นักวิจัยพบรอยเท้าไดโนเสาร์เกือบ 200 รอย อายุ 166 ล้านปี ในเหมืองอังกฤษ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834486

นักวิจัยพบรอยเท้าไดโนเสาร์เกือบ 200 รอย อายุ 166 ล้านปี ในเหมืองอังกฤษ

5 ม.ค. 2568 12:17 น.

นักวิจัยพบรอยเท้าไดโนเสาร์เกือบ 200 รอย อายุ 166 ล้านปี ในเหมืองอังกฤษ

นักวิจัยค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์เกือบ 200 รอย อายุกว่า 166 ล้านปี ในเหมืองของอังกฤษ ทั้งรอยเท้าของไดโนเสาร์กินพืช และไดโนเสาร์กินเนื้อ

นักวิจัยค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์เกือบ 200 รอย อายุกว่า 166 ล้านปี ในเหมืองของอังกฤษ ทั้งรอยเท้าของไดโนเสาร์กินพืช และไดโนเสาร์กินเนื้อ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดและเบอร์มิงแฮมกล่าวว่า คนงานที่กำลังขุดดินเหนียวในเหมืองหินปูนทางตอนใต้ของอังกฤษสังเกตเห็นเนินนูนผิดปกติที่นำไปสู่การค้นพบ “ทางหลวงไดโนเสาร์” และรอยเท้าเกือบ 200 รอยที่ย้อนเวลากลับไปได้กว่า 166 ล้านปี

นักวิจัยกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (2 ม.ค.) ว่าการค้นพบนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ได้ขุดค้นที่เหมืองเดวาร์ส ฟาร์ม ในมณฑลอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นการขยายผลจากงานด้านบรรพชีวินวิทยาในพื้นที่ก่อนหน้านี้ และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับช่วงกลางยุคจูราสสิกได้มากขึ้น

รอยเท้า 4 ชุดที่ประกอบกันเป็นทางยาวดังกล่าว แสดงให้เห็นเส้นทางที่สัตว์กินพืชคอยาวขนาดยักษ์ที่เรียกว่า ซอโรพอด ใช้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเซติโอซอรัส ไดโนเสาร์ที่โตเต็มวัย ซึ่งยาวเกือบ 18 เมตร

รอยเท้าชุดที่ห้าเป็นของเมกาโลซอรัส นักล่าที่มีความดุร้าย ยาว 9 เมตร ที่ทิ้งรอยเท้าสามกรงเล็บอันโดดเด่น และเป็นไดโนเสาร์ตัวแรกที่ได้รับการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์เมื่อสองศตวรรษก่อน

ขณะที่ร่องรอยของรอยเท้าตัดไปมา ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างสัตว์กินเนื้อและสัตว์กินพืช ส่วนรอยเท้า 40 ชุดที่ค้นพบในเหมืองหินปูนในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ถือเป็นแหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์ที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้มากนัก และมีหลักฐานทางภาพถ่ายจำกัดเนื่องจากเป็นพื้นที่ก่อนการใช้กล้องดิจิทัลและโดรนในการบันทึกการค้นพบ กลุ่มที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา สามารถถ่ายภาพดิจิทัลมากกว่า 20,000 ภาพ และใช้โดรนเพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของรอยเท้าเหล่านี้

เอกสารจำนวนมากจะช่วยในการศึกษาในอนาคตและอาจช่วยให้ทราบขนาดของไดโนเสาร์ วิธีการเดิน และความเร็วในการเคลื่อนที่

การค้นพบดังกล่าวจะจัดแสดงในนิทรรศการใหม่ในพิพิธภัณฑ์ และจะออกอากาศในรายการ “Digging for Britain” ทางช่องบีบีซี ในสัปดาห์หน้า.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เตือนรับมือพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี พัดถล่มสหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834481

เตือนรับมือพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี พัดถล่มสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2568 11:33 น.

เตือนรับมือพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี พัดถล่มสหรัฐฯ

เตือนชาวอเมริกันหลายสิบล้านคน เตรียมรับมือกับพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้มีหิมะตกหนักที่สุดและอุณหภูมิต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) เตือนชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนเตรียมรับมือกับพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้มีหิมะตกหนักที่สุดและอุณหภูมิต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยพายุลูกนี้ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่บริเวณใจกลางสหรัฐฯ จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นอกจากนั้น ยังมีคำเตือนให้พื้นที่บางส่วนของสหรัฐฯ ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศหนาวเย็นรุนแรง เช่น รัฐมิสซิสซิปปีและฟลอริดา เผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย นักพยากรณ์อากาศกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายนี้เกิดจากกระแสลมที่พัดผ่านขั้วโลก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศเย็นพัดผ่านบริเวณอาร์กติก

ด้านสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติกล่าวว่า “สำหรับบางคน นี่อาจเป็นหิมะตกหนักที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ” ขณะที่แดน เดอพอดวิน นักพยากรณ์อากาศของเว็บไซต์ AccuWeather กล่าวว่า “นี่อาจทำให้เดือนมกราคมของสหรัฐฯ หนาวที่สุดตั้งแต่ปี 2011” เขากล่าวเสริมว่า “อุณหภูมิที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์อย่างมาก” อาจคงอยู่ต่อไปอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยอุณหภูมิต่ำเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่ชายฝั่งตะวันออก ซึ่งคาดว่าพายุจะพัดมาถึงในเย็นวันนี้ (5 ม.ค.)

