‘อภัย’ถกแนวทางขับเคลื่อน โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738858

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ พร้อมด้วย น.ส.อิงอร ปัญญากิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และ น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีประเด็นหารือ ดังนี้ 1.ภาพรวม ผลการดำเนินงานโครงการฯ ที่ผ่านมา (ปี 2563-2565) รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ จำแนกตามพื้นที่เป้าหมายหลัก 3 พื้นที่ คือ 1.1 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ การจัดหาแหล่งน้ำ และแหล่งอาหาร สำหรับช้างป่า และสัตว์ป่า (ปลูกหญ้า/พืชอาหาร และทำโป่งเทียม) 1.2 พื้นที่แนวกันชน ได้แก่ การจัดทำแนวเขตป่าชุมชน ปลูกพืชกินได้ พืชสมุนไพร และการฟื้นฟูสภาพป่า ปรับสภาพพื้นที่และสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในแปลง 1.3 พื้นที่ชุมชน ได้แก่ การจัดตั้งหมู่บ้านคชานุรักษ์/หมู่บ้านเครือข่ายการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก การพัฒนาอาชีพ และการส่งเสริมอาชีพทางเลือก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์(กลุ่มวิสาหกิจชุมชน)

2.แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2566-2570 ของกระทรวงเกษตรฯ และ 3.แนวทางการให้ความช่วยเหลือ/เยียวยาผลกระทบ ผู้ประสบภัยจากช้างป่า

กรมชลฯส่งน้ำช่วยสวนทุเรียนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738859

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกลและสำนักงานชลประทานที่ 14 นำรถบรรทุกน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ เข้าไปแจกจ่ายน้ำและขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับบางพื้นที่เริ่มมีฝนตกบ้างแล้ว ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเตรียมเก็บเกี่ยวทุเรียนออกจำหน่ายได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

สำหรับที่ จ.ชุมพร มีการจัดส่งรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกร ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก ต.สวนแตง อ.ละแม และ ต.เขาค่าย อ.สวี รวม 6 คัน 99 เที่ยว คิดเป็นปริมาณน้ำรวม 762,000 ลิตร พร้อมกันนี้ ยังได้นำรถแบ๊กโฮเข้าขุดลอกตะกอน สระเก็บน้ำประปาในพื้นที่ต่างๆ อาทิ บริเวณคลองดินแดง หมู่ 5 ต.เขาค่าย อ.สวี บริเวณคลองหินดำ หมู่ 12 ต.เขาค่าย อ.สวี บริเวณสระเก็บน้ำประปา หมู่ 10 ต.นาสัก อ.สวี และบริเวณหน้าฝายพัฒนา หมู่ 5 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะเพื่อเก็บกักน้ำไว้

ด้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวสวนทุเรียนและพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง 79 เที่ยว คิดเป็นปริมาณน้ำ 948,000 ลิตร ส่วน อ.ปราณบุรี ได้จัดส่งเครื่องจักร เครื่องมือเข้าไปขุดลอกแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.เขาจ้าว เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ พร้อมส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปช่วยเหลือชาวสวนทุเรียนเขาจ้าว รวมทั้งน้ำอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ได้วางแผนสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ รถบรรทุก เข้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่จนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะกลับสู่สภาวะปกติ

รองปลัดฯลุยชุมพร รุดเตรียมมาตรการ คุมคุณภาพทุเรียน ชูศูนย์กลางตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738861

รองปลัดฯลุยชุมพร  รุดเตรียมมาตรการ  คุมคุณภาพทุเรียน  ชูศูนย์กลางตลาด

รองปลัดฯลุยชุมพร รุดเตรียมมาตรการ คุมคุณภาพทุเรียน ชูศูนย์กลางตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ติดตาม : นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายและติดตามการบริหารจัดการทุเรียน จ.ชุมพร โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมจากนั้นได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุณคุณภาพทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่สวน โรงคัดบรรจุ และตลาดส่งออก เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายและติดตามการบริหารจัดการทุเรียน จ.ชุมพร โดยมี นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายธราพงษ์มีมุสิทธิ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่สวนโรงคัดบรรจุ และตลาดส่งออก

