‘นิด้าโพล’กางมุมมองปชช.ว่าด้วย‘ชุดนักเรียน’ สิทธิ เสรีภาพ-กฎระเบียบในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739522

‘นิด้าโพล’กางมุมมองปชช.ว่าด้วย‘ชุดนักเรียน’ สิทธิ เสรีภาพ-กฎระเบียบในโรงเรียน

‘นิด้าโพล’กางมุมมองปชช.ว่าด้วย‘ชุดนักเรียน’ สิทธิ เสรีภาพ-กฎระเบียบในโรงเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.05 น.

‘นิด้าโพล’กางมุมมองปชช.ว่าด้วย‘ชุดนักเรียน’ สิทธิ เสรีภาพ-กฎระเบียบในโรงเรียน

25 มิถุนายน 2566 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “สิทธิ เสรีภาพ และกฎระเบียบในโรงเรียน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 มิถุนายน 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพและกฎระเบียบในโรงเรียน การสำรวจอาศัย การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเครื่องแบบนักเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 80.53 ระบุว่า เพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย , รองลงมา ร้อยละ 35.65 ระบุว่า เป็นการบ่งบอกถึงสถานศึกษาของนักเรียน , ร้อยละ 23.82 ระบุว่า เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน , ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ทำให้ผู้ปกครองประหยัด , ร้อยละ 20.23 ระบุว่า เป็นการป้องกันการแอบอ้างเป็นนักเรียน , ร้อยละ 18.17 ระบุว่า เป็นความภาคภูมิใจ ของนักเรียน/ผู้ปกครอง

ร้อยละ 11.53 ระบุว่า เพิ่มภาระด้านการเงินให้ผู้ปกครอง , ร้อยละ 10.00 ระบุว่า ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในทุก ๆ โอกาส , ร้อยละ 6.18 ระบุว่า เป็นการแบ่งชนชั้นระหว่างโรงเรียน , ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพของนักเรียน , ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ทำให้นักเรียนไม่ปลอดภัย , ร้อยละ 2.29 ระบุว่า เป็นเครื่องหมายของการกดขี่/อำนาจนิยม และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.47 ระบุว่า การบังคับให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนควรมีต่อไป , รองลงมา ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่น ๆ (ชุดไปรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง , ร้อยละ 5.88 ระบุว่า สมควรให้นักเรียนได้มีอิสระที่จะเลือกว่าจะใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนหรือไม่

ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ควรให้เรื่องการใส่เครื่องแบบนักเรียนอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละโรงเรียน , ร้อยละ 4.50 ระบุว่า ควรให้เรื่อง การใส่เครื่องแบบนักเรียนเป็นไปตามประชามติของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน , ร้อยละ 4.27 ระบุว่า สมควรยกเลิกการใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงจำนวนวันจากผู้ที่ระบุว่าในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่น ๆ (ชุดไปรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง (จำนวน 271 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.60 ระบุว่า 1 วันต่อสัปดาห์ , รองลงมา ร้อยละ 37.64 ระบุว่า 2 วันต่อสัปดาห์ , ร้อยละ 14.02 ระบุว่า 3 วัน ต่อสัปดาห์ และร้อยละ 0.74 ระบุว่า 4 วันต่อสัปดาห์

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการเรียนวิชาด้านคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมในโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 72.52 ระบุว่า เห็นด้วยมาก , รองลงมา ร้อยละ 18.24 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย , ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย , ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 0.61 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อกฎระเบียบของโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 69.16 ระบุว่า กฎระเบียบ ของโรงเรียนมีเพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย , รองลงมา ร้อยละ 46.49 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนมีเพื่อให้นักเรียนตระหนักในสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ , ร้อยละ 36.41 ระบุว่า สิทธิเสรีภาพของนักเรียนควรอยู่ภายใต้กฎระเบียบของโรงเรียน , ร้อยละ 12.29 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนสำคัญกว่าสิทธิเสรีภาพของนักเรียน

ร้อยละ 9.31 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ของนักเรียน , ร้อยละ 4.05 ระบุว่า สิทธิเสรีภาพของนักเรียนสำคัญกว่ากฎระเบียบของโรงเรียน , ร้อยละ 2.44 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียน เป็นเครื่องหมายของการกดขี่/อำนาจนิยม และร้อยละ 0.31 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯ เชิญพวงมาลาไปวางหน้าหีบศพ’น้องเบนซ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739507

'ในหลวง-พระราชินี'โปรดเกล้าฯ เชิญพวงมาลาไปวางหน้าหีบศพ'น้องเบนซ์'

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯ เชิญพวงมาลาไปวางหน้าหีบศพ’น้องเบนซ์’

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 20.23 น.

“ในหลวง-พระราชินี”โปรดเกล้าฯ รองเลขาธิการพระราชวัง เชิญพวงมาลาไปวางที่หน้าหีบศพ นายขุมทอง เปรมมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่เสียชีวิตจากเหตุถังดับเพลิงระเบิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพวงมาลาหลวงและพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ นายขุมทอง เปรมมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่เสียชีวิตจากเหตุถังดับเพลิงระเบิด ระหว่างซ้อมควบคุมเพลิงและอพยพหนีไฟ ณ ศาลา 4 วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

วันนี้( 24 มิถุนายน 2566) เวลา 18.00 น.ที่ศาลา 4 วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง รองเลขาธิการพระราชวัง เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปวางที่หน้าหีบศพ นายขุมทอง เปรมมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่เสียชีวิตจากเหตุถังดับเพลิงระเบิด ระหว่างซ้อมควบคุมเพลิงและอพยพหนีไฟที่โรงเรียนราชวินิตมัธยม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ  ทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของนายขุมทอง เปรมมณี อย่างหาที่สุดมิได้

การนี้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบเงินช่วยเหลือในการศพด้วย

‘ตรีนุช”ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย สพฐ.ปี 66 จัดสอบ 262 สนามสอบทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739504

'ตรีนุช''ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย สพฐ.ปี 66 จัดสอบ 262 สนามสอบทั่วประเทศ

‘ตรีนุช”ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย สพฐ.ปี 66 จัดสอบ 262 สนามสอบทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.35 น.

“ตรีนุช” ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย สพฐ.ปี 66 มีสิทธิ์สอบ 169,595 คน จัดสอบ 262 สนามสอบทั่วประเทศ บรรจุได้ 7,813 อัตรา คนพิการร่วมชิงตำแหน่งครูด้วย 

24 มิถุนายน 2566) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี 2566 ณ สนามสอบโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ภาพรวมการสอบแข่งขันฯตำแหน่งครูผู้ช่วย ของ สพฐ. ในปี 2566 นี้ มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตบริหารงานการศึกษาพิเศษ รวม 205 แห่ง เปิดสอบ 63 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 7,813 อัตรา โดยทั้งประเทศมีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น 172,026 คน ผ่านการตรวจคุณสมบัติมีสิทธิสอบ จำนวน 169,595  คน สอบใน 262 สนามสอบทั่วประเทศ  โดยกลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอก ที่มีผู้สมัครสอบมากที่สุด คือ ปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา จำนวน 21,525 คน สังคมศึกษา 19,757 คน ภาษาอังกฤษ 16,719 คน คณิตศาสตร์ 16,116 คน และพลศึกษา 15,773 คน ส่วนกลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอกที่ไม่มีผู้สมัครสอบ คือ ภาษาอังกฤษธุรกิจ เขตที่เปิดสอบคือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน จำนวน 1 อัตรา และ กลุ่มวิชาอรรถบำบัด เขตที่เปิดสอบ คือ สศศ.จำนวน 5 อัตรา

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบ ที่สนามสอบโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี พบว่า การจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถจัดการสอบได้เป็นอย่างดี ทางสนามสอบให้ผู้เข้าสอบสวมใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หรือ หน้ากากผ้าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในบริเวณสนามสอบ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและมีเครื่องตรวจจับโลหะมือถือ ซึ่งที่สนามสอบนี้ มีผู้มีสิทธิสอบจำนวน 1,689 คน 16 กลุ่มวิชา ใช้ห้องสอบทั้งหมด 68 ห้อง และมีห้องสำรองสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด -19 จำนวน 1 ห้อง ในจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบในสนามสอบนี้ มีผู้พิการร่วมสอบด้วย จำนวน 57 คน แบ่งเป็น พิการทางสายตา 3 คน ทางร่างกาย 4 คน ทางหู 49 คน และสติปัญญา 1 คน โดยผู้พิการทางสายตา สนามสอบได้เตรียมเจ้าหน้าที่อ่านข้อสอบ-พร้อมฝนกระดาษคำตอบให้ , ผู้ที่สายตาเลือนลาง ผู้เข้าสอบบางคนจะอ่านเอง โดยใช้แว่นขยาย และจะฝนกระดาษเอง ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน จะทำข้อสอบเองและฝนกระดาษเอง โดยจัดให้มีกรรมการคุมสอบที่เป็นภาษามือไว้คอยประชาสัมพันธ์แจ้งรายละเอียด สำหรับผู้พิการทางร่างกาย จะอ่านข้อสอบและฝนกระดาษคำตอบเอง

“ ในการสอบบรรจุข้าราชการครู กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในการสอบแข่งขันฯของ สพฐ.ครั้งนี้ ให้มหาวิทยาลัย 10 แห่ง เป็นผู้ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประเมินผล เพื่อไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ สพฐ.ได้มีมาตรการในการป้องกันการทุจริต ทั้งก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ ซึ่งในการเข้าห้องสอบนอกจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ ห้ามนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) นาฬิกาเชื่อมต่อมือถือ (Smartwatch) วิทยุติดตามตัว วิทยุสื่อสาร รวมทั้งหนังสือ บันทึกข้อความ เอกสารหรือกระดาษสิ่งพิมพ์อื่นใด หรือ วัสดุอุปกรณ์อื่น เช่น กระเป๋าสะพาย เครื่องคำนวณ อุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณได้ เครื่องบันทึกภาพ เครื่องบันทึกเสียง เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด และหากพบว่าผู้ใดนำเข้าห้องสอบจะถือว่ามีเจตนากระทำการทุจริต ในการสอบและต้องยุติการสอบทันที ” รมว.ศธ. กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการสอบถามผู้เข้าสอบพบว่า ข้อสอบในวิชาคณิตศาสตร์มีบางข้อที่ไม่มีคำตอบ และพิมพ์ข้อสอบผิดไม่มีการตรวจทานความถูกต้อง ซึ่งคนได้มอบหมายให้ ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ไปตรวจสอบกับมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่เป็นผู้จัดทำข้อสอบแล้ว และหากเกิดข้อผิดพลาดจริงก็ต้องยกผลประโยชน์ให้กับผู้เข้าสอบในข้อที่ผิดนั้นไป

