ฝ่ายค้านยื่นปลด”ศักดิ์สยาม”ออกจาก ส.ส.และ รมว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541633

25 ม.ค. 2566

ฝ่ายค้านยื่นปลด"ศักดิ์สยาม"ออกจาก ส.ส.และ รมว.

ฝ่ายค้านยื่นหนังสือต่อสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปลด”ศักดิ์สยาม”ออกจาก ส.ส.และ รมว. หลังมีชื่อเป็นหุ้นส่วนบริษัทก่อสร้าง ได้ผลประโยชน์จากกระทรวงคมนาคมและจัดงบลงจ.บุรีรัมย์มากจนผิดสังเกต

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือต่อนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร นำเรื่องส่งต่อไปยังประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี และสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง 

โดยให้เหตุผลการยื่นหนังสือ เป็นเหตุจากการกระทำละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ว่า ด้วยวิธีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ในคำร้องมีเอกสารหลักฐานทั้งหมด 14 เรื่อง พร้อมมั่นใจในพยานหลักฐาน

นายแพทย์ชลน่าน ยืนยัน ทำในฐานะเป็นฝ่ายตรวจสอบ ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย หรือเล่นเกมการเมือง หรือหวังผลประโยชน์ในพื้นที่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ส่วนการยุติการปฏิบัติหน้าที่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามกรอบภายใน 15 วัน 

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว

ด้านพลตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ผู้ที่เคยเป็น 1 ในอภิปรายนายศักดิ์สยาม มั่นใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการไต่สวนได้แน่นอน เพราะขณะนี้ นายศักดิ์สยาม ยังเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี ยังได้พิจารณางบประมาณ ตั้งงบประมาณ รวมถึงยังเป็นกรรมาธิการ

บริษัทที่นายศักดิ์สยาม เป็นหุ้นส่วนอยู่ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้รับงานจากกระทรวงคมนาคม บริษัทแห่งนี้ นายศักดิ์สยาม รับเงินในฐานะที่ปรึกษา และก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี และใช้บ้านเลขที่ของนายศักดิ์สยามเป็นที่ตั้ง เมื่อย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไปอยู่บนที่ดินของการรถไฟ ซึ่งในทางปฏิบัติหากไม่มีความผูกพันธ์ ไม่สามารถทำได้ ประกอบกับบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคม และในช่วงที่พิจารณางบในชั้นกรรมาธิการ มี ส.ส. ท้วงติงเรื่องการนำงบประมาณไปที่จังหวัดบุรีรัมย์มากกว่ายังหวัดอื่นด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่องพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541640

25 ม.ค. 2566

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

จตุพร พรหมพันธุ์ พูดผ่านรายการ คมชัดลึก ย้ำ พรรคเพื่อไทย ต้องยืนยัน ไม่จับมือฝ่ายเผด็จการ อย่าถึงวันตั้งรัฐบาลแจงความจำเป็น ประชาชนจะเสียความรู้สึก

กลายเป็นอีกประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองขึ้นมา เมื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน อดีตผู้นำคนเสื้อแดง และแนวร่วม นปช. คนที่ถูกมองว่า สู้เพื่อ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาอย่างต่อเนื่อง แต่มาวันนี้ จตุพร ได้ออกมาท้าชน โจมตี ทักษิณ ชนิดที่ว่าถึงพริกถึงขิง


วันก่อน ( 24ม.ค.) จตุพร ได้มาออกรายการ คมชัดลึก ทาง เนชั่น ทีวี  เป็นประเด็นน่าสนใจ แดงแตกรัง หวังสกัดแลนด์สไลด์?

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ
จตุพร บอกเล่าผ่านรายการว่า  สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เขาต้องออกมาพูดเท้าความเล่าอดีต ในช่วงเวลานี้ จตุพร เล่าว่า ไม่นานมานี้ มีคนเดินทางไปพบกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง แล้วพูดคุยถึงตัวเขา รวมทั้งยกกรณีเรื่องเชียงใหม่ขึ้นมา และมีการพูดว่า ตนไปรับจ้าง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ที่ผ่านมา ความรู้สึกส่วนตัวก็ใจสลายในเรื่องของคนเสื้อแดงอยู่แล้ว แต่เมื่อมาพูดตอกย้ำ ตนก็หมดความอดทน ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนไม่รักษาคำพูด อยากจะพูดอะไรก็พูด เสียงปืนดังนัดแรกจะนำการต่อสู้ จนเสียงปืนแตกเป็นแสนนัด ทักษิณ ก็ไม่มา

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

เมื่อตนโดนปลดจาก ส.ส. 18 พ.ค. 2555 วันถัดมา 19 พ.ค. จัดงานรำลึกปราบคนเสื้อแดง 2 ปี ทักษิณ บอกว่า เสื้อแดงที่พายเรือมาส่ง ไม่ต้องตามเขามา เขาจะไปของเขาเอง พูดจบก็โทรมาหาตนบอก กำลังจะได้กลับประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ที่ผ่านมา ทักษิณ พร้อมเอาคนเสื้อแดงไปแลกอยู่ตลอดเวลา ตนเอาชีวิตไปแลกให้ หวังให้ทักษิณ เป็นผู้นำในการต่อสู้ เป็นผู้นำในทางจิตวิญญาณ แต่ทักษิณทำตัวเป็นได้แค่พ่อค้า และไม่เคยข้ามขั้นการเป็นพ่อค้าได้เลย 

ในการย้อนความของ จตุพร เขาเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาว่า ความเป็นจริง พวเราใจสลายกันมา นับตั้งแต่การถูกสลายการชุมนุมในปี 2553 หลังมีการเลือกตั้ง และหลังที่มีอำนาจรัฐ  อย่างแรกการไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เฉพาะคดีในปี 2553 ตนได้ต่อสู้และเข้าไปซักถาม ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น (สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล )ได้รับคำตอบว่า อำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีแต่อยู่ที่นายกรัฐมนตรี เมื่อสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)ก็ได้ให้คนใกล้ชิดมาตอบแทนว่า ไม่สามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นจะยึดอำนาจ

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

 ประเด็นต่อมาคือ ให้นิรโทษกรรม ผลักดันออกมาเป็นพระราชกำหนด และระบุเจาะจงว่า ให้นิรโทษกรรมเฉพาะ ประชาชน เพราะขณะนั้น ประชาชนที่เข้าร่วมเช่น คนจากอุบลราชธานี มุกดาหาร อุดรธานี และจังหวัดอื่น ๆ ได้รับโทษสูง และกำลังจะติดคุก จึงได้เสนอให้เป้นพระราชกำหนด เรื่องต่อมาคือให้โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  มาตรา 291 การแก้หลักเกณฑ์และวิธีการ ด้วยการเปิดทางให้จัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วาระที่ 3 ก็ไม่กล้าโหวต

กลายเป็นเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว มาถึงเรื่องพระราชกำหนด ที่นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน เว้นแกนนำ ก็มาเสนอเป็นพระราชบัญญัติ ตอนแรกก็ไม่ยินยอม จนตนประกาศว่า ถ้าไม่ยอม ก็มีความรู้ว่าผิดหวัง จะต้องมายอมตายแทนกับคนพันธุ์นี้ ลงท้ายก็ยอม แต่มีการไปแปลงสารในวาระที่ 2 จากแค่ประชาชน ไปขยายเป็น แกนนำ ผู้ใช้บงการฆ่า และคดีทุจริตทั้งหมด ตอนนั้นตนออกมาต่อต้านว่า การทำแบบนี้จะพัง และจะไปทำลายโอกาสเดียวของประชาชน ที่เขที่เขาจะติดคุกที่มีโทษสูงมาก และกลายเป็นชนวนเหตุหนึ่ง ในการยึดอำนาจในเวลาต่อมา 

จตุพร เล่าขยายประเด็นที่มีคนไปพูดกับทักษิณที่ฮ่องกงว่า ทักษิณ นั้นเมื่อ มีอำนาจไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ปี 2548-2549 ได้คะแนน 19 ล้านเสียง วันโดนยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 คนออกมาต่อต้านไม่ถึง 19 คน ช่วงสถานการณ์วิกฤตการเมือง ตนกับ นปช. ไปชุมนุมที่ถนนอักษะ มีการแบ่งภารกิจกันว่า ตนในฐานะประธาน นปช. เสนอว่าขอรับผิดชอบในส่วนเวทีการชุมนุม ส่วนมวลชน ให้เป็นหน้าที่การระดมคนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เป็นพี่น้องคนเสื้อแดง

จนวันที่ใกล้ยึดอำนาจ ในช่วงเจรจา จากมวลชนจำนวนมาก เหลือไม่กี่ร้อย ตนสังเกตว่าน่าจะมีปัญหา จึงไม่แบ่งคนสำคัญไว้ที่เวที และทราบว่า มีอีกหนึ่ง ป. เป็น ป.ที่ 4 ประสานงานอยู่กับ ทักษิณ เราไปเจราจา เพื่อหวังยื้อเวลาการยึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่สุดท้ายก็ยื้อไม่ได้ จนทำให้ต้องสูญเสียประชาธิปไตย สูญเสียโอกาสประชาชนไปเกือบ 9 ปี ทีผ่านมา ตนหลีกเลี่ยงและใช้ความอดทนมาโดยตลอด ไม่อยากวิพากวิจารณ์ ถ้าจำเป็นต้องพูดถึงก็จะใช้มธุรสวาจา จนมาเกิดเหตุการณ์จับกุมครอบครัว บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ด้วยเหตุผล ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และไปแจกจดหมาย แล้วพรรคเพื่อไทยก็เอาคนอื่น ไปวางตัวว่าจะให้ลงเลือกตั้งแทนเขา ขณะที่อยู่ในคุก แม้ว่าตอนนั้นยังไม่มีการเลือกตั้ง แล้วพอ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ม.44 คืนอำนาจให้นายก อบจ. พรรคการเมืองต่างๆ ไปเยือนเชียงใหม่ ก็เชิญบุญเลิศไปทุกครั้ง มีการถ่ายรูปกับทุกพรรค ก็ไปกล่าวหาว่า เขาแปรพักตร์ 

ในส่วนที่ว่า ออกมาพูดกดดันให้พรรคเพื่อไทย ประกาศไม่จับมือพรรคพลังประชารัฐ จตุพร ตอบประเด็นนี้ว่า ที่ผ่านมา มีภาพของแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคน มีความพร้อมที่จะจับมือทางการเมืองกับพลังประชารัฐและพรรคการเมืองอื่นๆ  ก่อนที่จะมาแถลงว่าจะไม่จับมือกับใครก่อน มีกรณีน่าสงสัยเมื่อครั้งพรรคก้าวไกลประกาศจะจับมือกับพรรคเพื่อไทย และช่วงปลายปีที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็ออกมาปั่นกระแสเรื่องจำนำข้าวล็อต 2 ซึ่งใครก็คิดว่าโดนแน่ แต่ก็ปล่อยอย่างง่ายดาย ตนเห็นว่า พรรคก้าวไกล ยังประกาศชัดเจนในการไม่จับมือกับใคร แต่พรรคเพื่อไทยแสดงความไม่ชัดเจนในการประกาศไม่จับมือ

ซึ่งทาง พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าไม่มีโอกาส แต่ด้าน พล.อ.ประวิตร มันมีไมตรีกันมายาวนาน และในช่วงยึดอำนาจ มันมีการเอื้อประโยชน์ให้กันแบบต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไทยดึงเวลาจน โรม รังสิมันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายพล.อ.ประวิตรไม่ได้ จนกลายมาเป็นคำถามว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงตอบคำถามไม่ได้  ถ้าพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นที่จะต้องจับมือกับพลังประชารัฐ ควรจะบอกประชาชนก่อนหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งเสร็จไปประกาศจับมืออ้างความจำเป็น อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในวันนั้นจะเหลืออะไร 


จตุพร เล่าต่อมาจนถึงเรื่องการตั้งพรรคการเมือง ที่เมื่อตนออกจากจากคุก มีการทาบทามจาก ทักษิณ ให้ทำพรรค เพื่อนำคะแนนไปเติม เพื่อสู้กับการเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ นปช.หรือคนเสื้อแดงจึงถูกแยกออกจากกันนับแต่วันนั้น ตลอดระยะเวลา 13-15 ปี ของการมีคนเสื้อแดง วันไหนอยากใช้ก็ตาม วันไหนไม่ใช้ก็ทิ้งไป มารอบนี้อยากจะแลนด์สไลด์ ก็อยากใช้คนเสื้อแดงอีก ตนจึงมองว่า พรรคเพื่อไทยไม่แฟร์กับคนเสื้อแดง 

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

สมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง หนึ่งในแขกรับเชิญ มองว่าการเมืองไทยมี 2 แบบการเมืองทั้งแบบในสภาและนอกสภา เป็นที่ยอมรับบว่า เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย เสมือนขาคนละข้าง เดินเคยงไปด้วยกัน แต่ด้วยเป็นขาคนละข้าง บางจังหวะการเดินอาจจะต้องมีเกี่ยวกันบ้าง การแบกรับของ จตุพร ในฐานะแกนนำ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องแบกรับทุกๆอย่าง เพราะอยู่หน้าสุดของการต่อสู้

และมองว่า การเมืองในสภาต้องให้ความสำคัญ การต่อสู้นอกสภาแบบสมน้ำสมเนื้อ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ไม่แต่เพียงมองแค่ว่า จะร่วมรัฐบาล แต่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาล และกำหนดทุกสิ่งอย่าง เมื่อเข้าสู่โหมดการเมือง ก็ต้องมีการจัดลำดับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง จัดเรียงลำดับมากน้อย การวางบทบาทของผู้สมัคร หรือ แนวร่วมการต่อสู้นอกสภา ก็ต้องมีการสลับกันไปตามสถานการณ์ 


ส่วนเรื่องการประกาศไม่จับมือ เขามองว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมองว่า ไม่ต้องการจะปิดกั้นทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะสมการการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข จำนวน ส.ส.ในสภา แต่ยังต้องเกี่ยวข้องกับ ส.ว. และอาจจะรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ และในขณะนี้ยังไม่สามารถมองได้ว่า จำนวนส.ส.จะได้มากน้อยเท่าไหร่ในแต่ละพรรคการเมือง ในขณะเดียวกัน เขายังมองอีกว่า ในการแยกกันของ 2 ป. ถึงแม้จะไม่ขาดกันทีเดียว แต่ก็ส่งผลให้ฝ่ายนั้น อ่อนแรงลงในที และพรรคใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก้ไม่น่าจะได้คะแนนเท่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ถ้ามองอีกแบบ อาจจะเป็นการสลายปีกการเมืองของพรรคเพื่อไทย ก็เป็นไปได้

ต่อให้’แลนด์สไลด์’ ยังไงก็หนีไม่พ้นคุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541618

25 ม.ค. 2566

ต่อให้'แลนด์สไลด์' ยังไงก็หนีไม่พ้นคุก

‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ชวนคิด ทำอย่างไร ทักษิณ จะไม่ติดคุก หากจะกลับประเทศไทย แม้จะแลนด์สไลด์ จากการเลือกตั้งครั้งหน้า

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊คตั้งคำถามถึงอนาคตของทักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหาว่า ทักษิณ ยังคงเป็นคนรวย ที่ล่องลอยไปในโลกนี้ได้เช่นเดิม ยกเว้น เมืองไทยที่ยังแวะเวียนมาไม่ได้ คงได้แต่ชะโงกหน้ามาดูแผ่นดินนี้ เวลานั่งเครื่องผ่านไป-ผ่านมาเท่านั้น โดยมีเหตุผล อธิบาย ดังนี้

คดีของทักษิณ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต คดีเหล่านี้ ไม่มีใครกล้าออกพรบ.นิรโทษกรรม เพราะมีนักโทษคดีทุจริตอยู่เยอะทั้งนักการเมือง,ข้าราชการหากนิรโทษกรรมคดีทุจริตกันหมด คิดว่าประชาชนคงไม่ยอม เพราะคดีทุนจีนสีเทา คดีกรมอุทยานฯ ก็จะขอร่วมขบวนมาด้วย  หรือ จะนิรโทษเฉพาะทักษิณ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีกเช่นกัน



ทักษิณ จะขอพระราชทานอภัยโทษได้ ตามวิ.อาญา มาตรา 261 เป็นการเฉพาะตัว เฉพาะคดีทุจริตที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น และหากได้รับพระราขทานอภัยโทษ ทักษิณก็ยังมีคดีอื่นที่ยังไม่ถึงที่สุดอีกหลายคดี คดีเหล่านั้นก็ขอพระราชทานอภัยโทษไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงที่สุด ทักษิณก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีก เราก็ไม่รู้ว่าพอศาลจะตัดสิน คุณทักษิณจะหนีไปอีกหรือเปล่า



ทักษิณจะกลับมาอย่างไรโดยไม่ติดคุก ต่อให้แลนด์สไลด์ ก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร

นิพิฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นทางกฎหมาย อย่าริคิดเป็นการเมืองเด็ดขาด มองให้เป็นปัญญา ให้เห็นแสงสว่าง อย่างมงายอย่าลืมว่า นักการเมืองชอบประชาชนที่ไม่ฉลาดเพราะปกครองง่าย แต่หากใครฉลาด หรือมีความคิดที่ดีกว่านี้ ให้ลองเสนอมา

ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันในรายการคิดเคลื่อนไทย ว่าจะไม่อาศัยพรรคการเมืองใดรวมถึงเพื่อไทย ในการกลับบ้าน แต่จะอาศัยแค่หัวใจตัวเอง จะไม่มีการออกกฎหมาย ไม่มีการเกี๊ยะเซียะกับพลังประชารัฐเพื่อออกกฎหมายอย่างแน่นอน 

ประชาธิปัตย์ส่อเค้าสูญพันธุ์ ในสมรภูมิเลือกตั้งที่จังหวัด’ตาก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541609

25 ม.ค. 2566

ประชาธิปัตย์ส่อเค้าสูญพันธุ์ ในสมรภูมิเลือกตั้งที่จังหวัด'ตาก'

แม้จังหวัดตากจะมีเขต’เลือกตั้ง’เพิ่มขึ้นอีก 1 เขต และปชป.เคยผูกขาด ส.ส.มาต่อเนื่อง แต่จะไม่ใช่การเลือกตั้งครั้งหน้านี้แน่

ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยึดครองพื้นที่ ส.ส.ตาก มาอย่างเหนียวแน่นกว่า 20 ปี แม้ว่า.oช่วงทักษิณฟีเวอร์  แดงทั้งแผ่นดิน ยังฝ่ากระแสมาได้  แต่กระนั้น ในช่วงการเลือกตั้งหลังๆ มนต์ขลังของตระกูล ไชยนันทน์ และ บรรณวัฒน์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มเสื่อมคลาย

กระทั่งล่าสุดเหลือเพียง 1 เก้าอี้ ที่ นายชัยวุฒิ บรรณวุฒิ อดีตรมว.อุตรสาหกรรม และแกนนำภาคเหนือ สามารถป้องกันแชมป์ในเขต 2 ไว้ได้  ส่วนอีก 2 เขต ถูกพรรคพลังประชารัฐเจาะไข่แดงไปได้

ปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เนื้อหอมเหมือนเช่นอดีต ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่าแพ้ที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่ จังหวัดตาก ส่วนหนึ่งมาจากการวิธีการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่หลายมองว่ายึดหลักการมาก ทำให้การทำงานเชื่องช้า ไม่ทันใจคอการเมือง และที่ผ่านมาภายในพรรคมีการผ่องถ่ายอำนาจ

อีกทั้งเก้าอี้นายกอบจ.ตาก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งการเอื้อต่อผลการเลือกตั้ง กลับไม่มีคนของพรรคเข้าไปนั่งบริหาร โดยมีนายณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ รั้งเก้าอี้ดังกล่าว จนสามารถผลักลูกชายคนโต อย่างนายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ซิวเก้าอี้ส.ส.ตาก เขต 1 ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ จ.ตาก มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ทำให้มีส.ส.เพิ่ม 1 ที่นั่ง จาก 3 เพิ่มเป็น 4 เขต แต่การแบ่งพื้นที่ยังไม่ชัดเจนนัก  หลายพรรคเริ่มมีการเปิดตัว แต่ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ที่ยังไร้วี่แวว ไร้การเคลื่อนไหว

หากไล่เรียงยึด 3 เขตเดิมนั้น คอการเมืองเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจเพลี่ยงพล้ำ ถึงขั้นสูญพันธุ์ก็มีความเป็นไปได้ โดยเขต 1  ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ แชมป์เก่า ที่เคยทิ้งพรรคพลังประชารัฐ ไปพรรคเศรษฐกิจไทยตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ล่าสุด เตรียมกลับรังเก่าสู้ศึกเลือกตั้ง ยังเป็นต่อคู่แข่งหลายช่วงตัว เพราะได้น้ำเลี้ยงชั้นดีจาก นายกอบจ.ตาก ผู้เป็นพ่อ

เขต 2  ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ แม้เลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะชนะคู่แข่งอย่าง เงินตรา ทั้งเกสร จากพรรคอนาคตใหม่ และ ฑีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ จากพรรคพลังประชารัฐ แบบคะแนนทิ้งห่างเกือบ 1 เท่าก็ตาม  แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เจ้าตัวจะสลัดเสื้อแม่พระธรณีบีบมวยผมที่ปักหลักอยู่มานานจนนั่งเก้าอี้เสนาบดี กระทรวงอุตสาหกรรม มาซบตัก ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังมีภาพควง จุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ภาคเหนือ โดดร่วมวงเปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ

แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจน 100 % แต่เชื่อว่าเร็วๆนี้จะมีการลาออกจากส.ส. เพื่อไปสังกัดพรรคใหม่ และคุณสมบัติครบก่อนวันเลือกตั้ง

ส่วนเขต 3 ส.ส.ปั้น ภาคภูมิ บูลย์ประมุข มือขวา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เตรียมกลับมาสวมเสื้อพลังประชารัฐ หลังจากผละตามบอส ไปสวมเสื้อพรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจจะต้องมาปะมือกับคู่ปรับเก่าอย่าง ชัยณรงค์ มะเดชะ หรือ ดอกเตอร์อาทอดีตนายกเทศมนตรีตำบลแม่ระมาด ที่ช้ำรักกับพรรคเพื่อไทย โดยหันมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป้าหมายผลักดัน อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ว่ากันว่า อนุทิน ไว้วางใจและหมายมั่นปั้นมือจะปักธงในพื้นที่ชายแดน จ.ตากให้ได้ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข

ขณะที่ ธนิตพล ไชยนันทน์ อดีตส.ส.ตาก 4 สมัย ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ นักการเมืองรุ่นลายครามจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีคะแนนมาเป็นอันดับ 3 ดูเหมือนจะหืดจับ แม้ว่าจะสอบตกและทางพรรคปูนบำเหน็จรางวัลเป็นที่ปรึกษารมช.สาธารณสุข (นายสาธิต ปิตุเดชะ)มีผลงานการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในพื้นที่ชายแดน จ.ตาก แต่ยากที่จะฝ่าด่านกระแส-กระสุน

ว่ากันว่า ตราบใดที่กกต.ยังไม่ประกาศแบ่งเขตพื้นที่เลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายหลังที่มีการเพิ่มอีก 1 เขตเลือกตั้ง บรรดานักเลือกตั้งสามารถขยับลงในเขตที่ตนเองมีฐานเสียงเหนียวแน่น และปัจจุบันประชาธิปัตย์ยังไม่มีการขยับ เปิดหน้าส่ง ม้าศึกชั้นดีลงมาวัดพลังกับคู่แข่ง ขณะที่ ขุนพล กลับพร้อมตีจากไปซบรังใหม่   อดีตที่ประชาธิปัตย์เคยนอนมาในพื้นที่ จ.ตาก น่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว มีโอกาศที่ปรากฏการณ์ สูญพันธุ์จะเข้ามาแทน

อ.ส.ค.จัดวิ่ง‘โอเมก้ารัน’ ชวนใส่ใจสุขภาพ-หนุนท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706485

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งดูดนมโอเมก้ารัน 2023 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ของผู้ร่วมกิจกรรม กระตุ้นให้หันมาสนใจการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สระบุรี ก่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชน ตลอดจนเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยทาง อ.ส.ค. จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา และReflect Run บริษัทผู้จัดกิจกรรมวิ่งร่วมกันจัดวิ่งดูดนม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ภายใต้ชื่อ“วิ่งดูดนม โอเมก้ารัน 2023” ที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แบ่งระยะการวิ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ3 กิโลเมตร , 5 กิโลเมตร , 12 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร พร้อมมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เข้าชมฟาร์ม พร้อมทดลองรีดนมป้อนนมวัว ตลอดจนชมการแสดงคาวบอย ขี่ม้า “ฟรี” และได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หลากหลายรสชาติ ซึ่งเตรียมไว้ให้บรรดานักวิ่งได้ดื่มฟรีตลอดงาน

ปัจจุบันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางบนพื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม นักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม และได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นแลนด์มาร์คด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.สระบุรี

‘เฉลิมชัย’ฝังทำลายหมูเถื่อน มากที่สุดกว่า7แสนกก.ค่า123ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706483

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย กรณีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างเคร่งครัด ปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างผิดกฎหมาย เป็นการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยเฉพาะรายย่อย และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรดังกล่าวอาจมีเชื้อโรคระบาดต่อสัตว์และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งทำลายกลไกราคาสุกร

สำหรับการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง มีมากถึง 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อพ่วง 35 เที่ยว รถบรรทุกสิบล้อ 3 เที่ยว รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 1 เที่ยว ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยดำเนินการ จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคมั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ ปกป้องอาชีพของเกษตรกรและได้คุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่ และยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2565 กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมศุลกากร ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกรณีการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกร ทั้งสิ้น 42 คดี ปริมาณน้ำหนักรวม 1,089,514 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 219 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการกับซากสุกรของกลาง แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ทำลายไปแล้ว 179,612 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 71 ล้านบาท ส่วนที่ 2 อยู่ในระหว่างดำเนินคดี 186,116 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 25 ล้านบาท เมื่อคดีสิ้นสุดจะดำเนินการทำลายต่อไป และส่วนที่ 3 รวบรวมเพื่อทำลาย 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตมาจากต่างประเทศ เช่น บราซิล เยอรมนี และอิตาลี เป็นต้น

ส่วนวิธีการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก
(World Organization for Animal Health หรือ WOAH) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ปริมาณมากที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

รองปลัดฯร่วมถกพัฒนาการเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706482

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจางวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันและอนาคตของเกษตรไทย” ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ของสมาคมนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร (กวป.) กรมวิชาการเกษตร

นายเศรษฐเกียรติ ได้บรรยายถึงกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ และ 15 นโยบายสำคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยให้เป็นกรอบในการทำงาน พร้อมทั้งปรับตัวตามสถานการณ์และเพิ่มการทำงานในเชิงรุก ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 3.ยุทธศาสตร์ 3S คือ Safety-Security-Sustainability 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยให้ปี 2566 เป็นปีที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม อาทิ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเร่งผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร การเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การดำเนินนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การผลักดันค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเร่งขับเคลื่อน BCG Model ไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิผลส่งเสริมความรู้พืชเศรษฐกิจใหม่ผลักดันไทยเป็นครัวโลก การผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการให้ความสำคัญกับเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

กรมข้าวฯรุดเยี่ยม ศูนย์ข้าวที่อุบลฯ รับฟังสภาพปัญหา ให้คำแนะนำแก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706481

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นพบปะเยี่ยมเยียนศูนย์ข้าวชุมชนต.นาเรือง
อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้นำกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เกษตรกร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง

ทั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีทั้งหมด 5 ศูนย์ ประกอบด้วย 1.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านนาเยีย 2.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย 3.ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ ปี 2559

4.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง 5.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพันธุ์ข้าว ต.นาดี ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งหมด 161 ราย มีพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 837 ไร่ พื้นที่ผลิตข้าวคุณภาพดี 1,622 ไร่ โดยศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง เป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข15 ชั้นพันธุ์ขยาย มีกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน และปริมาณตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละฤดูกาลผลิต ซึ่งสมาชิกในกลุ่มมีความสามัคคี ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ กับกรมการข้าว อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการนี้ น.ส.นนทิชา ได้รับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ แก่พี่น้องเกษตรกรในการบริหารจัดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย

คปภ. เชิญชวนเข้าร่วมประกวดออกแบบสื่อใช้เสียง ภายใต้หัวข้อ ‘คปภ. คุ้มครองผู้ทำประกันภัย สานความเข้าใจสู่ New Gen’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/706667

คปภ. เชิญชวนเข้าร่วมประกวดออกแบบสื่อใช้เสียง ภายใต้หัวข้อ ‘คปภ. คุ้มครองผู้ทำประกันภัย สานความเข้าใจสู่ New Gen'

คปภ. เชิญชวนเข้าร่วมประกวดออกแบบสื่อใช้เสียง ภายใต้หัวข้อ ‘คปภ. คุ้มครองผู้ทำประกันภัย สานความเข้าใจสู่ New Gen’

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.49 น.

สำนักงาน คปภ. จัดการประกวดออกแบบสื่อใช้เสียง หรือพอดคาสท์ และสื่อภาพนิ่งโปสเตอร์ หรืออินโฟกราฟิก ภายใต้หัวข้อ “คปภ. คุ้มครองผู้ทำประกันภัย สานความเข้าใจสู่ New Gen” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ที่มีภารกิจในการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ  ได้กำหนดนโยบายในการประชาสัมพันธ์สำนักงาน และบทบาทหน้าที่ของสำนักงานเชิงรุกให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยผ่านการสร้างสรรค์ผลงานจากเยาวชนคนรุ่นใหม่

สำนักงาน คปภ. จึงขอเชิญชวน นิสิต นักศึกษา ร่วมการประกวดออกแบบสื่อใช้เสียง หรือพอดคาสท์ และสื่อภาพนิ่งโปสเตอร์ หรืออินโฟกราฟิก ภายใต้หัวข้อ “คปภ. คุ้มครองผู้ทำประกันภัย สานความเข้าใจสู่ New Gen” เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจถึง บทบาท หน้าที่และความสำคัญของ สำนักงาน คปภ. ที่ประชาชนควรทราบเพื่อประโยชน์ของผู้ทำประกันภัย ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท 

โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

• สื่อใช้เสียง หรือพอดคาสท์ 

• สื่อภาพนิ่งโปสเตอร์ หรืออินโฟกราฟิก

คุณสมบัติผู้สมัคร 

• ผู้สมัครต้องเป็นนิสิต นักศึกษา ทุกสถาบันหรือเทียบเท่า

• อายุ 18-25 ปี 

• สามารถเข้าร่วมได้แบบเดี่ยว หรือไม่เกิน 3 คนต่อทีม 

• ผู้เข้าประกวด 1 ท่านหรือ 1 ทีม สามารถส่งผลงานได้ทั้ง 2 ประเภท โดยจำกัดรูปแบบละไม่เกิน 2 ผลงาน

เงินรางวัล สื่อใช้เสียง หรือพอดคาสท์ 

• รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  เงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลชมเชย เงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท จำนวน 3 รางวัล 

• รางวัลPopular Vote เงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

เงินรางวัล สื่อภาพนิ่งโปสเตอร์ หรืออินโฟกราฟิก 

• รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  เงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

• รางวัลชมเชย เงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท จำนวน 3 รางวัล 

• รางวัลPopular Vote เงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล 

สำหรับการประกวดในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน นำโดย ดร. สุทธิพล  ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. คุณศุภกร เทพวิชัยศิลปะกุล, คุณวุฒิศักดิ์ อนรรฆพร, ผศ. ณัฐา ฉางชูโต, คุณธีรนพ หวังศิลปะคุณ เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดได้ผ่านทาง https://forms.gle/e3wWk9JuDZmxhbsR8   โดยส่งผลงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น. และจะประกาศผลรางวัลชนะเลิศโดยท่านเลขาธิการ คปภ. ให้เกียรติเป็นประธานฯ ในวันที่ 8 มี.ค. 2566 ผ่านทาง Facebook: PR OIC  ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   Line: @oiccampus2023 ,  E-Mail: oiccampus@oic.or.th

และสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้เพียงคลิกลิ้งค์ https://youtu.be/Gnv8fvensao

-(016)

การ ‘ฝากไข่’ เทรนด์เตรียมความพร้อมที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/706659

การ ‘ฝากไข่’ เทรนด์เตรียมความพร้อมที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ยุคใหม่

การ ‘ฝากไข่’ เทรนด์เตรียมความพร้อมที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ยุคใหม่

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.13 น.

เนื่องในปัจจุบันนี้ ไลฟ์สไตล์ การทำงาน และสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลให้การวางแผนครอบครัวเป็นไปได้ยากมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เริ่มสร้างครอบครัวและวางแผนที่จะมีบุตร แน่นอนว่าคำว่า “เวลา” กลายมาเป็นอิทธิพลหลักเพราะเวลามีแต่เดินหน้าการมีลูกนั้นจึงมีเวลาจำกัด การฝากไข่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นทางเลือกแรกๆ ที่ครอบครัวยุคใหม่ให้ความสำคัญ แต่การตัดสินใจในเรื่องที่มีความซับซ้อนและไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกประกอบการตัดสินใจเท่าที่ควรอาจทำให้บางคนยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเลือกเข้ารับคำปรึกษา

Genesis Fertility Center (GFC) ศูนย์รวมบริการทางการแพทย์ สำหรับผู้เตรียมพร้อมก่อนการมีบุตรตลอดจนรักษาภาวะมีบุตรยาก สาวๆที่ยังไม่พร้อมมีบุตรแต่ต้องการเก็บรักษาไข่ด้วยวิธี   แช่แข็ง (Egg Freezing) หรือ “การฝากไข่” ได้ให้คำแนะนำ “การฝากไข่” ไว้ดังนี้

การฝากไข่ (Egg freezing) คือการนำเอาไข่ในสภาพที่สมบูรณ์ในวัยเจริญพันธุ์ออกมาจากรังไข่ ซึ่งตามหลักการจะสามารถแช่แข็งไข่ไว้ได้นาน 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพไข่ของคนไข้ในขณะที่ทำการฝาก และสามารถนำกลับมาผสมกับอสุจิ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน พร้อมที่จะนำมาย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป การฝากไข่จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อรักษาสภาพความสมบูรณ์ของไข่ไว้ได้ดีที่สุดในช่วงระยะที่กำลังวางแผนครอบครัว และ ช่วงที่เหมาะคือ 30-35  ปี ถ้าหากเกินกว่า 35 ปี ขึ้นไปแนะนำให้เข้ามาทำการปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ

ส่วนวิธีการฝากไข่การเตรียมตัวครั้งแรก คือ นัดเข้ามาปรึกษากับคุณหมอในวันที่สะดวกเพื่อตรวจร่างกายเบื้องต้นเช่น ตรวจภายใน อัลตราซาวด์มดลูกรังไข่ ตรวจเลือดเช็คฮอร์โมนรังไข่และโรคติดเชื้อต่างๆ และอธิบายขั้นตอนการรักษา จากนั้นรอประจำเดือนมาในรอบถัดไปถึงจะเริ่มกระตุ้นไข่ได้ ช่วงระหว่างรอนี้แนะนำให้ดูแลต้องโดย การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่สำคัญมากครับ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 วันต่อสัปดาห์ และ พยายามลดความเครียดจากชีวิตประจำวันลง เมื่อมีประจำเดือนมา จะนัดมาตรวจภายใน 3 วันแรกของรอบเดือน เพื่ออัลตราซาวด์เช็คไข่ตั้งต้น หากร่ายกายพร้อม คุณหมอจะจ่ายยากระตุ้นไข่ให้ไปฉีด โดยเฉลี่ยต้องฉีดยาประมาณ 8-10 วันไข่ถึงจะสุกพร้อมเก็บได้ ระหว่างฉีดยาทุกๆ 4-5 วันคุณหมอจะนัดมาอัลตราซาวด์ประเมินขนาดไข่และปรับยาตามความเหมาะสม

– เมื่อไข่โตจนได้ขนาดที่ดีแล้ว จะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก และนัดวันมาเก็บไข่

– ในวันเก็บไข่เนื่องจากต้องมีการใช้ยานำสลบจึงแนะนำให้พาผู้ติดตามมาด้วยเพื่อช่วยพากลับเนื่องจากอาจยังมีอาการมึนจากฤทธิ์ยาสลบได้เล็กน้อย การเก็บไข่ห้องปลอดเชื้อคุณภาพเทียบเท่าห้องผ่าตัด ใช้เวลาเก็บไข่ประมาณ 15-20 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนไข่ รวมเวลานอนพักหลังเก็บไข่ทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 1 ชม.

–  หลังจากตื่นดีแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งจำนวนไข่ที่เก็บได้ และนำไข่เข้าสู่กระบวนการแช่แข็งตามลำดับ

–  ดังนั้นตั้งแต่เริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่จนถึงวันเก็บไข่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ คุณผู้หญิงก็สามารถทำการแช่แข็งไข่ได้เสร็จเรียบร้อย

ส่วนวิธีการเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาไข่ที่เราฝากเอาไว้ โดยจะนำไปแช่แข็งไข่ทำโดยการเก็บรักษาไว้ในแท็งค์ที่มีไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ –196 °c เพื่อหยุดการเจริญของไข่ไว้ที่อายุที่เราต้องการ โดยใช้วิธี vitrification ซึ่งเป็นวิธีการแช่แข็งไข่ที่คงคุณภาพไข่ได้ดีที่สุดในปัจจุบันและลดอัตราการเสียหายของไข่หลังละลายได้ค่อนข้างดี การฝากแช่แข็งไข่ได้นาน 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพไข่ของคนไข้ในขณะที่ทำการฝาก