางสังคม และในขณะเดียวกันยังสร้างโอกาสในการศึกษาให้กับสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 1-2 คน การที่เราสามารถสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับพนักงานเกือบ 2,000 คน หมายถึงเราสามารถสร้างโอกาสในการศึกษาให้กับคนในครอบครัวเขาอีก 2,000-4,000 คน เป็นเป้าหมายสำหรับเรา (LPC) ในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาและสร้างโอกาสให้กับสังคม” สุรัสวดี กล่าว

จากแผนดังกล่าวในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าขยายงานบริการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ในห้องชุดพนักงานต้อนรับและขับรถ จากการให้บริการกับโครงการภายใต้การบริหารจัดการของ LPN ไปสู่การให้บริการกับโครงการภายนอก LPN มากขึ้นจากปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2565 บริษัทให้บริการอยู่ทั้งสิ้น 252 โครงการ แบ่งเป็นโครงการของ LPN และโครงการนอก LPN สัดส่วนอยู่ที่ 70 : 30 ตามแผนในปี 2566 จะเพิ่มการให้บริการเป็น 270 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 15-20 โครงการ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับบริษัท 525 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มขึ้น 5% จากรายได้รวม 500 ล้านบาท ในปี 2565 และเติบโตต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5% ในปี 2567-2568

“เนื่องจากเราเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม กำไรที่ได้จากการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้กับสมาชิกของเราซึ่งก็คือพนักงาน ความแตกต่างของเรากับบริษัทจำกัดที่แสวงหากำไรทั่วไปคือกำไรของเราทุกบาทจะถูกส่งกลับไปให้กับพนักงานของเราทั้งหมดทั้งในรูปของรายได้ที่เราจะจ่ายให้กับพนักงานสูงกว่าอัตราการจ้างงานในตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 10% นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสวัสดิการให้กับพนักงาน รวมไปถึงการให้ความรู้และเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพนักงานเพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี” สุรัสวดี กล่าว

ปัจจุบัน LPC มีพนักงานประมาณ 2,500 คน มีพนักงานที่เป็นหนี้นอกระบบทั้งสิ้น 492 คน จากการให้ความรู้กับพนักงานในเรื่องของการออม การจัดการกับภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ทำให้พนักงานในกลุ่มที่มีหนี้นอกระบบสามารถลดภาระหนี้ลงได้อย่างต่อเนื่องและมีการออมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดสวัสดิการส่งเสริมให้การศึกษากับพนักงานในทุกระดับจำนวน 383 คน รวมถึงการให้ทุนการศึกษากับบุตรของพนักงานซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้บุคลากรของบริษัทที่เป็นสตรีและผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสในสังคม กลับคืนสู่สังคมเป็นผู้ที่มีโอกาสและสร้างโอกาสส่งต่อให้กับสมาชิกในครอบครัวและลดปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้น

“เป้าหมายของ LPC ตามแผนยุทธศาสตร์3 ปี (2566-2568) คือการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน มีส่วนในการพัฒนาสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสให้กลายเป็นบุคลากรที่มีส่วนในการสร้างรายได้และดูแลครอบครัวได้ ไม่เป็นปัญหาให้กับสังคม และสามารถส่งต่อครอบครัวที่มีคุณภาพคืนสู่สังคม การที่เราจะทำแบบนี้ได้ เรามีแผนที่จะพัฒนาองค์กรโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสนับสนุนและพัฒนางานของพนักงาน ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับพนักงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รักษาอัตราการเติบโตของรายได้ขององค์กร และของพนักงาน เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต เพราะครอบครัวที่มั่นคงเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างสังคมที่ดี” สุรัสวดีกล่าว