ทั้งนี้ การสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ปี 2566 ได้กำหนดจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดยสอบ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป วันที่ 24 มิถุนายน 2566 และสอบ ภาค ข มาตรฐานความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ วันที่ 25 มิถุนายน 2566 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านภาค ก และ ภาค ข ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เข้ารับการประเมิน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา จากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และอ.ก.ค.ศ.เขตบริหารงานการศึกษาพิเศษ กำหนด โดยให้ทุกอย่างแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566 นี้ และภายใสเดือนสิงหาคม 2566 นี้จะบรรจุครูได้เลย เพื่อให้ครูเหล่านี้ไปเติมเต็มอัตราครูที่ขาดเพื่อไปช่วยให้ขบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนของเราได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะเข้าใจภาระของครูดี จึงได้พยายามเร่งเติมเต็มอัตราครูต่างๆให้เต็มที่เพื่อลดภาระครูและเพื่อให้ครูได้มีเวลาจัดขบวนการเรียนการสอนให้กับเด็กๆได้เต็มที่  ส่วนบัญชีผู้สอบแข่งขันให้ใช้ได้ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการสอบถามผู้เข้าสอบพบว่า ข้อสอบในวิชาคณิตศาสตร์มีบางข้อที่ไม่มีคำตอบ และพิมพ์ข้อสอบผิดไม่มีการตรวจทานความถูกต้อง ซึ่งคนได้มอบหมายให้ ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ไปตรวจสอบกับมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่เป็นผู้จัดทำข้อสอบแล้ว และหากเกิดข้อผิดพลาดจริงก็ต้องยกผลประโยชน์ให้กับผู้เข้าสอบในข้อที่ผิดนั้นไป
 

‘ตรีนุช’เผยศธ.รวมเงินเยียวยา นักเรียนดับเหตุถังดับเพลิงระเบิด กว่า 6 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739412

'ตรีนุช'เผยศธ.รวมเงินเยียวยา นักเรียนดับเหตุถังดับเพลิงระเบิด  กว่า 6 แสน

‘ตรีนุช’เผยศธ.รวมเงินเยียวยา นักเรียนดับเหตุถังดับเพลิงระเบิด กว่า 6 แสน

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

“ตรีนุช” เผยศธ.รวมเงินเยียวยานร.เสียชีวิตจาดเหตุถังดับเพลิงระเบิด กว่า6 แสน พร้อมดูแลนร.ที่บาดเจ็บจนหายดี

วันที่ 24 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความรัคืบหน้าดรณีนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม เสียชีวิต  1  คน จากเหตุการณ์เถังดับเพลิงระเบิด และมีนักเรียนได้รับบาดเจ็บ  ว่า ในส่วนของ ศธ. ได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่เสียชีวิตแล้ว กว่า 6 แสนบาท โดย 1 แสนบาท จะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดงานศพ ซึ่งเงินช่วยเหลือจำนวนนี้ ได้มาจากเงินประกันชีวิตนักเรียน 2 แสนบาท เงินช่วยเหลือจากสำนักงานปลัดศธ. และเงินช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เงินช่วยเหลือจากสมาคมผู้ปกครองและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เข้ามาร่วมสมทบด้วยส่วนหนึ่ง  ส่วนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล จนกว่าเด็กจะสามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ขอให้ผู้ปกครองสบายใจ โดยได้ย้ำให้ดูแลจนกว่าแพทย์จะยืนยันว่าน้องปลอดภัยจริง ๆค่อยให้กลับบ้าน ทั้งนี้ ส่วนตัวเข้าใจและเสียใจถึงการสูญเสียครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผู้บริหารศธ. ไม่คาดคิดมาก่อน โดยตนได้กำชับให้โรงเรียนดูแลมาตรการป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีการทบทวนการจัดกิจกรรมอบรมเรื่องความปล่อยภัย โดยเฉพาะ การฝึกซ้อมดับเพลิงหรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่า ทางโรงเรียนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องการป้องกันอัคคีภัย ดังนั้น จึงได้ประสานหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยจัดอบรมเรื่องดังกล่าว เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องไม่คาดคิด เข้าใจว่า ครูและนักเรียนในโรงเรียนต่างเสียขวัญต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงประสานหน่วยงานด้านสุขภาพจิตเข้าไปดูแล โดยทราบว่า ทางโรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนในวันที่ 26-27 มิถุนายน และจะเปิดเรียนอีกครั้งวันที่ 28 มิถุนายน นี้เพื่อตั้งหลักเตรียมสถานที่ ความพร้อมของครู ให้เด็กสามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้โรงเรียนทั่วประเทศไปสำรวจถังดับเพลิงภายในโรงเรียน หากพบว่ามีสภาพชำรุด หรือเก่าเกินไป ขอให้เปลี่ยน มาเป็นถังที่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต  ส่วนเรื่องคดีความนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบหาข้อเท็จจริง  และเย็นวันนี้ตนพร้อมผู้บริหารศธ.จะเดินทางไปร่วมงานสวดศพน้องที่เสียชีวิตที่วัดสุนทรธรรมทาน (แค นางเลิ้ง)ด้วย

‘อดิศร’ จับมือ ก.ก.โชว์ลดกระแสทัวร์ลง ‘รังสิมันต์’ มั่นใจ ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551970

24 มิ.ย. 2566

'อดิศร' จับมือ ก.ก.โชว์ลดกระแสทัวร์ลง 'รังสิมันต์' มั่นใจ 'พิธา' นั่งนายกฯ

‘อดิศร’ จับมือ ‘พรรคก้าวไกล’ โชว์กลางเวทีเสวนาครบรอบ 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองหวังลดกระแสทัวร์ลง หลังต่อรองเก้าอี้ประธานสภาฯ ‘รังสิมันต์ โรม’ มั่นใจเสียงสวรรค์จากประชาชนจะช่วยดัน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ปูดขณะนี้มีกระบวนการบางอย่างพยายามเตะตัดขาเจตนารมณ์ของประชาชน

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลได้ขึ้นเวทีร่วมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อร่วมอภิปรายในเสวนาหัวข้อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” เนื่องในวันการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ครบรอบ 91 ปี โดยนายอดิศร กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า ช่วงนี้ทัวร์ลงน้อยๆ หน่อยก็ได้ ความเห็นต่างจะได้เป็นจริง ขณะที่รังสิมันต์มั่นใจ “พิธา” นั่งนายกฯ

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

ระหว่างการอภิปรายในช่วงท้ายของการเสวนานายอดิศร เพียงเกษ ยังได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือไปจับกับนายรังสิมันต์ เพื่อเป็นการยืนยันว่า แม้จะมีความเห็นต่าง แต่พร้อมร่วมกับพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาล “ให้ความมั่นใจว่า เราทั้งสองพรรคเรายังรักกัน จับมือเป็นพยาน (ลุกขึ้นยืนกลางเวทีและขอจับมือนายรังสิมันต์)

แกนนำรุ่นใหญ่จากพรรคเพื่อไทยรายนี้ได้ออกมาขอเก้าอี้ประธานสภาฯ จากพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้ โดย “อดิศร” เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่า การจับมือกับนายรังสิมันต์ในวันนี้ก็เพื่อยืนยันจะเป็นรัฐบาลด้วยกัน ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน

“โรมเขาเป็นรุ่นน้องผม รักกัน แต่ว่าความเห็นของพรรคแต่ละพรรคมันไม่เหมือนกัน ผมเพื่อไทย เขาก้าวไกล จะให้ผมเห็นเหมือนก้าวไกลได้อย่างไร ก้าวไกลจะเห็นเหมือนผมได้อย่างไร ต่างคนต่างกันเอฟซี (แฟนคลับ) เพราะฉะนั้นเราไม่ตื่นเต้น”

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับมือ รังสิมัน โรม สส.ก้าวไกล งานเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับมือ รังสิมัน โรม สส.ก้าวไกล งานเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

ถามต่อ วันเลือกประธานสภาฯ ล่ะ “ผมพูดไปหลายช่องทาง สภาเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็โหวตกัน นี่คือเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติของสภาถ้าตกลงกันไม่ได้มันก็โหวตเท่านั้นเอง  

ถามอีกว่า ทำไมเพื่อไทยต้องได้ประธานสภาฯ นายอดิศรย้อนถามว่า ทำไมก้าวไกลต้องได้ (พร้อมหัวเราะ) ถามย้ำกับนายอดิศรว่า ก็เพราะเขาต้องได้นายกฯ นายอดิศรตอบ (เป็นภาษาอีสาน) ว่า “เอาแต่ผู้เดียวดิ กินเบิ่ดผู้เดียวตายบ่”…“ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเอาไหมล่ะ มันเป็นไม่ได้” และจากนั้นก็เดินออกจากอาคารห้องประชุมศรีบูรพาไป

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งว่า เวลานี้เชื่อมั่นว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จะได้เป็นนายกฯ แน่นอน “ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้ารอบนี้มีความพยายามเตะตัดขาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ผมมั่นใจว่ารอบหน้าพรรคก้าวไกลได้เกิน 20 ล้านแน่อน ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการวางอนาคต ข้อเสนอและนโยบายต่างๆ ของพรรคก้าวไกลเป็นข้อเสนอที่ต้องการทำให้สังคมเป็นปกติ 

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

“เราบอกว่าคนรุ่นใหม่ออกไปชุมชนต้องไม่ติดคุก พรรคก้าวไกลต้องการคืนความปกติด้วยการนิรโทษกรรม ไม่ต้องการให้คนที่เห็นต่างต้องติดคุก ซึ่งข้อเสนอของพรรคก้าวไกลไม่สุดโต่ง แต่เป็นข้อเสนอขั้นต่ำที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ หรือจะพาสังคมเดินไปข้างหน้าได้ เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดที่จะดึงประชาชนที่อาจเห็นไม่ตรงกันมาร่วมโต๊ะพูดคุยเพื่อจะบอกว่าประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเชื่อว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้มากที่สุด

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กลุ่มอำนาจใดก็ตามพยามใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรม คุณกำลังล้มโต๊ะเจรจา คุณกำลังทำให้ประเทศนี้ไม่สามารถยอมรับข้อเสนอขั้นต่ำได้ แล้วสุดท้ายข้อเสนอที่มากกว่า ที่บอกว่าต้องทำให้ประเทศไทยไปไกลกว่า มันไม่เกิดขึ้น จึงควรใช้โอกาสของการเลือกตั้งนี้ อย่าทำวิธีนอกรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นนายรังสิมันต์ เชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถหยุดสังคมที่เป็นอยู่ได้ ซึ่งพิสูจน์แล้วจากการยุบพรรคไทยรักไทยก็เกิดพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยที่เสียงไม่ได้น้อยลง ไม่ว่าจะมีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง จนมาถึงการชุมนุมของเพนกวิ้น หรือการยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่เวลานั้นมี 6 ล้านเสียง แต่วันนี้มี 14 ล้านเสียง 

“มันพิสูจน์แล้ว การหยุดเจตจำนงของประชาชนมันไม่มีทางทำได้ เมื่อพลังประชาชนเกิดขึ้นแล้วประเทศนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง รอบนี้พอได้แล้ว ถ้ามีความพยายามเตะตัดขาด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรม รอบหน้าก้าวไกลมี 20 ล้านอย่างแน่นอน” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีกระบวนการบางอย่างพยายามเตะตัดขาเจตนารมณ์ของประชาชน ที่จะโหวตเลือก “พิธา” เป็นนายกฯ ในวันที่ 14 ก.ค.นี้ แต่มั่นใจได้จัดตั้งรัฐบาล แน่นอน “เสียงโหวตคงไม่ใช่เพราะพวกเขารักพวกเราหรือ สว.ชอบนโยบายพรรคก้าวไกล แต่เกิดจากเสียงของประชาชนที่เป็นพิเศษ มันไม่มีทางเลือก และต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของประชาชน เชื่อว่าเสียงของประชาชนจะสำคัญที่สุดและเป็นเสียงสวรรค์ที่จะทำให้พวกเราจัดตั้งรัฐบาลได้”

ข้อเสนอที่พรรคก้าวไกลต้องการผลักดันอีกก็คือการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการถามประชาชนอีกรอบและจัดตั้ง สสร. แต่อย่าให้มีการขัดขวางการทำประชามติอีก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยออกจากรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐประหารได้ นอกจากนั้นพรรคก้าวไกลเสนอก้าวแรกที่จะออกจากรัฐประหารคือ การปฏิรูปกองทัพ เพื่อไม่ให้เกิดการทำรัฐประหารอีก ถ้าทำสำเร็จเราจะมาเฉลิมฉลองวันที่ 24 มิ.ย. อย่างเต็มภาคภูมิ

อภิสิทธิ์ ออกตัวฟื้น ‘พรรคประชาธิปัตย์’ กระดูกชิ้นโต ความเป็นเอกภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551966

24 มิ.ย. 2566

อภิสิทธิ์  ออกตัวฟื้น  'พรรคประชาธิปัตย์'  กระดูกชิ้นโต ความเป็นเอกภาพ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนอย่างตรงไปตรงมา โอกาสที่จะฟื้น “พรรคประชาธิปัตย์” ปัญหาแรกที่ต้องทำให้ได้ก่อน คือสร้างความเป็นเอกภาพ ระบุภาระกิจจากนี้ฝากความหวังไว้กับเหล่าสส. ที่ได้รับเลือกเข้า ต้องแสดงบทบทบาทในสภาเพือเรียกความเชื่อมั่น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า   สถานการณ์ของ “พรรคประชาธิปัตย์” หลังผ่านการเลือกตั้ง  คือการอยู่ในบรรยากาศที่ถดถอย  และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นฟูพรรค  เชื่อว่าสมาชิกส่วนหนึ่งในขณะนี้   จะมองเห็นปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  การที่จะเดินหน้าได้ ต้องมีความเป็นเอกภาพ  และอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ดั้งเดิมของพรรค   ต้องสร้างจุดยืนทางการเมืองเพื่อที่จะฟื้นฟูพรรคขึ้นมา อยากให้บรรดาสส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา รวมไปถึงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการณ์ต้องช่วยกันในเรื่องนี้  คือช่วยกันสร้างเอกภาพ 

การที่พรรคจะฟื้นได้  พรรคต้องชัดเจน จากการตกผลึกร่วมกัน เมื่อเลือกทิศทางใดก็ตาม ถึงจะมีคำตอบว่าบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นใคร หากเดินไปในทิศทางนี้ก็มีโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมา ขณะนี้ภาระหนักตกอยู่ที่ บรรดา สส. เพราะถือเป็นองค์ประชุมที่สำคัญ บุคคลเหล่านี้จะขับเคลื่อนพรรคในบทบาทสภาต่อไป  ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมัน  “พรรคประชาธิปัตย์” จะต้องเดินอย่างมีเอกภาพ และตัดสินใจในการเลือกแนวทางที่จะเดิน ขณะนี้อยากให้ถอยออกมาจากเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคล และการแข่งขัน เพราะสิ่งที่พรรคต้องการขณะนี้คือความเป็นเอกภาพ และความชัดเจนในการกำหนดแนวทางทางการเมืองต่อไป มองว่า เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง เรื่องนี้คือเรื่องหลักในการฟื้นฟูพรรค

“ขอพูดตรง ๆ ว่าหากไม่มีเอกภาพ ใครก็ฟื้นพรรคไม่ได้ เพราะฉะนั้นสมควรที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกันว่าจะต้องเดินไปในทิศทางใด   ผมไม่เคยสนใจว่าใครจะอยู่ขั้วใคร ใครจะชิงอะไร  ไม่เคยสนใจไปคุยเรื่องนั้น สนใจเพียงแต่ทิศทางทางการเมือง ของพรรคที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน  และชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อมีความเป็นเอกภาพ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551951

24 มิ.ย. 2566

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป

 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

‘มนทิรา จูฑะพุทธิ’ รับรางวัลบรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739409

'มนทิรา จูฑะพุทธิ' รับรางวัลบรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ปี 2565

‘มนทิรา จูฑะพุทธิ’ รับรางวัลบรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ปี 2565

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.07 น.

“มนทิรา จูฑะพุทธิ” รับรางวัล “บรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” ปี 2565 และได้รับเลือกจากองค์การยูนิเซฟให้เป็น “Consultancy Professional Editor and Copy Editor” ปี 2566

สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลบรรณาธิการดีเด่น โดยผู้ที่ได้รับรางวัล “บรรณาธิการดีเด่น” คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ประจำปี 2565 ได้แก่ “มนทิรา จูฑะพุทธิ”

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2566 ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นายกสมาคมฯ ได้ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกบรรณาธิการดีเด่น มีมติเอกฉันท์มอบรางวัลบรรณาธิการดีเด่น ให้แก่ นางสาวมนทิรา จูฑะพุทธิ ผู้ซึ่งทำหน้าที่สร้างสรรค์หนังสืออันมีคุณภาพในฐานะบรรณาธิการมายาวนาน และสร้างคุณูปการแก่วงการหนังสือของไทยมาโดยตลอด

“มนทิรา” ทำงานด้านบรรณาธิการมากว่า 30 ปี อดีตเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ และบรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร woman&home นิตยสารหัวนอกจากอังกฤษ

นอกจากนี้ “มนทิรา” ยังเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์สามสี ที่เธอเป็นผู้ก่อตั้ง เธอเป็นบรรณาธิการที่มีสายตาแหลมคม หนังสือที่เธอคัดสรรนำมาจัดพิมพ์เป็นเล่มนั้นสร้างปรากฎการณ์ทั้งยอดขายและรางวัลมานับเล่มไม่ถ้วน นอกจากการเป็นบรรณาธิการ เธอยังเป็น “นักสัมภาษณ์ และ “นักเขียน” ที่มีแฟนนักอ่านติดตามผลงานของเธออย่างเหนียวแน่น เธอสร้างสรรค์งานเขียนหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 จวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งประเภทสารคดี ฮาวทู บทสัมภาษณ์ และความเรียง ที่สร้างชื่อเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่เธอ คือสารคดีท่องเที่ยว และการเป็นนักเขียนที่เรียกว่า “โกสต์ ไรเตอร์” ด้วยการเขียนประวัติชีวิตบุคคล หนังสือชีวประวัติสองเล่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักอ่านอันถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงได้แก่ “บนทางชีวิตนิรมล เมธีสุวกุล” และ “แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ก้าวย่างแห่งปัญญา”

โดยในงานการประกาศรางวัล “มนทิรา” ได้แสดงทัศนะในเรื่อง “บทบาทของบรรณาธิการในสังคมหนังสือปัจจุบัน” ว่า

“ดิฉันแยกออกเป็น 2 เรื่อง คือ “บทบาทของบรรณาธิการ” และ “สังคมหนังสือปัจจุบัน” ซึ่งเมื่อพูดถึงบทบาทของบรรณาธิการ ก็มีคำถามชวนคิดสองเรื่องคือ หนึ่ง-บรรณาธิการเป็นอาชีพที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานหรือไม่ ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ถือเป็นธุรกิจดาวร่วงติดต่อกันมาหลายปีแล้ว และสอง-บรรณาธิการยังเป็นอาชีพที่มีความสำคัญหรือไม่ ในยุคที่หน้าจอเข้าถึงคนได้มากกว่าหน้ากระดาษ ส่วน “สังคมหนังสือปัจจุบัน” นั้น แน่นอนว่าแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่มีหลากหลายแพลตฟอร์มให้เลือก บวกกับกระแสสังคม สิ่งที่เห็นชัดก็คือ หนังสือเล่มที่เรียกว่าสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ไม่สามารถ stand alone ได้ แต่ต้อง cross media กับดิจิตอลแพลตฟอร์ม

“บทบาทของบรรณาธิการในสังคมหนังสือปัจจุบันจึงเป็นทั้งเรื่องของปัจเจก คือตัวบรรณาธิการเองที่จะต้องพัฒนาความรู้ ความสามารถ ให้เท่าทันกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กับบริบทของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป”

“มนทิรา” เชื่อมั่นในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เธอจึงใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มีด้วยการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเป็นการคืนกลับให้กับสังคมผ่านผลงานการเขียนหลากหลาย และทำหน้าที่เป็น “บรรณาธิการจิตอาสา” ให้กับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ มากมาย

ล่าสุด นางสาวมนทิรายังได้รับเลือกจากองค์การยูนิเซฟให้เป็น “Consultancy Professional Editor and Copy Editor” ปี 2566 ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นเวลา 2 ปี

-(016)

เดินหน้าปลูกป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ‘ซีพีเอฟ-นิชิเร’ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739317

เดินหน้าปลูกป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่สีเขียว  ‘ซีพีเอฟ-นิชิเร’ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

เดินหน้าปลูกป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ‘ซีพีเอฟ-นิชิเร’ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ บริษัท นิชิเร เฟรช อิงค์คู่ค้าผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งประเทศญี่ปุ่นยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตรักษ์โลก จับมือคิกออฟโครงการ “ซีพีเอฟ-นิชิเร ร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศป่าชายเลน” นำร่องปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่ป่าชายเลน ต.ท่าพริก จ.ตราด มุ่งสู่เป้าหมายบรรเทาผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)

โมโตฮิโร คิอูชิ ผู้บริหารงานกลุ่มผลิตภัณฑ์กุ้ง (กลุ่มงานจัดหาผลิตภัณฑ์อาหารทะเล 2) บริษัท นิชิเร เฟรช อิงค์ คู่ค้าผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งประเทศญี่ปุ่นของซีพีเอฟ และ วินัย ด่านวัฒนะ ที่ปรึกษาธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกุ้ง-โครงการพิเศษในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ป่าชายเลนจังหวัดตราด สุธี สมุทระประภูต ผู้อำนวยการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและปกป้องฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซีพีเอฟ ร่วมด้วยคณะทำงานป่าชายเลนยุทธศาสตร์ป่าชายเลนซีพีเอฟจิตอาสาและชุมชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ 1,400 ต้น บนพื้นที่ 2 ไร่ ประกอบด้วยต้นโปรงแดง โปรงขาว ถั่วขาว ถั่วดำ ฝาดดอกแดงฝาดดอกขาว ลำแพน จิกทะเล ซึ่งเป็นกล้าไม้ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

โมโตฮิโร คิอูชิ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญและตระหนักในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งมั่นสร้างพันธมิตรที่ดีและยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสิทธิมนุษยชน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีเราดำเนินธุรกิจกับซีพีเอฟมายาวนานและยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนกิจกรรมปลูกป่าชายเลนในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวนโยบายของบริษัทฯ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustaianble Development Goals : SDGs) เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริษัทฯ ได้รับการสอบถามจากผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง

“ทางนิชิเรฯ มีโอกาสเยี่ยมชมโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนของซีพีเอฟมาแล้วหลายครั้งรู้สึกประทับใจในครั้งนี้ยินดีอย่างมากที่มีโอกาสทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนร่วมกัน สอดรับกับนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่สนับสนุนการจัดหาอาหารทะเลที่ยั่งยืน ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการจำหน่ายกุ้งในฐานะที่บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นเราเชื่อว่ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนเป็นภารกิจของบริษัท ที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งเติบโตอย่างยั่งยืน” โมโตฮิโร คิอูชิ กล่าว

ด้าน วินัย ด่านวัฒนะ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ป่าชายเลน จ.ตราด กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร และเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลกที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ธุรกิจของเรามีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เป็นวัตถุดิบในการกระบวนการผลิต ซึ่งเกี่ยวกับความยั่งยืนของโลกทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าอาหารทุกคำที่กินเป็นการกินเพื่อโลกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน เราส่งเสริมคู่ค้าธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกันด้วยความแข็งแกร่งบนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจที่ตระหนักร่วมกันในการมีส่วนร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนและสนับสนุนพันธกิจประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“กิจกรรมความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและนิชิเรฯ ในครั้งนี้ เราตระหนักในเป้าหมายเดียวกัน คือ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้คู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟเติบโตไปด้วยกัน” วินัย กล่าว

‘เซอร์ทิส’ สนับสนุนการจ้างงานนักกีฬาคนพิการ ผลักดันศักยภาพนักกีฬาให้ถึงเป้าหมายอย่างภาคภูมิใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739319

‘เซอร์ทิส’ สนับสนุนการจ้างงานนักกีฬาคนพิการ ผลักดันศักยภาพนักกีฬาให้ถึงเป้าหมายอย่างภาคภูมิใจ

‘เซอร์ทิส’ สนับสนุนการจ้างงานนักกีฬาคนพิการ ผลักดันศักยภาพนักกีฬาให้ถึงเป้าหมายอย่างภาคภูมิใจ

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เซอร์ทิส จำกัด บริษัทให้คำปรึกษาและพัฒนาด้านข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลโซลูชั่นสัญชาติไทย ร่วมเป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการ ภายใต้การดูแลของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มุ่งมั่งผลักดันการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมการทำงาน พร้อมช่วยขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตนักกีฬาคนพิการ หวังเป็นหนึ่งในกำลังใจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้นักกีฬาคนพิการทะยานสู่เป้าหมายสูงสุดของการเป็นนักกีฬาของประเทศให้ทัดเทียมระดับสากล 

ธวัช ปานเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซอร์ทิส จำกัด เปิดเผยว่าเซอร์ทิสมีความตั้งใจที่จะสานต่อนโยบายของบริษัทในการสร้างโอกาสและสนับสนุนความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เราให้ความสำคัญกับความหลายหลายของบุคลากรในบริษัท และส่งเสริมให้พนักงานเกิดความตระหนักอยู่เสมอว่าบุคลากรที่มีศักยภาพ ไม่อาจถูกจำกัดจากเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ หรืออายุทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกัน สำหรับนักกีฬาคนพิการ ที่เรามองเห็นถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท และการมีวินัยในการฝึกซ้อม เพื่อยกระดับความสามารถของตนเองจนมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศและระดับสากลหลายรายการ กลุ่มคนเหล่านี้สมควรได้รับการสนับสนุนทั้งด้านสวัสดิการที่เท่าเทียมในสังคมและการมีรายได้ประจำเพื่อส่งเสริมการฝึกซ้อมกีฬาและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทำผลงานและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอย่างภาคภูมิใจต่อไป   

“โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ให้การสนับสนุนการจ้างงานนักกีฬาคนพิการ ภายใต้การดูแลของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 2 คน ได้แก่ อังคาร ชนะบุญ นักกีฬากรีฑา ทำผลงานการแข่งขันที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติ อาทิ รางวัลเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติเอเชีย ประเภทกระโดดสูง ระดับคลาส T45|46|47 ในรายการเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 3ที่ประเทศอินโดนีเซีย รางวัลเหรียญเงิน ประเภทพุ่งแหลน ระดับคลาส F46 ในรายการอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 9 ประเทศมาเลเซีย รางวัลเหรียญทองแดง ประเภทพุ่งแหลน ระดับคลาส F46 ในรายการอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 11 ประเทศอินโดนีเซีย และเป็นหนึ่งในนักกีฬากรีฑาชาวไทยเข้าร่วมแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมา ทั้งนี้อังคาร ชนะบุญ ได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันกรีฑาในอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 มิถุนายนนี้ ที่ประเทศกัมพูชา อีกด้วย และ บุญกอง กลมพันธ์ นักกีฬาวีลแชร์เทนนิสระดับเยาวชน ผ่านการแข่งขันและรายการเก็บคะแนนสะสมในหลากหลายรายการแข่งขัน อาทิ รายการแข่งขัน Pattaya Thailand Open ITF Series 2 แชมป์ชายคู่ประเภท Second Draw รายการแข่งขัน NSDF Wheelchair Tennis ITF Series 3 แชมป์ชายคู่ ประเภท Second Draw และได้เป็นหนึ่งในตัวแทนทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขัน รายการ BNP Paribas World Team Cup Asian Qualification เพื่อเป็นตัวแทนภูมิภาคเอเชีย ไปแข่งชิงแชมป์โลกที่ประเทศโปรตุเกส” ธวัช กล่าว

เซอร์ทิส มีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจเอกชนในการส่งเสริมการพัฒนานักกีฬาและการทำสถิติส่วนตัวของนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของบริษัท เพื่อสานต่อการสร้างความเท่าเทียมและการตระหนักถึงคุณค่าของความแตกต่างให้เกิดขึ้นในสังคมการทำงานกับพนักงานในทุกระดับปัจจุบัน บุคลากรในบริษัท ประกอบด้วยพนักงานจากหลากหลายเชื้อชาติทั่วโลกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไปเสมือนจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่ประกอบกันอย่างลงตัว เพราะการทำงานหรือดำเนินกิจการให้ประสบความสำเร็จย่อมเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายประกอบกัน โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการยอมรับความแตกต่างและสนับสนุนความแตกต่างนั้นให้เกิดขึ้นระหว่างกัน เพื่อประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันย้ำจุดยืนและความเชื่อมั่นของบริษัทว่าความหลากหลายในทุกประเภทนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จ