ตามรายงานของ NWS พื้นที่ตอนกลางของสหรัฐฯ  จะเกิดสถานการณ์ที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก รวมถึงสภาพการขับขี่ที่เป็นอันตรายหรือเป็นไปไม่ได้ และการปิดถนนเป็นวงกว้าง โดยบางพื้นที่ในรัฐแคนซัสและอินเดียนาอาจมีหิมะตกอย่างน้อย 20.3 ซม. และในบางส่วนของเขตมิดเวสต์ อาจมีพายุหิมะ

NWS เตือนว่าสภาพอากาศเช่นนี้จะทำให้การเดินทางเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยถนนไม่สามารถสัญจรได้ และมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ขับขี่รถยนต์อาจติดค้างตามถนน และคาดการณ์ว่าจะมีพายุลูกเห็บและฝนที่กลายเป็นน้ำแข็งในรัฐมิสซูรี อิลลินอยส์ และพื้นที่บางส่วนของรัฐเคนตักกีและเวสต์เวอร์จิเนีย

นักพยากรณ์อากาศกล่าวว่า เมื่อพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก ชาวอเมริกันหลายล้านคนจะพบกับอุณหภูมิต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เมืองต่างๆ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บัลติมอร์ และฟิลาเดลเฟีย กำลังเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ไปจนถึงวันจันทร์ อาจมีหิมะตกหนัก 5-12 นิ้วในบางส่วนของรัฐเวอร์จิเนีย

ในวันอาทิตย์นี้ พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงอาจเกิดขึ้นในบางส่วนของภาคใต้ของสหรัฐฯ  รวมถึงรัฐอาร์คันซอ หลุยเซียนา และมิสซิสซิปปี

ด้านสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์, เดลต้า, เซาท์เวสต์ และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้โดยสาร เนื่องจากอาจเกิดการหยุดชะงักของเที่ยวบิน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไวรัส HMPV คืออะไร? กำลังระบาดในจีน จนต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉิน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834452

ไวรัส HMPV คืออะไร? กำลังระบาดในจีน จนต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉิน

5 ม.ค. 2568 09:00 น.

ไวรัส HMPV คืออะไร? กำลังระบาดในจีน จนต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉิน

  • จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส ฮิวแมน เมตานิวโมไวรัส หรือ HMPV ในประเทศจีนกำลังเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดกระแสความกังวลว่า การระบาดจะแพร่กระจายเป็นวงกว้างหรือไม่
  • HMPV กำลังเพิ่มภาระหนักให้แก่โรงพยาบาลในภาคเหนือของจีน และทำให้เกิดภาพผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยรออยู่ภายในโรงพยาบาล คล้ายกับตอนที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด
  • อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยืนยันว่า การระบาดของ HMPV ไวรัสเพิ่มขึ้นเพราะเป็นช่วงฤดูหนาว และไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนโควิด-19 ซึ่งพวกเขามีมาตรการฉุกเฉินเตรียมไว้รับมือแล้ว

จีนกำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจ ซึ่งจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างภาระหนักให้แก่โรงพยาบาลต่าง จนทางการจีนต้องใช้มาตรการฉุกเฉินหลายอย่างเพื่อรับมือ

เชื้อดังกล่าวถูกระบุว่าคือไวรัส “ฮิวแมน เมตานิวโมไวรัส” (human metapneumovirus) หรือ “HMPV” ทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในมณฑลทางตอนเหนือของจีนในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในหมู่เด็กๆ

การระบาดของไวรัส HMPV ทำให้ภาพผู้คนสวมหน้ากากอนามัยภายในโรงพยาบาลเริ่มกลับมาปรากฏบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีนอีกครั้ง คล้ายกับการระบาดของ โควิด-19 เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเชื้อแพร่กระจายไปทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 7 ล้านศพ

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของจีนออกมาตรการฉุกเฉินต่างๆ เพื่อสังเกตการณ์และควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส HMPV แต่รัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่งยืนยันว่า นี่เป็นโรคที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ไม่ใช่ปรากฏการณ์แปลกประหลาด และการระบาดในปีนี้ถือว่าน้อยลงกว่าปีก่อนด้วยซ้ำ

ไวรัส HMPV คืออะไร?

ไวรัส ฮิวแมน เมตานิวโมไวรัส หรือ HMPV คือไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการป่วยคล้ายกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ โดยตามปกติแล้วอาการป่วยจะไม่รุนแรง แต่มันอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอย่างปอดบวมได้ โดยเฉพาะในเด็กทารก, ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ไวรัส HMPV ไม่ใช่ไวรัสอุบัติใหม่ แต่มันกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นในภาคเหนือของจีน โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี

ไวรัสตัวนี้ถูกพบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2544 ที่เนเธอร์แลนด์ เป็นไวรัสอาร์เอ็นเอสายพันธุกรรมเส้นเดียว (single-stranded RNA virus) ที่แพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งในช่องทางเดินหายใจ หรือจากการสัมผัสกับพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อโรค และมันเคยถูกพบในหลายประเทศแล้ว รวมถึงในสหราชอาณาจักร และในประเทศไทย

อาการป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้หลังติดเชื้อรวมถึง อาการไอ, มีไข้, คัดจมูก, เหนื่อยล้า โดยเชื้อมีระยะฟักตัวที่ 3-6 วัน และไม่มีวัคซีนเฉพาะทางสำหรับป้องกันต่างจากเชื้อโควิด-19 ในตอนนี้ วิธีรักษาจึงเน้นหนักที่การรักษาตามอาการที่ปรากฏ

พบผู้ติดเชื้อในจีนมากขึ้น

จำนวนผู้ติดเชื้อ HMPV ในจีนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทำให้อากาศเย็นกว่าปกติและผู้คนทำกิจกรรมในที่ร่มมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นเงื่อนไขอย่างดีให้ไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจแพร่กระจายได้ง่าย แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นนี้ ยังคงสอดคล้องกับทิศทางที่ควรจะเป็นตามฤดูกาล

สำนักงานบริหารการป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติ (NDCPA) ของจีน รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคทางเดินหายใจต่างๆ มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เชื้อ HMPV ขณะที่องค์การอนามัยโลกไม่ได้จัดให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องใช้มาตรการเพิ่มการเฝ้าระวัง

ตามรายงานของสำนักข่าว CCTV รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการนำร่องเพื่อตามรอยโรคปอดบวมที่ไม่รู้ที่มาแล้ว เพื่อทำให้แน่ใจว่าหน่วยงานสาธารณสุขและห้องวิจัยต่างๆ จะได้รับรายงานและจัดการเคสผู้ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มีโอกาสแพร่ไปประเทศอื่นหรือไม่?

นอกจากในภาคเหนือของจีนแล้ว เกาะฮ่องกงทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนก็มีรายงานพบผู้ติดเชื้อ HMPV จำนวน 2-3 ราย ที่ประเทศหรือดินแดนใกล้เคียงอย่างกัมพูชาและไต้หวัน ก็ยกระดับการเฝ้าระวัง โดยหน่วยงานควบคุมโรคของกัมพูชาออกคำเตือนว่า ไวรัส HMPV คล้ายกับเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

ขณะที่ศูนย์ควบคุมโรคของไต้หวันเตือนว่า ไวรัสชนิดนี้มีความเสี่ยงสูงต่อเด็ก, คนชรา และผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ส่วนที่ประเทศอินเดียก็มีรายงานผู้ติดเชื้อ HMPV เช่นกัน แต่รัฐบาลระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องแตกตื่น เพราะไวรัสชนิดนี้ก็เหมือนกับเชื้อก่อโรคทางเดินหายใจอื่นๆ

“มีรายงานข่าวมากมายเกี่ยวกับการระบาดของเมตานิวโมไวรัสในจีน ขอผมพูดให้ชัดเจนในเรื่องนั้น เมตานิวโมไวรัสก็เหมือนไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดไข้หวัด และอาจเกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มคนชราและเด็กเล็ก” ดร.อาตุล โกเอล เจ้าหน้าที่กองอำนวยการบริการด้านสุขภาพ (DGHS) ของอินเดีย กล่าว

ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนออกมาสร้างความมั่นใจแก่พลเมืองและนักท่องเที่ยว โดยระบุว่า “ผมสามารถรับรองพวกคุณได้ว่า รัฐบาลจีนห่วงใยสุขภาพของประชาชนชาวจีนและชาวต่างชาติที่กำลังเดินทางเข้ามาในจีน” และย้ำว่า “การเดินทางในจีนนั้นปลอดภัย”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : independent , yahoo

เจฟ บาเอนา ผู้กำกับภาพยนตร์ดัง ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตปริศนาในวัย 47 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834448

เจฟ บาเอนา ผู้กำกับภาพยนตร์ดัง ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตปริศนาในวัย 47 ปี

5 ม.ค. 2568 06:28 น.

เจฟ บาเอนา ผู้กำกับภาพยนตร์ดัง ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตปริศนาในวัย 47 ปี

เจฟ บาเอนา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา โดยถูกพบเป็นศพที่บ้านของตัวเอง และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจฟ บาเอนา ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน และสามีของนักแสดงสาว ออเบรย์ พลาซา ถูกพบหมดสติอยู่ภายในบ้านของตัวเองในนครลอสแอนเจลิส เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 3 ม.ค. 2568 ก่อนจะได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

ครอบครัวของนายบาเอนาบอกกับเว็บไซต์ข่าวบันเทิง Deadline ว่าพวกเขาเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ส่วน น.ส.พลาซา วัย 40 ปี นักแสดงซีรีส์ยอดนิยมอย่าง White Lotus และ Parks and Recreation ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ นายบาเอนาจบปริญญาด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปอยู่ลอสแอนเจลิสเพื่อไล่ตามอาชีพผู้กำกับ โดยเขาเคยทำงานภายใต้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง โรเบิร์ต เซเมกคิส และ เดวิด โอ. รัสเซล ก่อนจะแยกตัวออกมาสร้างภาพยนตร์ของตัวเอง

ผลงานเปิดตัวในฐานะผู้กำกับของเขาเกิดขึ้นในปี 2557 เป็นภาพยนตร์ซอมบี้แนวตลกชื่อ Life After Beth ซึ่ง น.ส.พลาซา ร่วมแสดงด้วย ก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกันในปี 2564 นอกจากนั้นเจ้าตัวยังมีภาพยนตร์อื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักเช่น The Little Hours และ Joshy

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไบเดนเล็งขายอาวุธ มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้อิสราเอล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834447

ไบเดนเล็งขายอาวุธ มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้อิสราเอล

5 ม.ค. 2568 03:45 น.

ไบเดนเล็งขายอาวุธ มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้อิสราเอล

รัฐบาลสหรัฐฯ วางแผนขายอาวุธชุดใหม่มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ให้แก่อิสราเอล โดยเชื่อว่านี่น่าจะเป็นการขายอาวุธครั้งสุดท้ายของรัฐบาลไบเดน ก่อนจะหมดวาระในช่วงปลายเดือนนี้

สำนักข่าว บีบีซี รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ นายหนึ่งว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แจ้งต่อสภาคองเกรสแล้วในวันเสาร์ที่ 4 ม.ค. 2568 เรื่องแผนการของรัฐบาลที่จะขายอาวุธมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่อิสราเอล

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงแค่ 15 วันก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะก้าวลงจากตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. พร้อมกับการก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับรัฐบาลชุดใหม่ของเขา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า อาวุธที่สหรัฐฯ จะขายให้อิสราเอลตามแผนการล่าสุด รวมถึงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ, ขีปนาวุธเฮลไฟร์ (Hellfire), ลูกปืนใหญ่ และระเบิดต่างๆ

ทั้งนี้ การขายอาวุธใดๆ ของสหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่หยุดมอบความสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอลมาตลอด แม้ว่าการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 45,600 ศพ โดยนายไบเดนย้ำว่า อิสราเอลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องพลเมืองของตัวเอง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่อิสราเอลต่อไป

อนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม 2567 สหรัฐฯ เคยระงับการส่งระเบิดน้ำหนัก 500 ปอนด์กับ 2,000 ปอนด์ให้อิสราเอลมาแล้ว เพราะกังวลว่ารัฐบาลยิวจะมีปฏิบัติการภาคพื้นดินที่เมืองราฟาห์ ในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม ไบเดนเผชิญเสียงประณามจากฝ่ายรีพับลิกันกับผู้นำอิสราเอลทันที ทำให้หลังจากนั้นไบเดนก็ต้องยกเลิกคำสั่งบางส่วน

อย่างไรก็ตาม นี่น่าจะเป็นแผนการขายอาวุธให้อิสราเอลครั้งสุดท้ายของไบเดน ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. โดยนายทรัมป์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ต้องการให้ความขัดแย้งในต่างประเทศหยุดลง และอยากลดการมีส่วนรวมของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่น ตอบโต้แน่ โวยยูเครนยิง “ATACMS” มิสไซล์สหรัฐฯ เข้าโจมตี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834445

รัสเซียลั่น ตอบโต้แน่ โวยยูเครนยิง “ATACMS” มิสไซล์สหรัฐฯ เข้าโจมตี

5 ม.ค. 2568 02:53 น.

รัสเซียลั่น ตอบโต้แน่ โวยยูเครนยิง “ATACMS” มิสไซล์สหรัฐฯ เข้าโจมตี

รัสเซียประกาศกร้าวจะตอบโต้ อ้างยิงสกัดขีปนาวุธ ATACMS ของสหรัฐฯ ที่ยูเครนยิงเข้าใส่พวกเขาได้ 8 ลูก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 4 ม.ค. 2568 ว่า ระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของพวกเขา ยิงสกัด ATACMS ขีปนาวุธพิสัยไกลของสหรัฐฯ ที่ยูเครนยิงเข้าใส่ดินแดนของพวกเขาได้ 8 ลูก และทำลายโดรนได้อีก 72 ลำ

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า โดรนหลายลำถูกทำลายในภูมิภาคเลนินกราด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอีกลำในแคว้นคูสค์ พร้อมเสริมด้วยว่า การกระทำของรัฐบาลยูเครนนี้ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้

นายอเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการแคว้นเลนินกราด เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเทเลแกรมระบุว่า เมื่อคืนและในช่วงเช้าของวันที่ 4 ม.ค. มีโดรนถูกยิงทำลายในแคว้นแห่งนี้จำนวนมากจนทุบสถิติ

ขณะที่นาย อันดรี โควาเลนโก เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของยูเครน กล่าวว่า เมืองท่าแห่งหนึ่งในแคว้นเลนินกราด ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ด้านกองบัญชาการกองทัพอากาศของยูเครนรัสเซียส่งโดรนถึง 81 ลำเข้าโจมตียูเครนในช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ที่ 4 ม.ค. โดยโดรน “ชาเฮด” ถูกยิงสกัดได้ 34 ลำ แต่โดรนที่ตกลงมากลับสร้างความเสียหายให้แก่อาคารบ้านเรือนในแคว้นเชอร์นิฮิฟ และแคว้นซูมี

ทั้งนี้ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง อนุมัติให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธ ATACMS เมื่อเดือนพฤศจิกายน ส่วนฝ่ายรัสเซียตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง ชื่อว่า “โอเรชนิก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด ลูกชายอดีตพี่เลี้ยงเจ้าชายวิลเลียม-แฮร์รี่ เสียชีวิตในเหตุที่นิวออร์ลีนส์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834439

สลด ลูกชายอดีตพี่เลี้ยงเจ้าชายวิลเลียม-แฮร์รี่ เสียชีวิตในเหตุที่นิวออร์ลีนส์

4 ม.ค. 2568 23:28 น.

สลด ลูกชายอดีตพี่เลี้ยงเจ้าชายวิลเลียม-แฮร์รี่ เสียชีวิตในเหตุที่นิวออร์ลีนส์

คิงชาร์ลส์เสียพระทัยหลังทราบข่าวว่า ลูกชายของอดีตพี่เลี้ยงของเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าชายแฮร์รี่ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุคนร้ายขับรถชนคนที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ของสหรัฐฯ ด้วย

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นายเอ็ดเวิร์ด เพตติเฟอร์ ชายชาวอังกฤษวัย 31 ปี ลูกเลี้ยงของนางอเล็กซานดรา เพตติเฟอร์ หรือชื่อเก่าคือ ทิกกี เลกจ์-เบิร์ก อดีตพี่เลี้ยงผู้เคยดูแลเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าชายแฮร์รี่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต 14 ศพ ในเหตุคนร้ายขับรถชนผู้คนที่เมืองนิวออร์ลีนส์เมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมาด้วย

แหล่งข่าวในสำนักพระราชวังบอกกับ บีบีซี ว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เสียพระทัยอย่างยิ่งหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของนายเพตติเฟอร์ และได้ติดต่อกับครอบครัวเพตติเฟอร์ เพื่อแสดงความเสียพระทัยด้วยพระองค์เองแล้ว

ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2568 คนร้าย ซึ่งทราบภายหลังว่าคือนาย ชามซุด-ดิน จับบาร์ ทหารผ่านศึกชาวอเมริกันวัย 42 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนผู้คนที่ถนนบอร์บอน ในเมืองนิวออร์ลีนส์ ก่อนจะลงมายิงปืนต่อสู้กับตำรวจและถูกวิสามัญฆาตกรรม

ผลการสืบสวนทำให้เชื่อว่านายจับบาร์ลงมือเพียงคนเดียว และได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) โดยพบธงของกลุ่มไอซิสในรถที่เขาใช้ นอกจากนั้นยังพบระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูกใกล้จุดเกิดเหตุด้วย

เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของเมืองนิวออร์ลีนส์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของนายเพตติเฟอร์ ว่าเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่เกิดจากของไม่มีคม

ด้านสำนักพระราชวังเคนซิงตันระบุว่า เจ้าชายวิลเลียมได้รับแจ้งข่าวเรื่องการเสียชีวิตของนายเพตติเฟอร์แล้ว เช่นเดียวกับเจ้าชายแฮร์รี่ ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ แต่พระองค์ไม่ได้แสดงความคิดเหตุต่อสาธารณะ

ผู้เสียชีวิตในการโจมตีดังกล่าวยังรวมถึงนักอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัย, บุรุษพยาบาลหนุ่ม และแม่ของลูกวัย 4 ขวบ นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 39 คน โดยบางส่วนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ยังมีอีกมากกว่า 10 คนที่ต้องอยู่โรงพยาบาลต่อ บางรายต้องนอนที่ห้องไอซียู

ทั้งนี้ นางเพตติเฟอร์เข้าร่วมเป็นข้าราชบริพารของคิงชาร์ลส์ในปี 2536 โดยตอนนั้นพระองค์ยังเป็นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ

นางเพตติเฟอร์เริ่มสนิทกับเจ้าชายวิลเลียมและแฮร์รี่ หลังจากเจ้าชายชาร์ลส์แยกทางกับเจ้าหญิงไดอานา โดยเธอตามเสด็จไปกับเจ้าชายน้อยทั้งสองพระองค์บ่อยครั้ง และช่วยทั้งคู่ปรับตัวกับการสูญเสียพระมารดา

ต่อมาในปี 2542 นางเพตติเฟอร์ ที่ตอนนั้นใช้นามสกุล เลกจ์-เบิร์ก แต่งงานกับนาย ชาร์ลส์ เพตติเฟอร์ ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเวลส์ โดยเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าชายแฮร์รี่ไปร่วมงานแต่งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เศร้า มนุษย์ผู้มีอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว ในวัย 116 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834437

เศร้า มนุษย์ผู้มีอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว ในวัย 116 ปี

4 ม.ค. 2568 22:22 น.

เศร้า มนุษย์ผู้มีอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว ในวัย 116 ปี

หญิงชาวญี่ปุ่นเจ้าของสถิติ มนุษย์อายุมากที่สุดในโลก ผู้ใช้ชีวิตผ่านสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง โรคระบาดหลายรอบ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีมากมาย เสียชีวิตแล้วในวัย 116 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกเทศมนตรีเมืองอาชิยะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ประกาศในวันเสาร์ที่ 4 ม.ค. 2568 ว่า นาง โทมิโกะ อิโตะโอกะ เจ้าของสถิติมนุษย์ผู้มีอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ที่บ้านพักคนชราซึ่งเธออาศัยอยู่มาตั้งแต่ปี 2562

นางอิโตะโอกะได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์อายุมากที่สุดในโลกเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 หลังการเสียชีวิตของนาง มาเรีย บรัญญัส โมเรรา ผู้จากไปในวัย 117 ปี

นายเรียวสุเกะ ทาคาชิมะ นายกเทศมนตรีวัย 27 ปีของเมืองอาชิยะ ระบุในแถลงการณ์ว่า “นางอิโตะโอกะมอบความกล้าหาญและความหวังให้กับพวกเรา ผ่านการมีชีวิตอันยาวนานของเธอ และเราขอบคุณเธอสำหรับเรื่องนั้น”

นางอิโตะโอกะ เกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2451 ที่นครโอซากา ใกล้กบัเมืองอาชิยะ หรือ 6 ปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มต้นขึ้น โดยเธอเป็นหนึ่งในพี่น้อง 3 คน ใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาสำคัญของโลกมามากมาย ทั้งสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง โรคระบาดหลายรอบ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

นางอิโตะโอกะแต่งงานตอนอายุ 20 ปี มีลูกชาย 2 คน กับลูกสาว 2 คน ก่อนจะมีหลานอีก 5 คน เธอช่วยสามีบริหารโรงงานทอผ้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่สามีจะเสียชีวิตในปี 2522 ตอนที่เธอมีอายุ 71 ปี โดยหลังจากเข้าสู่วัยชรา เธอนิยมทานกล้วยกับ “คัลปิส” นมอัดลมยี่ห้อดังในญี่ปุ่น

อนึ่ง บริษัท คาลปิส เป็นผู้ผลิตนมเปรี้ยวชื่อดังและเก่าแก่ของญี่ปุ่น พวกเขาเริ่มกิจการในปี 2462 หรือเมื่อ 105 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม นางอิโตะโอกะเกิดก่อนหน้านั้นถึง 11 ปี

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของนางอิโตะโอกะทำให้ตำแหน่งมนุษย์อายุมากที่สุดในโลกตกเป็นของนาย อินาห์ คานาบาร์โร ลูคัส แม่ชีชาวบราซิล ซึ่งตอนนี้เธอมีอายุ 116 ปีเช่นกัน แต่เธอเกิดหลังนางอิโตะโอกะ 16 วัน

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องประชากรมีอายุยืนยาว โดยเฉพาะผู้หญิง แต่พวกเขากำลังเผชิญปัญหาวิกฤติประชากรที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายของรัฐในการรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่น้อยลง ทำให้คนวัยทำงานค่อยๆ หดเล็กลง

จากสถิติที่นับจนถึงเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปมากกว่า 95,000 คน และ 88% ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง ขณะที่ 1 ใน 3 ของประชากร 124 ล้านคนของแดนอาทิตย์อุทัย เป็นผู้มีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดรับสมัครทุนเรียนฟรีแก่ทายาทสหกรณ์ มุ่งสานต่ออาชีพพระราชทาน ‘เลี้ยงโคนม’

https://www.naewna.com/local/851191

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดรับสมัครทุนเรียนฟรีแก่ทายาทสหกรณ์ มุ่งสานต่ออาชีพพระราชทาน 'เลี้ยงโคนม'

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดรับสมัครทุนเรียนฟรีแก่ทายาทสหกรณ์ มุ่งสานต่ออาชีพพระราชทาน ‘เลี้ยงโคนม’

วันเสาร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

จากนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยให้เข้มแข็ง ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนและสานต่องานโครงการตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง

ในการนี้ “กรมส่งเสริมสหกรณ์” ได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ความว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนม และมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม” มาสานต่อตามแนวพระราชดำริ จึงจัดทำ “โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม” ร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฟรีตลอดหลักสูตร) สาขาสัตวแพทยศาสตร์ สัตวศาสตร์ และสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ให้แก่ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งกรมดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วเป็นระยะเวลา 8 ปี (พ.ศ.2560 – ปัจจุบัน) เพื่อเป็นการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนม จึงจำเป็นต้องสร้างคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมมาต่อยอดอาชีพพระราชทาน เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย อายุเฉลี่ย 55-65 ปี ขณะเดียวกันสหกรณ์โคนมก็ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในนวัตกรรมยุคใหม่มาส่งเสริมฟาร์มโคนมของสมาชิก โดยกรมได้จัดทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษา จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้บุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์โคนม หรือสหกรณ์การเกษตรที่มีสมาชิกเลี้ยงโคนม มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนม เช่น สาขาสัตวแพทยศาสตร์ สัตวศาสตร์ หรือสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ เพื่อที่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมจะได้นำความรู้เชิงวิชาการและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ กลับไปต่อยอดอาชีพเลี้ยงโคนมและพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว และฟาร์มโคนมในพื้นที่ เป็นการช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมให้เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์และชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งกรมฯ ได้จัดสรรดอกผลจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568 ให้บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ฟรีตลอดหลักสูตร จำนวนทั้งสิ้น 49 ทุน ประกอบด้วย สาขาสัตวแพทย์ศาสตร์ จำนวน 17 ทุน สาขาสัตว์ศาสตร์ จำนวน 27 ทุน และสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ จำนวน 5 ทุน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจขอรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทร. 0 2669 4577 หรือติดต่อที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสหกรณ์โคนม และสหกรณ์การเกษตรในบริเวณใกล้เคียงได้ทุกวันในเวลาราชการ ตั้งแต่วันนี้ ถึงเดือนมีนาคม 2568 (ตามแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด)

-(016)

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เป้าหมายใหม่ไอเอส ? ท้าทายทรัมป์ก่อนรับตำแหน่ง

https://www.naewna.com/lady/851201

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เป้าหมายใหม่ไอเอส ? ท้าทายทรัมป์ก่อนรับตำแหน่ง

คุยกัน7วันหน : สหรัฐฯ เป้าหมายใหม่ไอเอส ? ท้าทายทรัมป์ก่อนรับตำแหน่ง

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.45 น.

เหตุสะเทือนขวัญที่คนร้ายใช้รถปิกอัพก่อเหตุรุนแรงถึง 2 ครั้งซ้อนในวันขึ้นปีใหม่ที่สหรัฐฯ สร้างความหวาดกลัวเป็นวงกว้างถึงการกลับมาของการก่อการร้าย ที่เคยคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในโลกตะวันตก ยุคที่กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เรืองอำนาจ สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ต้องเร่งหาคำตอบว่า ไอเอสเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน

วันขึ้่นปีใหม่ 1 มกราคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เผชิญเหตุรุนแรง 2 เหตุการณ์ในวันเดียวกัน ทั้งเหตุคนร้ายขับรถปิกอัพที่เช่ามา พุ่งชนฝูงชนที่กำลังรวมตัวเฉลิมฉลองวันขึ้นไปใหม่ บนถนนเบอร์เบินในย่านเฟรนช์ ควอเตอร์ ย่านประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 35 คน ก่อนออกจากรถมายิงใส่เจ้าหน้าที่และถูกยิงวิสามัญ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ยังเกิดเหตุรถปิกอัพไฟฟ้า ไซเบอร์ทรัค ที่ผลิตโดยบริษัทเทสลา ระบิดด้านนอกโรงแรมทรัมป์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล ในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา มีคนในรถเสียชีวิต 1 ศพ และคนอื่นๆ บาดเจ็บอีก 7 คน

จากการสืบสวนของตำรวจพบว่าผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนคนบนถนนท่องเที่ยวชื่อดังใน นิวออร์ลีนส์ อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เนื่องจากพบธงสัญลักษณ์ของกลุ่มไอเอสอยู่ในรถ รวมทั้งพบคลิปวีดีโอที่ แชมซุด-ดิน จาบบาร์ ผู้ก่อเหตุชาวอเมริกัน วัย 42 ปี จากรัฐเท็กซัส ระบุว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอเอส และเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ แม้ว่าจนถึงขณะนี้ กลุ่มไอเอสจะยังไม่ได้ออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีในครั้งนี้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ขั้นตอนและวิธีการในการก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้แทบจะลอกแบบมาจากคู่มือการก่อการร้ายของไอเอส โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดที่สามารถจับภาพของรถปิกอัพสีขาวที่ขับมาตามถนน ก่อนที่จะเร่งความเร็วและหักเลี้ยวเข้าไปในถนนเบอร์เบิน เพื่อพุ่งชนผู้คนที่ออกมาเดินถนนในค่ำคืนของการเฉลิมฉลอง เหตุการณ์นี้จบลงหลังจากผู้ก่อเหตุลงจากรถและเปิดฉากยิง ก่อนที่จะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีอย่างน้อย 14 ศพ และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 35 คน

เจ้าหน้าที่สืบสวนยังพบในเวลาต่อมาว่า รถปิกอัพทั้งสองคันที่ใช้ในการก่อเหตุทั้งสองเหตุการณ์นี้ ถูกเช่ามาจากบริษัทเช่ารถผ่านแอปพลิเคชั่นบริษัทเดียวกัน จนมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า สองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่พบความเชื่อมโยงของทั้งสองเหตุการณ์นี้ และมุ่งเน้นประเด็นการก่อการร้ายในเหตุการณ์ขับรถพุ่งชนคนที่นิวออร์ลีนส์เป็นหลัก

นับตั้งแต่ปี 2557 ที่กลุ่มไอเอสประกาศให้ผู้สนับสนุนใช้วิธีขับรถพุ่งชนคนถ้าไม่สามารถวางระเบิดหรือก่อเหตุกราดยิงได้ เหตุโจมตีที่นีซในวันชาติฝรั่งเศสเมื่อปี 2559 ก็กลายเป็นการก่อการร้ายจากฝีมือนักรบไอเอส ที่ใช้รถพุ่งชนคนครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 86 ศพ และอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์ดังกล่าวตามมาด้วยการโจมตีในลักษณะคล้ายๆ กันในหลายเมืองใหญ่ของโลกตะวันตก เช่น เหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนคนในตลาดคริสต์มาสที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี เหตุขับรถชนคนบนสะพานเวสต์มินเตอร์ ด้านนอกอาคารรัฐสภาในกรุงลอนดอนของอังกฤษเหตุขับรถพุ่งชนคนบนถนนท่องเที่ยวในบาร์เซโลน่าของสเปน ไปจนถึงที่นิวยอร์ก เมื่อปี 2560 ที่ผู้ก่อเหตุโจมตีโดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมกลุ่มไอเอส

จุดร่วมอย่างหนึ่งของการก่อเหตุเหล่านี้ นอกจากเรื่องแนวคิดอิสลามสุดโต่งแล้ว ก็คือ การใช้วิธีการใดในการก่อเหตุก็ได้ เพื่อคร่าชีวิตของผู้คนให้ได้มากที่สุด โดยตามตำราของไอเอส นั่นก็คือ การขับรถพุ่งชน ก่อนจะเริ่มเปิดฉากยิง หรือไล่แทงคน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็มักจะจบลงด้วยการที่ผู้ก่อเหตุถูกวิสามัญฆาตกรรม

ไม่น่าแปลกใจที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายหลายคนจะออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มเกี่ยวข้องกับตัวผู้ก่อเหตุมากน้อยแค่ไหน และมีบทบาทในเหตุโจมตีที่นิวออร์ลีนส์ ในฐานะแรงบันดาลใจหรือเป็นผู้สั่งการโดยตรง

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เอฟบีไอและซีไอเอ ต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญเหตุก่อการร้าย โดยเฉพาะนับตั้งแต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางร้อนระอุจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่า กลุ่มไอเอสใช้โฆษณาชวนเชื่อบนสื่อสังคมออนไลน์และชักจูงคนให้เข้าเป็นสมาชิก เพื่อก่อเหตุโจมตีในสหรัฐฯ

การขับรถพุ่งชนคนเป็นการโจมตีที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้ก่อเหตุที่มีแนวคิดอิสลามสุดโต่งเท่านั้น เรายังเห็นเหตุโจมตีลักษณะนี้ด้วยสาเหตุอื่นๆ บ่อยมากขึ้น เช่น ที่ ชาร์ลอตส์วิลล์รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อปี 2560 ผู้ก่อเหตุมีแนวคิดเชิดชูคนผิวขาวและขับรถชนผู้ประท้วงต่อต้านแนวคิดดังกล่าว ส่วนเหตุโจมตีในออนแทริโอ เมื่อปี 2564 ผู้ก่อเหตุชาวแคนาดาซึ่งมีแนวคิดเชิดชูคนผิวขาว ตั้งใจขับรถชนครอบครัวชาวมุสลิม ขณะที่บางเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุอาจมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เครียดหรือโกรธแค้นสังคม อย่างเช่น ที่จีน เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ศูนย์กีฬาในเมืองจูไห่มากถึง 35 ศพ

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เอฟบีไอจับมือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ประกาศคำเตือนไปยังตำรวจเกี่ยวกับภัยคุกคามร้ายแรงจากผู้ก่อเหตุที่ลงมือเพียงลำพัง ในช่วงเทศกาลฤดูหนาว หน่วยงานในสหรัฐฯ ประเมินว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะพุ่งเป้าโจมตีไปที่สถานที่สาธารณะที่ใช้จัดงานรวมตัวขนาดใหญ่ แต่มีการรักษาความปลอดภัยต่ำกว่าที่อื่นๆ โดยจะใช้วิธีก่อเหตุที่ไม่ซับซ้อน เช่น ใช้มีดไล่แทงคน ใช้ปืนกราดยิง หรือขับรถพุ่งชนคน เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่านการฝึกซ้อม เข้าถึงอาวุธได้ง่ายและก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง

ในระยะหลังๆ มานี้ สถานการณ์ก่อการร้ายในโลกตะวันตกดูจะไม่ได้รุนแรงเหมือนในอดีต โดยรายงานดัชนีก่อการร้ายโลกฉบับล่าสุด ชี้ว่า เมื่อปี 2566 เกิดเหตุก่อการร้ายในโลกตะวันตก 25 เหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ศพต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่สถานการณ์ในสหรัฐฯ เลวร้ายกว่าชาติอื่นๆ ตัวเลขผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเผชิญเหตุโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง

สามารถเรียกได้ว่า สถานการณ์ก่อการร้ายเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง ในยุคที่โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่การแก้ปัญหาและป้องกันเหตุก่อการร้าย มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นประเด็นหลักในวาระงานของเขา

โดย ดาโน โทนาลี