โป๊ปตั้งสตรีคนแรกเป็นหัวหน้าสำนักงานวาติกัน องค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

โป๊ปตั้งสตรีคนแรกเป็นหัวหน้าสำนักงานวาติกัน องค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

9 ม.ค. 2568 11:14 น.

โป๊ปตั้งสตรีคนแรกเป็นหัวหน้าสำนักงานวาติกัน องค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงแต่งตั้ง ซิสเตอร์ซิโมนา บรัมบิลลา ดำรงตำแหน่งหัวหน้าาสำนักงานวาติกัน นับเป็นสตรีคนแรกที่มานั่งเก้าอี้หัวหน้าที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

วันที่ 9 มกราคม 2568 สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิดทรงแต่งตั้งให้ซิสเตอร์ซิโมนา บรัมบิลลา 

สถาปนาสตรีคนแรกให้เป็น ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานใหญ่ของวาติกัน ที่จะทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคณะนักบวชภายใต้องค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก โดยการแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในเป้าหมายของพระสันตะปาปาฟรานซิสที่จะมอบบทบาทความเป็นผู้นำมากขึ้นให้แก่สตรีในการทำหน้าที่ปกครองคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

ก่อนหน้านี้ แม้ว่าสตรีจะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอันดับ 2 ในสำนักงานบางแห่งของวาติกัน แต่ไม่เคยมีสตรีคนใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเขตปกครองของสังฆมณฑลหรือคณะของอาสนวิหารของโรม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนกลางของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกมาก่อนเลย

โดยหัวหน้าสำนักงานวาติกันจะต้องสามารถประกอบพิธีมิซซาและปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ที่ปัจจุบันทำได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ จะเป็นการให้โอกาสสำหรับสตรีในวาติกัน โดยเชื่อว่าเป็นการแต่งตั้งเพราะภาพลักษณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีผู้หญิงอยู่จริง 

ทั้งนี้ ซิสเตอร์บรัมบิลลา เคยเป็นพยาบาล ทำงานเป็นมิชชันนารีในโมซัมบิก และเป็นผู้นำคณะ Consolata เป็นสมาชิกของคณะสงฆ์คอนโซลาตา มิสชันนารี และเคยดำรงตำแหน่งหมายเลข 2 ในสถาบันชีวิตอุทิศถวาย และสมาคมชีวิตอัครสาวก (Dicastery for the Institutes of Consecrated Life and Societies of Apostolic Life) หนึ่งในสำนักงานที่สำคัญที่สุดในวาติกัน และมีหน้าที่รับผิดชอบคณะสงฆ์ทุกคณะ ตั้งแต่คณะเยซูอิตและคณะฟรานซิสกันไปจนถึงคณะใหม่ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า.

องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องไทยเร่งสอบสวนเหตุลอบสังหารอดีตส.ส.กัมพูชา

องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องไทยเร่งสอบสวนเหตุลอบสังหารอดีตส.ส.กัมพูชา

9 ม.ค. 2568 10:05 น.

องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องไทยเร่งสอบสวนเหตุลอบสังหารอดีตส.ส.กัมพูชา

องค์กรสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์เหตุลอบสังหารอดีตส.ส.กัมพูชาในไทย เรียกร้องไทยเร่งดำเนินการสอบสวนและยุติการกดปราบข้ามชาติที่กำลังรุนแรงมากขึ้นในภูมิภาค

วันที่ 8 มกราคม 2568 สำนักข่าวการ์เดียน รายงานว่า องค์กรสอดส่องสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงสังหารนายลิม คิมยา วัย 74 ปี สัญชาติกัมพูชาและฝรั่งเศส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกู้ชาติกัมพูา Cambodia National Rescue Party หรือ CNRP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา

เหตุการณ์ยิงสังหารเกิดขึ้นบริเวณเกาะกลางถนนตรงข้ามวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ใกล้วงเวียนสิบสามห้าง ถนนบวรนิเวศ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. หลังจากนายลิม คิมยาและสมาชิกครอบครัวเพิ่งเดินทางเข้ามาประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาหลังเกิดเหตุตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ที่จังหวะพระตะบอง ของกัมพูชา และระบุว่ากำลังเตรียมส่งตัวกลับมาสอบสวนดำเนินคดีในไทย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์อุกอาจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยแถลงการณ์ระบุว่าที่ผ่านมา CNRP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว มักจะตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายฮุน เซน อดีตนายรัฐมนตรีกัมพูชา และนายฮุน เซน ได้มีการข่มขู่ ส่งคนเฝ้าติดตาม และคุกคามอดีตสมาชิกพรรค CNRP อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่พรรคฝ่ายค้านถูกยุบ