นายสุรเดช กล่าวว่า จ.ชุมพร เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ จึงขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพอย่างเข้มข้นตลอดปี 2566 โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากการดำเนินงานควบคุมคุณภาพทุเรียนภาคตะวันออก หรือจันทบุรีโมเดล ใช้เป็นต้นแบบในภาคใต้ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันกำหนดแนวทางมาตรการที่ชัดเจน มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพของทุเรียน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร เร่งอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ที่สำคัญต้องประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านทุกช่องทาง เพื่อตอกย้ำและสร้างความมั่นใจ “ทุเรียนชุมพร ทุเรียนคุณภาพดีปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองปลัดฯ กล่าวอีกว่า ได้หารือร่วมกับนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผวจ.ชุมพร ประเด็นการส่งเสริมให้ จ.ชุมพร เป็นศูนย์กลางตลาดสินค้าเกษตร เนื่องจากมีระบบการคมนาคมขนส่งที่ครอบคลุมทั้ง รถ ราง เรือ อากาศ โดยกระทรวงเกษตรฯ ยินดีให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือด้านการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738824

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.06 น.

21 มิ.ย.66 นายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานการประชุมการตรวจติดตามงาน  ขับเคลื่อน  เร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ  โดยมีนายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 โครงการชลประทานศรีสะเกษ

นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำรวมกันประมาณ 117 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65 %  ของความจุอ่างฯรวมกัน ด้านอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 16 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำรวมกัน 95 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 46 %  ของความจุอ่างฯ รวมกัน โครงการชลประทานศรีสะเกษได้เฝ้าระวังทั้งสถานการณ์ภัยแล้ง  และเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน ปี 2566 โดยปฎิบัติตาม 12 มาตรการฤดูฝนปี 66 ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และ  6 แนวทางปฏิบัติของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด 

โดยได้มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ด้วยการก่อสร้างระบบการผันน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ จำนวน 2 โครงการ  ได้แก่  1. โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำจากลำห้วยสำราญไปลำห้วยทาและลำห้วยขยูง   2. โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำลำห้วยสำราญรอบเมืองศรีสะเกษ(By pass) เพื่อช่วยเหลือราษฎรในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสืบสาน  รักษา  ต่อยอด  ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) ได้คัดเลือกอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู  จังหวัดศรีสะเกษ เป็น 1 ใน 18 โครงการทั่วประเทศในการสืบสาน  รักษา  ต่อยอดดังกล่าว  

ทั้งนี้ได้กำชับให้โครงการฯ จัดทำรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อเสนอไปยังสำนักงานบริหารโครงการ  กรมชลประทาน เพื่อศึกษาและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไป

Taiwan Excellence เสนอ ‘นวัตกรรมอุตสาหกรรม 4.0’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739013

Taiwan Excellence เสนอ ‘นวัตกรรมอุตสาหกรรม 4.0’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตไทย

Taiwan Excellence เสนอ ‘นวัตกรรมอุตสาหกรรม 4.0’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.35 น.

Taiwan Excellence นำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์ไต้หวันออกสู่สายตาโลก นำทีมบริษัทระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมแถวหน้าของวงการ มาจัดแสดงโซลูชันการผลิตอัจฉริยะและอุปกรณ์อัตโนมัติทันสมัยล่าสุดที่ Taiwan Excellence Pavilion และงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “Empowering Smart Manufacturing” ในงาน Manufacturing Expo 2023 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 21-24 มิถุนายนนี้

Taiwan Excellence Pavilion จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Empowering Smart Manufacturing” โดยมี 7 บริษัทไต้หวันที่มีชื่อเสียง ได้แก่ แอดวานซ์ เทค, ชิน ฟง, จีเอ็มที โกลบอล, แพลนเน็ต, โซโลมอน, เทคแมน  โรบอท และ โตโย นำนวัตกรรมล่าสุดของตนมาจัดแสดงให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมได้รับรู้และเข้าใจถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่กำลังปรับเปลี่ยนสู่ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่จัดแสดงในงานครั้งนี้ ได้แก่ หุ่นยนต์ปฏิบัติการร่วม, แพลตฟอร์ม IIoT, ระบบการอนุมาน AI แบบสวม,  สวิตช์อีเทอร์เน็ตสำหรับอุตสาหกรรม, ชุดซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูลเพื่อการทำงานที่แม่นยำ, ส่วนประกอบความแม่นยำ, และเครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะอัจฉริยะ

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด “Empowering Smart Manufacturing” จัดขึ้นในวันแรกของงาน Manufacturing Expo 2023 ให้ผู้ร่วมงานได้รู้จักกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมรุ่นล่าสุดจากไต้หวัน ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ให้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

ภายในงาน บริษัท โซโลมอน เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น โชว์จุดเด่นของ META-aivi ระบบการอนุมาน AI แบบสวมที่บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดโดยมนุษย์ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบ AI ในขณะที่ บริษัท แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) มาพร้อมกับ LoRaWAN อุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะจับความสั่นสะเทือน ที่สามารถเชื่อมต่อระยะไกล ทำให้สามารถตรวจจับความสั่นสะเทือนระยะไกลและแบบเรียลไทม์ได้ นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงานอีกด้วย

ด้าน บริษัท เทคแมน โรบอท แสดงระบบวิชัน AI ของหุ่นยนต์ปฏิบัติการร่วม พร้อมแบ่งปันกรณีศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น การประกอบรถยนต์ การแปรรูปโลหะ และการวางพาเลท  ส่วน บริษัท จีเอ็มที โกลบอล นำเสนอการใช้งานส่วนประกอบความแม่นยำ ซึ่งรวมถึงตัวกระตุ้นเชิงเส้น กระบอกไฟฟ้า และแท่นหมุนมอเตอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และใยแก้วนำแสง และท้ายสุด บริษัท แพลนเน็ต เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวโซลูชันอีเทอร์เน็ตสำหรับอุตสาหกรรม ช่วยผู้ผลิตในประเทศไทยสร้างระบบเครือข่ายความเร็วสูงและคุ้มค่าโดยใช้เทคโนโลยี 5G และ LoRaWAN

คุณหนิ่ว หยง ฉือ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย (TAITRA) ในฐานะแขกพิเศษในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ กล่าวเปิดงานว่า “ในฐานะซัพพลายเออร์รายใหญ่อันดับ 6 ของไทยในปี พ.ศ. 2565 ไต้หวันได้สร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับไทยในภาคการผลิต ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือและโอบรับนวัตกรรม เราจึงสามารถยกระดับประสิทธิภาพ ผลิตผลและผลกำไร เมื่อร่วมมือกันเราสามารถสร้างคอมมูนิตี้การผลิตที่แข็งแกร่งและมีชีวิตชีวามากขึ้นได้”

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สมสิทธิ์ มูลสถาน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเป็นแขกพิเศษ พร้อมกล่าวเปิดงานว่า “ประเทศไทยกำลังผลักดันภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เราต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มที่ นักอุตสาหกรรมไทยยังคงเชื่อมั่นและมั่นใจในประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจากไต้หวัน  พวกเขาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล้ว Taiwan Excellence ยังได้จัดกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าสนใจอีกมากมายในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง “Taiwan Excellence Pop-Up Store” ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 23-25 มิถุนายนนี้ นอกจากนี้ยังจัด ” Taiwan Excellence Pavilions at Taiwan Expo” ในเดือนกรกฎาคม และร่วมงาน “Medica Fair Thailand” ในเดือนกันยายน ทั้งหมดนี้มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

ผู้ประกอบการและบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมการผลิต สามารถเข้าชม Taiwan Excellence Pavilion ได้ระหว่าง วันที่ 21-24 มิถุนายน 2566 เวลา 10.00-18.00น.ณ ฮอลล์ 98 บูธ 8G09 ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

-(016)

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรม ‘ชูงวงควงน้องเที่ยว’ ทัศนศึกษาสวนสัตว์เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738954

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรม ‘ชูงวงควงน้องเที่ยว’ ทัศนศึกษาสวนสัตว์เชียงใหม่

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรม ‘ชูงวงควงน้องเที่ยว’ ทัศนศึกษาสวนสัตว์เชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.04 น.