บริษัท แอล.พี.ซี.วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (LPC) บริษัทในเครือ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป ให้บริการชุมชนในด้านความสะอาด และงานบริการอื่นๆ เพื่อให้ชุมชนได้รับบริการที่ครอบคลุม และมีมาตรฐานการบริการที่มีประสิทธิภาพโดย LPC ชื่อเดิมคือ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัดจดทะเบียนจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2554 ก่อนที่จะเปลี่ยนจากบริษัทจำกัด เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ในปี 2561 โดยมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยการแบ่งปันโอกาสในการทำงานให้กับสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสทางสังคม ให้มีอาชีพการงานที่มั่นคง หารายได้เกื้อหนุนคุณภาพชีวิตครอบครัวและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 2,500 คน เป็นสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสกว่า 1,600 คน ซึ่งเป็นสตรีด้อยโอกาสที่การศึกษาน้อย มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวเพียงคนเดียว เคยถูกเอารัดเอาเปรียบจากการจ้างงานเป็นผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และเป็นผู้พิการ LPC จึงเปิดโอกาสในการทำงานให้กับสตรีกลุ่มนี้เข้ามาเป็นพนักงานบริการชุมชน โดยแบ่งออกเป็นพนักงานบริการความสะอาด พนักงานต้อนรับชุมชน และพนักงานขับรถ พร้อมๆ กับให้โอกาสในการศึกษา และพัฒนาฝีมือการทำงานตามมาตรฐานสากล สามารถพึ่งพาตนเองและเป็นที่พึ่งพาของครอบครัวได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704234

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Passau สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองในชีวิตนั่นคือ Glass Museumทั้งนี้ เพราะมิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่เก็บสะสมผลงานศิลปะเครื่องแก้วของยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่ได้รับการลงทะเบียนให้เป็นสมบัติของเยอรมนีที่มีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมด้วย มิวเซียมที่ตั้งอยู่บนนถนนSchrottgasse ใกล้กับศาลาว่าการเมืองณ ตำแหน่งเมืองเก่านี้มีทางเชื่อมกับโรงแรมWilder Mann

มิวเซียมที่ก่อตั้งโดย Georg Hoeltl เจ้าของโรงแรม Wilder Mann และผู้ประกอบการธุรกิจที่สำคัญประจำเมือง Passau นี้มีขนาดใหญ่มากครอบคลุมถึง 5 ชั้นในอาคาร 4 หลังซึ่งเชื่อมต่อกันโดยชั้นบนสุดเป็นชั้นแรกของการจัดแสดงมีพื้นที่มากเท่ากับสนามบอล มิวเซียมที่มีของสะสมมากถึง 3 หมื่นชิ้น และจัดแสดงไว้มากถึง 13,000 ชิ้นนี้ เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเครื่องแก้ว Bohemia จาก Bohemia และ Silesiaที่ใหญ่ที่สุดในโลก Silesia มีความสำคัญตรงที่เป็นแหล่งซิลิก้า โปแตส และหินปูนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำแก้ว แก้วโบฮีเมียเป็นแก้วที่มีความหลากหลายสไตล์โดยมีการแกะสลัก และเคลือบสีสดใส นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งสะสมเครื่องแก้วของ Johann Loetz ผู้ผลิตแก้วโบฮีเมียที่มีความสดใสและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของบริษัท Louis Comfort Tiffany บริษัทผลิตเครื่องแก้วที่สำคัญของอเมริกันอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมเครื่องแก้วที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรปซึ่งถูกออกแบบโดย Friedrich Durrenmatt แห่งนี้จะมีโอกาสได้ชื่นชมกับเครื่องแก้วจากยุคต่างๆ โดยเรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่ยุคบาโรค (1590-1750) ยุค Empire(1650-1820) ยุค Biedermeier หรือยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคคลาสสิก ยุคประวัติศาสตร์(1850-1895) และงานของ Johann Loetz (1880-1940) นอกจากนี้ ยังมีงานแนว Art Deco,งานของ Ludwig Moser& Sons รวมทั้งงานแนวModern Art อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นในมิวเซียมที่มีอยู่มากถึง 25 ห้อง ที่สะสมเครื่องแก้วระหว่างปี 1650-1960 นั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้เสพงานแนว Art Nouveau ซึ่งเป็นยุคทองของเครื่องแก้วอย่างเต็มอิ่ม ร่วมกับงานแจกันของ Hofstotter ที่จัดแสดงใน Paris Exposition ในปี 1900 ด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานเครื่องแก้วและของสวยงามที่มีเวลาและได้มีโอกาสพินิจพิจารณาของสวยงามที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้อย่างเต็มที่ย่อมอิ่มอกอิ่มใจชนิดเรียกได้ว่าออกจากมิวเซียมไปไม่ต้องกินข้าวได้เลยทีเดียว

หนังสือเด่น : เบื้องลึกเบื้องหลัง การกำเนิด NETFLIX จากไอเดียเล็กๆสู่สตาร์ทอัประดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704261

หนังสือเด่น : เบื้องลึกเบื้องหลัง การกำเนิด NETFLIX จากไอเดียเล็กๆสู่สตาร์ทอัประดับโลก

หนังสือเด่น : เบื้องลึกเบื้องหลัง การกำเนิด NETFLIX จากไอเดียเล็กๆสู่สตาร์ทอัประดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อกล่าวถึง NETFLIX คนก็จะนึกถึงสตาร์ทอัปสตรีมมิ่ง(Streaming)ชื่อดังระดับโลก ที่มีคนรู้กันคร่าวๆว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ Reed Hasting ต้องจ่ายค่าปรับกว่า40เหรียญให้ Blockbuster เพราะคืน วิดีโอ Apollo 13 ช้า จึงทำให้เขาหาทางทำร้านเช่าวิดีโอแบบไม่มีค่าปรับขึ้นมาบ้าง    ณ.เวลานั้น ร้านเช่าวิดีโอที่มีหน้าร้านเป็นดั่งราชา เกือบทุกคนต้องเคยโดนค่าปรับแสนแพงในการคืนวิดีโอล่าช้า และต่อมาการดูหนังผ่านดีวีดีที่นิยมกันมากขึ้นก็แทบจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุด ๆ และในปี ค.ศ.1997 การยืมคืน และค่าปรับดูเป็นเรื่องที่ยอมรับกันทั่วไป แต่ Marc Randolph กลับไม่ชอบใจที่ผู้ชมต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายกับการเช่าวิดีโอ จึงเกิดไอเดียใหม่บางอย่างขึ้นมา ซึ่งเป็นไอเดียง่าย ๆ คือการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตเพื่อการเช่าหนัง และด้วยความร่วมมือของ Reed Hastings ในฐานะนักลงทุนหลัก และเขาเป็นซีอีโอ ทั้งคู่จึงร่วมกันก่อตั้ง NETFLIX ขึ้นมา 

กำเนิด NETFLIX เปลี่ยนคำว่าไม่ให้กลายเป็นเวิร์ก  ผู้เขียน Marc Randolph (มาร์ก แรนดอล์ฟ)เจ้าของไอเดียเเละซีอีโอคนแรกของ NETFLIX ผู้แปล โสภณ ศุภมั่งมี เป็นเรื่องราวอันน่าทึ่งและเบื้องลึกเบื้องหลังไอเดียธุรกิจสู่สตาร์ตอัประดับโลกที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อน Marc Randolph ได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่เผชิญมาด้วยตัวเอง ทำให้เห็นว่าเส้นทางไอเดียสู่ความจริงของ Netflix นั้นไม่ได้ง่าย และรวดเร็ว ตลอดเส้นทางทางเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค และ Netflix นั้นเริ่มต้นจากไอเดียเล็กๆที่ไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่อยากลองทำ เป็นสิ่งที่เขาเชื่อ แม้คนรอบข้าง หรือแม้แต่ภรรยาเขาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

Marc Randolph ได้เล่าถึงการก่อตั้ง Netflix ที่ซับซ้อนมากกว่าที่คนทั่วไปคิด ในเล่ม ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่เริ่มตั้งไอเดียคือประมาณสิบห้าเดือนก่อนเปิดตัว จนถึงเข้าตลาดหุ้นในปี 2002 คือสี่สิบเก้าเดือนหลังเปิดตัว โดยเริ่มตั้งแต่การเริ่มต้นของกลุ่มคน8คน ที่ต้องไปขอระดมทุนจากเพื่อนและครอบครัว ทำงานหามรุ่งหามค่ำ การแก้โค้ดที่ไม่มีวันจบ ประชุมในโรงแรมซอมซ่อ ใช้ตู้เซฟของธนาคารเก่าเก็บดีวีดี การรอดพ้นจากช่วงฟองสบู่แตก การโดนคู่แข่งดูถูก เกือบถูกซื้อกิจการหลายครั้ง เป็นไก่รองบ่อน และต้องเผชิญกับความผันผวนไม่แน่นอนตลอดเส้นทาง เรียกว่าจนกว่าจะเป็นบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหุ้นและยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ได้ก็หนักหนาสาหัสทีเดียว