ทางด้านนายฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการกลุ่ม Asia Human Rights Labour Advocates กล่าวว่า การยิงอดีต ส.ส.พรรค CNRP อย่างโจ่งแจ้งบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ครั้งนี้มีลักษณะเหมือนการลอบสังหารทางการเมือง และดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของ “การกดปราบข้ามชาติ” เมื่อประเทศไทยได้ดำเนินการตาม “ข้อตกลงแลกเปลี่ยนผู้เห็นต่างและผู้ลี้ภัย เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเรียกร้องให้การกดปราบข้ามชาติที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต้องหยุดลงทันที

โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวหลายสิบคนที่หลบหนีการปราบปรามในกัมพูชา เวียดนาม ลาว และไทย ถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากขอความคุ้มครอง หรือในบางกรณีถูกฆ่าหรือสูญหาย โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่ามีข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศในการอนุญาตให้กองกำลังรักษาความปลอดภัยของแต่ละประเทศติดตามผู้เห็นต่างข้ามชายแดน

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ส่งนักเคลื่อนไหวชาวกัมพูชา 6 คนพร้อมเด็กเล็ก 1 คนกลับไปยังกัมพูชา และถูกจำคุกทันที ทั้งที่ทั้งหมดได้รับการรับรองจากสหประชาชาติว่าเป็นผู้ลี้ภัย ก่อนหน้านี้ในปีนี้ ประเทศไทยยังได้ส่งนักเคลื่อนไหวมงตาญญาร์ ชาวเวียดนามกลับไปยังเวียดนามด้วย

ขณะที่พรรคกู้ชาติกัมพูชา ออกแถลงการณ์ ประณามการลอบสังหารนายลิม คิมยา โดยระบุว่า เปรียบเสมือนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความอิสระทางการเมือง พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดการสอบสวนการฆาตกรรมนี้อย่างรวดเร็ว ถี่ถ้วน และเป็นกลาง และนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

ทางด้านบีบีซี รายงานว่า ประเทศไทยซึ่งที่ผ่านมาได้ล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปีนี้ จะต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถนำผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารอันน่าละอายบนท้องถนนในเมืองหลวงมาสู่กระบวนการยุติธรรมได้

นักเดินทางจากหลายชาติ เข้าประเทศอังกฤษต้องจ่ายค่าธรรมเนียม มีผลแล้ววันนี้

นักเดินทางจากหลายชาติ เข้าประเทศอังกฤษต้องจ่ายค่าธรรมเนียม มีผลแล้ววันนี้

9 ม.ค. 2568 08:47 น.

นักเดินทางจากหลายชาติ เข้าประเทศอังกฤษต้องจ่ายค่าธรรมเนียม มีผลแล้ววันนี้

นักเดินทางจากหลายประเทศที่เข้าประเทศอังกฤษโดยไม่ต้องขอวีซ่า ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าสหราชอาณาจักรราว 500 บาท หลังจากระบบอนุญาตการเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าแบบใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธที่ 8 มกราคม ขณะที่ไทยไม่กระทบเพราะยังใช้ระบบขอวีซ่าตามเดิม

ระบบอนุญาตการเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าแบบใหม่ของอังกฤษเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้นักเดินทางจากประเทศที่ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าสหราชอาณาจักร ต้องเข้าระบบ Electronic Travel Authorisation หรือ ETA มีลักษณะคล้ายกับระบบ ESTA ของสหรัฐฯ โดยกำหนดให้นักเดินทางต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าก่อนการเดินทาง โดยระบบนี้ได้ครอบคลุมไปยังพลเมืองจากกว่า 50 ประเทศและเขตปกครอง เช่น อาร์เจนตินา บราซิล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และประเทศในแถบแคริบเบียน ซึ่งนักเดินทางจำเป็นต้องเข้าระบบแม้ว่าจะใช้สหราชอาณาจักรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนเครื่องก็ตาม ซึ่งทางการสหราชอาณาจักรเปิดระบบให้นักท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการล่วงหน้าได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งแม้แต่เด็กและทารกก็ต้องสมัครและกรอกข้อมูลใน ETA ด้วย

นอกจากนี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 10 ปอนด์ หรือ ประมาณ 430 บาท โดยจะสามารถเข้าพักในสหราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 6 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยระบบดังกล่าวนำร่องใช้ครั้งแรกในปี 2023 กับประเทศกาตาร์ ก่อนขยายไปยัง 5 ประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับในปีถัดมา และเพิ่มรายชื่อประเทศอีกราว 50 ประเทศเข้ามาอีกในปีนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่ต้องดำเนินการขอวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ อย่างประเทศไทย จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยยังต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าสหราชอาณาจักรตามขั้นตอนเช่นเดิม.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหราชอาณาจักร

ลอสแอนเจลิสเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุด จนท.หวั่นน้ำไม่พอ ตายแล้ว 5 ศพ

ลอสแอนเจลิสเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุด จนท.หวั่นน้ำไม่พอ ตายแล้ว 5 ศพ

9 ม.ค. 2568 07:07 น.

ลอสแอนเจลิสเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุด จนท.หวั่นน้ำไม่พอ ตายแล้ว 5 ศพ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในลอสแอนเจลิส ซึ่งกำลังต่อสู้กับเหตุไฟป่าอย่างน้อย 4 จุด กังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำ ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 5 ศพแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 นายอีริค สกอตต์ หน่วยทีมดับเพลิงของสำนักงานดับเพลิงลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มีแทงก์น้ำ 1 ล้านแกลลอนจำนวน 3 ถังที่ถูกเติมจนเต็มก่อนที่ไฟป่าครั้งล่าสุดนี้จะเกิดขึ้น แต่ไฟป่าบางจุดเกิดในที่สูง และขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดความกังวลว่า น้ำอาจจะเติมและส่งไปไม่ทัน

“ความต้องการใช้น้ำที่สูงมาก ทำให้อัตราการเติมน้ำในแทงก็เหล่านี้ช้าลง ซึ่งสร้างความท้าทายให้แก่ความพยายามดับไฟป่า” นายสกอตต์กล่าว ขณะ น.ส. จานิสเซ กินโญเนส หัวหน้าฝ่ายจัดการน้ำและพลังงานของเมืองลอสแอนเจลิสกล่าวว่า ระบบน้ำประปาลองลอสแอนเจลิสออกแบบมาเพื่อใช้ในเมือง ไม่ใช้ในปฏิบัติการดับเพลิงขนาดใหญ่แบบนี้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังรับมือกับไฟป่า 4 จุดได้แก่ไฟป่าแพลลิเสด (Palisades fire), ไฟป่าอีตัน (Eaton fire), ไฟป่าวู้ดลีย์ (Woodley fire) และ ไฟป่าเฮิร์สต์ (Hurst fire) และยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้เลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว เนื่องจากมีลมแรงทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว

สิ่งปลูกสร้างในย่านแปซิฟิก แพลลิเสด ถูกไฟป่าเผาทำลาย

สภาความปลอดภัยจากเหตุอัคคีภัยส่วนภูมิภาคลอสแอนเจลิส ประกาศให้ ไฟป่าแพลลิเสด เป็นไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของลอสแอนเจลิสแล้ว โดยตอนนี้มันเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 15,000 เอเคอร์ อนึ่ง 1 เอเคอร์มีขนาดใกล้เคียง 1 สนามอเมริกันฟุตบอล

นอกจากนั้นมันอาจกลายเป็นไฟป่าที่สร้างความเสียหายมากที่สุดด้วย โดยตอนนี้มันทำลายสิ่งปลูกสร้างไปกว่า 1,000 หลังแล้ว จ่อทาบสถิติไฟป่าวูลซีย์ (Woolsey) ในปี 2561 ที่ทำลายสิ่งปลูกสร้างไป 1,121 หลัง

น.ส.กินโญเนสบอกด้วยว่า ไฟป่ารุนแรงทำให้ระบบน้ำประปาต้องทำงานหนักกว่าปกติ 4 เท่าต่อเนื่องถึง 15 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อแรงดันน้ำและระบบหัวจ่ายน้ำดับเพลิง โดยเธอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ยังมีน้ำใช้แต่การเติมน้ำให้ทันความต้องการใช้เป็นเรื่องยาก

ไม่เพียงแค่มนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงก็ต้องอพยพหนีไฟป่าด้วย

ส่วนไฟป่าอีตัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพทำลายบ้านเรือนอีก 100 หลัง ลุกลามครอบคลุมพื้นที่ 10,000 เอเคอร์แล้ว มากกว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ถึง 4 เท่า ขณะที่ไฟป่าเฮิร์สต์กำลังลุกไหม้พื้นที่ 700 เอเคอร์ในย่านซิลมาร์ (Sylmar) ใกล้ลอสแอนเจลิส ส่วนไฟป่าวู้ดลีย์ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุด หดเล็กลงจาก 75 เอเคอร์เหลือเพียง 30 เอเคอร์เท่านั้น

ไฟป่าแพลลิเสดยังทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนกว่า 37,000 คน ส่วนไฟป่าอีตันก็ให้เจ้าหน้าที่ต้องออกคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 32,500 คน และเตือนให้อพยพอีก 38,600 คน

ขณะเดียวกัน สำนักงานดับเพลิงแคลิฟอร์เนีย รายงานพบไฟป่าอีกจุดในเวนทูรา เคาน์ตี ได้ชื่อว่า “ไฟป่าโอลิวาส” (Olivas fire) กำลังลุกไหม้พื้นที่ 11 เอเคอร์ ห่างจากลอสแอนเจลิสไปทางตะวันตกราว 103 กม.

เหตุไฟป่ายังทำให้เกิดปัญหาด้านการส่งพลังงาน เป็นเหตุให้ประชาชนมากกว่า 1.5 ล้านคนในรัฐแคลิฟอร์เนียไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยในลอสแอนเจลิส เคาน์ตี ไฟดับกระทบประชาชนเกือบ 1 ล้านคน ส่วนที่ออเรนจ์ เคาน์ตี มีประชาชนได้รับผลกระทบ 162,428 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นศ.แพทย์ออสเตรเลียรอดตาย หลงทางบนเขานาน 13 วัน กินเบอร์รี่ประทังชีวิต

นศ.แพทย์ออสเตรเลียรอดตาย หลงทางบนเขานาน 13 วัน กินเบอร์รี่ประทังชีวิต

9 ม.ค. 2568 05:45 น.

นศ.แพทย์ออสเตรเลียรอดตาย หลงทางบนเขานาน 13 วัน กินเบอร์รี่ประทังชีวิต

(ภาพจาก : NSW Police)

นักศึกษาแพทย์รอดชีวิต หลังหลงทางบนภูเขาหิมะในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลียมานานเกือบ 2 สัปดาห์ โดยเจ้าระบุว่า เอาชีวิตรอดด้วยการกินเบอร์รี่กับมูสลี่บาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฮาดี นาซารี นักศึกษาแพทย์จากเมืองเบลเบิร์น หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2567 หลังเดินเตร่ถ่ายรูปจนพลัดหลงกับเพื่อนที่ไปเดินเขาด้วยกันในอุทยานแห่งชาติ คอสซิอัสโก (Kosciuszko) ซึ่งเป็นภูมิภาคภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร รวมถึงเพื่อนๆ และครอบครัวของนายนาซารีก็ระดมกำลังกันออกค้นหาชายวัย 23 ปี รายนี้ ก่อนที่เขาจะถูกพบตัวโดยนักเดินเขากลุ่มอื่น เมื่อเวลาประมาณ 15.15 น. วันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

ตามรายงานของนาย แอนดรูว์ สปลีท ผู้กำกับการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ นายนาซารีเรียกหานักเดินเขากลุ่มดังกล่าว และบอกกับพวกเขาว่า ตนหลงทางและกระหายน้ำมาก จากนั้นนักเดินเขากลุ่มนี้จึงติดต่อเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน แล้วนายนาซารีก็ถูกพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังกองบัญชาการการค้นหา รับการตรวจเบื้องต้น และถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล

นายสปลีทระบุว่า นายนาซารีถูกพบตัวใกล้กับทะเลสาบบลู เลค (Blue Lake) ซึ่งห่างจากจุดตั้งแคมป์ที่เขาควรจะไปพบกับเพื่อนเมื่อ 26 ธ.ค.กว่า 10 กม.

ทั้งนี้ หลังรับการตรวจ พบว่านายนาซารีมีสุขภาพแข็งแรงดี ตื่นตัว สามารถพูดได้ และไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงใดๆ โดยนักศึกษาแพทย์รายนี้บอกกับนายสปลีทด้วยว่า ตนเองเอาชีวิตรอดด้วยการทานมูสลี่บาร์ 2 แท่งที่เขาพบในกระท่อมบนภูเขา ดื่มน้ำจากลำธาร และเด็ดผลเบอร์รี่กิน

ที่กองบัญชาการการค้นหา นายนาซารียังได้พบกับครอบครัว ซึ่งทั้งหมดสวมกอดกันด้วยความโล่งใจและคิดถึง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักข่าวสาวอิตาลีได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกอิหร่านคุมขังนานเกือบเดือน

นักข่าวสาวอิตาลีได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกอิหร่านคุมขังนานเกือบเดือน

9 ม.ค. 2568 04:47 น.

นักข่าวสาวอิตาลีได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกอิหร่านคุมขังนานเกือบเดือน

นักข่าวสาวชาวอิตาลีเดินทางกลับบ้านแล้ว หลังถูกจับกุมและคุมขังในอิหร่านนานเกือบ 1 เดือน โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เธอถูกจับกุมข้อหาอะไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.เซซิเลีย ซาลา นักข่าวสาวชาวอิตาลี ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำในประเทศอิหร่านแล้ว ในวันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 และเดินทางกลับบ้านที่ประเทศอิตาลีแล้ว ตามการเปิดเผยของ น.ส. จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี

น.ส.ซาลาเป็นผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว “อิล โฟกลิโอ” (Il Foglio) ของอิตาลี ซึ่งรายงานว่าเธอถูกเจ้าหน้าที่ของอิหร่านจับกุมตัวในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 ขณะรายงานข่าวในกรุงเตหะราน และถูกควบคุมตัวเอาไว้ที่เรือนจำเอวิน

เซซิเลีย ซาลา เดินทางถึงสนามบินของกองทัพในกรุงโรม เมื่อ 8 ม.ค. 2568

ล่าสุดในวันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิตาลีประกาศว่า เครื่องบินที่จะพาตัว น.ส.ซาลากลับบ้านออกเดินทางจากกรุงเตหะรานแล้ว “ต้องขอบคุณการทำงานอย่างเข้มข้นผ่านช่องทางทางการทูตและการข่าวกรอง ทางการอิหร่านปล่อยตัวเพื่อนร่วมชาติของเราแล้ว และเธอกำลังเดินทางกลับอิตาลี”

ประธานาธิบดีอิตาลี แซร์จิโอ มัตตาเรลลา ได้แจ้งข่าวให้ครอบครัวของ น.ส.ซาลารู้ผ่านทางโทรศัพท์เมื่อช่วงเช้าวันพุธ

สำนักข่าว “โครา มีเดีย” (Chora Media) ที่ น.ส.ซาลาก็ทำงานให้เช่นกัน ระบุว่า ซาลาเดินทางออกจากกรุงโรมในวันที่ 12 ธ.ค. 2567 ด้วยวีซานักข่าวอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองในฐานะนักข่าวที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

เซซิเลีย ซาลา สวมกอดกับพ่อและแม่หลังเดินทางกลับมาถึงกรุงโรม

โครา มีเดีย เปิดเผยในช่วงปลายเดือนธันวาคมว่า ซาลาสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ และผลิตชิ้นงานออกอากาศผ่านพ็อดแคสต์ “โครา นิวส์” (Chora News) จำนวน 3 ตอน และรายงานเรื่องที่ซาลาถูกจับกุมหลังจากนั้นหลายสัปดาห์ โดยอ้างว่า รัฐบาลอิตาลีกับครอบครัวของเธอขอให้ปิดข่าว เนื่องจากเชื่อว่าเธอจะได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่าน รายงานในเดือนธันวาคมโดยอ้างการเปิดเผยของกระทรวงวัฒนธรรมอิหร่าน ว่า “น.ส.ซาลาถูกจับกุมตัวหลังจากละเมิดกฎหมายของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” แต่นายอันโตนิโอ ทาจานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิตาลี กล่าวหลังจากนั้นหลายวันว่า พวกเขายังไม่รู้เลยว่าซาลาถูกจับข้อหาอะไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แพทย์ UK ยืนยัน “เลียม เพย์น” เสียชีวิตเพราะบาดเจ็บหลายตำแหน่ง

แพทย์ UK ยืนยัน “เลียม เพย์น” เสียชีวิตเพราะบาดเจ็บหลายตำแหน่ง

9 ม.ค. 2568 01:44 น.

แพทย์ UK ยืนยัน “เลียม เพย์น” เสียชีวิตเพราะบาดเจ็บหลายตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ชันสูตรในสหราชอาณาจักร ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของ เลียม เพย์น นักร้องหนุ่มวัย 31 ปี ว่าเป็นเพราะบาดแผลหลายแห่งตามร่างกาย หลังตกจากระเบียงชั้น 3 ในอาร์เจนตินา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุการเสียชีวิตของ เลียม เพย์น อดีตนักร้องวง “วัน ไดเร็กชัน” (One Direction) ได้รับการยืนยันระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชันสูตรศพในสหราชอาณาจักรว่า เป็นเพราะอาการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง หลังจากเขาตกจากระเบียงห้องพักชั้น 3 ของโรงแรมในกรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินาเมื่อ 16 ต.ค.

การไต่สวนเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของเลียม เพย์น ถูกเลื่อนมาตลอด จนกระทั่งมีการทบทวนคดีก่อนเริ่มการไต่สวนเมื่อ 6 พ.ย. 2567

ในการพิจารณาคดีเมื่อ 8 ม.ค. 2568 ที่ศาลชันสูตรศพมณฑลบักกิงแฮมเชอร์ ดร.โรแบร์โต วิคเตอร์ โคเฮน ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตทางการแพทย์ของนักร้องหนุ่มรายนี้ว่าเกิดจาก อาการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง (polytrauma)

ด้านนายคริสปิน บัตเลอร์ เจ้าหน้าที่ชันสูตรอาวุโส กล่าวในศาลว่า การสืบสวนสภาพการณ์ตอนที่เลียมเสียชีวิต ยังคงดำเนินต่อไปในอาร์เจนตินา แต่คาดกันว่า การขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานต่างประเทศ, เครือจักรภพ และการพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าทำไมเลียมถึงพบจุดจบแบบนั้น อาจใช้เวลาสักพัก

ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 สำนักงานอัยการในอาร์เจนตินาระบุว่า ผลการตรวจสอบทางพิษวิทยาพบร่องรอยของแอลกอฮอล์, โคเคน และยาตามใบสั่งแพทย์ในร่างกายของนายเพย์น ขณะที่ผลการชันสูตรพลิกศพชี้ว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเขาเกิดจากบาดแผลหลายจุด และอาการเลือดออกทั้งภายในและภายนอก

ผลการสืบสวนของอัยการยังชี้ว่า นายเพย์นอาจตกลงมาจากระเบียงในสภาพกึ่งหมดสติ หรือหมดสติอย่างสิ้นเชิง พวกเขายังตัดความเป็นไปได้ที่การตกระเบียงดังกล่าวเป็นความตั้งใจของนายเพย์น หรือทำขณะที่ยังมีสติ และเจ้าหน้าที่ได้ข้อสรุปว่า นักร้องหนุ่มวัย 31 ปีรายนี้ ไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในตอนเกิดเหตุ

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ของอาร์เจนตินาจับกุมผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายเพย์น ไปแล้ว 5 คน รวมถึง น.ส.กิลดา มาร์ติน ผู้จัดการโรงแรมที่เกิดเหตุ และนายเอสเตบัน กราสซี พนักงานต้อนรับของโรงแรม นอกจากนั้นยังมีนาย โรเจอร์ นอร์ส ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนโดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อน

ส่วนนาย เอเซเคียล เปเรย์รา ซึ่งทำงานในโรงแรมแห่งนี้เช่นกัน กับนายโรเจอร์ นอร์ส นักเขียน ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการจัดหายาเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟป่าลอสแอนเจลิสลุกไหม้ 4 จุด คุมเพลิงได้ 0% ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บหลายราย

ไฟป่าลอสแอนเจลิสลุกไหม้ 4 จุด คุมเพลิงได้ 0% ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บหลายราย

8 ม.ค. 2568 23:59 น.

ไฟป่าลอสแอนเจลิสลุกไหม้ 4 จุด คุมเพลิงได้ 0% ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บหลายราย

ไฟป่าในลอสแอนเจลิสยังคงลุกไหม้รุนแรง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ เจ้าหน้าที่ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ และต้องสั่งอพยพประชาชนหลายหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายพันคนกำลังต่อสู้กับไฟป่าอย่างน้อย 4 จุดในนครลอสแอนเจลิส ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 หลังจากไฟป่าแห่งแรกปะทุขึ้นที่เขตแพลลิเสด (Palisades) เมื่อ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา และตอนนี้ลุกลามแล้วอย่างน้อย 2,950 เอเคอร์

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ไฟป่าแห่งที่ 5 ปะทุขึ้นห่างจากตัวเมืองลอสแอนเจลิสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 60 ไมล์ แต่เป็นไฟป่าขนาดเล็กได้รับชื่อว่า “ไฟป่าไทเลอร์” (Tyler fire) และตอนนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดแล้ว

ไฟป่าแพลลิเสด เผาอาคารในย่าน แปซิฟิก แพลลิเสด ทางตะวันตกของลอสแอนเจลิส

อย่างไรก็ตาม สำหรับไฟป่าอื่นๆ อีก 4 จุด ได้แก่ไฟป่าแพลลิเสด (Palisades fire), ไฟป่าอีตัน (Eaton fire), ไฟป่าวู้ดลีย์ (Woodley fire) และ ไฟป่าเฮิร์สต์ (Hurst fire) เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว และเจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสที่จะควบคุมเพลิงได้เลย

ทั้งนี้ ไฟป่าแพลลิเสดขยายตัวอย่างรวดเร็วในวันอังคาร และตอนนี้ลุกลามกินพื้นที่กว่า 2,950 เอเคอร์แล้ว ส่วนไฟป่าอีตัน ได้รับแรงลมทำให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่ 2,227 เอเคอร์แล้ว ขณะที่ไฟป่าเฮิร์สต์กำลังลุกไหม้พื้นที่ 505 เอเคอร์ในย่านซิลมาร์ (Sylmar) ใกล้ลอสแอนเจลิส และไฟป่าวู้ดลีย์เพิ่มเริ่มลุกไหม้ไม่กี่ชั่วโมง มีขนาด 75 เอเคอร์

ลมพัดทำสะเก็ดไฟฟุ้งกระจาย ขณะเจ้าหน้าที่กำลังพยายามดับไฟป่าในฝั่งตะวันตกของลอสแอนเจลิส

ทางการลอสแอนเจลิส เคาน์ตี เผยว่ามีสิ่งปลูกสร้างถูกทำลายในไฟป่าแพลลิเสดแล้วกว่า 1,000 หลัง อีก 15,000 หลังเสี่ยงได้รับผลกระทบ ประชาชน 37,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพ ส่วนไฟป่าอีตันก็ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วมากกว่า 100 หลัง และทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 32,500 คน และเตือนให้อพยพอีก 38,600 คน

นอกจากนี้ ไฟป่าอีตัน ซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาซาดีนา ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกับพลเรือนได้รับบาดเจ็บนับสิบราย โดยที่บางรายมีอาการสาหัส

ไฟป่าแพลลิเสด เผาอาคารทางฝั่งตะวันตกของลอสแอนเจลิส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศส-เยอรมนีเตือนทรัมป์ ขู่ยึดกรีนแลนด์ ลั่นไม่ยอมให้โจมตีอธิปไตย

ฝรั่งเศส-เยอรมนีเตือนทรัมป์ ขู่ยึดกรีนแลนด์ ลั่นไม่ยอมให้โจมตีอธิปไตย

8 ม.ค. 2568 22:31 น.

ฝรั่งเศส-เยอรมนีเตือนทรัมป์ ขู่ยึดกรีนแลนด์ ลั่นไม่ยอมให้โจมตีอธิปไตย

ทางการฝรั่งเศสและเยอรมนีออกโรงเตือนโดนัลด์ ทรัมป์ หลังว่าที่ผู้นำใหม่สหรัฐฯ ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังยึดเกาะกรีนแลนด์กับคลองปานามา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 8 ม.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลฝรั่งเศสกับเยอรมนี ออกโรงเตือนโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังมหาเศรษฐีรายนี้ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้เรื่องการใช้กำลังทหาร เพื่อยึดครองกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU)

นายฌอง-โนเอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส บอกกับสถานีวิทยุ France Inter radio ว่า ตัวเขาไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะรุกรานกรีนแลนด์ แต่ว่า “เราเข้าสู่ยุคสมัยที่เราจะได้เห็นการกลับมาของกฎของผู้แข็งแกร่งที่สุด”

แต่นายบาร์โรย้ำว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่สหภาพยุโรปจะปล่อยให้ประเทศอื่นๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม โจมตีพรมแดนอธิปไตยของพวกเรา” “เราเป็นทวีปที่แข็งแกร่ง และเราจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก”

ด้านนาย สเตฟเฟน ฮีเบอชไตรท์ โฆษกรัฐบาลเยอรมนี กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “เหมือนที่เป็นมาตลอด หลักการที่หนักแน่นบอกเอาไว้ว่า ชายแดนต้องไม่ขยับเขยื้อนด้วยกำลัง” พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ

นายฮีเบอชไตรท์ไม่ระบุว่า รัฐบาลเยอรมันจริงจังกับคำขู่เรื่องกรีนแลนด์ของนายทรัมป์หรือไม่ แต่เขาระบุว่า รัฐบาลให้ความสนใจกับคำพูดของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้

อนึ่ง นายทรัมป์ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วอีกครั้งที่งานแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 ม.ค. 2568) ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้เรื่องการใช้กำลังทหารเข้ายึดคลองปานามาและเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งทั้งคู่เป็นดินแดนที่นายทรัมป์ระบุว่า เป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังเรียกชายแดนทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ที่เชื่อมต่อกับแคนาด เป็นเส้นแบ่งเขตปลอมๆ และเปรยว่าอยากเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็นอ่าวอเมริกาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.54 น.

ชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภูจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยด่วน หลังวิกฤติภัยแล้งอีสานตอนบน ส่งผลกระทบต่อผลผลิต

8 ม.ค.2568 นางสาวการดา สิงหาบุตร. เกษตรกรชาวไร่อ้อย  ตำบลบ้านหนองแก อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู กล่าวถึงปัญหาของเกตกรชาวไร่อ้อยในช่วงนี้ ว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจกและส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิ และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำที่แตกต่างจากแบบแผนปกติอย่างรุนแรง 

ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบการเกษตรและอาหารของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจหลักที่ยังคงพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและแบบแผนสภาพอากาศที่แน่นอน ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มีการจัดการดิน น้ำ และการผลิตแบบเดิม ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย หรือผลผลิตอาจจะลดลงทั้งเชิงปริมาณและ/หรือคุณภาพในระดับที่ส่งผลต่อความมั่นคงของรายได้และอาหาร ตลอดจนคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย โดยพบว่าภัยแล้งของภาคอีสานตอนบนนั้นส่งผลต่อผลผลิตของปริมาณอ้อย เนื่องจากทำให้อ้อยมีน้ำหนักเบา น้ำหนักไม่ได้ ส่งผลให้ราคาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อย จึงวอนขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำ หรือมาตรการเยียวยาต่างๆ เพื่อลดความเดือนร้อนของเกษตรกรลง

ทั้งนี้ อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศผู้ปลูกอ้อยมากเป็นอันดับ 4-5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิล จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีไทยสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายนำตาลทรายทั้งในประเทศและส่งออกได้ปีละกว่า 180,000 ล้านบาท โดยพบว่าอ้อยเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่ของผลผลิต เพราะอ้อยใช้ปัจจัยสำหรับการเจริญเติบโตได้ง่าย โดยอาศัยปัจจัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด น้ำ อากาศ และธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต นอกจากนี้อ้อยยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย และ อ้อยยังชอบอยู่ในอากาศร้อนและชุ่มชื้น