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคม “ชูงวงควงน้องเที่ยว “โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดการจัดกิจกรรม ร่วมกับนายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ นางสาววรธีรา สุวรรณศร ผู้อำนวยการกองพัฒนาบริการท่องเที่ยว รวมถึงองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

“ชูงวงควงน้องเที่ยว” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างมูลค่า (Value) เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ภายใต้แคมเปญ “Trust Me วางใจไปกับช้างชูงวง” เพื่อสร้างการรับรู้ และคุณค่าของตราสัญลักษณ์ และมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้เป็น ที่รู้จัก และเป็นที่นิยมในนักท่องเที่ยวและสาธารณชนทั่วไป อีกทั้งเป็นการกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ หันมาให้ความสำคัญต่อมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย และเข้าสู่มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น

ในปีนี้ กรมการท่องเที่ยว เลือกจัดกิจกรรมที่เชียงใหม่ พาเด็กจากสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ ทัศนศึกษาและเยี่ยมชมสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสวนสัตว์เชียงใหม่ และคุณมณีรัตน์ คำอ้วน ดารานักแสดงที่มาร่วมสร้างความสนุกสนานให้กับเด็ก ๆ ซึ่งสถานที่ที่เลือกทำกิจกรรม จะเป็นสถานที่ที่ได้รับตรามาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สัญลักษณ์ตราช้างชูงวง และทางกรมการท่องเที่ยวมีนโยบายที่จะจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดไป

ตราสัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เครื่องมือในการยกระดับสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวและชุมชน ให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานเป็นสัญลักษณ์ รูปช้างชูงวงเริงร่าประกอบลายประจำยาม ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาสถานที่ได้รับมาตรฐานการรับรอง การ ท่องเที่ยวไทยได้ผ่านทางเว็ปไซต์ http://tts.dot.go.th และเฟสบุ๊ค Thailand Tourism Standard

 สำหรับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ที่ต้องการสมัครเข้ารับการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน การท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3235 E-Mail : tsactourism@gmail.com

-(016)

จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738808

จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ, ดร.แอนเดรียน่า บลังโค มาร์คิโซ่

ธรรมศาสตร์ ร่วมกับมหิดลและองค์การอนามัยโลก ร่วมลงนามจัดตั้งศูนย์ความรู้เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่ ชี้เป็นตัวการสำคัญทำการควบคุมยาสูบไม่คืบหน้า หวังรัฐบาลใหม่ออกกฎคุมเข้มบริษัทบุหรี่

โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดพิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือ โดยมีรศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.แอนเดรียน่า บลังโค มาร์คิโซ่หัวหน้าสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกร่วมเป็นตัวแทนในการลงนามจัดตั้ง“ศูนย์ความรู้สำหรับมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO-FCTC” เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้เพื่อการป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรมยาสูบสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า แม้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมยกร่างมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบจากบริษัทบุหรี่และผู้เกี่ยวข้องแต่ก็ยังมีการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่และองค์กรบังหน้า รวมทั้ง สนับสนุนทุนให้นักวิจัยไทยเพื่อควบคุมทิศทางการวิจัยให้เป็นประโยชน์กับบริษัทบุหรี่ เช่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องพิษภัยจากควันบุหรี่มือสอง เป็นอุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้การควบคุมยาสูบไทยไม่สำเร็จ

“อยากฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้เพิ่มเรื่องแนวปฏิบัติตามมาตรการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไว้ด้วย เพื่อควบคุมการแทรกแซงของบริษัทบุหรี่โดยเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่รัฐให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้การควบคุมยาสูบของประเทศไทยก้าวหน้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ สร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนไทย”

ดร.แอนเดรียน่า ให้คำแนะนำว่า การควบคุมยาสูบที่ประสบผลสำเร็จ เช่น ภาษียาสูบ การค้ายาสูบผิดกฎหมาย หรือการเพาะปลูกยาสูบต้องเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะในมาตรา 5.3ของ WHO-FCTC ซึ่งเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบจึงมีความเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน และควรบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้แทน พนักงานในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นในทุกระดับทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติตุลาการที่รับผิดชอบกำหนดและนำนโยบายควบคุมยาสูบไปปฏิบัติ