การเล่าเรื่องของเขาเต็มไปด้วยสีสัน และชวนติดตาม ความท้าทาย ความลำบาก การเปลี่ยนแปลง ความผิดหวัง เรื่องหักมุม บทเรียนมากมายที่มีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จ และมีสมาชิกมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก และเป็นบริษัทสตาร์ตอัปที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในศตวรรษที่ 21

หนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำสตาร์ทอัปหรือธุรกิจด้วยตนเอง เพราะนอกจากความสนุกและตื่นเต้นจากเรื่องราวแล้ว ยังได้เห็นความมหัศจรรย์ของไอเดีย ที่เป็นจริงได้โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อเหมือนกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และพร้อมจะทุ่มเททุกอย่าง ทั้งกายและใจสร้างไอเดียในหัวให้เป็นจริง และนอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ ผู้ที่มีไอเดียอยู่แล้วเดินหน้ามุ่งสร้างไอเดียให้เป็นความจริง อย่างที่ Marc Randolph บอกในหนังสือเสมอว่า ไม่มีใครรู้อะไรเลย และเราไม่มีทางรู้เลยว่าไอเดียในหัวจะกลายเป็นอะไรได้บ้างถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ 

หนังสือจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดยูเคชัน  ราคาเล่มละ 375 บาท

ถ่ายทอดความรู้สึกผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ในแง่มุมสนุกสนาน และสร้างสรรค์

จริงครึ่งบรรลัยครึ่ง : Hyperbole and a Half ผู้เขียน Allie Brosh (แอลลี บรอช) ผู้แปล นพ. ก้าวหน้า สุขสุชะโน  หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของผู้เขียนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ที่ได้ถ่ายทอดความคิดความรู้สึก มุมมองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าให้ผู้อื่นได้เข้าใจ และเห็นภาพชัดเจน โดยการถ่ายทอดได้อย่างสนุกสนาน  และมีภาพประกอบมากกว่า 400 ภาพ วาดโดยผู้เขียนเอง  เนื้อหาครึ่งหนึ่งเป็นการรวบรวมจากเว็บบล็อก Hyperbole and a Half และอีกครึ่งหนึ่งเขียนขึ้นใหม่จาก “ประสบการณ์การเรียนรู้ที่โคตรห่วย” ของเธอ  ไม่ว่าจะเป็นชีวิตวัยเยาว์สุดเพี้ยน การรับเลี้ยงน้องหมาที่มีปัญหาทางจิต การสำรวจความคิดความรู้สึกของตนเอง และการก้าวผ่านปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต รวมถึงโรคซึมเศร้าของเธอเอง หนังสือเล่มนี้”บิล เกตส์” แนะนำให้อ่าน  เป็นหนังสือยอดเยี่ยมประจำปีของ Goodreads สาขาตลกขบขัน (Best Humor) และหนังสือขายดีติดอันดับจาก New York Times Bestseller และ NPR นาน 31 สัปดาห์ มียอดขายกว่าสามแสนเล่มในเดือนแรก ราคาเล่มละ 425 บาท

เทคนิคการขายสินค้าทุกชนิดให้ปัง

บนแพลตฟอร์ม Lazada & Shopee

เคล็ดลับที่ร้านขายดีใน Lazada & Shopee ไม่อยากบอก ผู้เขียน ชวพล ฟ้าอำนวยผล เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากการรวบรวมและประสบการณ์การทำงานจริงของผู้เขียน ในฐานะอดีต Head of Content ที่ Lazada และผู้เชี่ยวชาญการขายบน Marketplace ภายในเล่มรวบรวมกลยุทธ์ในการขายบน 2 แพลตฟอร์มดังกล่าวแบบที่เรียกว่าอ่านง่ายเลยก็ว่าได้  สิ่งที่ถ่ายทอดในเล่มถือเป็นสูตรสำเร็จรูปที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที และเป็นเนื้อหาที่อัปเดตทั้งใน Lazada และ Shopee คือเป็นเวอร์ชันล่าสุด ตัวอย่างเช่น สิ่งที่จำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้ก่อนการขาย วิธีสมัครเปิดร้านแบบสมบูรณ์แบบ สอนการอัปโหลดสินค้าต่างๆ  การทำ Marketing และตกแต่งหน้าร้านให้ขายสุดปัง  เทคนิคการทำ Promotion อย่างไรให้ได้ผล การซื้อโฆษณาเพิ่มยอดขายด้วย Lazada Ad และ Shopee Ad ตลอดจนถึงเทคนิคการตอบแชดให้เป็น และให้ได้ออร์เดอร์เพิ่มจนส่งไม่ทัน หนังสือเล่มนี้ อ่านได้ทั้งมือใหม่หัดขาย และผู้ที่ขายอยู่แล้วและต้องการขายให้ดีขึ้น หนังสือราคา 289 บาท

ฝึกเจริญสติ ภาวนา และปรับวิธีคิด

สามารถเปลี่ยนสมองและตนเองได้

Good Morning, I Love You วิธีฝึกสติ และปรับสมอง เปลี่ยนวิธีคิด เพิ่มความเมตตากรุณา เพื่อความสงบสุข แจ่มชัด และเบิกบาน ผู้เขียน Shauna Shapiro, PhD. (ชอว์นา แชพิโร, ดร.) ผู้แปล ภรณี ภูรีสิทธิ์  มีคำกล่าวที่ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคุณ มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว คําถามที่สําคัญคือ คุณจะรับมือกับมันอย่างไร” คำถามนี้จะช่วยให้หาวิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่การจมจ่อมอยู่กับความทุกข์หรือเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะสอนการฝึกเจริญสติ การภาวนา การปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการฝึกตนเพื่อปรับสมอง เพราะสิ่งที่เราฝึกฝนเป็นประจำจะสามารถเปลี่ยนสมองของเราได้ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในระบบประสาทวิทยา สมองของเราเปลี่ยนแปลงได้เพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีความใส่ใจ สายใยสมองจะส่งผ่านสัญญาณ และพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงในระบบประสาท หนังสือเล่มนี้จะช่วยสอนให้คุณรู้วิธีที่จะรักษาความใส่ใจ เพื่อกระตุ้นระบบเครือข่ายในสมองเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน มีทั้งเนื้อหาและแบบฝึกปฏิบัติที่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และงานวิจัยรองรับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสร้างสุขภาวะทางจิตที่ดีแก่ชีวิตของเรา เรียนรู้วิธีการเสริมสร้างความเมตตากรุณาและความรัก เพื่อการดำรงอยู่ในโลกใบนี้อย่างเป็นสุข ด้วยการเสริมสร้างความงอกงามของชีวิตภายใน ราคาเล่มละ 220บาท

ใช้แพสชันเป็นพรสวรรค์สู่ความสำเร็จ

เล่าเรื่องเกี่ยวกับแพสชันได้ครบถ้วนที่สุด

ฉันหมด Passion หรือแค่ยังหามันไม่เจอ ผู้เขียน Brad Stulberg,Steve Magness ผู้แปลแป้ง ไตรรัตนานุสรณ์ พลิกมุมมองใหม่ให้ Passion เป็นดั่งพรสวรรค์ แล้วสร้างความสำเร็จให้ชีวิต คนเราต้องตามหาแพสชันให้เจอ  และต้องทุ่มเทกับแพสชันให้เต็มที่  แค่พร่ำบอกว่า “ตามหา” หรือ “ทุ่มเท” ใครก็พูดได้ แล้วถ้าหาแพสชันไม่เจอหรือทำแล้วหลงทางล่ะ ชีวิตของเราจะเดินต่อไปทางไหนดี “Brad Stulberg” อดีตที่ปรึกษาดาวรุ่งจากทำเนียบขาว และ “Steve Magnesss” อดีตนักวิ่งอัจฉริยะ เคยไล่ตามแพสชันจนประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตก็พลิกผัน แพสชันที่มีกลับย้อนมาทำร้าย กว่าจะตั้งหลักได้ก็เกือบสายเกินไป Brad และ Steve ได้หยิบประสบการณ์ส่วนตัวมารวมกับงานวิจัยใหม่ๆ และไปสัมภาษณ์เหล่าคนดังที่ทั้งได้ดีและเคยล้มไม่เป็นท่า จนออกมาเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องแพสชันได้ครบถ้วนและคมคายที่สุดเล่มนี้ ลองบ่มเพาะความฝัน ความรัก หรือความหลงใหล ให้กลายเป็นแพสชัน แล้วค่อยๆ ใช้เวลา เจียระไนแพสชันนั้นให้งดงามไปพร้อมกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือราคา 250 บาท

Health News : เตือนซูเปอร์ยุงเอเชียฆ่าไม่ตาย-ทนยาฆ่าแมลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704276

Health News : เตือนซูเปอร์ยุงเอเชียฆ่าไม่ตาย-ทนยาฆ่าแมลง

Health News : เตือนซูเปอร์ยุงเอเชียฆ่าไม่ตาย-ทนยาฆ่าแมลง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชินจิ คาซาอิ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น และทีมงาน ทดสอบยุงสายพันธุ์ต่างๆ จากหลายประเทศในเอเชียและกานา ทำให้พบว่า ยุงที่เป็นพาหะนำโรคมีการกลายพันธุ์สูง โดยในกัมพูชาและเวียดนาม กว่าร้อยละ 90 ของยุงลายบ้าน หรือยุงไข้เหลืองมีการผสมผสานของการกลายพันธุ์ส่งผลให้ระดับการทนทานต่อยาฆ่าแมลงมีสูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งยุงลายบ้าน หรือ ยุงไข้เหลือง สามารถแพร่ไวรัสไข้มาลาเรีย, โรคชิคุนกุนยา และไข้เหลือง ตลอดจนโรคอื่นๆ

คาซาอิบอกอีกว่า ยุงบางสายพันธุ์ มีความทนทานต่อยาฆ่าแมลงถึง 1,000 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่ยังไม่กลายพันธุ์ซึ่งทนต่อยาฆ่าแมลงได้ 100 เท่า โดยปกติระดับยาฆ่าแมลงจะสามารถฆ่ายุงได้เกือบ 100% แต่เมื่อยุงมีการกลายพันธุ์ทำให้ยาฆ่าแมลง ฆ่ายุงได้เพียง 7% เท่านั้น ถึงแม้ใช้ยาฆ่าแมลงชนิดที่รุนแรงกว่าเดิม 10 เท่า ก็ยังฆ่ายุงที่ทนทานต่อยาฆ่าแมลงได้เพียง 30% ชี้ให้เห็นว่า ระดับการทนทานที่พบในยุงที่กัมพูชากับเวียดนาม มีความแตกต่างจากที่เคยเห็นมาก่อนโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือยุงที่สามารถทนทานต่อยาฆ่าแมลงได้ ล้วนแล้วแต่เป็นสายพันธุ์ที่เป็นพาหะนำโรคร้ายมาสู่มนุษย์ทั้งสิ้น และยังแสดงให้เห็นว่า สูตรยาฆ่าแมลงในปัจจุบันอาจไม่สามารถควบคุมประชากรยุง จึงจำเป็นต้องพัฒนาและคิดค้นสารเคมีตัวใหม่ เพื่อกำจัดยุง ขณะที่ทางการและนักวิจัยก็ต้องเร่งหาวิธีอื่น รวมถึงวัคซีน เพื่อปกป้องประชาชนจากยุง

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704233

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชีวิตดี : นักท่องเที่ยวร่วมชมและถ่ายภาพผลงานประติมากรรมผสมผสานแสงและเสียงชื่อ Ephemeral ของ อเตลิเยร์ ซิซู ศิลปินออสเตรเลีย ด้านหน้าอาคารเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์

มวลหมู่นก : นกกระยางยืนโดดเด่นบนหลอดไฟริมทาง ขณะที่ฝูงนกกิ้งโครงจำนวนมากเกาะกลุ่มบินโฉบเฉี่ยวไปมาเหนือท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดง ใกล้เมืองเบียร์ชีวาทางตอนใต้ของอิสราเอล

บุกสภา : เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบราซิลบินสำรวจขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน ฌาอีร์ โบลโซนารู อดีตประธานาธิบดีบราซิล ยกพวกบุกเข้าปิดล้อมทั้งด้านในและด้านนอกอาคารรัฐสภาในกรุงบราซิเลีย เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดาซิลวา ลาออกจากตำแหน่ง

เอกเขนก : เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนคุมเชิงขณะที่ผู้ประท้วงคนหนึ่งนอนเอกเขนกบนเปลที่ผูกติดกับเสาโลหะ ระหว่างปักหลักประท้วงแผนการขยายการทำงานของเหมืองถ่านหินลิกไนต์ของบริษัทกราซไวเลอร์ ในเมืองลอยต์เซอรัต ประเทศเยอรมนี ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานในประเทศ