ตร.ออสซี่โหดจัด ใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่หญิงชราวัย 95 ปี อาการสาหัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695427

ตร.ออสซี่โหดจัด ใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่หญิงชราวัย 95 ปี อาการสาหัส

20 พ.ค. 2566 12:12 น.

ตร.ออสซี่โหดจัด ใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่หญิงชราวัย 95 ปี อาการสาหัส

ทางการออสเตรเลียเร่งสอบ เหตุตำรวจออสเตรเลียใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่หญิงชราวัย 95 ปีที่มีภาวะสมองเสื่อม ขณะคุณยายถือมีดเดินไปมา ส่งผลให้คุณยายล้มลงหัวฟาดพื้นบาดเจ็บสาหัส

คุณยายวัย 95 ปีที่ถูกตำรวจใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่จนล้มลงศีรษะกระแทกพื้น ในบ้านพักคนชรา ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ตำรวจเข้าไประงับเหตุ เนื่องจากได้รับแจ้งว่าคุณยายที่มีภาวะความจำเสื่อม เดินถือมีดวนเวียนอยู่ในบ้านพักคนชรา “ยาแลมบี ลอดจ์” ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อวันพุธตามเวลาในท้องถิ่น โดยรายงานว่า ตำรวจได้เข้าไปเจอคุณยายขณะที่เดินด้วยไม้เท้าสี่ขา และถือมีดอยู่ในมือและค่อยๆ เดินเข้ามาหาตำรวจอย่างช้าๆ และไม่ยอมวางมีดลงแม้ตำรวจจะพยายามเจรจาแล้วก็ตาม

จนในที่สุดตำรวจนายหนึ่งได้ตัดสินใจใช้ปืนช็อตไฟฟ้ายิงไปที่คุณยายสองครั้ง โดยครั้งแรกยิงเข้าที่หน้าอกด้านหน้า ก่อนจะยิงอีกครั้งเข้าที่ด้านหลัง ส่งผลให้คุณยายล้มลงและศีรษะฟาดพื้น แต่ในแถลงการณ์ของตำรวจนิวเซาท์เวลส์ที่ออกมาในเวลานั้นระบุเพียงว่า หญิงชราได้รับบาดเจ็บในระหว่างตำรวจเข้าระงับเหตุ และไม่ได้มีการระบุว่ามีการใช้ปืนช็อตไฟฟ้าแต่อย่างใด พร้อมทั้งระบุว่าตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเร่งสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว และสั่งพักงานตำรวจนายดังกล่าว หลังจากที่เกิดกระแสความไม่พอใจของคนในชุมชนและกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

ด้านหนังสือพิมพ์ ซิดนีย์ เดลี เทเลกราฟระบุว่า หญิงชราคนดังกล่าวคือนางแคลร์ นาวแลนด์ เป็นหญิงชรารูปร่างเล็กสูงไม่เกิน 160 เซนติเมตร น้ำหนักราว 43 กิโลกรัม โดยเธอมีบุตร 8 คน และเคยเป็นคนดังในชุมชนแห่งนี้ เนื่องจากสื่อท้องถิ่นเคยรายงานข่าวเรื่องที่คุณยายฉลองอายุครบ 80 ปีด้วยการกระโดดร่มดิ่งพสุธา ขณะที่ญาติของคุณยายที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราด้วยกัน ยังอยู่ในอาการโศกเศร้า และยังไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อกรณีนี้แต่อย่างใด โดยอาการบาดเจ็บของคุณยายอยู่ในขั้นวิกฤติและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ.

ที่มา : CBS

โจ ไบเดนเกือบสะดุดล้มตรงบันได ระหว่างไปร่วมประชุมจี 7 (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695417

โจ ไบเดนเกือบสะดุดล้มตรงบันได ระหว่างไปร่วมประชุมจี 7 (คลิป)

20 พ.ค. 2566 12:12 น.

โจ ไบเดนเกือบสะดุดล้มตรงบันได ระหว่างไปร่วมประชุมจี 7 (คลิป)

โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ เกือบจะสะดุดล้มอีกรอบ ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงบนเกาะมิยาจิมา เคราะห์ดีที่เขาสามารถทรงตัวอยู่ และลงบันไดมาได้อย่างปลอดภัย

สื่อของสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานข่าวเกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมประชุมกลุ่มผู้นำจี 7 ที่เมืองฮิโรชิมาของประเทศญี่ปุ่นของนายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ โดยมีการตั้งข้อสังเกตบ่อยครั้งถึงความเชื่องช้า และท่าทีที่ดูสับสนของนายโจ ไบเดน ในเวลาต้องพบปะกับผู้นำชาติอื่นๆ โดยนิวยอร์กโพสต์ ได้พูดถึงท่าที่ของนายไบเดนที่ดูงุนงงในขณะที่เขาและนางจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง พบกับนายฟุมิโอะ คิชิดะ และภริยา เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน โดยหลังจากการจับมือกันเพื่อทักทาย นายไบเดนก็มีท่าทีมึนงง ว่าตนเองควรจะยืนตรงจุดใด และต้องใช้เวลาสักระยะก่อนที่จะหาตำแหน่งที่ควรจะยืนได้

นอกจากนี้ยังมีการนำคลิปภาพขณะที่นายไบเดนเกือบจะสะดุดตกจากบันได ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงบนเกาะมิยาจิมา เคราะห์ดีที่เขาสามารถทรงตัวอยู่ และลงบันไดมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่ผู้นำของญี่ปุ่นจะเดินมารับและนำทางนายไบเดนไปพบกับผู้นำชาติอื่นๆ ที่เดินชมศาลเจ้าไปสักระยะหนึ่งแล้ว

อายุที่ค่อนข้างมากของนายไบเดน กลายเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้แก่หลายฝ่าย เนื่องจากหากเขาลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอีกครั้งในปี 2024 เขาจะมีอายุมากถึง 86 ปี หากเขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในสมัยที่ 2 จนครบเทอม

โดยโพลล่าสุดชี้ว่า 63 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกัน ไม่เชื่อว่าสภาพจิตใจของเขาจะพร้อมสำหรับการบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่อีก 62 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า สุขภาพร่างกายของนายไบเดนไม่ดีพอที่จะบริหารประเทศต่อไปได้เช่นกัน โดยโพลของรอยเตอร์/อิปซอสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า 59 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่านายโจ ไบเดน แก่เกินไปที่จะบริหารรัฐบาล.

ที่มา : นิวยอร์กโพสต์

สลด เมียนมา เผย ยอดตายไซโคลน “โมคา” พุ่งเป็น 145 ศพ กระทบประชาชน 800,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695402

สลด เมียนมา เผย ยอดตายไซโคลน "โมคา" พุ่งเป็น 145 ศพ กระทบประชาชน 800,000 คน

20 พ.ค. 2566 10:29 น.

สลด เมียนมา เผย ยอดตายไซโคลน “โมคา” พุ่งเป็น 145 ศพ กระทบประชาชน 800,000 คน

เมียนมาเผยยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลน “โมคา” เพิ่มเป็น 145 ศพแล้ว อิทธิพลของพายุลูกนี้ยังสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนของประชาชน มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 800,000 ราย

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2566 สถานีโทรทัศน์ MRTV ของทางการเมียนมา รายงานอ้างคำเปิดเผยของกองทัพเมียนมา เกี่ยวกับกรณีความเสียหายจากพายุไซโคลน “โมคา” (Mocha) ที่พัดขึ้นฝั่งบริเวณรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า อิทธิพลของพายุลูกนี้ทำให้บ้านเรือนของประชาชนในรัฐยะไข่ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 145 ศพ ในจำนวนนี้ 117 รายเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านบูมา และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮีนจา

ทางด้านองค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า พายุลูกนี้สร้างความเสียหายในเมียนมาเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 800,000 ราย โดยเฉพาะในเมืองสิตตะเว เมืองหลวงของรัฐยะไข่ และเมืองมะเกว ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ริมชายฝั่งเป็นจำนวนมาก ขณะที่บ้านเรือนของประชาชนอยู่ในสภาพพังเสียหาย ถนนถูกต้นไม้ล้มทับกีดขวางการสัญจร และเสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก

ทั้งนี้ พายุไซโคลนโมคา เป็นพายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 5 ความเร็วลม 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นหนึ่งในพายุรุนแรงและเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่พายุไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของเมียนมา เมื่อปี 2551 ซึ่งครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 140,000 ศพ.

สหรัฐฯ เตือนโรค ‘เอ็มพอกซ์’ (ฝีดาษลิง) เสี่ยงระบาดรอบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695344

สหรัฐฯ เตือนโรค ‘เอ็มพอกซ์’ (ฝีดาษลิง) เสี่ยงระบาดรอบใหม่

19 พ.ค. 2566 20:18 น.

สหรัฐฯ เตือนโรค ‘เอ็มพอกซ์’ (ฝีดาษลิง) เสี่ยงระบาดรอบใหม่

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ เตือนโรค mpox (เอ็มพอกซ์) หรือก่อนหน้านี้รู้จักในชื่อ โรคฝีดาษลิง อาจหวนกลับมาระบาดรอบใหม่ ขณะที่พบผู้ติดเชื้อรวม 3 หมื่นคนแล้ว

เมื่อ 19 พ.ค. 2566 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนความเสี่ยงโรคเอ็มพอกซ์ (mpox) หรือที่ก่อนหน้านี้เรียกว่าโรคฝีดาษลิง (monkeypox) ที่อาจกลับมาระบาดช่วงฤดูร้อนนี้

ประกาศฉบับปรับปรุงจากศูนย์ CDC ของสหรัฐฯ ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเอ็มพอกซ์ในสหรัฐฯ ลดลงนับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2565 ทว่าการระบาดยังคงไม่สิ้นสุด โดยฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2566 อาจเกิดการระบาดอีกครั้งขณะประชาชนรวมตัวเพื่อฉลองเทศกาลและกิจกรรมอื่นๆ

การแจ้งเตือนแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ครั้งนี้มีขึ้น หลังจากนครชิคาโกรายงานการตรวจพบผู้ป่วยโรคเอ็มพอกซ์แบบกลุ่มก้อน แบ่งเป็นผู้ป่วยยืนยันผล 12 ราย และผู้ป่วยต้องสงสัย 1 ราย ระหว่างวันที่ 17 เม.ย. – 5 พ.ค. ที่ผ่านมา

ศูนย์ CDC ยังคงได้รับรายงานจำนวนผู้ป่วยที่สะท้อนการแพร่เชื้อในชุมชนของสหรัฐฯ และระหว่างประเทศ ซึ่งบ่งชี้ความจำเป็นของการฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มเสี่ยง โดยศูนย์ CDC ตรวจพบผู้ป่วยโรคเอ็มพอกซ์ในสหรัฐฯ จำนวน 30,395 ราย เมื่อนับถึงวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua

เทสลาขับทะลุสี่แยกไฟแดง ชนกลางลำรถบัสเรือนจำ นักโทษบาดเจ็บ 19 รายที่สหรัฐฯ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695418

เทสลาขับทะลุสี่แยกไฟแดง ชนกลางลำรถบัสเรือนจำ นักโทษบาดเจ็บ 19 รายที่สหรัฐฯ (คลิป)

20 พ.ค. 2566 11:16 น.

เทสลาขับทะลุสี่แยกไฟแดง ชนกลางลำรถบัสเรือนจำ นักโทษบาดเจ็บ 19 รายที่สหรัฐฯ (คลิป)

รถยนต์เทสลาขับฝ่าไฟแดง พุ่งชนรถบัสที่กำลังลำเลียงนักโทษของเรือนจำซาคราเมนโต สหรัฐฯ นักโทษบาดเจ็บ 19 ราย ตำรวจเผยยังไม่แน่ชัดรถเทสลาเปิดใช้ระบบขับอัตโนมัติหรือไม่

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2566 เว็บไซต์ข่าว CBS รายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เทสลาสีดำ ขับมาด้วยความเร็ว ฝ่าไฟแดงบริเวณสี่แยกจราจรกลางเมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ โดยรถคันนี้ได้พุ่งเข้าชนกลางลำรถบัสของทัณฑสถานซาคลาเมนโต เคาน์ตี้ ส่งผลให้นักโทษที่นั่งมาได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างน้อย 19 ราย ส่วนคนขับรถเทสลา มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยและได้รับการปฐมพยาบาลตรงที่เกิดเหตุ

รายงานข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุรถบัสกำลังขนส่งตัวนักโทษ 23 คน พอมาถึงบริเวณสี่แยกถนนสาย 5 ตัดกับถนนไอ ก็มีรถยนต์พุ่งเข้าชนกลางลำ รายงานข่าวระบุว่า ผู้บาดเจ็บมีอาการไม่รุนแรง และตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์เทสลาอยู่ระหว่างเปิดใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติหรือไม่.

ผวา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แจ้งเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหว 7.7

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695276

ผวา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แจ้งเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหว 7.7

19 พ.ค. 2566 16:40 น.

ผวา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แจ้งเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหว 7.7

ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แจ้งเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เกาะนิวแคลิโดเนีย

เมื่อ 19 พ.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทางการออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้ออกคำเตือนภัยอาจเกิดสึนามิซัดชายฝั่ง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ใกล้เกาะนิวแคลิโดเนีย ในมหาสมุทรแปซิฟิก ช่วงก่อนบ่ายวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น และศูนย์กลางอยู่ลึกจากผิวดิน 37 กิโลเมตร โดยศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกได้แจ้งเตือนให้ประเทศต่างๆ ที่อยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกระวังอันตรายจากสึนามิ คลื่นยักษ จึงทำให้ประชาชนบนเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกรีบขึ้นไปอยู่บนเนินเขาสูงเพื่อความปลอดภัย

สำนักอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย ได้ออกคำเตือนระวังเกิดสึนามิซัดชายฝั่งเกาะลอร์ด ฮาว (Lord Howe) โดยขอให้ประชาชนประมาณ 300 คน ที่ไปท่องเที่ยวพักผ่อนบนเกาะระวังอันตรายจากสึนามิซัดชายฝั่งของเกาะ

สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ระบุว่า ได้มีการออกคำเตือนให้ประชาชนบนเกาะลอร์ด ฮาว ระวังสึนามิ ซึ่งคาดว่าคลื่นจากการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจะไปถึงเกาะประมาณเวลา 16.15 น. ในวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่แผ่นดินใหญ่ของทวีปออสเตรเลียจะไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7

ที่มา :9news

อุทาหรณ์เตือนภัยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าระเบิดไฟลุกไหม้ เจ้าของบ้านรอดหวุดหวิด (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2695262

อุทาหรณ์เตือนภัยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าระเบิดไฟลุกไหม้ เจ้าของบ้านรอดหวุดหวิด (คลิป)

19 พ.ค. 2566 14:52 น.

อุทาหรณ์เตือนภัยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าระเบิดไฟลุกไหม้ เจ้าของบ้านรอดหวุดหวิด (คลิป)

หน่วยดับเพลิงลอนดอน เผยภาพวินาทีระทึก สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเกิดระเบิดไฟลุกไหม้ขณะชาร์จไฟ เพื่อเตือนภัยอุทาหรณ์อย่าชาร์จไฟภายในบ้าน โดยนับตั้งแต่ต้นปีมีเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าแล้วหลายสิบครั้ง

หน่วยดับเพลิงของกรุงลอนดอน นำภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านหลังหนึ่งในย่านเบรนท์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องครัว โดยมีต้นเพลิงมาจากรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังชาร์จไฟทิ้งเอาไว้ โดยจากคลิปที่นำมาเผยแพร่จะเห็น วินาทีที่เริ่มมีควันลอยออกมาจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จอดชาร์จไว้ ก่อนที่จะเริ่มมีไฟลุกไหม้และเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนชิ้นส่วนกระจัดกระจาย จากนั้นไฟก็ลุกไหม้ต่อเนื่อง ส่งกลุ่มควันลอยไปทั่วบ้านในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เคราะห์ดีที่ขณะเกิดเหตุไม่มีใครอยู่ใกล้กับห้องครัว ทำให้ทั้งหมดสามารถออกมาจากตัวบ้านได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าจะมีอาการสำลักควันก็ตาม

ดูคลิป ที่นี่

โดยนายเดลล์ วิลเลียมวัย 37 ปีเจ้าของสกู๊ตเตอร์เล่าว่า เขาเพิ่งซื้อสกู๊ตเตอร์นี้มาไม่กี่วันก่อน และนับว่าโชคดีมากที่เขาและครอบครัวรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้ เหมือนกับได้โกงความตาย พร้อมกันนี้เขาก็ยังฝากเตือนมาถึงทุกคนที่ใช้รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ว่าอย่านำมาชาร์จไว้ภายในบ้านแบบนี้เด็ดขาด

ด้านนายดอม เอลลิส รองผู้บัญชาการหน่วยดับเพลิงลอนดอน ระบุว่า การเกิดไฟไหม้ในลักษณะนี้ พบได้บ่อยมากขึ้น โดยมีเหตุจักรยานไฟฟ้าไฟไหม้ในกรุงลอนดอนเกิดขึ้นแล้ว 48 ครั้ง และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไฟไหม้อีก 12 ครั้ง นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยจากคลิปจะเห็นว่า เมื่อแบตเตอรี่มีความร้อนมากขึ้นก็จะเกิดไฟไหม้ได้ง่ายและหากไฟลามไปปิดทางเข้าออก ก็อาจจะทำให้เจ้าของบ้านไม่สามารถหนีออกไปได้ พร้อมแนะนำคนที่จะใช้งานรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าควรจะต้องรอให้แบตเตอรี่ที่ใช้งานเย็นลงก่อนก่อนที่จะทำการชาร์จอีกครั้ง และควรจะซื้อแบตเตอรี่จากผู้ขายที่เชื่อถือได้เพื่อความปลอดภัยด้วย.

ที่มา : skynews

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731986

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.10 น.

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

ตลอดช่วงหน้าร้อนนี้ความหวังว่าราคาหมูหน้าฟาร์มจะดีขึ้นบ้างคงหมดหวัง สถานการณ์ตอนนี้ของชาวหมูเรียกได้ว่า “น้ำตาตก” เนื่องจากราคาขายหมูหน้าฟาร์มอ้างอิงเขตภาคตะวันตกอยู่ที่ 70 บาท/กก. ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตที่คงตัวในระดับสูงกว่า 90 บาท/กิโลกรัม แต่ก็ยังดีที่แนวโน้มต้นทุนที่เริ่มลดลง (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 ต้นทุนการผลิตสุกรและราคาหน้าฟาร์มเปรียบเทียบช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ปี 2566

ผลของการปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ได้ประเมินว่ามีปริมาณชิ้นส่วนหมูแช่แข็งลักลอบนำเข้าคิดเป็นปริมาณหมู 6-7 ล้านตัว ปริมาณหมูเข้ามามากจนทำให้ราคาหมูหน้าฟาร์มลดลงอย่างต่อเนื่องต่ำกว่าต้นทุนแบบที่เรียกว่าเข้าเนื้อจนถึงกระดูจนชาวหมูทนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ชาวหมูนัดชุมนุมจากทั่วประเทศเดินทางเข้าทำเนียบเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีลักลอบนำเข้าเนื้อหมู 161 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นผลให้ภาครัฐรับปากตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาเนื้อสุกรลักลอบ และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ยังได้ส่งเรื่องถึงกรมศุลกากร “ขอให้ขึ้นบัญชีผู้นำเข้าเนื้อสุกรที่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ เข้าลักษณะต้องตรวจสอบการผ่านพิธีการแบบ Red Line ทั้งหมด จนกว่าจะจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดลักลอบนำเข้าจนถึงที่สุด” แต่ก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า จนเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ได้ยื่นร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จนอธิบดีดีเอสไอรับคดีปราบปรามขบวนการนำเข้าหมูเถื่อนเป็นคดีพิเศษ

ความเจ็บปวดที่สั่งสม ชาวหมูรายย่อยขาดทุนซ้ำจนท้อ แม้ว่าหลายรายอยากกลับเข้าเลี้ยง เนื่องด้วยตอนนี้ราคาลูกหมู 1,700 บาท/ตัว แต่ก็ไม่กล้าเนื่องจากราคาขายลงจนน่ากลัว เพราะลงที 4 บาท ไม่เห็นทางของกำไรเนื่องจากต้นทุนสูงจนท้อ

ผลการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาจึงเป็นเหนือแสงแห่งความหวังของชาวหมูว่าสถานการณ์จะดีขึ้นไม่บ้างก็น้อย

ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร ในฐานะนักวิชาการใคร่ขอฝากว่าที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และพาณิชย์ไว้ โปรดเห็นใจและช่วยชาวหมูสักหน่อย

ในระยะสั้นเรื่องที่ทำได้ง่ายและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็วคือ

1. เรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการเร่งติดตามคดีและจัดการขบวนการลักลอบนำเข้าหมูที่ข้ามน้ำข้าทะเลโดยเร็ว ส่วนการลักลอบจากประเทศรอบบ้านคาดว่าจะไม่จูงใจเนื่องจากราคาหน้าฟาร์มตอนนี้พอ ๆ กัน

2. ปรับปรุงกระบวนการสำแดงสินค้านำเข้าให้ถูกต้องโปร่งใส เนื่องจากการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งใช้วิธีการสำแดงเท็จเป็นอาหารแช่แข็งชนิดอื่น และทำลายหมูแช่แข็งที่ท่าเรือทันทีที่มีการตรวจพบ สถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มจะดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์

3. แก้ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยตรวจสอบปริมาณข้าวโพดตามจุดรับซื้อว่ามีการกักตุนเกินความจำเป็นหรือไม่

ส่วนเรื่องระยะยาว ภาครัฐควรต้องเอาจริงเอาจังกับการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ลุกล้ำพื้นที่ป่าและไม่เผา ซึ่งจำเป็นต้องให้องค์ความรู้ในการผลิต จัดการน้ำและดิน เนื่องจากดินแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง การจัดการก็แตกต่าง

อีกเรื่องที่สำคัญคือ ยกเลิกระบบโควตานำเข้า 3 ต่อ 1 โดยวางแผนกำหนดช่วงและปริมาณนำเข้าวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยการจัดการข้อมูลตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตให้เร็วตั้งแต่ต้นปี เพื่อที่ผู้ประกอบการได้มีเวลาบริหารจัดการนำเข้าข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์โดยไม่กระทบต่อราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีเนื่องจากอยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวง เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถต่อลมหายใจให้พี่น้องชาวหมูรายย่อยได้นับแสนราย

ที่มา

1. https://www.swinethailand.com/17385310/live-pig-price-12052023

2. https://tna.mcot.net/business-1173065

#ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระวัง’หมูเถื่อน’ ‘กรมปศุสัตว์’แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์’ปศุสัตว์ OK’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731823

ระวัง'หมูเถื่อน' 'กรมปศุสัตว์'แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์'ปศุสัตว์ OK'

ระวัง’หมูเถื่อน’ ‘กรมปศุสัตว์’แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์’ปศุสัตว์ OK’

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.42 น.

“กรมปศุสัตว์”เตือนผู้บริโภคระวัง”หมูเถื่อน”ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ แนะเลือกซื้อจากผู้ผลิตมาตรฐาน สังเกตตราสัญลักษณ์”ปศุสัตว์ OK” เพิ่มความมั่นใจได้บริโภคเนื้อหมูของไทยที่ผลิตได้มาตรฐานและปลอดภัย

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หมูเถื่อน เป็นเนื้อสุกรลักลอบนำเข้า ที่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย ผู้บริโภคจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการนำโรคระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยโรคระบาดที่สำคัญ อาทิ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) และโรคปากเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease : FMD) ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย และเสี่ยงต่อความปลอดภัยในอาหารของผู้บริโภค

“สำหรับผู้บริโภค แนะนำให้เลือกซื้อเนื้อสุกรจากสถานที่หรือแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และมั่นใจได้ว่าไม่มีการนำเนื้อหมูเถื่อนมาจำหน่าย ในส่วนของกรมปศุสัตว์ มีโครงการที่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค คือโครงการ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมปศุสัตว์ ให้การรับรองว่าเนื้อสุกรหรือเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายมีความปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่ามาจากฟาร์มเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และมาจากโรงชำแหละที่ถูกสุขอนามัย โดยให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่ช่วยตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคเนื้อหมูของไทยที่ผลิตได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยในอาหารอย่างแน่นอน” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยอยู่ในระหว่างสอบสวนสืบสวนติดตามว่ามีการลักลอบนำ “หมูเถื่อน” ส่งขายตามร้านค้า แหล่งจำหน่าย หรือสถานที่ตัดแต่งใด โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตามไปจนถึงสถานที่ดังกล่าว หากตรวจสอบพบว่า เนื้อสุกรเหล่านั้นไม่มีแหล่งที่มา หรือมาจากการลักลอบนำเข้า จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงขอเตือนผู้ที่ลักลอบนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน หรือผู้ที่สนับสนุนโดยการซื้อและนำมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ขอให้หยุดการกระทำในทันที

ด้าน ธุรกิจบริการอาหาร หรือ Food Service ขอให้ตรวจสอบว่าเนื้อสุกรเหล่านั้น มาจากแหล่งผลิตในประเทศหรือเป็นเนื้อสุกรที่มาจากการลักลอบนำเข้า หากมีเบาะแสว่าเนื้อสุกรที่ซื้อมาใช้สำหรับนำไปตัดแต่ง หรือนำไปแปรรูปเพื่อให้ประชาชนบริโภค อาจไม่ใช่เนื้อสุกรในประเทศ ขอให้แจ้งผ่านช่องทางของกรมปศุสัตว์ ที่สายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ call center 063-225-6888 หรือแอปพลิเคชัน DLD4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและรายงานผลให้ผู้ร้องเรียน ทราบว่าได้รับการแก้ไขหรือไม่

“ขอฝากไปถึงผู้ประกอบการ หากดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและนำสินค้าเนื้อหมูที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ย่อมทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย และเกษตรกรผู้เลี้ยงมีกำลังใจในการผลิตสุกรที่มีคุณภาพ ส่งต่อไปยังให้ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731797

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.03 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า รายงานล่าสุดปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,216 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันประมาณ 30,463 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,494 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 10,903 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสุดการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 65/66 แล้ว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานปฏิบัติได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก และปฏิบัติตาม 10 มาตรการฤดูแล้งปี 2565/66 อย่างเคร่งครัด นำมาสู่ 6 แนวทางปฏิบัติ ได้แก่ บริหารน้ำในอ่างฯ การจัดหาแล่งน้ำสำรอง การตรวจสอบความต้องการ การจัดสรรตามกิจกรรมหลัก การสำรองน้ำเก็บกักไว้ต้นฤดูฝน และการประเมินผลและประชาสัมพันธ์ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าประสงค์ เกษตรกรและประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่สำคัญไม่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้งยังสามารถควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักได้เป็นอย่างดี ผลจากการบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต รัดกุม ทำให้ปัจจุบันเรามีปริมาณน้ำสำรองในต้นฤดูฝนถึง 20,000 ล้าน ลบ.ม.จากแผนที่วางไว้ 16,000 ล้าน ลบ.ม.มากกว่าแผนที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2566 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกในทุ่งบางระกำ และ 10 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ได้ทำการเพาะปลูกและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 อย่างเคร่งครัด ด้วยการกำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย กำหนดพื้นที่ กำหนดคน และจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ผู้เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง การให้ความสำคัญการบริหารจัดการน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนให้ได้มากที่สุด