ภายในงานนี้ยังมีการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ว่า ปัจจุบันมีประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนประเทศไทย รวมเกือบ 40 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นผลกระทบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดต่อเด็กและเยาวชน บทเรียนจากหลายประเทศที่บริษัทบุหรี่ยังวิ่งเต้นไม่สำเร็จ เพราะความเข้มแข็งในการทำงานด้านการควบคุมยาสูบของภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพและประชาสังคม เช่น บราซิล เม็กซิโก สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ซึ่งประเทศไทยโดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ควรศึกษาจากบทเรียนในประเทศเหล่านี้เพื่อพิจารณานโยบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบคอบปราศจากการแทรกแซงจากเครือข่ายธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

เนื้อแปรรูป บริโภคได้อย่างปลอดภัย ในปริมาณที่เหมาะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738807

เนื้อแปรรูป บริโภคได้อย่างปลอดภัย ในปริมาณที่เหมาะสม

เนื้อแปรรูป บริโภคได้อย่างปลอดภัย ในปริมาณที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร จุฬาฯ แนะบริโภคอาหารแปรรูป ไส้กรอก แฮม โบโลน่า อย่างปลอดภัย ต้องมาจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง

รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์

รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป อาทิ ไส้กรอก แฮม โบโลน่า คือ เนื้อสัตว์ที่นำมาผ่านขั้นตอนหรือกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้เนื้อแปรรูปที่พร้อมรับประทาน หรือสามารถนำไปทำให้สุกเพิ่มเติมก่อนรับประทาน โดยยังคงคุณค่าทางอาหารและประโยชน์ไว้ ทั้ง โปรตีน ซึ่งเป็นแหล่งของกรดอะมิโนที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไขมันที่ให้พลังงานกับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามิน และสารอาหาร ไมโครนิวเทรียนท์ (Micronutrients) จำพวกวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ จึงถือได้ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูปเป็นแหล่งของสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

สำหรับวัตถุเจือปนอาหารที่จำเป็นต้องใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป คือ ไนไตรท์ หรือเรียกว่ากลุ่ม ไนไตรท์ หรือ ไนเตรท โดยไนไตรท์จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นไนตริกออกไซด์ เมื่อจับกับเม็ดสีที่อยู่ภายในเนื้อสัตว์ เมื่อผ่านการให้ความร้อนจะกลายเป็นสีชมพูที่มีความเสถียร ที่สำคัญยังมีหน้าที่ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคโดยเฉพาะตัวที่เรียก คลอสตริเดียมโบทูลินัม (Clostridium botulinum) เชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่อันตรายมากหากมีการเจริญเติบโตในอาหารและสร้างสารพิษขึ้น หากไม่เติมไนไตรท์จึงมีโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์กลุ่มนี้จะเจริญเติบโตในผลิตภัณฑ์หากอยู่ในภาวะที่เหมาะสม

“มีข้อถกเถียงในแวดวงวิชาการว่า ไนไตรท์ มีโอกาสก่อตัวเป็นสารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้นั้น แท้จริงแล้วมีการศึกษาว่า ต้องใส่ไนไตรท์ในปริมาณที่มากพอถึงจะทำให้เกิดสารดังกล่าวได้ แต่ปริมาณที่ผู้ผลิตใส่ลงไปในเนื้อสัตว์ อยู่ในปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่เกิน 80 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปริมาณเท่านี้ ส่วนมากจะเปลี่ยนไปเป็นสารไนตริกออกไซด์ และไม่สามารถไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนแล้วทำให้เกิดสารก่อมะเร็งนี้ได้ หากอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารในปริมาณที่กำหนดจึงสามารถรับประทานได้ตามปกติ โดยเน้นรับประทานกับอาหารประเภทอื่นๆ ร่วมด้วยให้มีความหลากหลายเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนตามหลักอาหาร 5 หมู่ เกิดความสมดุล” รศ.ดร.อินทาวุธ กล่าว

นอกจากนี้ กระบวนการผลิตไส้กรอกที่มีราคาถูกและที่มีราคาสูงกว่า องค์ประกอบที่ใส่เข้าไปจะแตกต่างกัน โดยไส้กรอกราคาถูกจะใช้เนื้อสัตว์หรือโปรตีนราคาถูก อาจมาจากเนื้อสัตว์ติดกระดูกที่มีปริมาณโปรตีนน้อยและมีไขมันเยอะจึงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เมื่อนำมาผลิตไส้กรอก คุณสมบัติในการขึ้นรูปจะไม่ดีเท่ากับเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดี จึงจำเป็นต้องเติมสารต่างๆ เข้าไปเพื่อให้แปรรูปได้ เช่น การเติมแป้ง ช่วยให้เกิดการขึ้นรูป ทำให้ลดต้นทุนในการผลิต และสามารถจำหน่ายในราคาที่ถูกได้ ดังนั้น หากเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการรับสารปนเปื้อนและมีอันตรายต่อผู้บริโภค

รศ.ดร.อินทาวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานของผู้ผลิตที่บ่งบอกถึงความปลอดภัยสังเกตได้จากเครื่องหมายที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องหมายอย. เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความปลอดภัยต่างๆ อย่าง GMP และ HACCP โดยทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่รับประทานมีความปลอดภัย เลือกซื้อมารับประทานได้ผู้บริโภคควรสังเกตวันที่ผลิตผลิตภัณฑ์ วันหมดอายุ และต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากผู้ผลิตที่มั่นใจได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อโรคอื่นๆ รวมถึงสารปนเปื้อน และวัตถุเจือปนที่เกินปริมาณมาตรฐานการผลิต ก็จะสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย

เชิดชู ศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738815

เชิดชู ศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์  นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2566

เชิดชู ศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์

มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชิดชู “ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ จากมูลนิธิกฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2566 ซึ่งท่านเป็นผู้อุทิศตนในการพัฒนาและผลิตยาต้านไวรัสเอดส์และยาต้านมาลาเรีย รวมถึงยาสมุนไพรอันเป็นคุณูปการในการแก้ปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและประเทศอื่นทั่วโลก ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและมวลมนุษยชาติในการรักษาและการควบคุมโรค

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจาก คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ รองประธานบริหารอาวุโส สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ผู้แทนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 31 ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

นพ.สถาพร วงษ์เจริญ

นายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญ ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีนโยบายเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ จึงได้จัดตั้งรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศขึ้นตั้งแต่ปี 2558 โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อรับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศเป็นผู้ดำเนินงาน ภายใต้การรับรองของคณะกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการดำเนินงานได้ประชาสัมพันธ์การสรรหานักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศตามหน่วยงานต่างๆ ในวงกว้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เสนอชื่อบุคคลและผลงานของผู้ที่สมควรได้รับรางวัลดังกล่าว

นายแพทย์สถาพร กล่าวอีกว่าศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม เพื่อวิจัยและผลิตยาทั้งยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรให้คนไทยได้ใช้ทั้งประเทศกว่าหนึ่งร้อยชนิด ทำให้มียาคุณภาพดีทัดเทียมกับต่างประเทศออกสู่ตลาดมากขึ้นและมีราคาถูกลง โดยผลงานอันโดดเด่น คือ การพัฒนาสูตรตำรับและศึกษาเภสัชชีวสมบูรณ์ของยาต้านเอดส์ชนิดต่างๆ ได้แก่ ยาสามัญเอแซดที (AZT) ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์

รวมถึงยาสูตรผสมรวมเม็ดต้านเอดส์หรือจีพีโอเวียร์ (GPO-VIR) และยาต้านเอดส์ชนิดอื่นอีก 5 ชนิด ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดี ราคาถูกกว่ายานำเข้าจากต่างประเทศ 5 ถึง 20 เท่า สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยจำนวน 150,000 คน และยาจีพีโอเวียร์ถูกบรรจุในโปรแกรมการให้ยาต้านเอดส์แห่งชาติ ฟรีรวมทั้งร่วมก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านโรคเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ ฝึกสอนบุคลากรของโรงงานผลิตยา โรงพยาบาล และสถาบันวิจัยและควบคุมคุณภาพยาแห่งชาติ ในทวีปแอฟริกา จำนวน 17 ประเทศ ให้สามารถผลิตยาต้านเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรียช่วยชีวิตผู้ป่วยชาวแอฟริกาได้หลายล้านคน

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสมุนไพรของไทย ผลิตยาสมุนไพรไทยจำนวน 4 ตำรับ เพื่อใช้รักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพของคนไทยในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยได้ก่อตั้งหน่วยฝึกอบรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยยาเสพติดด้วยสมุนไพรและพัฒนาทักษะการปลูกพืชสมุนไพรแบบเกษตรอินทรีย์สำหรับผู้ป่วยยาเสพติด ภายใต้ชื่อ “สวนสราญรมย์โมเดล” เพื่อคืนคนดีสู่สังคม และได้ดำเนินงานภายใต้โมเดลอื่นๆ อีก ได้แก่ ลังกาสุกะโมเดล ภูกามยาวโมเดล จัมปาศรีโมเดล ช้างเผือกโมเดล และสามหมื่นโมเดล เป็นต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประโยชน์ของสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยที่ประชาชนในพื้นที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่าเพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม อีกทั้งยั งได้ก่อตั้งหน่วยฝึกอบรม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่ศึกษาด้านเภสัชศาสตร์และชาวแอฟริกาเดินทางมาเรียนรู้และฝึกงานการผลิตยาสมุนไพรในขั้นอุตสาหกรรม

ด้านนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เภสัชกรหญิงกฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในสาขาเภสัชศาสตร์อย่างลึกซึ้งอีกทั้ง ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยด้านสมุนไพร รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์และเพื่อนร่วมอาชีพในวงการเภสัชกรรม อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งภายในและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประชาคมระหว่างประเทศ ผลงานทั้งหลายจึงเป็นที่ประจักษ์และยอมรับทั้งผลงานด้านวิชาชีพ ด้านวิชาการ ด้านบทความ งานวิจัย งานด้านมนุษยธรรม และมีบทความทางวิชาการกว่า 100 เรื่อง ซึ่งผลงานเหล่านี้ทำให้บุคคลที่เจ็บป่วย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถหายจากความทุกข์ทรมานและโรคร้าย กลับมามีชีวิตที่เป็นสุข พึ่งตนเองและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ โดยรางวัลสูงสุดที่ได้รับคือรางวัล รามอน แม็กไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 ที่ได้นำความรู้ความสามารถทางด้านเภสัชกรรม เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยและในประเทศอื่นทั่วโลก นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายปฐมดิเรกคุณาภรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานแก่ผู้กระทำความดีความชอบอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และประชาชน

ททท.ปลุกกระแส Soft Power ชวนคนไทยสัมผัสเสน่ห์เที่ยวไทยทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738812

ททท.ปลุกกระแส Soft Power ชวนคนไทยสัมผัสเสน่ห์เที่ยวไทยทุกมิติ

ททท.ปลุกกระแส Soft Power ชวนคนไทยสัมผัสเสน่ห์เที่ยวไทยทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ปลุกกระแส 5F เปิดตัวโครงการ Soft Power Tourism Booster Shot เพิ่มมูลค่าสินค้าวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด Local to Global เชื่อมไทยสู่โลก พร้อมชวนคนไทยร่วมกิจกรรมสัมผัสเสน่ห์เที่ยวไทยทุกมิติ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานแถลงข่าวและเปิดตัวโครงการ Soft Power Tourism Booster Shot โดยมี นางสาวฐาปนีย์เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.), นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวเพชรรัตน์ สายทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า The EmQuartier ชูศักยภาพ Soft Power ไทยทุกมิติ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชื่อมโยง 5F ทั้ง Online และ On-site พร้อมเปิดตัวแคมเปญ Year of Thai Gastronomy ย้ำความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมอาหารไทยผ่านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) สอดรับปีท่องเที่ยวไทย 2566

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการ Soft Power Tourism Booster Shot ภายใต้แนวคิด Local to Global เชื่อมไทยสู่โลก ส่งเสริมวัฒนธรรม Soft Power ของไทยให้กลายเป็นสินค้าทางการส่งออกที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการยกระดับห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวคิด BCG Model และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยกระจายไปยัง 5 ภูมิภาคและมุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายขององค์กรในปีท่องเที่ยวไทย 2566

สำหรับโครงการ Soft Power Tourism Booster Shot ประกอบด้วย กิจกรรม 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กิจกรรมสร้างการรับรู้ทางสื่อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น TikTok โดยใช้ Celebrity Marketing ผนึกกำลังตัวแทน Soft Power 3 มิติหลัก เรื่อง F-Food F-Fashion และ F-Fight และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งรูปแบบ Online และ On-site ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เริ่มที่กิจกรรมออนไลน์ ร่วมกับ Influencer ผ่านแอปพลิเคชั่น TikTok โดยเริ่มต้นส่งเสริม F-Food ผ่านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy) พร้อมชวนร่วมกิจกรรมแบ่งปันพิกัดอร่อยบอกต่อผ่านแฮชแท็ก #Gastronomer และ #(ชื่อเมนูที่ชอบ) เพื่อลุ้นรับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท

ต่อด้วยกิจกรรมที่ 2 ส่งเสริมวัฒนธรรมการแต่งกายงามอย่างไทยส่งเสริม F- Fashion ด้วยกิจกรรม“ใส่ผ้าไทยไปเที่ยว” พบกับ เขื่อน-ภัทรดนัยเสตสุวรรณ ที่จะมาร่วมปลุกกระแสฟีเวอร์ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ชวนทุกคนออกไปเที่ยวทั่วไทยด้วยการแต่งกายชุดผ้าไทยหรือผ้าท้องถิ่น และนำเสนอเป็นวีดีโอคอนเทนต์ ผ่านแอปพลิเคชั่น TikTok พร้อมติด #ใส่ผ้าไทยไปเที่ยว เพื่อลุ้นรับรางวัลโค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 100 บาทสำหรับการซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและสินค้า OTOP บนแอปพลิเคชั่น Lazada จำนวน 5,000 โค้ด และ ลุ้นรับกางเกงช้าง กางเกงแฟชั่นไทยยอดฮิต จำนวน 4,000 ตัว ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่14 กรกฎาคม-14 สิงหาคม 2566

และ F- Fight ในกิจกรรมที่ 3 กับ “Muay Thai Dance Challenge”กับ บัวขาว-สมบัติ บัญชาเมฆ เพียงถ่ายวีดีโอ Dance Challenge ท่าเต้นมวยไทยสนุกๆ ตามวีดีโอต้นแบบของ บัวขาว บัญชาเมฆ และโพสต์ลงแอปพลิเคชั่น TikTok พร้อมติด #MuayThaiDanceChallenge เพื่อลุ้นรับรางวัลมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท จำนวน 335 รางวัล อาทิ กางเกงมวยไทยพร้อมลายเซ็น บัวขาว บัญชาเมฆบัตรสมาชิก Dual Club Classmembership Fitness First บัตรชมมวยเวทีราชดำเนิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ททท. ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 5F นำเสนอโปรโมชั่นและมอบส่วนลดพิเศษสำหรับใช้บริการโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ร่วมกับผู้ประกอบการทั่วไทย ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2566 ทั้งรูปแบบ On-site และ Onlineผ่านแอปพลิเคชั่น Robinhood และ Lazada

ภายในงานแถลงข่าวฯ ททท. ยังได้เปิดตัวแคมเปญ Year of Thai Gastronomy ตอกย้ำปีท่องเที่ยวไทย 2566สะท้อนความสมบูรณ์ของวัฒนธรรมอาหารไทย ชวนนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอาหารถิ่นทั่วไทย พบกับส่วนลดร้านอาหารทั่วประเทศ จำนวน 350 ร้าน และจุดสแกน QR Code เพื่อรับส่วนลดมากมาย รวมทั้งจะนำเสนอวัฒนธรรมอาหารในทุกพื้นที่การจัดงาน

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดโครงการ Soft Power Tourism Booster Shotเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tourismthailand.org/thailandsoftpower หรือ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy